5 คำถามต้องตอบ ก่อนซื้อจักรยานไฟฟ้าคันแรก
- ภาพรวมของการเลือกซื้อจักรยานไฟฟ้า
- คำถามที่ 1: จะใช้จักรยานไฟฟ้าไปทำอะไร?
- คำถามที่ 2: แบตเตอรี่และระยะทางเพียงพอต่อการใช้งานหรือไม่?
- คำถามที่ 3: สมรรถนะของมอเตอร์และตัวรถเหมาะสมแค่ไหน?
- คำถามที่ 4: วัสดุ ความทนทาน และมาตรฐานของชิ้นส่วนเป็นอย่างไร?
- คำถามที่ 5: การรับประกันและความปลอดภัยสำคัญเพียงใด?
- บทสรุป และแนวทางการตัดสินใจเลือกซื้อ
การตัดสินใจซื้อจักรยานไฟฟ้าคันแรกอาจเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้น แต่ก็มาพร้อมกับความซับซ้อนในการเลือกสรร เนื่องจากมีตัวเลือกหลากหลายในตลาด การทำความเข้าใจปัจจัยพื้นฐานและตอบคำถามสำคัญบางประการจะช่วยให้การตัดสินใจง่ายขึ้นและมั่นใจได้ว่าจะได้จักรยานที่ตอบโจทย์การใช้งานอย่างแท้จริง
ภาพรวมของการเลือกซื้อจักรยานไฟฟ้า
ก่อนจะลงลึกในรายละเอียด มีประเด็นสำคัญที่ควรพิจารณาเป็นอันดับแรกเพื่อเป็นแนวทางในการเลือกซื้อจักรยานไฟฟ้าให้เหมาะสมกับความต้องการและคุ้มค่ากับการลงทุนมากที่สุด
- กำหนดวัตถุประสงค์การใช้งาน: การระบุให้ชัดเจนว่าจะใช้จักรยานไฟฟ้าเพื่อการเดินทางในเมือง, การออกกำลังกาย, หรือการเดินทางระยะไกล จะช่วยจำกัดประเภทของจักรยานให้แคบลง
- ตรวจสอบสมรรถนะหลัก: ความจุของแบตเตอรี่, กำลังของมอเตอร์, และระยะทางที่วิ่งได้ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง เป็นหัวใจสำคัญที่ต้องสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์
- คุณภาพและความปลอดภัย: เลือกวัสดุที่ได้มาตรฐาน, มีความทนทาน, และมาพร้อมระบบความปลอดภัยที่เชื่อถือได้ เพื่อการใช้งานที่ยาวนานและปลอดภัย
- บริการหลังการขาย: การรับประกันและศูนย์บริการที่เข้าถึงได้ง่ายเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพื่อความอุ่นใจในการใช้งานระยะยาว
- งบประมาณที่ครอบคลุม: นอกเหนือจากราคาตัวรถ ควรวางแผนงบประมาณสำหรับอุปกรณ์เสริมที่จำเป็น เช่น หมวกกันน็อก, ไฟส่องสว่าง, และอุปกรณ์ล็อก
การพิจารณาเลือกซื้อจักรยานไฟฟ้า หรือ E-bike กำลังเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในกลุ่มผู้ที่ต้องการความสะดวกสบายในการเดินทาง, ผู้สูงอายุที่ต้องการยานพาหนะที่ใช้งานง่าย, หรือแม้แต่นักปั่นที่ต้องการตัวช่วยในการพิชิตเส้นทางที่ท้าทายยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม การจะหาจักรยานไฟฟ้าที่เหมาะสมที่สุดนั้นจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลและความเข้าใจที่ถูกต้อง บทความนี้จึงได้รวบรวม 5 คำถามต้องตอบ ก่อนซื้อจักรยานไฟฟ้าคันแรก เพื่อเป็นคู่มือช่วยให้ผู้ที่สนใจสามารถวิเคราะห์ความต้องการของตนเองและเลือกจักรยานที่ใช่ได้อย่างมั่นใจ
จักรยานไฟฟ้าไม่ได้เป็นเพียงจักรยานธรรมดาที่ติดตั้งมอเตอร์ แต่เป็นระบบที่ผสมผสานระหว่างกำลังของมนุษย์และพลังงานไฟฟ้าอย่างลงตัว การเลือกซื้อจึงต้องพิจารณาองค์ประกอบหลายด้าน ตั้งแต่วัตถุประสงค์การใช้งานหลักไปจนถึงรายละเอียดทางเทคนิค เช่น ประเภทของมอเตอร์, ความจุแบตเตอรี่, วัสดุของโครงสร้าง, และระบบความปลอดภัย การตอบคำถามเหล่านี้จะช่วยคัดกรองตัวเลือกที่มีอยู่มากมายในท้องตลาด ทำให้การลงทุนครั้งนี้เกิดประโยชน์สูงสุดและสอดคล้องกับวิถีชีวิตของผู้ใช้งานอย่างแท้จริง
คำถามที่ 1: จะใช้จักรยานไฟฟ้าไปทำอะไร?
