EV 4.0 มาแน่? ส่องมาตรการรัฐหนุน E-Bike ปี 2569
- ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับนโยบาย EV 4.0
- ทำความรู้จักนโยบาย EV 4.0: ก้าวต่อไปของยานยนต์ไฟฟ้าไทย
- เจาะลึกมาตรการสนับสนุนจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) ในปี 2569
- เงื่อนไขสำคัญ: การผลิตในประเทศและยุทธศาสตร์ 30@30
- ผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม
- กรอบเวลาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับนโยบาย EV 4.0
- สรุปมาตรการที่คาดว่าจะเกิดขึ้นสำหรับ E-Bike ภายใต้นโยบาย EV 4.0
- อนาคตของ E-Bike ในประเทศไทยและแนวโน้มที่น่าจับตา
ประเด็นคำถามที่ว่า EV 4.0 มาแน่? ส่องมาตรการรัฐหนุน E-Bike ปี 2569 กำลังเป็นที่จับตามองอย่างกว้างขวางในแวดวงยานยนต์และผู้บริโภค เนื่องจากเป็นทิศทางนโยบายใหม่ของภาครัฐที่คาดว่าจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ นโยบายนี้ไม่เพียงแต่สานต่อความสำเร็จจากมาตรการก่อนหน้า แต่ยังขยายขอบเขตการสนับสนุนให้ครอบคลุมยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กอย่างจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าเป็นครั้งแรก ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อตลาดและผู้ที่กำลังพิจารณาซื้อ E-Bike ในอนาคตอันใกล้
ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับนโยบาย EV 4.0
- การเริ่มต้นอย่างเป็นทางการ: นโยบาย EV 4.0 คาดว่าจะประกาศใช้ในช่วงปลายปี 2568 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนมกราคม 2569 เป็นต้นไป
- ขยายขอบเขตการสนับสนุน: เป็นครั้งแรกที่จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าจะถูกรวมอยู่ในมาตรการสนับสนุนของภาครัฐอย่างเป็นทางการ
- เงินอุดหนุนที่น่าจับตา: มีการพิจารณาให้เงินอุดหนุนการซื้อ E-Bike โดยตรงแก่ผู้บริโภค ซึ่งคาดว่าอาจอยู่ในช่วง 5,000–15,000 บาทต่อคัน เพื่อกระตุ้นการใช้งาน
- ส่งเสริมการผลิตในประเทศ: นโยบายยังคงเน้นย้ำเงื่อนไขการผลิตหรือประกอบในประเทศ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าของไทย
- เป้าหมายที่ยั่งยืน: มุ่งเน้นการลดมลพิษทางอากาศ ลดปัญหาการจราจรในเมือง และส่งเสริมการเดินทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ทำความรู้จักนโยบาย EV 4.0: ก้าวต่อไปของยานยนต์ไฟฟ้าไทย
นโยบายส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทยได้เดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนที่สำคัญอีกครั้ง หลังสิ้นสุดมาตรการ EV 3.5 รัฐบาลได้เตรียมเปิดตัวนโยบายระยะถัดไปในชื่อ “EV 4.0” ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้ยานยนต์ไฟฟ้าให้รวดเร็วยิ่งขึ้น พร้อมทั้งสร้างความเข้มแข็งให้กับอุตสาหกรรมการผลิตในประเทศอย่างยั่งยืน นโยบายนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อผู้บริโภคที่กำลังวางแผนซื้อยานยนต์ไฟฟ้า รวมถึงผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง
EV 4.0 คืออะไร?
