มาตรการ EV 3.5: ซื้อ E-Bike ตอนนี้คุ้มกว่าจริงไหม?
- ประเด็นสำคัญของมาตรการ EV 3.5 ต่อตลาด E-Bike
- ภาพรวมของนโยบายส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า EV 3.5
- เจาะลึกเงื่อนไขสำหรับจักรยานยนต์ไฟฟ้า (E-Bike)
- เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง EV 3.0 และ EV 3.5
- วิเคราะห์ความคุ้มค่า: ซื้อ E-Bike ตอนนี้ดีจริงหรือ
- ผลกระทบของมาตรการต่อตลาดสองล้อไฟฟ้าไทย
- บทสรุปและแนวทางการเลือกซื้อ E-Bike
ท่ามกลางกระแสความตื่นตัวด้านยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ทั่วโลก ประเทศไทยได้เดินหน้าสนับสนุนอย่างต่อเนื่องผ่านนโยบายและมาตรการต่างๆ ล่าสุดคือ มาตรการ EV 3.5 ซึ่งเป็นนโยบายต่อเนื่องที่มีเป้าหมายเพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าที่สำคัญในภูมิภาค อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากรถยนต์แล้ว หลายคนยังมีคำถามว่ามาตรการนี้ครอบคลุมถึงยานพาหนะสองล้ออย่างจักรยานยนต์ไฟฟ้าหรือ E-Bike หรือไม่ และการตัดสินใจซื้อในช่วงนี้จะคุ้มค่ากว่าเดิมจริงหรือไม่ บทความนี้จะวิเคราะห์เงื่อนไขและผลกระทบของนโยบายรถไฟฟ้าฉบับล่าสุดนี้ที่มีต่อตลาด E-Bike โดยตรง เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ
ประเด็นสำคัญของมาตรการ EV 3.5 ต่อตลาด E-Bike
- เงินอุดหนุนชัดเจน: ผู้ซื้อจักรยานยนต์ไฟฟ้า (E-Bike) ที่เข้าเกณฑ์ จะได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลจำนวน 10,000 บาทต่อคัน ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายเริ่มต้นได้อย่างมีนัยสำคัญ
- เงื่อนไขเฉพาะเจาะจง: E-Bike ที่จะได้รับสิทธิ์ต้องมีราคาจำหน่ายไม่เกิน 150,000 บาท มีขนาดแบตเตอรี่ไม่ต่ำกว่า 3 กิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) และที่สำคัญคือต้องเป็นรถที่ผลิตในประเทศไทยเท่านั้น
- ระยะเวลาโครงการยาวนานขึ้น: มาตรการ EV 3.5 มีระยะเวลาสนับสนุนยาวนานถึง 4 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2567 ถึง 2570 ซึ่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งผู้บริโภคและผู้ผลิตในระยะยาว
- ส่งเสริมอุตสาหกรรมในประเทศ: การกำหนดเงื่อนไขให้ E-Bike ต้องผลิตในประเทศ เป็นการกระตุ้นการลงทุน การจ้างงาน และการพัฒนาเทคโนโลยีภายในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของไทย
- สร้างมาตรฐานใหม่: การกำหนดขนาดแบตเตอรี่ขั้นต่ำที่ 3 kWh เป็นการยกระดับมาตรฐานของ E-Bike ในตลาดให้มีประสิทธิภาพเพียงพอต่อการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่เป็นเพียงของเล่นหรือพาหนะระยะสั้น
การประกาศใช้ มาตรการ EV 3.5: ซื้อ E-Bike ตอนนี้คุ้มกว่าจริงไหม? ได้กลายเป็นหัวข้อที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่กำลังพิจารณาเปลี่ยนมาใช้ยานพาหนะสองล้อไฟฟ้า นโยบายนี้ไม่เพียงแต่เป็นเครื่องมือของภาครัฐในการกระตุ้นเศรษฐกิจและส่งเสริมเทคโนโลยีสะอาด แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อการตัดสินใจของผู้บริโภค ทั้งในด้านราคาและความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ การทำความเข้าใจในรายละเอียดของมาตรการจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อประเมินความคุ้มค่าและเลือกซื้อ E-Bike ที่เหมาะสมกับความต้องการและได้รับประโยชน์สูงสุดจากนโยบายสนับสนุนของรัฐบาล
