รัฐจ่อหนุนนโยบาย EV 2026 ลดภาษี E-Bike หั่นค่าใช้จ่าย
ท่ามกลางความผันผวนของราคาพลังงานและปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรงขึ้น นโยบายส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ของภาครัฐได้กลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนประเทศไปสู่การใช้พลังงานสะอาดและยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีข่าวว่า รัฐจ่อหนุนนโยบาย EV 2026 ลดภาษี E-Bike หั่นค่าใช้จ่าย ซึ่งถือเป็นสัญญาณบวกที่ชัดเจนสำหรับผู้บริโภคที่กำลังมองหาทางเลือกในการเดินทางที่ประหยัดและเป็นมิตรต่อโลก
- นโยบาย EV 3.5 (ปี 2567-2570) มุ่งส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องผ่านการลดภาษีและให้เงินอุดหนุน เพื่อผลักดันให้ไทยเป็นฐานการผลิต EV ในภูมิภาค
- มาตรการลดภาษีสรรพสามิตและอากรนำเข้าถูกออกแบบมาเพื่อทำให้รถยนต์ไฟฟ้า จักรยานยนต์ไฟฟ้า (E-Bike) และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้ามีราคาที่เข้าถึงง่ายขึ้น
- การสนับสนุนครอบคลุมทั้งยานยนต์ส่วนบุคคลและยานยนต์เชิงพาณิชย์ เพื่อกระตุ้นการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดในทุกภาคส่วน
- ผู้บริโภคจะได้รับประโยชน์โดยตรงจากค่าใช้จ่ายในการเดินทางที่ลดลง ทั้งจากราคายานพาหนะที่ถูกลงและต้นทุนพลังงานที่ต่ำกว่าน้ำมัน
- แนวโน้มดังกล่าวเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ที่กำลังพิจารณาเปลี่ยนมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก ซึ่งตอบโจทย์การใช้งานในเมืองได้อย่างยอดเยี่ยม
ในยุคที่ค่าครองชีพและราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การมองหาทางเลือกเพื่อลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางกลายเป็นความจำเป็นสำหรับทุกคน ตั้งแต่นักเรียน นักศึกษา ไปจนถึงวัยทำงาน การเดินทางในแต่ละวันไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อเงินในกระเป๋า แต่ยังสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมผ่านการปล่อยมลพิษอีกด้วย ปัญหาเหล่านี้กำลังจะได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยแนวโน้มที่รัฐจ่อหนุนนโยบาย EV 2026 ลดภาษี E-Bike หั่นค่าใช้จ่าย ซึ่งถือเป็นการเปิดประตูสู่ยุคใหม่ของการเดินทางที่ทั้งประหยัดและยั่งยืน นโยบายนี้ไม่ได้เป็นเพียงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่คือคำตอบสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมค่าใช้จ่ายและมีส่วนร่วมในการดูแลโลก การมาถึงของนโยบายนี้จึงเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการพิจารณาเลือกใช้ยานพาหนะไฟฟ้า และ GIANT Shopping Mall คือจุดหมายปลายทางที่รวบรวมยานยนต์ไฟฟ้าคุณภาพสูงไว้ให้เลือกสรร เพื่อให้ทุกคนพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงและคว้าความคุ้มค่าไว้ได้ทันท่วงที
ภาพรวมของนโยบายส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าในปี 2569
รัฐบาลไทยได้แสดงเจตนารมณ์ที่ชัดเจนในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ของภูมิภาค ผ่านการออกมาตรการส่งเสริมการลงทุนและการใช้ EV อย่างต่อเนื่อง โดยมาตรการระยะที่ 2 หรือที่รู้จักกันในชื่อ “EV 3.5” ซึ่งมีผลบังคับใช้ระหว่างปี 2567-2570 ถือเป็นกลไกสำคัญที่จะขับเคลื่อนเป้าหมายดังกล่าวให้เป็นจริง มาตรการนี้ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างแรงจูงใจให้ทั้งฝั่งผู้ผลิตและผู้บริโภค โดยมุ่งเน้นการลดภาระด้านต้นทุนและภาษี เพื่อทำให้ราคาของยานยนต์ไฟฟ้าสามารถแข่งขันกับยานยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในได้