คำถามข้อนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุด เพราะวัตถุประสงค์การใช้งานจะเป็นตัวกำหนดประเภท, ดีไซน์, และคุณสมบัติของจักรยานไฟฟ้าที่เหมาะสม การใช้งานหลักของผู้ใช้กว่า 90% ควรเป็นปัจจัยในการตัดสินใจ เพื่อหลีกเลี่ยงการซื้อจักรยานที่มีฟังก์ชันเกินความจำเป็นหรือไม่ตรงกับความต้องการ โดยสามารถแบ่งประเภทหลักๆ ได้ดังนี้
จักรยานไฟฟ้าสำหรับเดินทางในเมือง (Commuter/Urban E-bike)
จักรยานประเภทนี้ถูกออกแบบมาเพื่อความคล่องตัวในการเดินทางระยะสั้นถึงปานกลางในสภาพแวดล้อมแบบเมือง เช่น การปั่นไปทำงาน, ไปตลาด, หรือทำธุระต่างๆ มักมีลักษณะเด่นคือท่านั่งที่สบาย หลังตรง ไม่ต้องก้มตัวมากนัก, มีบังโคลนเพื่อป้องกันน้ำดีด, และมักติดตั้งตะแกรงสำหรับวางสัมภาระมาให้จากโรงงาน ระบบมอเตอร์จะเน้นความนุ่มนวลและเพียงพอต่อการใช้งานบนทางเรียบหรือเนินชันเล็กน้อย
จักรยานไฟฟ้าพับได้ (Folding E-bike)
เหมาะสำหรับผู้ที่มีพื้นที่จัดเก็บจำกัด เช่น อาศัยอยู่ในคอนโดมิเนียม หรือผู้ที่ต้องการนำจักรยานขึ้นรถไฟฟ้าหรือใส่ท้ายรถยนต์เพื่อเดินทางต่อไปยังจุดหมายอื่น จักรยานประเภทนี้มีจุดเด่นที่ขนาดกะทัดรัดและกลไกการพับที่สะดวก แม้จะมีขนาดล้อที่เล็กกว่าประเภทอื่น แต่ก็ทดแทนด้วยความคล่องตัวในการซอกแซกตามการจราจรที่หนาแน่น และความสะดวกในการพกพา
จักรยานเสือภูเขาไฟฟ้า (E-MTB)
สำหรับสายผจญภัยและผู้ที่ชื่นชอบการออกกำลังกายบนเส้นทางธรรมชาติ จักรยานเสือภูเขาไฟฟ้าถูกสร้างขึ้นมาเพื่อรับมือกับทางวิบากโดยเฉพาะ มีโครงสร้างที่แข็งแรงทนทาน, ระบบกันสะเทือนที่มีประสิทธิภาพสูงทั้งด้านหน้าและหลัง, และยางที่มีดอกยางลึกเพื่อการยึดเกาะที่ดีเยี่ยม หัวใจสำคัญของ E-MTB คือมอเตอร์ที่มีแรงบิดสูง (High Torque) เพื่อช่วยส่งกำลังในการปั่นขึ้นทางชันหรือฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ ได้อย่างมั่นใจ
| คุณสมบัติ | Commuter/Urban E-bike | Folding E-bike | E-MTB |
|---|---|---|---|
| วัตถุประสงค์หลัก | เดินทางในเมือง, ไปทำงาน | เดินทางในเมือง, พกพา, พื้นที่จำกัด | ออกกำลังกาย, ทางวิบาก, ผจญภัย |
| จุดเด่น | ความคล่องตัว, ท่านั่งสบาย, มีอุปกรณ์เสริม | พับเก็บได้, ขนาดเล็ก, น้ำหนักเบา | มอเตอร์แรงบิดสูง, ระบบกันสะเทือน, ทนทาน |
| สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม | ถนนเรียบ, ทางในเมือง | ซอยแคบ, การขนส่งสาธารณะ | ทางดิน, ภูเขา, เนินชัน |
| ผู้ใช้งานที่เหมาะสม | พนักงานออฟฟิศ, นักศึกษา, ผู้ใช้งานทั่วไป | ผู้ที่อาศัยในคอนโด, ผู้ใช้รถไฟฟ้า | นักปั่น, ผู้รักธรรมชาติ, สายลุย |
คำถามที่ 2: แบตเตอรี่และระยะทางเพียงพอต่อการใช้งานหรือไม่?
