ขับ E-Bike ต้องมีใบขับขี่ไหม? สรุปกฎหมายที่ต้องรู้
- ประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณา
- ความนิยมและสถานะทางกฎหมายของยานพาหนะไฟฟ้าในปัจจุบัน
- ไขข้อข้องใจกฎหมาย E-Bike ในประเทศไทย
- สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า (E-Scooter) กับข้อกฎหมายที่ต้องรู้
- เปรียบเทียบกฎระเบียบ E-Bike ไทยและต่างประเทศ
- แนวทางปฏิบัติเพื่อการขับขี่ที่ปลอดภัยและถูกต้อง
- ตารางสรุปข้อบังคับสำหรับยานพาหนะไฟฟ้า
- บทสรุปและคำแนะนำในการเลือกซื้อ
ยานพาหนะไฟฟ้าส่วนบุคคลกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) หรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า (E-Scooter) เนื่องจากความสะดวกสบายในการเดินทางระยะสั้น เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน อย่างไรก็ตาม ความนิยมที่เพิ่มขึ้นนี้ได้นำมาซึ่งคำถามสำคัญเกี่ยวกับข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะประเด็นที่ว่าการ ขับ E-Bike ต้องมีใบขับขี่ไหม? ซึ่งเป็นข้อสงสัยที่ผู้ใช้และผู้ที่กำลังสนใจซื้อจำนวนมากต้องการความชัดเจน เพื่อให้สามารถใช้งานได้อย่างถูกต้องและปลอดภัยบนท้องถนน
ประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณา
- จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) ที่มีกำลังมอเตอร์ไม่เกิน 250 วัตต์ และทำความเร็วสูงสุดได้ไม่เกิน 25 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ไม่จัดเป็นรถจักรยานยนต์ตามกฎหมาย จึงไม่ต้องมีใบขับขี่ ไม่ต้องจดทะเบียน และไม่ต้องทำ พ.ร.บ.
- ยานพาหนะไฟฟ้าที่มีกำลังมอเตอร์เกิน 250 วัตต์ หรือทำความเร็วได้เกิน 45 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เช่น มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าส่วนใหญ่ จะถูกจัดเป็นรถจักรยานยนต์ ผู้ขับขี่จำเป็นต้องมีใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์ ต้องจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก และจัดทำประกันภัยภาคบังคับ (พ.ร.บ.)
- กฎหมายในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา มีการแบ่งประเภท E-Bike ออกเป็นคลาสต่างๆ ตามความเร็วและลักษณะการทำงานของมอเตอร์ ซึ่งมีข้อกำหนดแตกต่างกันไปในแต่ละรัฐ และไม่สามารถนำมาใช้บังคับในประเทศไทยได้
- เพื่อความปลอดภัยสูงสุด ผู้ขับขี่ยานพาหนะไฟฟ้าทุกประเภทควรสวมหมวกนิรภัยเสมอ และปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด แม้ว่ายานพาหนะบางประเภทจะไม่ต้องใช้ใบขับขี่ก็ตาม
ความสับสนเกี่ยวกับข้อบังคับทางกฎหมายในการขับขี่ E-Bike และยานพาหนะไฟฟ้าประเภทอื่นๆ เกิดขึ้นจากการที่ยานพาหนะเหล่านี้มีรูปลักษณ์และคุณสมบัติหลากหลาย ตั้งแต่แบบที่มีลักษณะคล้ายจักรยานทั่วไปไปจนถึงแบบที่ใกล้เคียงกับรถจักรยานยนต์ขนาดเล็ก บทความนี้จะทำการวิเคราะห์และสรุปข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องจากกรมการขนส่งทางบก เพื่อให้ผู้ใช้งานมีความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับข้อกำหนดต่างๆ ทั้งเรื่องใบขับขี่ การจดทะเบียน การทำประกันภัย และแนวทางปฏิบัติเพื่อความปลอดภัย