ภาพรวมของนโยบายส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า EV 3.5
มาตรการ EV 3.5 คือชุดนโยบายที่คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ด EV) ได้เห็นชอบเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2567 ไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2570 รวมระยะเวลา 4 ปี มาตรการนี้ถูกออกแบบมาเพื่อต่อยอดความสำเร็จจากมาตรการ EV 3.0 เดิม โดยมีการปรับปรุงเงื่อนไขบางประการเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปและเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายที่ใหญ่กว่า นั่นคือการผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิต EV ในระดับภูมิภาค
วัตถุประสงค์และเป้าหมายหลัก
เป้าหมายหลักของมาตรการ EV 3.5 ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเพิ่มจำนวนยานยนต์ไฟฟ้าบนท้องถนน แต่ยังครอบคลุมมิติอื่นๆ ที่สำคัญต่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ดังนี้
- การส่งเสริมการลงทุน: สร้างแรงจูงใจให้ผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้าทั้งรายเดิมและรายใหม่เข้ามาลงทุนตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย ซึ่งจะนำไปสู่การถ่ายทอดเทคโนโลยีและการสร้างงาน
- การสนับสนุนผู้บริโภค: ลดภาระทางการเงินของผู้ซื้อผ่านเงินอุดหนุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษี เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนผ่านจากรถยนต์สันดาปภายในไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้าได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
- การสร้างความยั่งยืนด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม: การใช้ยานยนต์ไฟฟ้าช่วยลดการพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิงจากต่างประเทศ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะฝุ่น PM2.5 ในเขตเมือง
- การพัฒนาอุตสาหกรรมชิ้นส่วน: กระตุ้นให้เกิดการผลิตชิ้นส่วนสำคัญ เช่น แบตเตอรี่ มอเตอร์ และระบบควบคุม ภายในประเทศ เพื่อสร้างระบบนิเวศของอุตสาหกรรม EV ที่สมบูรณ์และครบวงจร
ความต่อเนื่องจากมาตรการ EV 3.0
มาตรการ EV 3.5 ถือเป็นการปรับปรุงและต่อยอดจากมาตรการ EV 3.0 ที่สิ้นสุดลงในปี พ.ศ. 2566 โดยยังคงรักษากลไกการให้เงินอุดหนุนเป็นหลัก แต่มีการปรับเปลี่ยนรายละเอียดเพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างการสนับสนุนผู้บริโภคและการผลักดันให้ผู้ผลิตต้องเริ่มผลิตรถยนต์เพื่อชดเชยการนำเข้าตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือการปรับลดวงเงินอุดหนุนสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าลงเล็กน้อย แต่ขยายระยะเวลาของโครงการออกไปถึง 4 ปี ซึ่งช่วยสร้างเสถียรภาพและความชัดเจนให้กับตลาด ทำให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนธุรกิจในระยะยาวได้ดียิ่งขึ้น ในขณะที่สำหรับกลุ่มรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า มาตรการใหม่นี้ได้สร้างความชัดเจนในเงื่อนไขต่างๆ มากขึ้น โดยเฉพาะคุณสมบัติด้านแบตเตอรี่และแหล่งผลิต