แบตเตอรี่เปรียบเสมือนถังน้ำมันของจักรยานไฟฟ้า เป็นแหล่งพลังงานหลักที่กำหนดว่าจักรยานจะสามารถพาผู้ใช้งานไปได้ไกลแค่ไหน การเลือกแบตเตอรี่ที่มีคุณภาพและความจุที่เหมาะสมจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง
ทำความเข้าใจหน่วยวัดของแบตเตอรี่
ประสิทธิภาพของแบตเตอรี่มักถูกระบุด้วยหน่วยวัดสองอย่างหลักๆ คือ:
- โวลต์ (V): หมายถึงแรงดันไฟฟ้า มีผลต่อความเร็วในการจ่ายพลังงานไปยังมอเตอร์
- แอมป์-ชั่วโมง (Ah): หมายถึงความจุของแบตเตอรี่ หรือปริมาณพลังงานที่สามารถเก็บได้
เมื่อนำค่าทั้งสองมาคูณกัน จะได้ค่า วัตต์-ชั่วโมง (Wh) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดพลังงานรวมทั้งหมดที่แบตเตอรี่สามารถจ่ายได้ ยิ่งค่า Wh สูง ก็หมายความว่าจักรยานจะสามารถวิ่งได้ระยะทางไกลขึ้นต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง
ปัจจัยที่ส่งผลต่อระยะทางวิ่ง
ระยะทางที่ผู้ผลิตระบุไว้มักเป็นค่าประมาณภายใต้เงื่อนไขการทดสอบที่เหมาะสมที่สุด ในการใช้งานจริง ระยะทางอาจลดลงได้จากหลายปัจจัย เช่น:
- น้ำหนักผู้ขับขี่และสัมภาระ: ยิ่งน้ำหนักมาก มอเตอร์ยิ่งต้องทำงานหนักขึ้นและใช้พลังงานมากขึ้น
- สภาพภูมิประเทศ: การปั่นขึ้นเนินหรือทางลาดชันต่อเนื่องจะใช้พลังงานมากกว่าทางเรียบ
- ระดับการช่วยปั่น (Assist Level): การใช้ระดับการช่วยปั่นสูงสุดตลอดเวลาจะทำให้แบตเตอรี่หมดเร็วกว่า
- แรงลมและสภาพถนน: การปั่นทวนลมแรงหรือบนถนนที่ขรุขระจะเพิ่มแรงต้านและสิ้นเปลืองพลังงาน
- แรงดันลมยาง: ยางที่อ่อนเกินไปจะเพิ่มแรงเสียดทาน ทำให้ต้องใช้พลังงานมากขึ้น
ดังนั้น ควรเลือกแบตเตอรี่ที่มีความจุเผื่อไว้สำหรับการใช้งานจริง เช่น หากต้องการเดินทางไป-กลับ 20 กิโลเมตร ควรเลือกรุ่นที่ระบุระยะทางวิ่งได้ 30-40 กิโลเมตรขึ้นไป เพื่อความมั่นใจ
การดูแลรักษาเพื่อยืดอายุการใช้งาน
แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน (Li-ion) ที่ใช้ในจักรยานไฟฟ้าส่วนใหญ่มีอายุการใช้งานจำกัด โดยนับเป็นรอบการชาร์จ (Charge Cycles) การดูแลรักษาที่ถูกวิธีจะช่วยยืดอายุการใช้งานได้ เช่น หลีกเลี่ยงการปล่อยให้แบตเตอรี่หมดจนเกลี้ยง, ไม่เก็บไว้ในที่ที่มีอุณหภูมิสูงหรือโดนแดดโดยตรง, และควรชาร์จให้เต็มทุกครั้งก่อนนำไปใช้งานเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด
คำถามที่ 3: สมรรถนะของมอเตอร์และตัวรถเหมาะสมแค่ไหน?