ความนิยมและสถานะทางกฎหมายของยานพาหนะไฟฟ้าในปัจจุบัน
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา กระแสความใส่ใจในสิ่งแวดล้อม การมองหาพลังงานทางเลือก และความต้องการหลีกเลี่ยงปัญหาการจราจรที่หนาแน่นในเขตเมือง ได้ผลักดันให้ยานพาหนะไฟฟ้าส่วนบุคคล (Personal Electric Vehicles) กลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนจำนวนมาก ตั้งแต่นักเรียน นักศึกษา ไปจนถึงวัยทำงานและผู้สูงอายุ ความสะดวกในการใช้งาน ค่าบำรุงรักษาต่ำ และการไม่ต้องพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิงคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้ E-Bike และ E-Scooter ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง
อย่างไรก็ตาม การเข้ามาของเทคโนโลยีใหม่นี้ได้สร้างความท้าทายให้กับหน่วยงานภาครัฐในการกำกับดูแล เนื่องจากกฎหมายที่มีอยู่เดิมถูกร่างขึ้นในบริบทของยานพาหนะที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปเป็นหลัก ทำให้เกิด “พื้นที่สีเทา” ทางกฎหมาย ผู้ใช้จำนวนมากจึงไม่แน่ใจว่ายานพาหนะของตนจัดอยู่ในประเภทใด และต้องปฏิบัติตามข้อบังคับใดบ้าง ซึ่งความไม่ชัดเจนนี้อาจนำไปสู่การกระทำผิดกฎจราจรโดยไม่รู้ตัว และก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อความปลอดภัยทั้งของผู้ขับขี่เองและผู้ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ดังนั้น การทำความเข้าใจสถานะทางกฎหมายในปัจจุบันจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกคนที่เกี่ยวข้อง
ไขข้อข้องใจกฎหมาย E-Bike ในประเทศไทย
คำถามหลักที่ว่า ขับ E-Bike ต้องมีใบขับขี่ไหม? นั้น มีคำตอบที่ไม่ตายตัวและขึ้นอยู่กับคุณสมบัติทางเทคนิคของยานพาหนะเป็นสำคัญ กรมการขนส่งทางบกได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการจำแนกประเภทของยานพาหนะไฟฟ้าไว้อย่างชัดเจน โดยอิงตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 ซึ่งเป็นกฎหมายหลักในการกำกับดูแล
นิยามและหลักเกณฑ์การจำแนกประเภท
ตามกฎหมายไทย การจะตัดสินว่ายานพาหนะไฟฟ้าคันใดเป็น “จักรยาน” หรือ “รถจักรยานยนต์” จะพิจารณาจากปัจจัยหลัก 2 ประการ คือ กำลังของมอเตอร์ไฟฟ้า (หน่วยเป็นวัตต์) และความเร็วสูงสุดที่ยานพาหนะทำได้ นอกจากนี้ ลักษณะทางกายภาพ เช่น การมีบันไดถีบ ก็เป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่ใช้ในการพิจารณา
หัวใจสำคัญของการจำแนกประเภทคือ หากยานพาหนะไฟฟ้ามีคุณสมบัติเทียบเท่าหรือสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้สำหรับรถจักรยานยนต์ ก็จะถูกควบคุมภายใต้กฎหมายเดียวกันทันที
จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) ที่ไม่ต้องใช้ใบขับขี่
ยานพาหนะไฟฟ้าที่จะได้รับการยกเว้น ไม่ต้องมีใบขับขี่ ไม่ต้องจดทะเบียน และไม่ต้องทำประกันภัยภาคบังคับ (พ.ร.บ.) จะต้องมีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไขของ “จักรยาน” ซึ่งหมายถึงยานพาหนะที่มีลักษณะดังนี้:
- ลักษณะคล้ายจักรยานทั่วไป: ต้องมีโครงสร้างหลักเป็นแบบจักรยาน มีล้อสองล้อ และที่สำคัญคือต้องมี บันไดถีบ (Pedals) สำหรับใช้ปั่นได้เหมือนจักรยานปกติ
- กำลังมอเตอร์ไฟฟ้า: ต้องมีกำลังมอเตอร์ไม่เกิน 250 วัตต์ (หรือ 0.25 กิโลวัตต์)
- ความเร็วสูงสุด: ต้องมีความเร็วสูงสุดที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าไม่เกิน 25 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
จักรยานไฟฟ้าที่เข้าเกณฑ์เหล่านี้ ถือเป็น “จักรยานที่ติดตั้งมอเตอร์ช่วย” ซึ่งกฎหมายอนุญาตให้ใช้งานได้เช่นเดียวกับจักรยานทั่วไป ผู้ขับขี่สามารถใช้งานบนถนนสาธารณะได้โดยไม่ต้องมีเอกสารใดๆ แต่ยังคงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกฎจราจรสำหรับจักรยานอย่างเคร่งครัด เช่น การให้สัญญาณมือ การขับขี่ในช่องทางที่กำหนด และห้ามขับขี่บนทางเท้า
ยานพาหนะไฟฟ้าที่เข้าข่ายรถจักรยานยนต์
ในทางกลับกัน หากยานพาหนะไฟฟ้ามีคุณสมบัติเกินกว่าเกณฑ์ที่กล่าวมาข้างต้น จะถูกจัดประเภทเป็น “รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า” ตามพระราชบัญญัติรถยนต์ทันที ซึ่งเงื่อนไขที่ทำให้เข้าข่ายประเภทนี้ ได้แก่:
- กำลังมอเตอร์ไฟฟ้าสูง: มีกำลังของมอเตอร์ไฟฟ้ามากกว่า 250 วัตต์ขึ้นไป
- ความเร็วสูงสุดเกินกำหนด: สามารถทำความเร็วสูงสุดได้เกิน 45 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
- ลักษณะทางกายภาพ: มีรูปลักษณ์คล้ายรถจักรยานยนต์ทั่วไป ไม่มีบันไดถีบสำหรับปั่น และใช้การบิดคันเร่งเพื่อขับเคลื่อนเพียงอย่างเดียว
เมื่อยานพาหนะไฟฟ้าถูกจัดเป็นรถจักรยานยนต์แล้ว ผู้ขับขี่และเจ้าของรถจะต้องปฏิบัติตามข้อบังคับทุกประการเช่นเดียวกับรถจักรยานยนต์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ดังนี้:
- ต้องมีใบอนุญาตขับขี่: ผู้ขับขี่ต้องมีใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล
- ต้องจดทะเบียนรถ: ต้องนำรถไปจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกเพื่อขอรับแผ่นป้ายทะเบียน
- ต้องจัดทำ พ.ร.บ.: ต้องทำประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (พ.ร.บ.)
- ต้องสวมหมวกนิรภัย: ทั้งผู้ขับขี่และผู้ซ้อนท้ายต้องสวมหมวกนิรภัยทุกครั้งที่เดินทาง
การไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดเหล่านี้ถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายและมีบทลงโทษตามที่กฎหมายกำหนด เช่น ค่าปรับ หรือการยึดรถ
สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า (E-Scooter) กับข้อกฎหมายที่ต้องรู้
สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าเป็นอีกหนึ่งยานพาหนะที่สร้างความสับสนทางกฎหมายอย่างมาก เนื่องจากมีขนาดเล็กและใช้งานง่าย หลายคนจึงอาจเข้าใจผิดว่าสามารถใช้งานได้อย่างอิสระเหมือนของเล่น แต่ในความเป็นจริงแล้ว สถานะทางกฎหมายของสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้ามีความซับซ้อนและเข้มงวดกว่าที่คิด
สถานะทางกฎหมายของสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าบนถนนสาธารณะ
ตามการตีความกฎหมายของกรมการขนส่งทางบกในปัจจุบัน สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าส่วนใหญ่ที่วางจำหน่ายในท้องตลาดมักมีกำลังมอเตอร์และความเร็วที่เข้าข่ายเป็น “รถจักรยานยนต์” เนื่องจากไม่มีบันไดถีบและใช้คันเร่งในการขับเคลื่อนเป็นหลัก ดังนั้น หากนำสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้ามาใช้งานบนถนนสาธารณะ จะต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบเช่นเดียวกับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า กล่าวคือ ต้องจดทะเบียนและผู้ขับขี่ต้องมีใบขับขี่
อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ การนำสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าไปจดทะเบียนนั้นเป็นไปได้ยาก เนื่องจากสกู๊ตเตอร์ส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกออกแบบหรือผลิตตามมาตรฐานความปลอดภัยที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด (เช่น ไม่มีไฟเลี้ยว, ไม่มีกระจกมองข้าง, ขนาดล้อไม่ได้มาตรฐาน) จึงทำให้ไม่ผ่านการตรวจสภาพและไม่สามารถจดทะเบียนได้ ผลที่ตามมาคือ สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าส่วนใหญ่จึงไม่สามารถใช้งานบนถนนสาธารณะได้อย่างถูกกฎหมาย
ข้อควรปฏิบัติสำหรับผู้ใช้สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า
แม้จะมีความคลุมเครืออยู่บ้าง แต่เพื่อความปลอดภัยและหลีกเลี่ยงปัญหาทางกฎหมาย ผู้ใช้สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าควรยึดหลักปฏิบัติดังนี้:
- จำกัดพื้นที่การใช้งาน: ควรใช้งานสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าในพื้นที่ส่วนบุคคล หมู่บ้าน หรือพื้นที่ปิดที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น
- หลีกเลี่ยงถนนสาธารณะ: ห้ามนำสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่ไม่ได้จดทะเบียนไปขับขี่บนถนน ทางเท้า หรือพื้นที่สาธารณะโดยเด็ดขาด เพราะถือว่าผิดกฎหมายและเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ
- สวมใส่อุปกรณ์ป้องกัน: ควรสมหมวกนิรภัยและอุปกรณ์ป้องกันอื่นๆ ทุกครั้งเพื่อความปลอดภัย
เปรียบเทียบกฎระเบียบ E-Bike ไทยและต่างประเทศ