เจาะลึกเงื่อนไขสำหรับจักรยานยนต์ไฟฟ้า (E-Bike)
สำหรับผู้ที่สนใจในกลุ่มสองล้อไฟฟ้า มาตรการ EV 3.5 ได้กำหนดเงื่อนไขและสิทธิประโยชน์สำหรับจักรยานยนต์ไฟฟ้าหรือ E-Bike ไว้อย่างชัดเจน ซึ่งผู้ซื้อและผู้ขายจำเป็นต้องทำความเข้าใจรายละเอียดเหล่านี้ เพื่อให้สามารถใช้สิทธิ์ได้อย่างถูกต้อง
เงื่อนไขหลักสำหรับ E-Bike ภายใต้มาตรการ EV 3.5 คือ เงินอุดหนุน 10,000 บาท สำหรับรถที่ผลิตในประเทศ มีราคาไม่เกิน 150,000 บาท และมีแบตเตอรี่ขนาด 3 kWh ขึ้นไป
เงินอุดหนุน 10,000 บาทต่อคัน
หัวใจสำคัญของมาตรการที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้บริโภคโดยตรงคือเงินอุดหนุนจำนวน 10,000 บาทต่อคัน เงินจำนวนนี้จะถูกหักออกจากราคาจำหน่าย ณ จุดขาย ทำให้ผู้ซื้อสามารถเป็นเจ้าของ E-Bike ได้ในราคาที่ถูกลงทันที ซึ่งแตกต่างจากการขอคืนภาษีที่ต้องดำเนินการในภายหลัง กลไกนี้ช่วยกระตุ้นการตัดสินใจซื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทำให้ ราคา e-bike ที่เข้าเกณฑ์สามารถแข่งขันกับรถจักรยานยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปทั่วไปได้ดียิ่งขึ้น
ข้อกำหนดด้านราคาและคุณสมบัติแบตเตอรี่
เพื่อให้การสนับสนุนเป็นไปอย่างเหมาะสมและตรงกลุ่มเป้าหมาย มาตรการได้กำหนดกรอบราคาและคุณสมบัติของ E-Bike ที่จะได้รับสิทธิ์ไว้ดังนี้:
- เพดานราคา: ราคาจำหน่ายปลีกต้องไม่เกิน 150,000 บาท ซึ่งเป็นกรอบราคาที่ครอบคลุม E-Bike ส่วนใหญ่ในตลาด ตั้งแต่รุ่นเริ่มต้นไปจนถึงรุ่นที่มีสมรรถนะสูง
- ขนาดแบตเตอรี่ขั้นต่ำ: ต้องมีขนาดความจุของแบตเตอรี่ไม่ต่ำกว่า 3 กิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) เงื่อนไขนี้ถูกเพิ่มเข้ามาใหม่ในมาตรการ EV 3.5 เพื่อเป็นการยกระดับมาตรฐานของผลิตภัณฑ์ในตลาด โดยแบตเตอรี่ขนาด 3 kWh ขึ้นไปจะสามารถให้ระยะทางการวิ่งที่เพียงพอต่อการใช้งานในชีวิตประจำวัน (โดยทั่วไปประมาณ 70-100 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง) ทำให้ E-Bike เป็นยานพาหนะที่ใช้งานได้จริง ไม่ใช่เพียงของเล่นหรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าสำหรับระยะทางสั้นๆ
เงื่อนไขสำคัญ: การผลิตในประเทศ
ข้อกำหนดที่สำคัญที่สุดและส่งผลต่อภาพรวมอุตสาหกรรมมากที่สุดคือ เงินอุดหนุน 10,000 บาทนี้ จะมอบให้กับ E-Bike ที่ผลิตขึ้นในประเทศไทย (Made in Thailand) เท่านั้น นี่คือกลยุทธ์ของภาครัฐที่ต้องการส่งเสริมให้เกิดการลงทุนสร้างโรงงานผลิตและประกอบ E-Bike ภายในประเทศ ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในหลายมิติ ทั้งการจ้างงาน, การพัฒนาทักษะแรงงาน, และการสร้างซัพพลายเชนสำหรับชิ้นส่วนต่างๆ ดังนั้น ผู้บริโภคที่ต้องการรับสิทธิ์นี้จะต้องตรวจสอบกับผู้จำหน่ายให้แน่ใจว่า E-Bike รุ่นที่สนใจนั้นผลิตในประเทศและเข้าร่วมโครงการของรัฐบาลหรือไม่
เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง EV 3.0 และ EV 3.5
เพื่อให้เห็นภาพการเปลี่ยนแปลงของนโยบายรถไฟฟ้าได้ชัดเจนยิ่งขึ้น การเปรียบเทียบเงื่อนไขสำหรับ E-Bike ระหว่างมาตรการเดิม (EV 3.0) และมาตรการใหม่ (EV 3.5) จะช่วยให้เข้าใจถึงทิศทางการสนับสนุนของภาครัฐและผลกระทบต่อผู้บริโภคได้ดียิ่งขึ้น