มอเตอร์คือหัวใจในการขับเคลื่อนของจักรยานไฟฟ้า การเลือกมอเตอร์ที่มีสมรรถนะเหมาะสมกับลักษณะการใช้งานและสภาพเส้นทางเป็นสิ่งจำเป็น ควบคู่ไปกับการพิจารณาขนาดของตัวรถที่ต้องเข้ากับสรีระและพื้นที่ของผู้ใช้งาน
ประเภทของมอเตอร์และตำแหน่งการติดตั้ง
มอเตอร์จักรยานไฟฟ้าโดยทั่วไปมี 2 ประเภทหลักตามตำแหน่งการติดตั้ง:
- มอเตอร์ดุมล้อ (Hub Motor): ติดตั้งอยู่ที่ดุมล้อหน้าหรือล้อหลัง เป็นประเภทที่พบได้บ่อยในจักรยานไฟฟ้าระดับเริ่มต้นถึงระดับกลาง ให้ความรู้สึกเหมือนถูก “ผลัก” หรือ “ดึง” ไปข้างหน้า ติดตั้งและบำรุงรักษาง่าย
- มอเตอร์กลาง (Mid-drive Motor): ติดตั้งอยู่บริเวณแกนบันไดหรือกะโหลกของจักรยาน มอเตอร์ประเภทนี้จะส่งกำลังผ่านโซ่ไปยังล้อหลังโดยตรง ทำให้ได้สมดุลของรถที่ดีเยี่ยมและให้ความรู้สึกในการปั่นที่เป็นธรรมชาติเหมือนจักรยานทั่วไป มักพบในจักรยานไฟฟ้ารุ่นสูงและ E-MTB เนื่องจากตอบสนองต่อการขึ้นทางชันได้ดีกว่า
กำลังวัตต์ (Watt) และแรงบิด (Torque) สำคัญอย่างไร?
กำลังของมอเตอร์มักระบุเป็นวัตต์ (W) ซึ่งบ่งบอกถึงพละกำลังโดยรวม ยิ่งวัตต์สูง ก็ยิ่งทำความเร็วสูงสุดได้มากขึ้น ส่วนแรงบิด (Torque) มีหน่วยเป็นนิวตันเมตร (Nm) ซึ่งหมายถึงกำลังในการออกตัวหรือการไต่ขึ้นที่สูง ยิ่งค่าแรงบิดสูง จักรยานก็จะยิ่งมีอัตราเร่งที่ดีและสามารถปั่นขึ้นเนินชันได้ง่ายขึ้น สำหรับการใช้งานในเมือง มอเตอร์ 250W-350W ก็ถือว่าเพียงพอ แต่สำหรับ E-MTB หรือผู้ที่ต้องเผชิญทางชันบ่อยๆ อาจต้องพิจารณามอเตอร์ที่มีแรงบิดสูงขึ้น
ระบบเซ็นเซอร์: ตัวช่วยเพิ่มความนุ่มนวล
ระบบเซ็นเซอร์ทำหน้าที่ตรวจจับการปั่นและสั่งการให้มอเตอร์ทำงาน แบ่งเป็น 2 แบบหลัก:
- เซ็นเซอร์ความเร็ว (Cadence Sensor): จะสั่งให้มอเตอร์ทำงานเมื่อตรวจจับได้ว่ามีการหมุนของบันได การจ่ายไฟอาจไม่ราบรื่นนักและมีอาการกระชากเล็กน้อยเมื่อเริ่มปั่น
- เซ็นเซอร์แรงบิด (Torque Sensor): จะตรวจจับแรงกดที่บันได ยิ่งออกแรงกดมาก มอเตอร์ก็จะช่วยส่งกำลังมากขึ้น ทำให้การตอบสนองเป็นธรรมชาติและนุ่มนวลกว่ามาก เหมาะอย่างยิ่งสำหรับเส้นทางที่ต้องการการควบคุมที่แม่นยำ เช่น ทางชันหรือทางวิบาก
คำถามที่ 4: วัสดุ ความทนทาน และมาตรฐานของชิ้นส่วนเป็นอย่างไร?