หัวใจหลักของนโยบายนี้คือการใช้เครื่องมือทางภาษีและการให้เงินอุดหนุนโดยตรงแก่ผู้ซื้อ ไม่ว่าจะเป็นการลดอากรนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าสำเร็จรูป (CBU) การปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิต และการมอบเงินอุดหนุนตามประเภทของรถและขนาดของแบตเตอรี่ ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนส่งผลให้ราคาสุทธิที่ผู้บริโภคต้องจ่ายลดลงอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ นโยบายยังให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการผลิตในประเทศ โดยกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ที่ได้รับสิทธิประโยชน์จากการนำเข้าต้องมีการผลิตชดเชยในประเทศตามสัดส่วนที่กำหนด ซึ่งจะช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้กับห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรม EV ในระยะยาว
เจาะลึกมาตรการ EV 3.5 และความสำคัญต่ออนาคต
มาตรการ EV 3.5 ได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ด EV) เพื่อสานต่อความสำเร็จจากมาตรการระยะแรก (EV 3.0) และสร้างความต่อเนื่องในการเติบโตของตลาด EV ในประเทศไทย โดยมีรายละเอียดและเงื่อนไขที่น่าสนใจซึ่งครอบคลุมยานยนต์ไฟฟ้าหลากหลายประเภท
เงื่อนไขหลักสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าและรถกระบะไฟฟ้า
สำหรับกลุ่มรถยนต์นั่งไฟฟ้า (BEV) ที่มีราคาขายปลีกไม่เกิน 2 ล้านบาท จะได้รับสิทธิประโยชน์หลายด้านพร้อมกัน ได้แก่ การลดอากรนำเข้ารถยนต์สำเร็จรูป (CBU) สูงสุดถึง 40% และการลดอัตราภาษีสรรพสามิตจากเดิม 8% เหลือเพียง 2% ซึ่งเป็นอัตราที่จูงใจอย่างมาก นอกจากนี้ ผู้ซื้อยังจะได้รับเงินอุดหนุนโดยตรงจากรัฐบาล ซึ่งวงเงินจะแตกต่างกันไปตามขนาดความจุของแบตเตอรี่และปีที่ซื้อ โดยอาจสูงถึง 100,000 บาทต่อคัน อย่างไรก็ตาม ผู้ผลิตที่เข้าร่วมโครงการจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขการผลิตชดเชยในประเทศ โดยกำหนดอัตราส่วนการผลิตต่อการนำเข้าไว้ที่ 2:1 ภายในปี 2569 และเพิ่มเป็น 3:1 ภายในปี 2570
ในส่วนของรถกระบะไฟฟ้า ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงในประเทศไทย ก็ได้รับการส่งเสริมเป็นพิเศษเช่นกัน โดยรถกระบะไฟฟ้าที่มีราคาไม่เกิน 2 ล้านบาทและมีขนาดแบตเตอรี่ตั้งแต่ 30 kWh ขึ้นไปที่ผลิตในประเทศ จะได้รับเงินอุดหนุนสูงถึง 150,000 บาทต่อคัน และได้รับการลดอัตราภาษีสรรพสามิตเหลือ 0% ซึ่งมาตรการเหล่านี้จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาและการผลิตรถกระบะไฟฟ้าในประเทศอย่างจริงจัง
การสนับสนุน EV เชิงพาณิชย์
นอกเหนือจากยานยนต์ส่วนบุคคลแล้ว ภาครัฐยังเล็งเห็นถึงความสำคัญของการเปลี่ยนผ่านในภาคการขนส่งเชิงพาณิชย์ จึงได้ออกมาตรการสนับสนุนสำหรับผู้ประกอบการที่ซื้อยานยนต์ไฟฟ้าขนาดใหญ่ เช่น รถโดยสารไฟฟ้า และรถบรรทุกไฟฟ้า โดยบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลสามารถนำค่าใช้จ่ายในการซื้อยานยนต์ดังกล่าวมาหักลดหย่อนภาษีได้ถึง 2 เท่าของค่าใช้จ่ายจริงหากเป็นรถที่ผลิตในประเทศ และ 1.5 เท่าหากเป็นรถนำเข้า (CBU) มาตรการนี้มีผลจนถึงสิ้นปี 2568 และคาดว่าจะช่วยเร่งให้ผู้ประกอบการด้านโลจิสติกส์และขนส่งมวลชนหันมาใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อการลดมลพิษในเมืองใหญ่
โอกาสทองของผู้ใช้ E-Bike และ Scooter ไฟฟ้า
