E-Bike vs มอเตอร์ไซค์: คำนวณจุดคุ้มทุน ใครประหยัดกว่า?
- ภาพรวมการเปรียบเทียบ: E-Bike และมอเตอร์ไซค์
- เจาะลึกค่าใช้จ่ายเริ่มต้น: ราคาซื้อครั้งแรก
- การวิเคราะห์ค่าใช้จ่ายในการใช้งาน: สงครามค่าพลังงาน
- ตารางเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายรายปี: เห็นภาพชัดใน 1 นาที
- ค่าบำรุงรักษาและค่าใช้จ่ายแฝง: ต้นทุนที่มองไม่เห็น
- หัวใจสำคัญ: การคำนวณจุดคุ้มทุน (Break-Even Point)
- ปัจจัยนอกเหนือจากตัวเลขที่ต้องพิจารณา
- บทสรุป: E-Bike คือคำตอบของการเดินทางที่ประหยัดจริงหรือ?
ในยุคที่ค่าครองชีพและราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การเลือกยานพาหนะที่เหมาะสมสำหรับการเดินทางในชีวิตประจำวันกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อสถานะทางการเงิน การเปรียบเทียบระหว่างจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) และมอเตอร์ไซค์ที่ใช้น้ำมันจึงเป็นหัวข้อที่ได้รับความสนใจอย่างมาก บทความนี้จะทำการวิเคราะห์และเปรียบเทียบอย่างละเอียดในทุกมิติ เพื่อตอบคำถามสำคัญที่ว่า E-Bike vs มอเตอร์ไซค์: คำนวณจุดคุ้มทุน ใครประหยัดกว่า?
- จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) มีต้นทุนด้านพลังงานต่อกิโลเมตรที่ต่ำกว่ามอเตอร์ไซค์น้ำมันอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีค่าใช้จ่ายเพียง 8 สตางค์ต่อกิโลเมตร เทียบกับ 1.05 บาทของมอเตอร์ไซค์
- ราคาเริ่มต้นของ E-Bike มีความหลากหลาย ตั้งแต่รุ่นพื้นฐานไปจนถึงรุ่นประสิทธิภาพสูง ทำให้เข้าถึงได้ง่ายกว่ายานพาหนะประเภทอื่น
- จุดคุ้มทุนของการเปลี่ยนมาใช้ E-Bike ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้งานและระยะทางการเดินทางเป็นหลัก โดยผู้ที่เดินทางเป็นประจำจะเห็นความคุ้มค่าได้เร็วยิ่งขึ้น
- นอกเหนือจากค่าพลังงาน E-Bike ยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายแฝงอื่นๆ เช่น ค่าบำรุงรักษาและค่าที่จอดรถ ซึ่งส่งผลต่อต้นทุนรวมในระยะยาว
- การตัดสินใจเลือกระหว่าง E-Bike และมอเตอร์ไซค์ควรพิจารณาปัจจัยด้านไลฟ์สไตล์ เช่น ระยะทาง ความเร็วที่ต้องการ และความสะดวกในการชาร์จ ประกอบกับข้อมูลด้านค่าใช้จ่าย
การพิจารณาเลือกยานพาหนะส่วนบุคคลสำหรับการเดินทางในเมืองหรือระยะทางสั้นๆ กลายเป็นโจทย์ที่ซับซ้อนมากขึ้น คำถามที่ว่าระหว่าง E-Bike vs มอเตอร์ไซค์: คำนวณจุดคุ้มทุน ใครประหยัดกว่า? สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการของผู้บริโภคที่มองหาโซลูชันการเดินทางที่ไม่เพียงแต่สะดวกสบาย แต่ยังต้องคุ้มค่าและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การวิเคราะห์นี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ราคาซื้อขาย แต่ครอบคลุมถึงค่าใช้จ่ายทั้งหมดตลอดอายุการใช้งาน ตั้งแต่ค่าพลังงาน ค่าบำรุงรักษา ไปจนถึงค่าใช้จ่ายแฝงอื่นๆ เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนและเป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจ
บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอข้อมูลเชิงเปรียบเทียบอย่างเป็นระบบ โดยอ้างอิงจากข้อมูลต้นทุนที่เป็นจริง ทั้งในด้านราคาเริ่มต้นของยานพาหนะแต่ละประเภท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานรายวัน รายเดือน และรายปี เพื่อให้ผู้อ่านสามารถคำนวณจุดคุ้มทุนของตนเองได้ และมองเห็นภาพรวมว่าการลงทุนในยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็กอย่าง E-Bike จะสามารถสร้างความประหยัดได้มากน้อยเพียงใดเมื่อเทียบกับมอเตอร์ไซค์ที่ใช้น้ำมันซึ่งเป็นที่นิยมในปัจจุบัน
ภาพรวมการเปรียบเทียบ: E-Bike และมอเตอร์ไซค์
ก่อนจะลงลึกในรายละเอียดของการคำนวณ การทำความเข้าใจลักษณะพื้นฐานของยานพาหนะทั้งสองประเภทเป็นสิ่งสำคัญ จักรยานไฟฟ้า หรือ E-Bike คือจักรยานที่ติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่เพื่อช่วยผ่อนแรงในการปั่น ทำให้สามารถเดินทางได้ไกลขึ้นและใช้แรงน้อยลง เหมาะสำหรับการเดินทางในเมือง ระยะทางไม่ไกลมาก และไม่ต้องการความเร็วสูง ในทางกลับกัน มอเตอร์ไซค์ที่ใช้น้ำมันเป็นยานพาหนะที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์สันดาปภายใน ให้กำลังและความเร็วสูงกว่า สามารถเดินทางได้ไกลกว่า และมีความคล่องตัวสูงในสภาพการจราจรที่หลากหลาย อย่างไรก็ตาม มอเตอร์ไซค์ก็มาพร้อมกับต้นทุนด้านเชื้อเพลิงและการบำรุงรักษาที่สูงกว่าอย่างชัดเจน
เจาะลึกค่าใช้จ่ายเริ่มต้น: ราคาซื้อครั้งแรก
ด่านแรกของการเป็นเจ้าของยานพาหนะคือราคาซื้อ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่หลายคนใช้ในการตัดสินใจเบื้องต้น ราคาเริ่มต้นของ E-Bike และมอเตอร์ไซค์มีความแตกต่างกันอย่างมาก และมีผลโดยตรงต่อการคำนวณจุดคุ้มทุนในระยะยาว
ราคาจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) ในตลาดปัจจุบัน
ตลาดจักรยานไฟฟ้าในประเทศไทยมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีตัวเลือกที่หลากหลายในด้านราคาและคุณภาพ โดยสามารถแบ่งช่วงราคาได้ดังนี้:
- รุ่นพื้นฐาน (Entry-Level): ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 8,900 บาท เหมาะสำหรับการใช้งานทั่วไปในระยะทางสั้นๆ และไม่เน้นฟังก์ชันเสริมมากนัก
- รุ่นระดับกลาง (Mid-Range): อยู่ในช่วงราคาประมาณ 13,900 บาท ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับความนิยมสูง เนื่องจากให้ความสมดุลระหว่างราคา คุณภาพของแบตเตอรี่ และระยะทางที่วิ่งได้ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง
- รุ่นประสิทธิภาพสูง (High-End): อาจมีราคาสูงถึง 50,000 – 70,000 บาท หรือมากกว่านั้น โดยมักจะมาพร้อมกับแบตเตอรี่คุณภาพสูง มอเตอร์ที่ทรงพลัง โครงสร้างที่แข็งแรง และฟีเจอร์เพิ่มเติมต่างๆ
ความหลากหลายของราคาทำให้ผู้บริโภคสามารถเลือก E-Bike ที่เหมาะสมกับงบประมาณและลักษณะการใช้งานของตนเองได้ง่าย
การพิจารณาต้นทุนเริ่มต้นของมอเตอร์ไซค์
ในส่วนของมอเตอร์ไซค์น้ำมัน ราคาเริ่มต้นสำหรับรุ่นทั่วไปในตลาดมักจะสูงกว่า E-Bike ในระดับพื้นฐานและระดับกลาง แม้ว่าข้อมูลการวิจัยจะไม่ได้ระบุราคาของมอเตอร์ไซค์น้ำมันโดยตรง แต่โดยทั่วไปแล้ว มอเตอร์ไซค์ครอบครัวขนาดเล็ก (ประมาณ 110-125 ซีซี) จะมีราคาเริ่มต้นที่หลายหมื่นบาท ซึ่งสูงกว่า E-Bike รุ่นกลางอย่างเห็นได้ชัด ส่วนต่างของราคาเริ่มต้นนี้เองที่เป็นตัวแปรสำคัญในการคำนวณว่าต้องใช้เวลานานเท่าใด กว่าที่ค่าใช้จ่ายที่ประหยัดได้จาก E-Bike จะสามารถชดเชยต้นทุนเริ่มต้นที่ต่ำกว่าได้