คุณภาพของวัสดุและชิ้นส่วนประกอบต่างๆ ส่งผลโดยตรงต่อความปลอดภัย, อายุการใช้งาน, และประสบการณ์ในการขับขี่ การเลือกจักรยานที่สร้างจากวัสดุที่แข็งแรงและใช้ชิ้นส่วนที่ได้มาตรฐานจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม
วัสดุเฟรม: หัวใจของความแข็งแรง
เฟรมหรือโครงสร้างหลักของจักรยานเป็นส่วนที่ต้องรับน้ำหนักและแรงกระแทกทั้งหมด วัสดุที่นิยมใช้ผลิตเฟรมจักรยานไฟฟ้า ได้แก่:
- เหล็ก (Steel): มีความแข็งแรงและซับแรงสะเทือนได้ดี แต่มีน้ำหนักมากและอาจเกิดสนิมได้หากดูแลไม่ดี
- อลูมิเนียมอัลลอย (Aluminum Alloy): เป็นวัสดุที่นิยมมากที่สุด มีน้ำหนักเบา ไม่เป็นสนิม และมีความแข็งแรงสูงในราคาที่สมเหตุสมผล
- คาร์บอนไฟเบอร์ (Carbon Fiber): มีน้ำหนักเบาที่สุดและแข็งแรงมาก สามารถออกแบบรูปทรงได้อิสระ แต่มีราคาสูงและต้องการการดูแลเป็นพิเศษ
ส่วนประกอบอื่นๆ ที่ต้องใส่ใจ
นอกเหนือจากเฟรมแล้ว ควรตรวจสอบคุณภาพของส่วนประกอบอื่นๆ ด้วย เช่น ระบบเบรก (ควรเป็นดิสก์เบรกเพื่อการหยุดที่มั่นใจ), ชุดเกียร์, ล้อและยางที่ได้รับมาตรฐาน, และสายไฟที่จัดเก็บอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย การเลือกใช้ชิ้นส่วนจากแบรนด์ที่มีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับจะช่วยเพิ่มความมั่นใจในคุณภาพและหาอะไหล่ทดแทนได้ง่ายกว่า
การวางแผนงบประมาณสำหรับอุปกรณ์เสริม
ความปลอดภัยคือสิ่งสำคัญที่สุดในการขับขี่ การลงทุนในอุปกรณ์เสริมที่มีคุณภาพจึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า
นอกเหนือจากราคาของตัวจักรยานแล้ว ควรเตรียมงบประมาณสำหรับอุปกรณ์เสริมที่จำเป็นเพื่อความปลอดภัยและความสะดวกสบายในการใช้งาน ได้แก่:
- หมวกกันน็อก: อุปกรณ์ที่สำคัญที่สุดเพื่อป้องกันศีรษะ
- ไฟหน้าและไฟท้าย: เพิ่มการมองเห็นในเวลากลางคืนหรือในที่แสงน้อย
- ที่ล็อกจักรยาน: ป้องกันการโจรกรรม
- ชุดเครื่องมือพื้นฐาน: สำหรับการซ่อมบำรุงเล็กๆ น้อยๆ เช่น การเติมลมยางหรือขันน็อต
คำถามที่ 5: การรับประกันและความปลอดภัยสำคัญเพียงใด?