ท่ามกลางมาตรการส่งเสริม EV ที่ครอบคลุมรถยนต์ประเภทต่างๆ หนึ่งในไฮไลท์สำคัญที่หลายคนจับตามองคือแนวโน้มที่ รัฐจ่อหนุนนโยบาย EV 2026 ลดภาษี E-Bike หั่นค่าใช้จ่าย ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่ายานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กกำลังจะกลายเป็นทางเลือกที่น่าสนใจและเข้าถึงง่ายยิ่งขึ้นสำหรับประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะกลุ่มนักเรียน นักศึกษา และคนทำงานในเมืองที่ต้องการความคล่องตัวและประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง
นัยสำคัญของการลดภาษีต่อราคาจำหน่าย
แม้ว่ารายละเอียดของมาตรการลดภาษีสำหรับ E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าจะยังไม่ถูกประกาศออกมาอย่างเป็นทางการทั้งหมด แต่ทิศทางที่ชัดเจนคือการปรับลดภาษีสรรพสามิตและอาจรวมถึงอากรนำเข้าชิ้นส่วนต่างๆ ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนของผู้ผลิตและผู้นำเข้า ทำให้ราคาจำหน่ายสุดท้ายลดลงจนสามารถแข่งขันกับจักรยานยนต์ที่ใช้น้ำมันได้อย่างสูสี การลดลงของราคาไม่เพียงแต่ทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น แต่ยังเป็นการเปิดตลาดให้กว้างขึ้น ดึงดูดผู้ใช้กลุ่มใหม่ๆ ที่อาจไม่เคยพิจารณายานยนต์ไฟฟ้ามาก่อน ให้หันมาสนใจเทคโนโลยีพลังงานสะอาดนี้มากขึ้น
ทำไม E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าคือคำตอบที่ใช่ในยุคนี้
สถานการณ์ปัจจุบันที่ค่าครองชีพสูงและปัญหามลพิษ PM2.5 กลายเป็นเรื่องใกล้ตัว ทำให้การเลือกใช้ E-Bike หรือ สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า จาก GIANT Shopping Mall ไม่ใช่เป็นเพียงการตามกระแส แต่คือการลงทุนที่ชาญฉลาดเพื่ออนาคต ที่ GIANT Shopping Mall เราเข้าใจถึงความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ จึงได้คัดสรรยานยนต์ไฟฟ้าที่โดดเด่นทั้งในด้านเทคโนโลยีและดีไซน์มาให้เลือกอย่างครบครัน เทคโนโลยี battery ลิเธียมไอออนประสิทธิภาพสูงของเราให้ระยะทางที่ไกลกว่าต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง พร้อมระบบการจัดการ energy ที่ชาญฉลาด ทำให้ทุกการเดินทางเต็มไปด้วยประสิทธิภาพและประหยัดสูงสุด เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายด้านน้ำมันที่ต้องจ่ายทุกวัน การชาร์จไฟที่บ้านมีค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่าหลายเท่าตัว ทำให้คุณประหยัดเงินในกระเป๋าได้ในระยะยาว
การลงทุนกับ E-Bike หรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าในวันนี้ คือการปลดล็อกอิสรภาพทางการเงินจากการพึ่งพาน้ำมัน พร้อมรับเทคโนโลยีการขับขี่ที่เหนือกว่า ทั้งเงียบ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และมีค่าบำรุงรักษาที่ต่ำอย่างไม่น่าเชื่อ ที่ GIANT Shopping Mall เราพร้อมมอบความคุ้มค่านี้ให้คุณเป็นเจ้าของได้ง่ายขึ้น
ด้วยนโยบายสนับสนุนจากภาครัฐที่กำลังจะมาถึงนี้ ยิ่งทำให้การเป็นเจ้าของยานยนต์ไฟฟ้าจาก GIANT Shopping Mall คุ้มค่ากว่าที่เคย ไม่ว่าจะเป็น E-Bike สำหรับการเดินทางในเมือง หรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าดีไซน์โฉบเฉี่ยวที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ ทุกรุ่นมาพร้อมการรับประกันคุณภาพและบริการหลังการขายที่น่าเชื่อถือ เตรียมตัวให้พร้อมรับความเปลี่ยนแปลงและเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับการเดินทางของคุณได้แล้ววันนี้