การวิเคราะห์ค่าใช้จ่ายในการใช้งาน: สงครามค่าพลังงาน
นี่คือส่วนที่ความแตกต่างระหว่าง E-Bike และมอเตอร์ไซค์น้ำมันชัดเจนที่สุด นั่นคือต้นทุนด้านพลังงานที่ใช้ในการขับเคลื่อนในแต่ละวัน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อค่าใช้จ่ายในระยะยาว
ต้นทุนพลังงานของมอเตอร์ไซค์น้ำมัน
มอเตอร์ไซค์ทั่วไปที่มีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 23.7 กิโลเมตรต่อลิตร เมื่อคำนวณด้วยราคาเชื้อเพลิงเฉลี่ยที่ 25 บาทต่อลิตร จะพบว่ามีต้นทุนในการเดินทางดังนี้:
- ต้นทุนต่อกิโลเมตร: 1.05 บาท
- ต้นทุนการเดินทาง 30 กิโลเมตรต่อวัน: 31.5 บาท
- ต้นทุนเชื้อเพลิงต่อปี (เดินทางทุกวัน): ประมาณ 11,497 บาท
ตัวเลขเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงภาระค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและผันผวนไปตามราคาตลาดโลก
ต้นทุนพลังงานของจักรยานไฟฟ้า (E-Bike)
ในทางกลับกัน E-Bike ที่มีแบตเตอรี่ความจุ 500 วัตต์-ชั่วโมง (0.5 กิโลวัตต์-ชั่วโมง) และสามารถเดินทางได้ประมาณ 30 กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง เมื่อคำนวณด้วยอัตราค่าไฟฟ้ามาตรฐานที่ 5 บาทต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง จะมีต้นทุนที่ต่ำอย่างน่าทึ่ง:
- ต้นทุนต่อกิโลเมตร: เพียง 0.08 บาท (8 สตางค์)
- ต้นทุนการเดินทาง 30 กิโลเมตรต่อวัน: 2.4 บาท
- ต้นทุนค่าไฟฟ้าต่อปี (เดินทางทุกวัน): เพียง 876 บาท
เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว ต้นทุนการเดินทางด้วยมอเตอร์ไซค์น้ำมันสูงกว่าการเดินทางด้วยจักรยานไฟฟ้าถึง 13 เท่า ซึ่งเป็นส่วนต่างที่มหาศาลและเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ E-Bike มีความน่าสนใจในแง่ของความประหยัด
ตารางเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายรายปี: เห็นภาพชัดใน 1 นาที
เพื่อให้เห็นภาพความแตกต่างของค่าใช้จ่ายด้านพลังงานอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น สามารถสรุปข้อมูลได้ในรูปแบบตารางเปรียบเทียบ โดยอ้างอิงจากการเดินทางเฉลี่ย 30 กิโลเมตรต่อวัน
| รายการ | จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) | มอเตอร์ไซค์น้ำมัน |
|---|---|---|
| ต้นทุนพลังงานต่อหน่วย | 5 บาท / kWh | 25 บาท / ลิตร |
| ประสิทธิภาพ | 60 กม. / kWh (30 กม. / 0.5 kWh) | 23.7 กม. / ลิตร |
| ต้นทุนต่อกิโลเมตร | 0.08 บาท | 1.05 บาท |
| ต้นทุนต่อวัน (30 กม.) | 2.4 บาท | 31.5 บาท |
| ต้นทุนต่อปี (365 วัน) | 876 บาท | 11,497 บาท |
| ส่วนต่างค่าใช้จ่ายต่อปี | ประหยัดได้ 10,621 บาท/ปี | |
ค่าบำรุงรักษาและค่าใช้จ่ายแฝง: ต้นทุนที่มองไม่เห็น
นอกเหนือจากค่าพลังงานแล้ว ค่าบำรุงรักษาก็เป็นอีกหนึ่งต้นทุนสำคัญที่ต้องนำมาพิจารณา ซึ่งในส่วนนี้ E-Bike ก็ยังคงมีความได้เปรียบอยู่มาก
การบำรุงรักษาจักรยานไฟฟ้า: เรียบง่ายและประหยัด
เนื่องจาก E-Bike ไม่มีเครื่องยนต์สันดาปภายในที่ซับซ้อน ทำให้การบำรุงรักษาทำได้ง่ายและมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่ามาก ชิ้นส่วนหลักที่ต้องดูแลคือ:
- แบตเตอรี่: ดูแลรักษาตามคำแนะนำของผู้ผลิต มีอายุการใช้งานหลายปี
- ระบบขับเคลื่อน: เช่น โซ่และเกียร์ ซึ่งบำรุงรักษาคล้ายกับจักรยานทั่วไป
- ระบบเบรกและยาง: เป็นการบำรุงรักษาตามปกติเหมือนยานพาหนะสองล้อทั่วไป
โดยรวมแล้ว E-Bike ตัดค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง หัวเทียน ไส้กรอง และชิ้นส่วนเครื่องยนต์อื่นๆ ออกไปได้อย่างสมบูรณ์
การบำรุงรักษามอเตอร์ไซค์: ความซับซ้อนและค่าใช้จ่าย
มอเตอร์ไซค์น้ำมันมีชิ้นส่วนเคลื่อนไหวจำนวนมากในเครื่องยนต์ ทำให้ต้องการการบำรุงรักษาตามระยะทางอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งรวมถึง:
- การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องและไส้กรองน้ำมันเครื่อง
- การตรวจสอบและเปลี่ยนหัวเทียน
- การทำความสะอาดหรือเปลี่ยนไส้กรองอากาศ
- การตั้งวาล์วและดูแลรักษาระบบส่งกำลัง (โซ่/สายพาน)
ค่าใช้จ่ายเหล่านี้อาจรวมกันเป็นเงินหลายพันบาทต่อปี ซึ่งเป็นต้นทุนที่ผู้ใช้ E-Bike ไม่ต้องแบกรับ
ค่าใช้จ่ายอื่นๆ: ที่จอดรถและโอกาสในการประหยัด
อีกหนึ่งข้อได้เปรียบของ E-Bike คือความสะดวกและความประหยัดในเรื่องที่จอดรถ ในหลายๆ สถานที่ เช่น อาคารสำนักงานหรือห้างสรรพสินค้า E-Bike สามารถจอดในพื้นที่สำหรับจักรยานได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ในขณะที่มอเตอร์ไซค์อาจต้องเสียค่าจอดรถ ซึ่งเมื่อรวมกันเป็นรายเดือนหรือรายปีก็ถือเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่น้อยเลยทีเดียว
หัวใจสำคัญ: การคำนวณจุดคุ้มทุน (Break-Even Point)
จุดคุ้มทุน คือ ระยะเวลาที่ค่าใช้จ่ายที่ประหยัดได้จากการใช้ E-Bike สามารถชดเชยกับค่าใช้จ่ายในการซื้อ E-Bike ได้ทั้งหมด นี่คือการคำนวณที่จะตอบคำถามหลักของบทความนี้ได้อย่างเป็นรูปธรรม
สูตรและวิธีการคำนวณจุดคุ้มทุน
ในการคำนวณจุดคุ้มทุน เราจะใช้กรณีที่ผู้ใช้มีมอเตอร์ไซค์อยู่แล้วและกำลังพิจารณาซื้อ E-Bike มาใช้แทนสำหรับการเดินทางในชีวิตประจำวัน โดยมีสมมติฐานดังนี้:
- ต้นทุนเริ่มต้น: คือ ราคาของ E-Bike ที่ต้องการซื้อ
- เงินที่ประหยัดได้ต่อเดือน: คือ (ค่าใช้จ่ายรายเดือนของมอเตอร์ไซค์) – (ค่าใช้จ่ายรายเดือนของ E-Bike)
สูตร: จุดคุ้มทุน (เดือน) = ราคา E-Bike / เงินที่ประหยัดได้ต่อเดือน
กรณีศึกษา: คำนวณระยะเวลาคืนทุนจากการเปลี่ยนมาใช้ E-Bike
จากข้อมูลข้างต้น เราสามารถคำนวณกรณีศึกษาตัวอย่างได้ โดยเลือกใช้ E-Bike รุ่นระดับกลางที่มีราคา 13,900 บาท
- คำนวณเงินที่ประหยัดได้ต่อปี:
- ค่าเชื้อเพลิงมอเตอร์ไซค์ต่อปี: 11,497 บาท
- ค่าไฟฟ้า E-Bike ต่อปี: 876 บาท
- ส่วนต่างที่ประหยัดได้ต่อปี: 11,497 – 876 = 10,621 บาท
- คำนวณเงินที่ประหยัดได้ต่อเดือน:
- 10,621 บาท / 12 เดือน = 885.08 บาทต่อเดือน
- คำนวณจุดคุ้มทุน:
- ราคา E-Bike: 13,900 บาท
- จุดคุ้มทุน = 13,900 / 885.08 = 15.7 เดือน
ผลการคำนวณแสดงให้เห็นว่า หากเปลี่ยนจากการใช้มอเตอร์ไซค์น้ำมันมาเป็น E-Bike สำหรับการเดินทาง 30 กิโลเมตรทุกวัน จะใช้เวลาเพียงประมาณ 16 เดือน หรือไม่ถึงหนึ่งปีครึ่ง ก็จะถึงจุดคุ้มทุน หลังจากนั้น ค่าใช้จ่ายที่ประหยัดได้เดือนละเกือบ 900 บาท จะกลายเป็นกำไรทางการเงินที่จับต้องได้
