จับตานโยบาย EV 2026! รัฐผุดเลนพิเศษหนุนใช้ E-Bike
- ประเด็นสำคัญที่น่าจับตามอง
- บทนำสู่ยุคใหม่ของการเดินทางในเมือง
- เจาะลึกนโยบาย EV 3.5: ทิศทางใหม่ของยานยนต์ไฟฟ้าไทย
- จับตานโยบาย EV 2026! รัฐผุดเลนพิเศษหนุนใช้ E-Bike โอกาสทองของผู้ใช้
- ผลกระทบต่อโครงสร้างพลังงานและแนวโน้มตลาด EV แห่งอนาคต
- เปรียบเทียบมาตรการ EV 3.0 และ EV 3.5 แบบชัดเจน
- เตรียมพร้อมสู่อนาคต: เลือกพาหนะไฟฟ้าคู่ใจจาก GIANT Shopping Mall
ท่ามกลางความท้าทายด้านการจราจรและพลังงานในเขตเมือง การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายครั้งสำคัญกำลังจะเกิดขึ้นกับประเทศไทย บทความนี้จะเจาะลึกถึงประเด็น จับตานโยบาย EV 2026! รัฐผุดเลนพิเศษหนุนใช้ E-Bike ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ในการเดินทางส่วนบุคคล โดยนโยบาย EV 3.5 ที่กำลังจะมาถึง จะส่งผลโดยตรงต่อตลาดและผู้บริโภค พร้อมกับการคาดการณ์ถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างเลนพิเศษ ที่จะทำให้การใช้จักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้ากลายเป็นทางเลือกที่น่าสนใจและปลอดภัยยิ่งขึ้น
ประเด็นสำคัญที่น่าจับตามอง
- นโยบาย EV 3.5: มาตรการใหม่ในปี 2026 จะมุ่งเน้นการส่งเสริมฐานการผลิตในประเทศ ลดการอุดหนุนราคา และสร้างความยั่งยืนให้กับตลาดในระยะยาว
- เลนพิเศษสำหรับ EV ขนาดเล็ก: แนวคิดการสร้างช่องทางสัญจรเฉพาะสำหรับ E-Bike และ Electric Scooter ในกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ จะช่วยยกระดับความปลอดภัยและประสิทธิภาพการเดินทางอย่างก้าวกระโดด
- ความต้องการพลังงานไฟฟ้า: ร่างแผน PDP2026 คาดการณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า ส่วนหนึ่งมาจากการเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งตอกย้ำความสำคัญของการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ
- จุดเปลี่ยนของตลาด: ปี 2026 ถูกมองว่าเป็นปีที่ราคาจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าอาจเทียบเท่ากับรถยนต์สันดาปโดยไม่ต้องพึ่งพาเงินอุดหนุน เกิดการแข่งขันด้านราคาและเทคโนโลยีอย่างเข้มข้น
- โอกาสของผู้บริโภค: การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายและโครงสร้างพื้นฐานนี้ คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการพิจารณาเปลี่ยนมาใช้พาหนะไฟฟ้าส่วนบุคคลขนาดเล็ก เพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตในเมืองยุคใหม่
บทนำสู่ยุคใหม่ของการเดินทางในเมือง
ปัญหาการจราจรที่ติดขัดอย่างหนักในเขตเมือง โดยเฉพาะกรุงเทพมหานครและเมืองใหญ่ต่างๆ ถือเป็นความท้าทายที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจมาอย่างยาวนาน ประกอบกับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ผันผวนและปัญหามลพิษทางอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้น ทำให้ผู้คนจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มคนวัยทำงานและนักศึกษา เริ่มมองหาทางเลือกในการเดินทางที่ประหยัด คล่องตัว และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า (EV) จึงไม่ใช่เพียงกระแสนิยม แต่เป็นความจำเป็นที่ภาครัฐและเอกชนต้องร่วมกันผลักดัน
นโยบายสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าของไทยได้เดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนที่สำคัญ จากมาตรการ EV 3.0 ที่เน้นกระตุ้นตลาดด้วยเงินอุดหนุนจำนวนมาก สู่มาตรการ EV 3.5 ที่จะเริ่มใช้ในปี 2026 ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างความยั่งยืนโดยส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาค การเปลี่ยนแปลงนี้จะส่งผลต่อราคาจำหน่ายและรูปแบบของยานยนต์ไฟฟ้าในตลาดอย่างมีนัยสำคัญ ควบคู่ไปกับแนวคิดการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น “เลนพิเศษสำหรับ EV ขนาดเล็ก” ที่จะเข้ามาปลดล็อกศักยภาพของพาหนะไฟฟ้าส่วนบุคคลอย่างจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า (Electric Scooter) ให้กลายเป็นพระเอกในการเดินทางระยะใกล้ถึงปานกลางได้อย่างเต็มรูปแบบ ช่วงเวลานี้จึงนับเป็นโอกาสอันดีสำหรับผู้บริโภคที่ต้องการปรับเปลี่ยนวิถีการเดินทางให้สอดรับกับอนาคต
เจาะลึกนโยบาย EV 3.5: ทิศทางใหม่ของยานยนต์ไฟฟ้าไทย
มาตรการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า ระยะที่ 2 หรือ EV 3.5 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2569 ถึง 2570 (ค.ศ. 2026-2027) ถือเป็นก้าวสำคัญที่รัฐบาลกำหนดทิศทางของอุตสาหกรรม EV ของไทยให้มุ่งสู่ความยั่งยืน โดยเปลี่ยนจุดเน้นจากการกระตุ้นการซื้อในระยะสั้น มาเป็นการสร้างรากฐานการผลิตที่แข็งแกร่งในประเทศ เพื่อเป้าหมายการเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าของภูมิภาค
การปรับลดเงินอุดหนุนและผลกระทบต่อราคา
หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนที่สุดในนโยบาย EV 3.5 คือการปรับลดวงเงินอุดหนุนสำหรับผู้ซื้อยานยนต์ไฟฟ้า โดยรถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศจะได้รับเงินอุดหนุนลดลงเหลือประมาณ 50,000 บาทต่อคัน จากเดิมในมาตรการ EV 3.0 ที่เคยให้สูงสุดถึง 150,000 บาท ขณะที่รถยนต์นำเข้าอาจไม่ได้รับสิทธิ์นี้ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะส่งผลให้ราคาขายปลีกของรถยนต์ไฟฟ้าปรับตัวสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งเป็นกลไกที่ผลักดันให้ผู้ผลิตเร่งตั้งฐานการผลิตในประเทศเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันด้านราคา
เงื่อนไขการผลิตชดเชยที่เข้มข้นขึ้น
เพื่อกระตุ้นการลงทุนตั้งโรงงานในไทย นโยบาย EV 3.5 ได้ปรับเงื่อนไขการผลิตเพื่อชดเชยการนำเข้าให้มีความเข้มข้นยิ่งขึ้น จากเดิมที่กำหนดอัตราส่วนการนำเข้าต่อการผลิตไว้ที่ 1:1 (นำเข้า 1 คัน ต้องผลิตชดเชยในประเทศ 1 คัน) จะถูกปรับเป็น 1:2 ในปี 2569 และมีแนวโน้มจะเพิ่มเป็น 1:3 ในปีถัดไป เงื่อนไขนี้เป็นการบังคับทางอ้อมให้ค่ายรถยนต์ที่ต้องการทำตลาดในไทยต้องตัดสินใจลงทุนสร้างฐานการผลิตในประเทศ ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจและการจ้างงานในระยะยาว
โครงสร้างภาษีที่เอื้อต่อการผลิตในประเทศ
โครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่ภายใต้มาตรการ EV 3.5 ถูกออกแบบมาเพื่อสนับสนุนผู้ผลิตที่ลงทุนในประเทศอย่างชัดเจน โดยเฉพาะรถกระบะไฟฟ้าและรถยนต์ไฮบริด (MHEV) ที่มีการลงทุนและใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ จะได้รับอัตราภาษีคงที่เป็นเวลา 7 ปี (พ.ศ. 2569-2575) ซึ่งสร้างความเชื่อมั่นและจูงใจให้นักลงทุน นอกจากนี้ บอร์ด EV ชุดใหม่ยังได้ขยายระยะเวลาการจดทะเบียนรถที่ผลิตในประเทศออกไปจนถึงเดือนมกราคมของปีถัดไป เพื่อช่วยแก้ปัญหาการผลิตไม่ทันและป้องกันปัญหารถล้นตลาด