EV 4.0 คือชื่อเรียกอย่างไม่เป็นทางการของมาตรการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าระยะต่อไปของประเทศไทย ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการในปี 2569 นโยบายนี้มีวิสัยทัศน์ที่กว้างกว่ามาตรการก่อนหน้า โดยไม่ได้มุ่งเน้นเพียงแค่รถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) และรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) เท่านั้น แต่ยังขยายขอบเขตให้ครอบคลุมยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภท โดยเฉพาะอย่างยิ่งยานพาหนะขนาดเล็ก (Micro-mobility) เช่น จักรยานไฟฟ้า และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า
เป้าหมายหลักของ EV 4.0 คือการสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าที่สมบูรณ์และครบวงจร ตั้งแต่การผลิตชิ้นส่วนสำคัญไปจนถึงการประกอบยานยนต์ในประเทศ เพื่อผลักดันให้ไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าที่สำคัญของภูมิภาค ควบคู่ไปกับการส่งเสริมให้ประชาชนหันมาใช้ยานพาหนะที่ไม่ปล่อยมลพิษ เพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและลดความแออัดในการจราจรเขตเมือง
ความต่อเนื่องจากมาตรการ EV 3.0 และ 3.5
นโยบาย EV 4.0 ถูกสร้างขึ้นบนรากฐานความสำเร็จของมาตรการ EV 3.0 และ EV 3.5 ที่ได้กระตุ้นตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยให้เติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มาตรการก่อนหน้านี้ได้ใช้เงินอุดหนุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษีเป็นเครื่องมือหลักในการทำให้ราคารถยนต์ไฟฟ้าเข้าถึงง่ายขึ้น ซึ่งส่งผลให้ปริมาณรถยนต์ EV บนท้องถนนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
สำหรับ EV 4.0 จะยังคงใช้กลไกการสนับสนุนที่คล้ายคลึงกัน แต่จะมีการปรับปรุงรายละเอียดให้เหมาะสมกับสถานการณ์ตลาดในปัจจุบันและอนาคต สิ่งที่แตกต่างอย่างชัดเจนคือการให้ความสำคัญกับยานยนต์ไฟฟ้าสองล้อ ซึ่งถือเป็นองค์ประกอบใหม่ที่เข้ามาเติมเต็มภาพรวมของการเดินทางด้วยไฟฟ้าให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลตระหนักถึงบทบาทของ E-Bike ในฐานะทางเลือกการเดินทางที่สำคัญสำหรับการเดินทางระยะสั้นในเมือง
เจาะลึกมาตรการสนับสนุนจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) ในปี 2569
การที่รัฐบาลตัดสินใจบรรจุจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าไว้ในนโยบาย EV 4.0 มาแน่? ส่องมาตรการรัฐหนุน E-Bike ปี 2569 นับเป็นสัญญาณบวกที่ชัดเจนต่อตลาดและผู้บริโภค การสนับสนุนนี้ไม่ได้เป็นเพียงการมอบเงินอุดหนุน แต่ยังครอบคลุมมาตรการด้านภาษีและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการใช้งาน E-Bike อย่างแท้จริง
เงินอุดหนุนโดยตรงสำหรับผู้ซื้อ (e-bike subsidy)
หนึ่งในมาตรการที่น่าจับตามองที่สุดคือการให้เงินอุดหนุนการซื้อ (Purchase Subsidy) โดยตรงแก่ประชาชนที่ซื้อจักรยานไฟฟ้า ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับที่เคยใช้กับรถยนต์ไฟฟ้าและประสบความสำเร็จมาแล้ว ขณะนี้รายละเอียดสุดท้ายยังอยู่ในระหว่างการหารือ แต่ข้อมูลเบื้องต้นระบุว่าวงเงินอุดหนุนอาจอยู่ที่ประมาณ 5,000–15,000 บาทต่อคัน
เงินอุดหนุนดังกล่าวจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายเริ่มต้นของผู้ซื้อ ทำให้ราคา E-Bike ที่ผลิตและประกอบในประเทศสามารถแข่งขันกับจักรยานทั่วไปและยานพาหนะประเภทอื่นได้ดีขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดการตัดสินใจซื้อและเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่การเดินทางด้วยไฟฟ้าในระดับบุคคล
สิทธิประโยชน์ทางภาษีและการส่งเสริมการผลิต
