ขี่ E-Bike ได้ลดหย่อนภาษี? รู้จัก ‘คาร์บอนเครดิต’
- ประเด็นน่าสนใจเกี่ยวกับ E-Bike สิทธิประโยชน์ทางภาษี และคาร์บอนเครดิต
- ไขข้อสงสัย: ขี่ E-Bike ได้ลดหย่อนภาษี? จริงหรือไม่
- ทำความรู้จัก ‘คาร์บอนเครดิต’: สินทรัพย์จากอากาศที่กำลังมาแรง
- E-Bike กับคาร์บอนเครดิต: โอกาสใหม่ของผู้ใช้งานในอนาคต
- สรุปภาพรวมและแนวโน้มอนาคตของ E-Bike ในประเทศไทย
- เริ่มต้นการเดินทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ท่ามกลางกระแสความตื่นตัวด้านสิ่งแวดล้อมและการผลักดันนโยบายยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ของภาครัฐ คำถามที่ว่า ขี่ E-Bike ได้ลดหย่อนภาษี? รู้จัก ‘คาร์บอนเครดิต’ จึงกลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างสูง การเลือกใช้จักรยานไฟฟ้าไม่เพียงแต่เป็นการปรับเปลี่ยนวิถีการเดินทางเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังอาจเชื่อมโยงไปถึงโอกาสในการได้รับสิทธิประโยชน์ทางการเงินในรูปแบบใหม่ ซึ่งคาร์บอนเครดิตได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในฐานะกลไกทางเศรษฐศาสตร์ที่อาจเปลี่ยนกิจกรรมลดโลกร้อนให้กลายเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าในอนาคต
ประเด็นน่าสนใจเกี่ยวกับ E-Bike สิทธิประโยชน์ทางภาษี และคาร์บอนเครดิต
- สถานะปัจจุบันในไทย: ปัจจุบันยังไม่มีมาตรการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาโดยตรงสำหรับการซื้อหรือใช้งานจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) แต่มีมาตรการลดภาษีประจำปีสำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่จดทะเบียน
- ความหมายของคาร์บอนเครดิต: คาร์บอนเครดิต คือ สิทธิที่เกิดจากการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดย 1 เครดิตมีค่าเท่ากับปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 1 ตันที่ลดลง สามารถนำไปซื้อขายในตลาดคาร์บอนได้
- ความเชื่อมโยงระหว่าง E-Bike และคาร์บอนเครดิต: การใช้ E-Bike แทนยานพาหนะที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยตรง ซึ่งมีศักยภาพในการสร้างคาร์บอนเครดิตได้
- แนวโน้มในอนาคต: แม้ปัจจุบันบุคคลทั่วไปยังไม่สามารถรับคาร์บอนเครดิตจากการขี่ E-Bike ได้โดยตรง แต่ด้วยนโยบายที่มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน อาจมีโครงการหรือแพลตฟอร์มที่พัฒนาขึ้นเพื่อรองรับกิจกรรมนี้ในอนาคต
- นโยบายในต่างประเทศ: หลายประเทศในยุโรปและอเมริกาเหนือมีมาตรการสนับสนุนการใช้ E-Bike อย่างชัดเจน เช่น การให้เครดิตภาษี (Tax Credit) หรือเงินอุดหนุน (Subsidy) สำหรับการซื้อจักรยานไฟฟ้าคันใหม่
ไขข้อสงสัย: ขี่ E-Bike ได้ลดหย่อนภาษี? จริงหรือไม่
คำถามสำคัญที่ผู้สนใจจักรยานไฟฟ้าจำนวนมากต้องการทราบคือ การลงทุนซื้อ E-Bike สักคันจะสามารถนำไปใช้เป็นสิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้หรือไม่ การทำความเข้าใจสถานการณ์ปัจจุบันของมาตรการภาครัฐในประเทศไทยและเปรียบเทียบกับนโยบายในต่างประเทศ จะช่วยให้เห็นภาพรวมและแนวโน้มของสิทธิประโยชน์ที่ผู้ใช้งานอาจได้รับทั้งในปัจจุบันและอนาคต
สถานการณ์มาตรการภาษี E-Bike ในประเทศไทย
จากข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 ประเทศไทยยังไม่มีมาตรการที่อนุญาตให้บุคคลธรรมดานำค่าใช้จ่ายในการซื้อจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) มาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้โดยตรง ซึ่งแตกต่างจากมาตรการ “ช้อปดีมีคืน” หรือมาตรการสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่เคยมีมาในอดีต อย่างไรก็ตาม ภาครัฐได้มีนโยบายสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าในรูปแบบอื่น ซึ่งครอบคลุมยานพาหนะบางประเภท
สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจคือความแตกต่างระหว่าง “จักรยานไฟฟ้า (E-Bike)” และ “รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า” ในทางกฎหมาย:
- จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) ที่ไม่ต้องจดทะเบียน: โดยทั่วไปหมายถึงจักรยานที่มีกำลังมอเตอร์ไฟฟ้าไม่เกิน 250 วัตต์ และทำความเร็วได้ไม่เกิน 25 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ยานพาหนะประเภทนี้ถูกจัดอยู่ในกลุ่มจักรยาน จึงไม่ต้องจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก ไม่ต้องเสียภาษีประจำปี และไม่ต้องทำประกันภัยภาคบังคับ (พ.ร.บ.)
- รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่ต้องจดทะเบียน: คือยานพาหนะที่มีกำลังมอเตอร์สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดและต้องจดทะเบียนเป็นรถจักรยานยนต์ตามกฎหมาย ซึ่งต้องเสียภาษีประจำปีและทำ พ.ร.บ. ตามปกติ
มาตรการสนับสนุนทางอ้อมสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า
แม้จะไม่มีการลดหย่อนภาษีสำหรับการซื้อโดยตรง แต่ภาครัฐมีมาตรการสนับสนุนสำหรับ “รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่จดทะเบียน” ตามประกาศของกรมการขนส่งทางบก ได้มีการลดภาษีประจำปีลง 80% เป็นระยะเวลา 3 ปี สำหรับรถใหม่ที่จดทะเบียนในช่วงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2565 ถึง 10 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งส่งผลให้ภาระค่าใช้จ่ายต่อปีลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ตัวอย่างเช่น:
- รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าส่วนบุคคล: ภาษีเดิม 50 บาทต่อปี ลดเหลือเพียง 10 บาทต่อปี
- รถจักรยานยนต์ไฟฟ้ารับจ้าง/ให้เช่า: ภาษีเดิม 100 บาทต่อปี ลดเหลือเพียง 20 บาทต่อปี
มาตรการนี้แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของภาครัฐในการส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้ยานยนต์ไฟฟ้า แม้ว่าปัจจุบันจะยังเน้นไปที่กลุ่มยานพาหนะที่ต้องจดทะเบียนเป็นหลักก็ตาม สำหรับผู้ใช้ E-Bike ที่ไม่ต้องจดทะเบียน แม้จะไม่มีสิทธิลดหย่อนภาษี แต่ก็ได้รับประโยชน์จากการที่ไม่ต้องมีภาระค่าใช้จ่ายด้านภาษีประจำปีและ พ.ร.บ. อยู่แล้ว
มุมมองจากต่างประเทศ: นโยบายส่งเสริม E-Bike ทั่วโลก
เมื่อมองไปยังต่างประเทศ จะพบว่าหลายประเทศมีนโยบายส่งเสริมการใช้ E-Bike ที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมมากกว่าในรูปแบบของสิทธิประโยชน์ทางภาษีและเงินอุดหนุนโดยตรง ซึ่งเป็นแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้ E-Bike ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย
นโยบายสนับสนุนทางการเงินในต่างประเทศไม่เพียงแต่ช่วยลดภาระของผู้ซื้อ แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนจากภาครัฐว่า การเดินทางด้วย E-Bike เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ชาติในการลดมลพิษและแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม
ตัวอย่างนโยบายที่น่าสนใจ:
- สหรัฐอเมริกา: แม้จะไม่มีนโยบายระดับสหพันธรัฐที่ครอบคลุมทั้งหมด แต่หลายรัฐและเมืองได้ออกกฎหมายของตนเอง เช่น บางรัฐเสนอเครดิตภาษีเงินได้ (Income Tax Credit) สูงสุดถึง 400–1,200 ดอลลาร์สหรัฐ สำหรับการซื้อ E-Bike ใหม่ที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ เช่น มอเตอร์ไม่เกิน 750 วัตต์ และต้องมีระบบช่วยปั่น
- แคนาดา: บางจังหวัดมีโครงการให้เงินอุดหนุน (Rebate/Subsidy) โดยตรงแก่ผู้ซื้อ เช่น มอบเงินคืนสูงสุดถึง 1,500 ดอลลาร์แคนาดา เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายเริ่มต้น
- สหภาพยุโรป: หลายประเทศในยุโรปถือเป็นผู้นำด้านนโยบายส่งเสริมจักรยาน เช่น ฝรั่งเศสและอิตาลีมีโครงการมอบเงินอุดหนุนหลายร้อยยูโรเพื่อจูงใจให้ประชาชนเปลี่ยนจากรถยนต์เก่ามาใช้ E-Bike หรือจักรยานธรรมดา
นโยบายเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลในหลายประเทศมองว่า E-Bike เป็นเครื่องมือสำคัญในการบรรลุเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม การลดความแออัดของการจราจร และการส่งเสริมสุขภาพของประชาชน ซึ่งเป็นแนวทางที่ประเทศไทยอาจนำมาพิจารณาปรับใช้ในอนาคตเพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้งาน E-Bike ในวงกว้างมากยิ่งขึ้น
ทำความรู้จัก ‘คาร์บอนเครดิต’: สินทรัพย์จากอากาศที่กำลังมาแรง
นอกเหนือจากประเด็นด้านภาษี อีกหนึ่งแนวคิดที่กำลังได้รับความสนใจและอาจเชื่อมโยงกับผู้ใช้ E-Bike ในอนาคตคือ “คาร์บอนเครดิต” ซึ่งเป็นกลไกทางการตลาดที่ออกแบบมาเพื่อจูงใจให้เกิดการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การทำความเข้าใจหลักการทำงานและศักยภาพของคาร์บอนเครดิตจะช่วยให้มองเห็นโอกาสที่การเดินทางในชีวิตประจำวันจะสามารถสร้างมูลค่ากลับคืนมาได้
คำจำกัดความและหลักการทำงานของคาร์บอนเครดิต
คาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) คือ ใบรับรองหรือสิทธิที่สามารถซื้อขายได้ ซึ่งเป็นตัวแทนของปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดหรือกักเก็บได้จากชั้นบรรยากาศ โดยมีหน่วยวัดที่เป็นมาตรฐานสากลคือ 1 คาร์บอนเครดิต มีค่าเท่ากับ 1 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2e)
หลักการพื้นฐานคือ เมื่อองค์กรหรือโครงการใดๆ สามารถดำเนินกิจกรรมที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานหรือเส้นฐาน (Baseline) ปริมาณก๊าซที่ลดลงได้นั้นจะถูกนำมาคำนวณและรับรองเป็นคาร์บอนเครดิตโดยหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ จากนั้นองค์กรเจ้าของโครงการสามารถนำคาร์บอนเครดิตที่ได้รับไปใช้ประโยชน์ได้ 2 ทางหลักๆ คือ:
- นำไปชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตนเอง (Offsetting): เพื่อให้องค์กรบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) หรือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero)
- นำไปขายในตลาดคาร์บอน: ให้กับองค์กรอื่นที่ต้องการเครดิตไปใช้ชดเชยการปล่อยก๊าซของตนเอง ซึ่งมักเป็นองค์กรที่ยังมีข้อจำกัดในการลดการปล่อยก๊าซจากกระบวนการผลิตหลัก
กลไกตลาดคาร์บอน: จากกิจกรรมลดโลกร้อนสู่มูลค่าทางเศรษฐกิจ
ตลาดคาร์บอนทำหน้าที่เป็นพื้นที่กลางสำหรับการซื้อขายคาร์บอนเครดิต สร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจให้ภาคส่วนต่างๆ หันมาลงทุนในเทคโนโลยีสะอาดและโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือกรณีของบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าอย่าง Tesla ซึ่งนอกเหนือจากรายได้จากการขายรถยนต์แล้ว บริษัทยังมีรายได้จำนวนมหาศาลจากการขาย “Regulatory Credits” (ซึ่งมีหลักการคล้ายคาร์บอนเครดิต) ให้กับบริษัทรถยนต์อื่นๆ ที่ผลิตรถยนต์สันดาปเป็นหลักและไม่สามารถทำตามเกณฑ์การปล่อยมลพิษที่ภาครัฐกำหนดได้
| คุณสมบัติ | ตลาดคาร์บอนภาคบังคับ (Compliance Market) | ตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจ (Voluntary Market) |
|---|---|---|
| วัตถุประสงค์ | จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายหรือข้อตกลงระหว่างประเทศ เพื่อควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของอุตสาหกรรมเป้าหมาย | เกิดขึ้นจากความต้องการขององค์กรที่ต้องการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมโดยสมัครใจ |
| ผู้เข้าร่วม | รัฐบาลและบริษัทขนาดใหญ่ในอุตสาหกรรมที่ถูกควบคุม เช่น พลังงาน, การบิน, ซีเมนต์ | บริษัท, องค์กร, หรือบุคคลทั่วไปที่ต้องการชดเชย Carbon Footprint ของตนเอง |
| ตัวอย่าง | EU Emissions Trading System (EU ETS) | โครงการ T-VER (Thailand Voluntary Emission Reduction Program) ของประเทศไทย |
สำหรับประเทศไทย “โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย” หรือ T-VER ถือเป็นกลไกสำคัญในตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจ ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้พัฒนาโครงการต่างๆ ที่ช่วยลดก๊าซเรือนกระจกสามารถนำปริมาณก๊าซที่ลดได้มาขอรับรองเป็นคาร์บอนเครดิตเพื่อนำไปขายได้
E-Bike กับคาร์บอนเครดิต: โอกาสใหม่ของผู้ใช้งานในอนาคต
ความเชื่อมโยงที่สำคัญระหว่างการใช้งานจักรยานไฟฟ้าและคาร์บอนเครดิตอยู่ที่ศักยภาพในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยตรง ทุกครั้งที่ผู้ใช้งานเลือกเดินทางด้วย E-Bike แทนการใช้รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน นั่นหมายถึงการลดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์และมลพิษอื่นๆ ที่จะถูกปล่อยสู่บรรยากาศ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างคาร์บอนเครดิต
การเดินทางที่สร้างมูลค่า: E-Bike ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างไร
การคำนวณปริมาณการลดก๊าซเรือนกระจกสามารถทำได้โดยเปรียบเทียบการปล่อยก๊าซฯ ของการเดินทางด้วย E-Bike กับการเดินทางด้วยยานพาหนะอื่นในระยะทางที่เท่ากัน แม้ว่าการผลิตไฟฟ้าเพื่อชาร์จแบตเตอรี่ E-Bike จะมีการปล่อยก๊าซฯ อยู่บ้าง (ขึ้นอยู่กับแหล่งที่มาของพลังงานไฟฟ้า) แต่เมื่อเทียบกับการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลโดยตรงในเครื่องยนต์แล้ว การใช้ E-Bike ถือว่าปล่อยก๊าซฯ ต่ำกว่าอย่างมหาศาล
ตัวอย่างการคำนวณอย่างง่าย:
- รถยนต์ขนาดเล็กปล่อย CO2 ประมาณ 150 กรัมต่อกิโลเมตร
- การเดินทางไป-กลับที่ทำงานระยะทางรวม 20 กิโลเมตรต่อวันด้วยรถยนต์ จะปล่อย CO2 ประมาณ 3,000 กรัม (3 กิโลกรัม)
- หากเปลี่ยนมาใช้ E-Bike ซึ่งมีการปล่อย CO2 จากการผลิตไฟฟ้าที่ต่ำมาก (สมมติว่าน้อยกว่า 10 กรัมต่อกิโลเมตร) จะสามารถลดการปล่อย CO2 ได้เกือบ 3 กิโลกรัมต่อวัน
- เมื่อคำนวณตลอดทั้งปี (ประมาณ 240 วันทำงาน) จะสามารถลดการปล่อย CO2 ได้มากกว่า 700 กิโลกรัม ซึ่งเกือบจะเท่ากับ 1 ตัน หรือ 1 คาร์บอนเครดิต
จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่า การใช้งาน E-Bike ในระดับบุคคลมีศักยภาพที่ชัดเจนในการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อม และเมื่อรวมกิจกรรมของผู้ใช้จำนวนมากเข้าด้วยกัน ปริมาณการลดก๊าซเรือนกระจกก็จะยิ่งสูงขึ้นเป็นทวีคูณ
ความท้าทายและแนวโน้มในอนาคตสำหรับผู้ใช้ E-Bike รายย่อย
ความท้าทายที่สำคัญในปัจจุบันคือ ยังไม่มีระบบหรือแพลตฟอร์มที่รองรับการรวบรวมและรับรองคาร์บอนเครดิตจากกิจกรรมของผู้ใช้งานรายย่อย (Individual Level) ในประเทศไทย กระบวนการขอรับรองคาร์บอนเครดิตภายใต้โครงการ T-VER ในปัจจุบันยังมีความซับซ้อนและต้นทุนสูง เหมาะสำหรับโครงการขนาดใหญ่มากกว่า