เพื่อให้เห็นภาพรวมที่กว้างขึ้น การศึกษากฎหมายของประเทศอื่นสามารถช่วยให้เข้าใจแนวทางการกำกับดูแลที่แตกต่างกันได้ โดยเฉพาะในประเทศแถบอเมริกาเหนือและยุโรปที่ E-Bike ได้รับความนิยมมาอย่างยาวนาน
ระบบการจำแนกคลาสในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา
ในหลายรัฐของสหรัฐอเมริกาและแคนาดา มีการนำระบบการจำแนก E-Bike ออกเป็น 3 คลาส (Class System) มาใช้เพื่อกำหนดกฎระเบียบให้เหมาะสมกับสมรรถนะของรถแต่ละประเภท ซึ่งช่วยสร้างความชัดเจนให้กับผู้ใช้งาน:
- คลาส 1 (Class 1): เป็น E-Bike ที่มอเตอร์จะทำงานเมื่อผู้ขับขี่ทำการปั่นเท่านั้น (Pedal-Assist) และจะหยุดทำงานเมื่อความเร็วถึง 20 ไมล์ต่อชั่วโมง (ประมาณ 32 กม./ชม.) โดยทั่วไปคลาสนี้ไม่ต้องใช้ใบขับขี่หรือจดทะเบียน
- คลาส 2 (Class 2): เป็น E-Bike ที่มีคันเร่ง (Throttle-Assist) ทำให้สามารถเคลื่อนที่ได้โดยไม่ต้องปั่น แต่มอเตอร์จะหยุดทำงานเมื่อความเร็วถึง 20 ไมล์ต่อชั่วโมง (ประมาณ 32 กม./ชม.) คลาสนี้ส่วนใหญ่ก็ไม่ต้องใช้ใบขับขี่เช่นกัน
- คลาส 3 (Class 3): เป็น E-Bike แบบ Pedal-Assist ที่มอเตอร์จะช่วยไปจนถึงความเร็ว 28 ไมล์ต่อชั่วโมง (ประมาณ 45 กม./ชม.) ในบางพื้นที่อาจมีข้อกำหนดเพิ่มเติม เช่น กำหนดอายุขั้นต่ำของผู้ขับขี่ หรือบังคับให้สวมหมวกนิรภัย
ยานพาหนะไฟฟ้าใดๆ ที่มีความเร็วสูงกว่านี้ หรือมีกำลังมอเตอร์เกิน 750 วัตต์ มักจะถูกจัดเป็นยานพาหนะประเภทอื่น เช่น Moped หรือรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งต้องมีใบขับขี่และจดทะเบียน
ความแตกต่างและข้อคิดสำหรับประเทศไทย
จะเห็นได้ว่าแนวทางของต่างประเทศมุ่งเน้นไปที่ความเร็วและรูปแบบการทำงานของมอเตอร์ (ปั่นช่วยหรือใช้คันเร่ง) เป็นหลัก ในขณะที่กฎหมายของไทยจะเน้นที่กำลังของมอเตอร์ (250 วัตต์) เป็นเกณฑ์สำคัญในการแบ่งแยกระหว่าง “จักรยาน” กับ “รถจักรยานยนต์” ซึ่งเป็นแนวทางที่เรียบง่ายกว่าแต่ก็อาจไม่ครอบคลุมยานพาหนะรูปแบบใหม่ๆ ที่มีเทคโนโลยีหลากหลายได้ทั้งหมด
ข้อสำคัญที่ผู้ใช้ในไทยต้องจำไว้คือ กฎหมายของต่างประเทศไม่สามารถนำมาอ้างอิงเพื่อใช้งานในประเทศไทยได้ การปฏิบัติตามกฎหมายไทยจึงเป็นสิ่งจำเป็นและถูกต้องที่สุด
แนวทางปฏิบัติเพื่อการขับขี่ที่ปลอดภัยและถูกต้อง
นอกเหนือจากการทำความเข้าใจข้อกฎหมายแล้ว การเตรียมความพร้อมและมีจิตสำนึกด้านความปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการใช้งานยานพาหนะไฟฟ้าทุกชนิด
การตรวจสอบคุณสมบัติยานพาหนะก่อนตัดสินใจซื้อ
ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อ E-Bike หรือยานพาหนะไฟฟ้าอื่นๆ ควรตรวจสอบข้อมูลจำเพาะทางเทคนิค (Specifications) ของผลิตภัณฑ์อย่างละเอียด โดยให้ความสำคัญกับประเด็นต่อไปนี้:
- กำลังมอเตอร์ (Watt): ตรวจสอบว่ากำลังมอเตอร์ไม่เกิน 250 วัตต์ หากต้องการใช้งานแบบจักรยานที่ไม่ต้องมีใบขับขี่
- ความเร็วสูงสุด (Max Speed): ตรวจสอบว่าความเร็วสูงสุดที่ทำได้ไม่เกิน 25 กม./ชม.