นอกเหนือจากเงินอุดหนุนสำหรับผู้ซื้อแล้ว นโยบาย EV 4.0 ยังคาดว่าจะออกมาตรการทางภาษีเพื่อสนับสนุนผู้ผลิตและผู้ประกอบในประเทศอีกด้วย มาตรการเหล่านี้อาจประกอบด้วย:
- การลดหย่อนหรือยกเว้นภาษีสรรพสามิต: สำหรับจักรยานไฟฟ้าที่ผลิตหรือประกอบขึ้นภายในประเทศ เพื่อทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำลงและส่งผลให้ราคาจำหน่ายสุดท้ายถูกลง
- การยกเว้นอากรนำเข้าชิ้นส่วน: สำหรับชิ้นส่วนสำคัญที่จำเป็นต้องนำเข้าเพื่อใช้ในการประกอบ E-Bike ในประเทศ มาตรการนี้จะช่วยลดอุปสรรคและส่งเสริมให้เกิดการลงทุนตั้งโรงงานประกอบในไทยมากขึ้น
มาตรการเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อจูงใจให้ผู้ผลิตทั้งไทยและต่างชาติเข้ามาลงทุนตั้งฐานการผลิต E-Bike ในประเทศไทย ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างงาน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการพัฒนาซัพพลายเชนที่เกี่ยวข้องให้แข็งแกร่งขึ้น
การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสัญจรในเมือง
เพื่อให้การใช้งาน E-Bike เกิดขึ้นได้อย่างแพร่หลายและปลอดภัย นโยบาย EV 4.0 จะไม่หยุดอยู่แค่การสนับสนุนด้านตัวเงิน แต่ยังรวมถึงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นด้วย รัฐบาลมีแผนที่จะสนับสนุนงบประมาณสำหรับ:
- การสร้างสถานีชาร์จแบตเตอรี่: โดยเฉพาะในพื้นที่สาธารณะ แหล่งชุมชน และจุดเชื่อมต่อระบบขนส่งมวลชน เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถชาร์จไฟได้อย่างง่ายดาย
- การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อความปลอดภัย: เช่น การสร้างและปรับปรุงเลนจักรยานโดยเฉพาะ การติดตั้งป้ายจราจร และการออกมาตรการควบคุมความปลอดภัยบนท้องถนน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้งาน E-Bike
- การสนับสนุนโครงการจักรยานสาธารณะ (Bike-Sharing): รัฐบาลอาจร่วมมือกับผู้ให้บริการภาคเอกชนเพื่อขยายบริการ E-Bike สาธารณะให้ครอบคลุมพื้นที่ในเมืองมากขึ้น ทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการใช้งาน E-Bike ได้ง่ายโดยไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของ
เงื่อนไขสำคัญ: การผลิตในประเทศและยุทธศาสตร์ 30@30
หัวใจสำคัญของนโยบายส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าของไทยทุกระยะ คือการผลักดันให้เกิดการผลิตขึ้นภายในประเทศ (Local Production) เพื่อเปลี่ยนผ่านจากประเทศผู้นำเข้าเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออกในอนาคต สำหรับนโยบาย EV 4.0 เงื่อนไขนี้ยังคงมีความสำคัญสูงสุดและถูกขยายให้ครอบคลุมถึงจักรยานไฟฟ้าด้วย
ข้อกำหนดสำหรับผู้ผลิตเพื่อรับสิทธิประโยชน์
เพื่อให้มีสิทธิ์ได้รับเงินอุดหนุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษีภายใต้นโยบาย EV 4.0 ผู้ผลิตจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขด้านการผลิตในประเทศที่รัฐบาลกำหนด ซึ่งโดยทั่วไปหมายถึงการมีโรงงานประกอบ E-Bike ตั้งอยู่ในประเทศไทย และอาจรวมถึงข้อกำหนดในการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ (Local Content) ในสัดส่วนที่กำหนดในอนาคต
ข้อกำหนดนี้เป็นการสร้างแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และกระตุ้นให้ผู้ประกอบการไทยหันมาลงทุนในอุตสาหกรรมนี้มากขึ้น ผลลัพธ์ที่คาดหวังคือการสร้างระบบนิเวศการผลิตที่ครบวงจร ตั้งแต่ผู้ผลิตชิ้นส่วนไปจนถึงโรงงานประกอบขั้นสุดท้าย
บทบาทของ E-Bike ในเป้าหมายการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า