อย่างไรก็ตาม ด้วยการพัฒนานโยบายของภาครัฐที่มุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี ค.ศ. 2050 และเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าขึ้น ทำให้เกิดแนวโน้มที่น่าสนใจในอนาคต:
- การพัฒนาแอปพลิเคชัน: อาจมีการสร้างแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟนที่สามารถติดตามระยะทางการเดินทางด้วย E-Bike และคำนวณปริมาณการลดการปล่อย CO2 ได้โดยอัตโนมัติ
- โครงการแบบกลุ่ม (Aggregation): บริษัทหรือแพลตฟอร์มอาจทำหน้าที่เป็นตัวกลางรวบรวมข้อมูลการลดก๊าซฯ จากผู้ใช้งาน E-Bike จำนวนมาก แล้วนำไปขอรับรองคาร์บอนเครดิตเป็นโครงการเดียว จากนั้นจึงแบ่งปันผลประโยชน์กลับคืนสู่ผู้ใช้งานในรูปแบบของเงินสด ส่วนลด หรือสิทธิพิเศษอื่นๆ
- การเชื่อมโยงกับนโยบายภาครัฐ: ในอนาคต รัฐบาลอาจออกนโยบายที่ให้รางวัลหรือสิทธิประโยชน์โดยตรงแก่ประชาชนที่เลือกใช้การเดินทางคาร์บอนต่ำ เช่น การให้คะแนนสะสมเพื่อแลกสิทธิประโยชน์ทางภาษีหรือส่วนลดบริการสาธารณะ
สรุปภาพรวมและแนวโน้มอนาคตของ E-Bike ในประเทศไทย
โดยสรุปแล้ว แม้ว่าในปัจจุบันการ ขี่ E-Bike จะยังไม่สามารถนำไปลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในประเทศไทยได้โดยตรง แต่ผู้ใช้งานยังคงได้รับประโยชน์จากการประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและการที่ไม่ต้องเสียภาษีประจำปีสำหรับ E-Bike ประเภทที่ไม่ต้องจดทะเบียน ขณะที่แนวคิดเรื่อง ‘คาร์บอนเครดิต’ ได้เปิดประตูสู่ความเป็นไปได้ใหม่ๆ ที่การเดินทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอาจสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกลับคืนมาได้ในอนาคต
ทิศทางนโยบายของรัฐบาลที่ส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าและการมุ่งสู่เป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ บ่งชี้ว่าโอกาสที่ผู้ใช้งาน E-Bike จะได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบเงินอุดหนุน เครดิตภาษี หรือการมีส่วนร่วมในตลาดคาร์บอนเครดิต มีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้น การติดตามข่าวสารจากหน่วยงานภาครัฐ เช่น กรมการขนส่งทางบก และสำนักงานสรรพากร รวมถึงการเปลี่ยนแปลงในตลาดคาร์บอน จึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้ที่สนใจในเทรนด์การเดินทางแห่งอนาคตนี้
เริ่มต้นการเดินทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
การเลือกใช้จักรยานไฟฟ้าไม่เพียงแต่เป็นการลงทุนเพื่อความสะดวกสบายและประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง แต่ยังเป็นการลงทุนเพื่ออนาคตของสิ่งแวดล้อมและเปิดรับโอกาสใหม่ๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากนโยบายสนับสนุนของภาครัฐ สำหรับผู้ที่กำลังพิจารณาเปลี่ยนมาใช้การเดินทางที่สะอาดและยั่งยืน GIANT Shopping Mall คือศูนย์รวมจักรยานไฟฟ้าทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า หรือ E-bike ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการและไลฟ์สไตล์
สามารถเยี่ยมชมและเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ได้ที่ร้าน หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมผ่านช่องทางออนไลน์ได้ที่ FACEBOOK PAGE และ LINE หรือ ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม เพื่อเริ่มต้นการเดินทางที่เป็นมิตรต่อโลกและตัวคุณเองตั้งแต่วันนี้