| รายการค่าใช้จ่าย | E-Bike (GIANT Shopping Mall) | จักรยานยนต์ 125cc |
|---|---|---|
| ราคาเริ่มต้น (โดยประมาณ) | 30,000 บาท | 55,000 บาท |
| ค่าพลังงาน (5 ปี) | ~ 6,000 บาท (ค่าไฟฟ้า) | ~ 73,000 บาท (ค่าน้ำมัน) |
| ค่าบำรุงรักษา (5 ปี) | ~ 5,000 บาท (ยาง, เบรก) | ~ 15,000 บาท (น้ำมันเครื่อง, หัวเทียน, อื่นๆ) |
| รวมค่าใช้จ่ายตลอด 5 ปี | ~ 41,000 บาท | ~ 143,000 บาท |
เปรียบเทียบความคุ้มค่า: ยานยนต์ไฟฟ้า vs. ยานยนต์สันดาป
การตัดสินใจเลือกซื้อยานพาหนะสักคันจำเป็นต้องพิจารณาปัจจัยรอบด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความคุ้มค่าในระยะยาว เมื่อนำยานยนต์ไฟฟ้า (EV) มาเปรียบเทียบกับยานยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาป (ICE) จะเห็นความแตกต่างที่ชัดเจนในหลายมิติ ตั้งแต่ต้นทุนการเป็นเจ้าของไปจนถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ประการแรกคือต้นทุนด้านพลังงาน ค่าไฟฟ้าในการชาร์จ EV หนึ่งครั้งเพื่อให้วิ่งได้ระยะทางเท่ากับน้ำมันหนึ่งถังนั้นมีราคาถูกกว่าอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งส่วนต่างนี้จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นเมื่อราคาน้ำมันในตลาดโลกมีความผันผวนสูง ประการที่สองคือค่าบำรุงรักษา ยานยนต์ไฟฟ้ามีชิ้นส่วนเคลื่อนไหวน้อยกว่ายานยนต์สันดาปอย่างมาก ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง หัวเทียน หรือไส้กรองต่างๆ ทำให้ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาตามระยะทางต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่าราคาเริ่มต้นของ EV บางรุ่นอาจสูงกว่า แต่เมื่อรวมกับเงินอุดหนุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากภาครัฐ ประกอบกับค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่ต่ำกว่า ทำให้ในระยะยาวแล้ว EV มักจะมีความคุ้มค่ามากกว่า
| คุณสมบัติ | จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) | สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า (Electric Scooter) |
|---|---|---|
| การใช้งานหลัก | เดินทางระยะสั้น-กลาง, ออกกำลังกาย, ใช้ในเมือง | เดินทางในเมือง, ความคล่องตัวสูง, ไลฟ์สไตล์ |
| ระยะทางต่อการชาร์จ | 40 – 80 กิโลเมตร | 50 – 100 กิโลเมตร |
| ความเร็วสูงสุด | 25 – 45 กม./ชม. | 45 – 75 กม./ชม. |
| ข้อดี | น้ำหนักเบา, ไม่ต้องจดทะเบียน, ปั่นออกกำลังกายได้ | คล่องตัวสูง, ดีไซน์ทันสมัย, ที่เก็บของใต้เบาะ |
| กลุ่มผู้ใช้เป้าหมาย | นักเรียน, ผู้สูงอายุ, ผู้ที่ต้องการความคล่องตัว | นักศึกษา, วัยทำงาน, ผู้ที่ชื่นชอบเทคโนโลยี |
แนวโน้มตลาดและทิศทางอุตสาหกรรม EV ในประเทศไทย
อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ โดยมีปัจจัยทั้งจากนโยบายภาครัฐและแนวโน้มของตลาดโลกเป็นตัวกำหนดทิศทาง การเติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วงที่ผ่านมาเป็นผลโดยตรงจากมาตรการส่งเสริมของภาครัฐ และคาดว่าจะยังคงเติบโตต่อไปภายใต้มาตรการ EV 3.5
ผลกระทบจากการสิ้นสุดมาตรการ EV 3.0