รัฐบาลไทยได้ตั้งเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ที่เรียกว่า “30@30” ซึ่งหมายถึงการตั้งเป้าผลิตยานยนต์ที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ (Zero Emission Vehicle: ZEV) ให้ได้อย่างน้อย 30% ของปริมาณการผลิตยานยนต์ทั้งหมดในประเทศภายในปี ค.ศ. 2030 (พ.ศ. 2573)
การนำจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ 30@30 ในนโยบาย EV 4.0 ถือเป็นการขยายเป้าหมายให้ครอบคลุมการเดินทางไฟฟ้าทุกรูปแบบ และเป็นการยอมรับว่ายานพาหนะขนาดเล็กเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการบรรลุเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมและพลังงานของประเทศ
การส่งเสริมการผลิต E-Bike ในประเทศไม่เพียงแต่จะช่วยให้บรรลุเป้าหมาย 30@30 ได้เร็วขึ้น แต่ยังเป็นการสร้างตลาดใหม่และ posicionar (วางตำแหน่ง) ให้ประเทศไทยเป็นผู้นำในตลาด E-Bike ของภูมิภาคอาเซียนอีกด้วย
ผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม
นโยบาย EV 4.0 ที่ให้ความสำคัญกับจักรยานไฟฟ้า ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงแค่การเปลี่ยนประเภทของยานพาหนะ แต่ยังมุ่งสร้างผลกระทบเชิงบวกในวงกว้าง ทั้งในมิติของเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศและของโลก
การลดมลพิษและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
จักรยานไฟฟ้าเป็นยานพาหนะที่ไม่ปล่อยมลพิษทางอากาศจากท่อไอเสียโดยตรง การส่งเสริมให้มีการใช้งาน E-Bike อย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะสำหรับการเดินทางในระยะใกล้และในเขตเมือง จะช่วยลดปัญหามลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะฝุ่น PM2.5 ที่เป็นปัญหาสุขภาพที่สำคัญในหลายเมืองใหญ่ของไทย
นอกจากนี้ การเปลี่ยนจากการใช้รถจักรยานยนต์เครื่องยนต์สันดาปมาเป็น E-Bike ยังช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของภาวะโลกร้อน การสนับสนุน E-Bike จึงเป็นส่วนหนึ่งของวาระด้านสภาพภูมิอากาศและความยั่งยืนของประเทศไทย ที่มุ่งสู่การเป็นสังคมคาร์บอนต่ำ
การสร้างงานและโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่
การผลักดันให้ไทยเป็นฐานการผลิต E-Bike จะก่อให้เกิดการลงทุนในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างงานในหลายระดับ ตั้งแต่แรงงานในสายการผลิต วิศวกร นักออกแบบ ไปจนถึงผู้เชี่ยวชาญด้านแบตเตอรี่และซอฟต์แวร์ นอกจากนี้ยังเกิดธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง เช่น ร้านจำหน่ายและซ่อมบำรุง ผู้ให้บริการสถานีชาร์จ และผู้พัฒนาแอปพลิเคชันสำหรับจักรยานสาธารณะ
อุตสาหกรรม E-Bike และ Micro-mobility เป็นตลาดที่กำลังเติบโตทั่วโลก การที่ประเทศไทยเริ่มส่งเสริมนโยบายนี้อย่างจริงจัง จะช่วยสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันและเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ๆ ให้กับผู้ประกอบการไทยในการเข้าสู่ตลาดระดับภูมิภาคและระดับโลก
กรอบเวลาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับนโยบาย EV 4.0
เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบาย EV 4.0 เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ มีการกำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจนและอาศัยความร่วมมือจากหลายหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง
ไทม์ไลน์การประกาศและบังคับใช้
ตามข้อมูลล่าสุด นโยบาย EV 4.0 คาดว่าจะมีไทม์ไลน์การดำเนินงานดังนี้:
- ช่วงกลางถึงปลายปี 2568: รัฐบาลจะดำเนินการปรึกษาหารือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในอุตสาหกรรม ทั้งผู้ผลิต ผู้นำเข้า และนักวางผังเมือง เพื่อสรุปรายละเอียดสุดท้ายของมาตรการและเงินอุดหนุนสำหรับ E-Bike และคาดว่าจะมีการประกาศนโยบายอย่างเป็นทางการในช่วงปลายปี