จับตานโยบาย EV 2026! รัฐผุดเลนพิเศษหนุนใช้ E-Bike โอกาสทองของผู้ใช้
ข้อมูลเชิงนโยบายบ่งชี้ว่าภาครัฐกำลังให้ความสำคัญกับการสร้างระบบนิเวศของยานยนต์ไฟฟ้าอย่างครบวงจร ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่แค่รถยนต์ไฟฟ้าเท่านั้น แต่ยังรวมถึงยานพาหนะไฟฟ้าส่วนบุคคลขนาดเล็ก (Personal Light Electric Vehicles – PLEVs) ด้วย หนึ่งในโครงการที่น่าจับตามองและสอดคล้องกับหัวข้อ จับตานโยบาย EV 2026! รัฐผุดเลนพิเศษหนุนใช้ E-Bike คือการเตรียมเปิดตัว “เลนพิเศษสำหรับ EV ขนาดเล็ก” ทั่วกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเห็นเป็นรูปธรรมในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า โครงการนี้ถือเป็นการปฏิวัติการเดินทางในเมือง ที่จะช่วยลดปัญหาการจราจร ลดการใช้พลังงาน และที่สำคัญที่สุดคือการยกระดับความปลอดภัยให้แก่ผู้ขับขี่ E-Bike และ Electric Scooter อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
การเกิดขึ้นของเลนพิเศษนี้ ทำให้การเป็นเจ้าของ E-Bike ไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่คือการลงทุนที่ชาญฉลาดที่สุดสำหรับการเดินทางในเมืองยุคใหม่ GIANT Shopping Mall เข้าใจถึงความต้องการและเตรียมพร้อมรองรับเทรนด์นี้ด้วยจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าหลากหลายรุ่นที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์การใช้งานบนเลนพิเศษโดยเฉพาะ ความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้นจากการไม่ต้องขับขี่ปะปนกับรถยนต์ขนาดใหญ่ ทำให้ผู้ใช้สามารถเดินทางได้อย่างมั่นใจ นอกจากนี้ การขับขี่ในเลนที่ราบรื่นยังช่วยถนอมพลังงาน Battery ได้อย่างดีเยี่ยม เนื่องจากลดการเบรกกะทันหันและการเร่งเครื่องบ่อยครั้ง ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการสิ้นเปลืองพลังงาน จักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าจาก GIANT Shopping Mall มาพร้อมเทคโนโลยีแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนประสิทธิภาพสูง ให้ระยะทางที่ไกลกว่าต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง พร้อมระบบจัดการพลังงานอัจฉริยะ (BMS) ที่ช่วยยืดอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ให้ยาวนานที่สุด
หมดปัญหารถติด ค่าน้ำมันแพง และความกังวลเรื่องความปลอดภัยบนท้องถนน ด้วย E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าจาก GIANT Shopping Mall – คู่หูที่ใช่สำหรับการเดินทางในเมืองยุคใหม่ ที่พร้อมพาคุณลัดเลาะไปทุกที่อย่างคล่องตัวบนเลนพิเศษแห่งอนาคต
เมื่อเปรียบเทียบความคุ้มค่าในการเดินทางระยะยาว การเลือกใช้พาหนะไฟฟ้าจาก GIANT Shopping Mall ถือเป็นการตัดสินใจที่เหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด
| รูปแบบการเดินทาง | E-Bike จาก GIANT Shopping Mall | รถจักรยานยนต์ (125cc) | รถยนต์ส่วนตัว (Eco Car) |
|---|---|---|---|
| ค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน (ต่อวัน) | ~ 2-5 บาท (ค่าไฟฟ้า) | ~ 25-30 บาท (ค่าน้ำมัน) | ~ 50-60 บาท (ค่าน้ำมัน) |
| ค่าบำรุงรักษา (เฉลี่ยต่อปี) | ต่ำมาก (เน้นตรวจเช็คยาง, เบรก) | ปานกลาง (เปลี่ยนน้ำมันเครื่อง, หัวเทียน) | สูง (เช็คระยะ, น้ำมันเครื่อง, ของเหลว) |