- ลักษณะทางกายภาพ: ตรวจสอบว่ามีบันไดถีบและมีลักษณะเป็นจักรยานหรือไม่
- เอกสารกำกับ: สอบถามผู้ขายว่ายานพาหนะรุ่นดังกล่าวสามารถจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกได้หรือไม่ หากเป็นรุ่นที่มีสมรรถนะสูง
ความสำคัญของอุปกรณ์นิรภัยและการเคารพกฎจราจร
ความปลอดภัยควรมาเป็นอันดับแรกเสมอ ไม่ว่ากฎหมายจะบังคับหรือไม่ก็ตาม
- สวมหมวกนิรภัย: เป็นอุปกรณ์ที่สำคัญที่สุดในการป้องกันการบาดเจ็บที่ศีรษะ ควรเลือกหมวกที่ได้มาตรฐานและสวมให้ถูกวิธีทุกครั้ง
- ติดตั้งอุปกรณ์ส่องสว่าง: ควรมีไฟหน้าและไฟท้าย โดยเฉพาะเมื่อต้องขับขี่ในเวลากลางคืนหรือในที่แสงน้อย
- เคารพกฎจราจร: ปฏิบัติตามสัญญาณไฟและป้ายจราจร ให้สัญญาณเมื่อต้องการเลี้ยวหรือเปลี่ยนช่องทาง และใช้ความเร็วที่เหมาะสมกับสภาพการจราจร
- หลีกเลี่ยงการใช้ทางเท้า: การขับขี่ยานพาหนะทุกชนิดบนทางเท้าเป็นสิ่งผิดกฎหมายและเป็นอันตรายต่อคนเดินเท้า
ตารางสรุปข้อบังคับสำหรับยานพาหนะไฟฟ้า
| ประเภทยานพาหนะ | ต้องมีใบขับขี่หรือไม่? | ต้องจดทะเบียนหรือไม่? | ต้องมี พ.ร.บ. หรือไม่? |
|---|---|---|---|
| จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) ทั่วไป (กำลัง ≤ 250W, ความเร็ว ≤ 25 กม./ชม.) | ไม่ต้อง | ไม่ต้อง | ไม่ต้อง |
| มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า (กำลัง > 250W หรือ ความเร็ว > 45 กม./ชม.) | ต้อง (ใบขับขี่รถจักรยานยนต์) | ต้อง | ต้อง |
| สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า (E-Scooter) (เมื่อใช้บนถนนสาธารณะ) | ต้อง (ตามกฎหมายปัจจุบัน) | ต้อง (แต่ในทางปฏิบัติทำได้ยาก) | ต้อง |
บทสรุปและคำแนะนำในการเลือกซื้อ
โดยสรุปแล้ว คำตอบของคำถามที่ว่า ขับ E-Bike ต้องมีใบขับขี่ไหม? ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของยานพาหนะเป็นสำคัญ หากเป็นจักรยานไฟฟ้าที่มีกำลังมอเตอร์ไม่เกิน 250 วัตต์ และความเร็วสูงสุดไม่เกิน 25 กม./ชม. ก็สามารถใช้งานได้เหมือนจักรยานทั่วไปโดยไม่ต้องมีใบขับขี่ แต่หากเป็นยานพาหนะไฟฟ้าที่มีสมรรถนะสูงกว่านั้น เช่น มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า หรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า จะเข้าข่ายเป็นรถจักรยานยนต์ตามกฎหมาย ซึ่งบังคับให้ผู้ขับขี่ต้องมีใบขับขี่ ต้องจดทะเบียน และต้องทำ พ.ร.บ. ให้ถูกต้อง
การเลือกซื้อยานพาหนะไฟฟ้าที่เหมาะสมจึงควรพิจารณาทั้งวัตถุประสงค์การใช้งานและข้อกำหนดทางกฎหมายประกอบกัน เพื่อให้มั่นใจได้ว่าจะสามารถขับขี่ได้อย่างสบายใจ ปลอดภัย และไม่สร้างปัญหาในภายหลัง การศึกษาข้อมูลและเลือกซื้อจากแหล่งที่เชื่อถือได้จึงเป็นก้าวแรกที่สำคัญที่สุด
สำหรับผู้ที่กำลังพิจารณาเลือกซื้อจักรยานไฟฟ้า สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า หรือ E-bike ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายและถูกต้องตามกฎระเบียบ สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ GIANT Shopping Mall ซึ่งเป็นศูนย์รวมจำหน่ายจักรยานไฟฟ้าทุกประเภท พร้อมให้คำแนะนำเพื่อให้ได้ยานพาหนะที่เหมาะสมที่สุดกับการใช้งาน
สามารถติดต่อเพื่อรับข้อมูลหรือปรึกษาได้ที่ FACEBOOK PAGE หรือ LINE และสามารถ ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม ผ่านทางเว็บไซต์ได้โดยตรง