- มกราคม 2569: นโยบาย EV 4.0 จะเริ่มมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ
หน่วยงานภาครัฐที่มีบทบาทสำคัญ
การผลักดันนโยบายนี้ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของหลายหน่วยงานหลัก ได้แก่:
- คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ด EV): เป็นหน่วยงานหลักในการกำหนดทิศทางและอนุมัตินโยบาย
- สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI): มีบทบาทในการออกมาตรการส่งเสริมการลงทุนสำหรับผู้ผลิต
- กระทรวงอุตสาหกรรม: กำกับดูแลมาตรฐานการผลิตและส่งเสริมอุตสาหกรรมในประเทศ
- กระทรวงคมนาคม: รับผิดชอบด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและมาตรการความปลอดภัยบนท้องถนน
สรุปมาตรการที่คาดว่าจะเกิดขึ้นสำหรับ E-Bike ภายใต้นโยบาย EV 4.0
เพื่อให้เห็นภาพรวมที่ชัดเจนยิ่งขึ้น สามารถสรุปมาตรการสนับสนุนจักรยานไฟฟ้าที่คาดว่าจะเกิดขึ้นภายใต้นโยบาย EV 4.0 ในปี 2569 ได้ดังตารางต่อไปนี้
| มาตรการ | รายละเอียด (ข้อมูลที่คาดการณ์) |
|---|---|
| เงินอุดหนุนการซื้อ | ประมาณ 5,000–15,000 บาทต่อคัน (อยู่ระหว่างพิจารณา) |
| การลดหย่อนภาษีสรรพสามิต | มีแนวโน้มสำหรับ E-Bike ที่ผลิตและประกอบในประเทศ |
| การยกเว้นอากรนำเข้า | สำหรับชิ้นส่วนเพื่อการประกอบและผลิตในประเทศ |
| เงื่อนไขการผลิตในประเทศ | ผู้ผลิตต้องมีฐานการประกอบ/ผลิตในประเทศไทย |
| โครงสร้างพื้นฐานการชาร์จ | รัฐบาลสนับสนุนงบประมาณสำหรับสถานีชาร์จสาธารณะ |
| การสนับสนุน Bike-Sharing | ส่งเสริมความร่วมมือกับเอกชนเพื่อขยายบริการ E-Bike สาธารณะ |
| ความปลอดภัยและผังเมือง | ลงทุนในการสร้างเลนจักรยานและมาตรการด้านความปลอดภัย |
| เป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม | ลดการปล่อยมลพิษ, ลดความแออัด และส่งเสริมการขนส่งที่ยั่งยืน |
อนาคตของ E-Bike ในประเทศไทยและแนวโน้มที่น่าจับตา
นโยบาย EV 4.0 ที่จะเริ่มในปี 2569 กำลังจะเข้ามาพลิกโฉมวงการจักรยานไฟฟ้าในประเทศไทยอย่างแท้จริง ด้วยการสนับสนุนโดยตรงจากภาครัฐ ทั้งในรูปแบบของเงินอุดหนุน สิทธิประโยชน์ทางภาษี และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน จะทำให้ E-Bike กลายเป็นทางเลือกในการเดินทางที่น่าสนใจและเข้าถึงง่ายสำหรับคนไทยมากขึ้นอย่างแน่นอน
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่เพียงแต่จะขับเคลื่อนตลาดให้เติบโต แต่ยังเป็นการปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์การเดินทางในเมืองให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและยั่งยืนมากขึ้น นโยบายนี้สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญ ซึ่งจะผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านการเดินทางไฟฟ้าสำหรับสองล้อในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
สำหรับผู้ที่กำลังมองหาทางเลือกใหม่ในการเดินทางที่ทั้งประหยัด สะดวก และเป็นมิตรต่อโลก การมาถึงของนโยบาย EV 4.0 ถือเป็นโอกาสที่ดีในการพิจารณาเลือกใช้จักรยานไฟฟ้าหรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าเป็นยานพาหนะคู่ใจ
GIANT Shopping Mall คือศูนย์รวมจำหน่ายจักรยานไฟฟ้าทุกประเภท สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า และ E-Bike ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการและไลฟ์สไตล์ พร้อมให้คำปรึกษาและบริการอย่างมืออาชีพ สามารถดูข้อมูลสินค้าผ่านช่องทาง FACEBOOK PAGE หรือพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ผ่าน LINE และสามารถ ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม ได้ที่เว็บไซต์โดยตรง