| ความคล่องตัวในเมือง | สูงสุด (เข้าถึงเลนพิเศษ, ลัดเลาะง่าย) | สูง | ต่ำ (เผชิญปัญหารถติด) |
| ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม | ไม่มีมลพิษ (Zero Emission) | มีมลพิษ | มีมลพิษสูง |
ผลกระทบต่อโครงสร้างพลังงานและแนวโน้มตลาด EV แห่งอนาคต
การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของยานยนต์ไฟฟ้าไม่เพียงแต่จะเปลี่ยนโฉมหน้าของการคมนาคม แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของประเทศ ซึ่งภาครัฐได้เตรียมการรองรับความท้าทายนี้ผ่านแผนยุทธศาสตร์ระยะยาว
แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP2026)
ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยฉบับใหม่ (PDP2026) ได้คาดการณ์แนวโน้มการใช้ไฟฟ้าในอีก 25 ปีข้างหน้า โดยระบุว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าอาจพุ่งสูงขึ้นถึง 2 เท่าจากปัจจุบัน ปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนความต้องการนี้คือการขยายตัวของยานยนต์ไฟฟ้า (EV), ศูนย์ข้อมูล (Data Center), และระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน ร่างแผนดังกล่าวได้มีการปรับสมมติฐานเป้าหมาย 30@30 (เป้าหมายการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า 30% ในปี 2030) โดยอาจมีการเลื่อนเป้าหมายออกไป 1-5 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับยอดการใช้งานจริง และยังได้เพิ่มอัตราการคงอยู่ของรถ EV ในระบบ (Survival Rate) ให้ใกล้เคียงกับรถยนต์สันดาปมากขึ้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการวางแผนรองรับการใช้งาน EV ในระยะยาวอย่างจริงจัง
เทรนด์เทคโนโลยี EV ที่น่าจับตาในปี 2026
ปี 2026 จะเป็นปีหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญของตลาด EV ทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยด้วย เทคโนโลยีใหม่ๆ จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการตัดสินใจของผู้บริโภค ได้แก่:
- แบตเตอรี่โซลิดสเตต (Solid-State Battery): เทคโนโลยีแบตเตอรี่แห่งอนาคตที่ให้ความจุสูงกว่า ปลอดภัยกว่า และมีอายุการใช้งานยาวนานกว่าแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนในปัจจุบัน
- รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV): จะกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้งในฐานะยานยนต์ทางเลือกสำหรับช่วงเปลี่ยนผ่าน ให้ความยืดหยุ่นในการใช้งานทั้งไฟฟ้าและน้ำมัน
- ระบบขับขี่อัตโนมัติระดับ 3 (Level 3 Autonomous Driving): ระบบที่อนุญาตให้ผู้ขับขี่ปล่อยมือจากพวงมาลัยได้ในบางสถานการณ์ จะเริ่มถูกนำมาใช้ในรถยนต์รุ่นใหม่ๆ มากขึ้น
- เทคโนโลยี Vehicle-to-Grid (V2G) และ Ultra-Fast Charging: V2G จะเปลี่ยนรถยนต์ไฟฟ้าให้เป็นแหล่งเก็บพลังงานสำรองเคลื่อนที่ ส่วนระบบชาร์จเร็วพิเศษจะลดระยะเวลาการชาร์จให้เหลือเพียงไม่กี่นาที
เปรียบเทียบมาตรการ EV 3.0 และ EV 3.5 แบบชัดเจน
เพื่อให้เห็นภาพความแตกต่างของนโยบายส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าของภาครัฐในแต่ละช่วงเวลา การเปรียบเทียบมาตรการ EV 3.0 (ปัจจุบัน) และ EV 3.5 (เริ่มปี 2569) จะช่วยให้ผู้บริโภคและผู้ประกอบการเข้าใจถึงทิศทางของตลาดและเตรียมความพร้อมได้อย่างเหมาะสม
| มาตรการ | EV 3.0 (พ.ศ. 2565 – 2568) | EV 3.5 (พ.ศ. 2569 – 2570) |
|---|---|---|