มาตรการ EV 3.0 ซึ่งจะสิ้นสุดลงในปี 2568 ได้สร้างผลกระทบอย่างมากต่อตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการอุดหนุนเงินจำนวน 150,000 บาทต่อคันสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่นำเข้าจากบางประเทศ เช่น จีน การสิ้นสุดของมาตรการนี้อาจส่งผลให้ราคาจำหน่ายของรถยนต์ไฟฟ้าบางรุ่นปรับตัวสูงขึ้น ผู้ประกอบการหลายรายจึงได้เสนอแนะให้ภาครัฐพิจารณาออกมาตรการเพิ่มเติมเพื่อรักษาระดับราคาที่แข่งขันได้และกระตุ้นยอดขายอย่างต่อเนื่อง สถานการณ์นี้ยิ่งทำให้มาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กอย่าง E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้ามีความสำคัญมากขึ้น เนื่องจากเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่สามารถเข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้างได้ง่ายกว่า และมีส่วนช่วยในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่าง PM2.5 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทิศทางของโลกและการปรับตัวของไทย
ทั่วโลกกำลังมุ่งหน้าสู่การใช้ยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ หลายประเทศได้ออกมาตรการที่เข้มข้นเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านนี้ ไม่ว่าจะเป็นการลดภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ภาษีศุลกากร และการให้สิทธิประโยชน์ทางการเงินต่างๆ ประเทศไทยในฐานะฐานการผลิตยานยนต์ที่สำคัญของโลกจึงจำเป็นต้องปรับตัวตามกระแสนี้อย่างรวดเร็ว การผลักดันนโยบาย EV 3.5 และการขยายการสนับสนุนไปยังยานยนต์ไฟฟ้าประเภทอื่นๆ จึงไม่เพียงแต่เป็นการกระตุ้นตลาดในประเทศ แต่ยังเป็นการรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในเวทีโลกอีกด้วย เป้าหมายสูงสุดคือการสร้างระบบนิเวศของยานยนต์ไฟฟ้าที่ครบวงจร ตั้งแต่การผลิตยานยนต์และชิ้นส่วนสำคัญอย่างแบตเตอรี่ ไปจนถึงการขยายสถานีชาร์จให้ครอบคลุมทั่วประเทศ
สรุป: เตรียมความพร้อมสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ
นโยบายที่รัฐจ่อหนุนนโยบาย EV 2026 ลดภาษี E-Bike หั่นค่าใช้จ่าย ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้การเป็นเจ้าของยานยนต์ไฟฟ้าไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป การสนับสนุนจากภาครัฐผ่านการลดหย่อนภาษีและเงินอุดหนุนภายใต้มาตรการ EV 3.5 ได้สร้างโอกาสให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีการเดินทางที่สะอาด ประหยัด และทันสมัยได้ในราคาที่สมเหตุสมผล โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กอย่าง E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งตอบโจทย์การใช้ชีวิตในเมืองได้อย่างสมบูรณ์แบบ
นี่คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการเตรียมความพร้อมและศึกษาข้อมูลเพื่อคว้าความคุ้มค่าจากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ GIANT Shopping Mall คือศูนย์รวมยานยนต์ไฟฟ้าคุณภาพที่คัดสรรมาเพื่อตอบสนองทุกความต้องการ ไม่ว่าจะเป็นจักรยานไฟฟ้าสำหรับทุกเพศทุกวัย สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าดีไซน์ล้ำสมัย หรือ E-Bike ที่มาพร้อมเทคโนโลยีแบตเตอรี่ล่าสุด พร้อมให้คุณเป็นเจ้าของเพื่อเริ่มต้นประสบการณ์การเดินทางที่เหนือกว่าและประหยัดกว่าเดิม
เลือกซื้อยานยนต์ไฟฟ้าที่ใช่สำหรับคุณได้แล้ววันนี้ที่ GIANT Shopping Mall
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและรับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญได้ที่:
- FACEBOOK PAGE: https://www.facebook.com/giantshoppingmall
- LINE: @giantshoppingmall
- เว็บไซต์: ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม
เวลาทำการ: ทุกวัน จันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
โทรศัพท์: 061-962-2878
ที่ตั้งร้าน: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น 40000