ปัจจัยนอกเหนือจากตัวเลขที่ต้องพิจารณา
แม้ว่าตัวเลขจะชี้ชัดถึงความประหยัดของ E-Bike แต่การตัดสินใจ最終ท้ายที่สุดยังต้องพิจารณาปัจจัยด้านไลฟ์สไตล์และการใช้งานอื่นๆ ประกอบด้วย
ระยะทางและรูปแบบการเดินทาง
E-Bike เหมาะสมที่สุดสำหรับการเดินทางในเมืองและระยะทางที่ไม่ไกลเกินไป (เช่น ไม่เกิน 30-40 กิโลเมตรต่อวัน) หากลักษณะการใช้งานต้องเดินทางไกลข้ามจังหวัดหรือต้องการความต่อเนื่องในการเดินทาง มอเตอร์ไซค์น้ำมันอาจยังเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมกว่าเนื่องจากสามารถเติมน้ำมันได้อย่างรวดเร็ว
ความเร็วและสมรรถนะ
โดยทั่วไปแล้ว E-Bike จะมีความเร็วสูงสุดที่จำกัดกว่ามอเตอร์ไซค์ หากการเดินทางจำเป็นต้องใช้ความเร็วสูงเพื่อทำเวลาบนถนนสายหลัก มอเตอร์ไซค์จะตอบโจทย์ได้ดีกว่า แต่สำหรับการเดินทางในเมืองที่การจราจรหนาแน่น ความเร็วที่แตกต่างกันอาจไม่มีผลมากนัก
ความสะดวกในการใช้งานและโครงสร้างพื้นฐาน
ผู้ที่พิจารณาใช้ E-Bike ควรมีสถานที่ที่สะดวกและปลอดภัยในการชาร์จแบตเตอรี่ เช่น ที่บ้านหรือที่ทำงาน ในขณะที่มอเตอร์ไซค์สามารถเข้าถึงสถานีบริการน้ำมันได้อย่างกว้างขวาง อย่างไรก็ตาม การชาร์จ E-Bike ที่บ้านก็มอบความสะดวกสบายที่ไม่ต้องเดินทางไปปั๊มน้ำมันเช่นกัน
บทสรุป: E-Bike คือคำตอบของการเดินทางที่ประหยัดจริงหรือ?
จากการวิเคราะห์เปรียบเทียบในทุกมิติ ทั้งราคาเริ่มต้น ค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน และค่าบำรุงรักษา คำตอบนั้นชัดเจนว่า จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) เป็นตัวเลือกที่ประหยัดกว่ามอเตอร์ไซค์น้ำมันอย่างมีนัยสำคัญในระยะยาว โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่เดินทางในระยะทางสั้นถึงปานกลางเป็นประจำทุกวัน
ด้วยต้นทุนพลังงานที่ต่ำกว่าถึง 13 เท่า และค่าบำรุงรักษาที่น้อยกว่า ทำให้ E-Bike สามารถคืนทุนค่าตัวรถได้ในระยะเวลาเพียงปีกว่าๆ หลังจากนั้นคือการประหยัดค่าใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสามารถนำเงินส่วนต่างนี้ไปใช้ประโยชน์ในด้านอื่นๆ ได้ แม้ว่าราคาเริ่มต้นของมอเตอร์ไซค์บางรุ่นอาจใกล้เคียงกับ E-Bike รุ่นสูง แต่ภาระค่าใช้จ่ายรายเดือนที่สูงกว่าก็เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ
ดังนั้น สำหรับผู้ที่กำลังมองหายานพาหนะสำหรับการเดินทางในเมืองที่คุ้มค่า เป็นมิตรต่อกระเป๋าเงิน และต้องการลดค่าใช้จ่ายด้านน้ำมัน การลงทุนใน E-Bike ถือเป็นทางเลือกที่ชาญฉลาดและตอบโจทย์ได้อย่างยอดเยี่ยม
สำหรับผู้ที่สนใจและต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับจักรยานไฟฟ้าประเภทต่างๆ สามารถศึกษาและเลือกชมสินค้าที่เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของคุณได้ที่ GIANT Shopping Mall ซึ่งเป็นศูนย์รวมจักรยานไฟฟ้า สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า และ E-Bike ที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองทุกความต้องการในการเดินทางยุคใหม่ สามารถ ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม หรือติดตามข่าวสารผ่านช่องทาง FACEBOOK PAGE และ LINE ได้โดยตรง