| เงินอุดหนุน (รถยนต์ไฟฟ้า) | สูงสุด 150,000 บาท (ขึ้นอยู่กับขนาดแบตเตอรี่) | ประมาณ 50,000 บาท (สำหรับรถที่ผลิตในประเทศเท่านั้น) |
| เงื่อนไขการผลิตชดเชย | อัตราส่วนนำเข้าต่อการผลิต 1:1 | อัตราส่วนนำเข้าต่อการผลิต 1:2 (และมีแนวโน้มเป็น 1:3) |
| เป้าหมายหลัก | กระตุ้นการเติบโตของตลาดอย่างรวดเร็ว เพิ่มจำนวนผู้ใช้ EV | สร้างความยั่งยืน, ผลักดันไทยเป็นฐานการผลิตและส่งออก, ป้องกันปัญหารถล้นตลาด |
| กลุ่มเป้าหมายที่ได้รับประโยชน์ | ผู้นำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า และผู้บริโภคในช่วงแรก | ผู้ผลิตที่ลงทุนในประเทศ และอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ไทย |
จากตารางจะเห็นได้ว่านโยบาย EV 3.5 มีเป้าหมายที่ชัดเจนในการสร้างความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมภายในประเทศ แม้ว่าเงินอุดหนุนสำหรับผู้ซื้อจะลดลง แต่จะส่งผลให้เกิดเสถียรภาพด้านราคาในระยะยาวจากการแข่งขันของผู้ผลิตในประเทศ ซึ่งท้ายที่สุดแล้วจะเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคโดยรวม
เตรียมพร้อมสู่อนาคต: เลือกพาหนะไฟฟ้าคู่ใจจาก GIANT Shopping Mall
การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายและโครงสร้างพื้นฐานที่กำลังจะมาถึงในปี 2026 ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าอนาคตของการเดินทางในเมืองคือยานยนต์ไฟฟ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง E-Bike และ Electric Scooter ที่จะได้รับประโยชน์สูงสุดจากโครงการเลนพิเศษ การเตรียมความพร้อมตั้งแต่วันนี้ คือการสร้างความได้เปรียบให้กับตนเอง ทั้งในด้านความประหยัด ความสะดวกสบาย และการเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างเมืองที่น่าอยู่และยั่งยืน
การเลือกซื้อยานพาหนะไฟฟ้าไม่ใช่แค่การเลือกซื้อสินค้า แต่คือการลงทุนเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในระยะยาว GIANT Shopping Mall พร้อมเป็นที่ปรึกษาและผู้จัดจำหน่ายจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าคุณภาพสูง ที่คัดสรรมาเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนเมืองโดยเฉพาะ ด้วยผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ครอบคลุมทุกความต้องการ ตั้งแต่รุ่นเริ่มต้นสำหรับนักศึกษา ไปจนถึงรุ่นประสิทธิภาพสูงสำหรับคนวัยทำงาน พร้อมบริการหลังการขายที่น่าประทับใจ และการจัดส่งทั่วประเทศ
อย่ารอให้อนาคตมาถึง แต่จงเป็นผู้กำหนดอนาคตการเดินทางของคุณเองตั้งแต่วันนี้ ก้าวข้ามปัญหารถติดและค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่บั่นทอนชีวิตประจำวัน แล้วมาสัมผัสประสบการณ์การเดินทางที่อิสระ คล่องตัว และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ติดต่อสอบถามและสั่งซื้อสินค้าได้ที่ GIANT Shopping Mall
- เยี่ยมชมและพูดคุยกับเราได้ที่ FACEBOOK PAGE
- สอบถามข้อมูลด่วนผ่าน LINE
- ดูสินค้าทั้งหมดและ ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม ผ่านเว็บไซต์
ที่ตั้งร้าน: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ตำบล เมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น ขอนแก่น 40000
เวลาทำการ: เปิดบริการทุกวัน จันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
โทรศัพท์: 061-962-2878
เริ่มต้นการเดินทางแห่งอนาคตของคุณกับ GIANT Shopping Mall วันนี้!