การซื้อจักรยานไฟฟ้าเป็นการลงทุนระยะยาว การมีหลักประกันที่ชัดเจนและเข้าใจข้อควรระวังด้านความปลอดภัยจะช่วยให้ใช้งานได้อย่างสบายใจและเต็มประสิทธิภาพ
การรับประกัน: ความอุ่นใจหลังการซื้อ
ก่อนตัดสินใจซื้อ ควรตรวจสอบเงื่อนไขการรับประกันอย่างละเอียด โดยเฉพาะในส่วนของชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่มีราคาสูง เช่น มอเตอร์, แบตเตอรี่, และกล่องควบคุม ว่ามีระยะเวลาการรับประกันนานเท่าใด และครอบคลุมกรณีใดบ้าง การเลือกร้านค้าหรือตัวแทนจำหน่ายที่มีบริการหลังการขายที่ดีและมีช่างผู้ชำนาญการ จะช่วยแก้ปัญหาได้ง่ายหากจักรยานเกิดชำรุดหรือขัดข้อง
ข้อควรระวังด้านความปลอดภัยทางไฟฟ้า
เนื่องจากจักรยานไฟฟ้ามีระบบไฟฟ้าเป็นส่วนประกอบ จึงมีข้อควรระวังเพิ่มเติมจากจักรยานทั่วไป โดยเฉพาะเรื่องน้ำ ควรหลีกเลี่ยงการขับขี่ลุยน้ำท่วมขังหรือจอดตากฝนเป็นเวลานาน เพราะความชื้นอาจสร้างความเสียหายต่อมอเตอร์, แบตเตอรี่, และสายไฟ ซึ่งอาจนำไปสู่การเกิดไฟรั่วหรือระบบลัดวงจรได้ หากจำเป็นต้องทำความสะอาด ควรใช้ผ้าชุบน้ำหมาดๆ เช็ดแทนการฉีดน้ำล้างโดยตรง
การเลือกซื้อจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ
ปัจจุบันมีจักรยานไฟฟ้าราคาถูกจำนวนมากที่นำเข้าจากต่างประเทศโดยไม่มีการรับรองมาตรฐานที่ชัดเจน ซึ่งอาจมีความเสี่ยงด้านคุณภาพและความปลอดภัย การเลือกซื้อจากยี่ห้อที่เป็นที่รู้จักและมีตัวแทนจำหน่ายที่น่าเชื่อถือในประเทศ จะช่วยให้มั่นใจได้ว่าจะได้รับสินค้าที่มีคุณภาพตรงตามที่ระบุไว้ และได้รับการดูแลหลังการขายที่เป็นระบบ หากไม่แน่ใจ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหรือร้านค้าที่ไว้ใจได้ก่อนตัดสินใจติดตั้งหรือดัดแปลงระบบไฟฟ้าด้วยตนเอง
บทสรุป และแนวทางการตัดสินใจเลือกซื้อ
การเลือกซื้อจักรยานไฟฟ้าคันแรกอาจดูเป็นเรื่องท้าทาย แต่หากเริ่มต้นด้วยการตอบคำถามสำคัญ 5 ข้อนี้อย่างรอบคอบ ก็จะทำให้กระบวนการตัดสินใจง่ายขึ้นและมีทิศทางที่ชัดเจน การทบทวนวัตถุประสงค์การใช้งานเป็นอันดับแรก จะช่วยกำหนดประเภทของจักรยานที่เหมาะสม จากนั้นจึงพิจารณาสมรรถนะของแบตเตอรี่และมอเตอร์ให้สอดคล้องกับเส้นทางและระยะทางที่ใช้เป็นประจำ ควบคู่ไปกับการตรวจสอบคุณภาพของวัสดุและมาตรฐานความปลอดภัย และสุดท้ายคือการเลือกซื้อจากแหล่งที่เชื่อถือได้และมีการรับประกันที่ชัดเจน เพื่อให้การลงทุนครั้งนี้สร้างความสุขและความสะดวกสบายในการเดินทางไปอีกนาน
สำหรับผู้ที่กำลังมองหาจักรยานไฟฟ้าที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ GIANT Shopping Mall คือศูนย์รวมจักรยานไฟฟ้า, สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า, และ E-bike คุณภาพสูงหลากหลายประเภท ที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองทุกความต้องการ พร้อมทีมงานผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมให้คำปรึกษา
สามารถเข้ามาชมสินค้าและทดลองขับขี่ได้ที่ร้าน
ที่ตั้ง: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ตำบล เมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น ขอนแก่น 40000
เวลาทำการ: จันทร์ – เสาร์ (9.00 – 18.00 น.)
โทรศัพท์: 061-962-2878
หรือ ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม ผ่านช่องทางออนไลน์ได้ที่ FACEBOOK PAGE และ LINE