| หัวข้อ | มาตรการ EV 3.0 (พ.ศ. 2565 – 2566) | มาตรการ EV 3.5 (พ.ศ. 2567 – 2570) |
|---|---|---|
| เงินอุดหนุนต่อคัน | ประมาณ 18,000 บาท (แต่ในทางปฏิบัติอาจแตกต่างกันไป) | 10,000 บาท (กำหนดชัดเจน) |
| เพดานราคา E-Bike | ไม่เกิน 150,000 บาท | ไม่เกิน 150,000 บาท |
| ข้อกำหนดขนาดแบตเตอรี่ | ไม่ระบุ | ต้องไม่ต่ำกว่า 3 kWh |
| แหล่งผลิต | ไม่ระบุชัดเจน (ครอบคลุมทั้งรถนำเข้าและผลิตในประเทศ) | ต้องเป็นรถที่ผลิตในประเทศไทยเท่านั้น |
| ระยะเวลาโครงการ | 2 ปี | 4 ปี |
จากตารางจะเห็นได้ว่า แม้จำนวนเงินอุดหนุนในมาตรการ EV 3.5 จะลดลง แต่สิ่งที่เพิ่มเข้ามาคือความชัดเจนของเงื่อนไขและการมุ่งเน้นสนับสนุนอุตสาหกรรมภายในประเทศ การกำหนดขนาดแบตเตอรี่ขั้นต่ำเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ ในขณะที่การขยายระยะเวลาโครงการออกไปเป็น 4 ปี ช่วยสร้างความมั่นคงและทำให้ผู้บริโภคมีเวลาในการวางแผนและตัดสินใจซื้อได้นานขึ้น ซึ่งต่างจากมาตรการเดิมที่ค่อนข้างเร่งรัดและมีเงื่อนไขที่เปิดกว้างกว่า
วิเคราะห์ความคุ้มค่า: ซื้อ E-Bike ตอนนี้ดีจริงหรือ
คำถามสำคัญที่สุดคือ ภายใต้เงื่อนไขของมาตรการ EV 3.5 การตัดสินใจซื้อจักรยานไฟฟ้าในตอนนี้มีความคุ้มค่ามากน้อยเพียงใด การวิเคราะห์ต้องพิจารณาทั้งข้อดีที่ได้รับจากมาตรการและข้อจำกัดที่อาจเกิดขึ้น
ข้อดีและปัจจัยสนับสนุนการตัดสินใจซื้อ
- ความคุ้มค่าทางการเงินที่จับต้องได้: ส่วนลด e-bike ทันที 10,000 บาท ถือเป็นปัจจัยบวกที่ชัดเจนที่สุด ช่วยลดต้นทุนเริ่มต้นในการเป็นเจ้าของ E-Bike ได้อย่างมาก เมื่อรวมกับค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่ต่ำกว่ารถจักรยานยนต์ทั่วไป (ไม่ต้องเติมน้ำมัน ค่าบำรุงรักษาต่ำกว่า) ทำให้ในระยะยาว E-Bike เป็นตัวเลือกที่ประหยัดกว่าอย่างเห็นได้ชัด
- ความแน่นอนของนโยบายในระยะยาว: การที่รัฐบาลสนับสนุน EV อย่างต่อเนื่องและมีระยะเวลาโครงการยาวถึง 4 ปี สร้างความมั่นใจว่าตลาด E-Bike จะเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ ผู้บริโภคไม่ต้องกังวลว่าสิทธิประโยชน์จะสิ้นสุดลงในเร็ววัน ทำให้สามารถวางแผนการเงินและตัดสินใจซื้อได้อย่างสบายใจมากขึ้น
- คุณภาพและมาตรฐานที่ดีขึ้น: ข้อกำหนดแบตเตอรี่ขั้นต่ำ 3 kWh เป็นการคัดกรองผลิตภัณฑ์ในตลาด ทำให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่า E-Bike ที่เข้าร่วมโครงการจะมีประสิทธิภาพดีพอสำหรับการใช้งานจริง มีระยะทางวิ่งที่ไกลขึ้นและมีกำลังเพียงพอสำหรับการเดินทางในเมือง
- การสนับสนุนสินค้าไทย: การเลือกซื้อ E-Bike ที่ผลิตในประเทศไม่เพียงแต่จะทำให้ได้รับเงินอุดหนุน แต่ยังเป็นการสนับสนุนเศรษฐกิจของประเทศโดยตรง ทั้งในภาคการผลิต การจ้างงาน และการพัฒนาเทคโนโลยี
ข้อจำกัดและสิ่งที่ต้องพิจารณาก่อนซื้อ
- ตัวเลือกที่อาจจำกัดลง: เงื่อนไขที่ต้องเป็นรถผลิตในประเทศเท่านั้น อาจทำให้ตัวเลือก E-Bike ที่ได้รับสิทธิ์มีน้อยกว่าในอดีต โดยเฉพาะรุ่นที่นำเข้าจากต่างประเทศซึ่งเคยเป็นที่นิยมอาจไม่เข้าร่วมโครงการนี้ ผู้ซื้อจึงต้องศึกษาข้อมูลและตรวจสอบรุ่นที่เข้าเกณฑ์ให้ดี
- การตรวจสอบคุณสมบัติ: ก่อนตัดสินใจซื้อ ผู้บริโภคจำเป็นต้องตรวจสอบกับผู้จำหน่ายอย่างละเอียดว่า E-Bike รุ่นนั้นๆ ได้รับการอนุมัติเข้าร่วมมาตรการ EV 3.5 อย่างเป็นทางการแล้วหรือไม่ เพื่อให้แน่ใจว่าจะได้รับเงินอุดหนุนตามสิทธิ์
- ความพร้อมของสถานีชาร์จ: แม้ E-Bike ส่วนใหญ่จะสามารถชาร์จไฟที่บ้านได้ แต่สำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ในคอนโดหรืออพาร์ตเมนต์ที่ไม่มีจุดชาร์จส่วนตัว อาจต้องพิจารณาความสะดวกในการเข้าถึงสถานีชาร์จสาธารณะ ซึ่งปัจจุบันกำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
ผลกระทบของมาตรการต่อตลาดสองล้อไฟฟ้าไทย
มาตรการ EV 3.5 ไม่ได้ส่งผลดีต่อผู้บริโภคเท่านั้น แต่ยังเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาสำคัญที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในภาพรวมของตลาดสองล้อไฟฟ้าในประเทศไทย คาดการณ์ได้ว่าจะเกิดผลกระทบในเชิงบวกหลายด้าน ผู้ผลิตหลายแบรนด์จะหันมาลงทุนตั้งฐานการผลิตในไทยมากขึ้นเพื่อให้ผลิตภัณฑ์ของตนเข้าเกณฑ์รับเงินอุดหนุน ซึ่งจะนำไปสู่การแข่งขันที่สูงขึ้น ทั้งในด้านราคา เทคโนโลยี และการออกแบบ เมื่อมีการผลิตในประเทศมากขึ้น ต้นทุนบางส่วนอาจลดลง และจะส่งผลให้ ราคา e-bike ในภาพรวมมีแนวโน้มที่เข้าถึงง่ายขึ้นในระยะยาว นอกจากนี้ การแข่งขันที่เพิ่มขึ้นยังกระตุ้นให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ทั้งในด้านประสิทธิภาพของแบตเตอรี่, ระบบการจัดการพลังงาน, และฟีเจอร์เสริมต่างๆ เพื่อดึงดูดผู้บริโภค
บทสรุปและแนวทางการเลือกซื้อ E-Bike
สรุปได้ว่า มาตรการ EV 3.5 ทำให้การซื้อ E-Bike ในช่วงเวลานี้มีความคุ้มค่าอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มองหาพาหนะที่ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในระยะยาวและต้องการสนับสนุนอุตสาหกรรมในประเทศ เงินอุดหนุน 10,000 บาทเป็นส่วนลดที่ชัดเจนและจับต้องได้ ในขณะที่เงื่อนไขด้านคุณภาพแบตเตอรี่และระยะเวลาโครงการที่ยาวนานขึ้นช่วยสร้างความมั่นใจให้กับผู้ซื้อ
อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจ最终ขึ้นอยู่กับความต้องการและไลฟ์สไตล์ของแต่ละบุคคล ควรพิจารณาเลือกรุ่นที่ตอบโจทย์การใช้งาน ตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับคุณสมบัติและแหล่งผลิตให้แน่ใจก่อนตัดสินใจ และวางแผนด้านการชาร์จให้เหมาะสมกับการใช้ชีวิตประจำวัน หากเงื่อนไขทั้งหมดลงตัว การซื้อ E-Bike ภายใต้มาตรการนี้ถือเป็นโอกาสที่ดีในการเปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาด พร้อมรับความคุ้มค่าจากนโยบายสนับสนุนของรัฐบาล
สำหรับผู้ที่กำลังมองหาจักรยานไฟฟ้า สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า หรือ E-Bike คุณภาพ ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการในการเดินทาง สามารถค้นหาและเลือกชมผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายได้ที่ GIANT Shopping Mall ศูนย์รวมจักรยานไฟฟ้าครบวงจร พร้อมรับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อเลือกรุ่นที่เหมาะสมและคุ้มค่าที่สุดสำหรับคุณ
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ FACEBOOK PAGE หรือ LINE และสามารถ ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม ผ่านทางเว็บไซต์ได้โดยตรง
