ขี่ E-Bike ต้องมีใบขับขี่ไหม? สรุปกฎหมายไทยล่าสุด
- สรุปประเด็นสำคัญเกี่ยวกับกฎหมาย E-Bike
- ทำความเข้าใจกฎหมายจักรยานไฟฟ้า: ทำไมจึงสำคัญ
- การจำแนกประเภทจักรยานไฟฟ้าตามกฎหมายไทย
- ตารางเปรียบเทียบข้อกำหนดจักรยานไฟฟ้า 2 ประเภท
- ขั้นตอนและข้อควรพิจารณาก่อนซื้อ E-Bike
- ข้อบังคับและข้อควรระวังในการขับขี่บนท้องถนน
- บทสรุป: เลือก E-Bike อย่างไรให้ถูกกฎหมายและปลอดภัย
- เลือกซื้อจักรยานไฟฟ้าที่ใช่สำหรับคุณ
จักรยานไฟฟ้า หรือ E-Bike กำลังเป็นที่นิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในประเทศไทย เนื่องจากเป็นทางเลือกการเดินทางที่สะดวก ประหยัด และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม ความนิยมที่เพิ่มขึ้นนี้นำมาซึ่งคำถามสำคัญเกี่ยวกับข้อบังคับทางกฎหมาย โดยเฉพาะประเด็นที่ว่าการ ขี่ E-Bike ต้องมีใบขับขี่ไหม? ซึ่งเป็นข้อสงสัยที่ผู้ใช้และผู้ที่กำลังตัดสินใจซื้อจำนวนมากต้องการความชัดเจน
สรุปประเด็นสำคัญเกี่ยวกับกฎหมาย E-Bike
- การจำแนกประเภท: กฎหมายไทยแบ่งจักรยานไฟฟ้าออกเป็น 2 ประเภทหลัก โดยใช้กำลังของมอเตอร์และความเร็วสูงสุดเป็นเกณฑ์ในการพิจารณา
- E-Bike แบบไม่ต้องมีใบขับขี่: คือจักรยานไฟฟ้าที่มีกำลังมอเตอร์ไม่เกิน 250 วัตต์ และทำความเร็วสูงสุดได้ไม่เกิน 45 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งจัดเป็นจักรยาน ไม่จำเป็นต้องจดทะเบียนหรือมีใบขับขี่
- E-Bike ที่ต้องมีใบขับขี่: คือจักรยานไฟฟ้าที่มีกำลังมอเตอร์ตั้งแต่ 250 วัตต์ขึ้นไป หรือทำความเร็วสูงสุดได้ตั้งแต่ 45 กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไป ซึ่งตามกฎหมายจะถูกจัดเป็น “รถจักรยานยนต์” และจำเป็นต้องจดทะเบียน มี พ.ร.บ. และผู้ขับขี่ต้องมีใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์
- ความสำคัญของการตรวจสอบ: ก่อนการตัดสินใจซื้อ E-Bike การตรวจสอบคุณสมบัติทางเทคนิคของตัวรถจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้แน่ใจว่าสามารถใช้งานได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายและหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจตามมา
- ความปลอดภัยต้องมาก่อน: ไม่ว่าจะเป็น E-Bike ประเภทใด ผู้ขับขี่ควรปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัดและสวมใส่อุปกรณ์ป้องกัน เช่น หมวกกันน็อก เพื่อความปลอดภัยของตนเองและผู้ร่วมใช้ทาง
คำถามที่ว่า ขี่ E-Bike ต้องมีใบขับขี่ไหม? กลายเป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงกันบ่อยครั้งในกลุ่มผู้ใช้ยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็กในประเทศไทย ด้วยความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ในตลาด ตั้งแต่จักรยานไฟฟ้าสำหรับปั่นเล่น สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าสำหรับเดินทางระยะใกล้ ไปจนถึง E-Bike ที่มีสมรรถนะสูงเทียบเท่ารถจักรยานยนต์ ทำให้ผู้บริโภคเกิดความสับสนเกี่ยวกับสถานะทางกฎหมายของยานพาหนะเหล่านี้ การทำความเข้าใจข้อกำหนดของกรมการขนส่งทางบกจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้สามารถเลือกซื้อและใช้งานได้อย่างถูกต้อง ปลอดภัย และไม่ต้องกังวลเรื่องการกระทำผิดกฎหมายจราจร ซึ่งอาจนำไปสู่การถูกเปรียบเทียบปรับได้
ทำความเข้าใจกฎหมายจักรยานไฟฟ้า: ทำไมจึงสำคัญ
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา กระแสความนิยมในยานพาหนะไฟฟ้าส่วนบุคคล (Personal Electric Vehicle) โดยเฉพาะจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ได้ขยายตัวอย่างกว้างขวางในเขตเมืองทั่วประเทศไทย ปัจจัยหนุนสำคัญมาจากความต้องการหลีกเลี่ยงปัญหาการจราจรที่ติดขัด การลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน และการตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของยานพาหนะประเภทนี้บนท้องถนนก็นำมาซึ่งความท้าทายด้านกฎระเบียบและความปลอดภัย
กรมการขนส่งทางบก ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่กำกับดูแลการใช้ยานพาหนะบนท้องถนน ได้กำหนดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนเพื่อจำแนกประเภทของจักรยานไฟฟ้า เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างมีมาตรฐานและสอดคล้องกับสมรรถนะของตัวรถ การที่ผู้ใช้งานและผู้ที่สนใจจะซื้อ E-Bike มีความรู้ความเข้าใจในข้อกฎหมายเหล่านี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ไม่เพียงแต่เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกลงโทษตามกฎหมาย แต่ยังเกี่ยวข้องโดยตรงกับความปลอดภัยในการขับขี่ ทั้งต่อตนเองและผู้ร่วมใช้เส้นทางคนอื่นๆ การทราบว่า E-Bike รุ่นใดต้องจดทะเบียน หรือรุ่นใดต้องมีใบขับขี่ จะช่วยให้ผู้ใช้เตรียมความพร้อมและปฏิบัติตนได้อย่างถูกต้องตั้งแต่แรกเริ่ม
การจำแนกประเภทจักรยานไฟฟ้าตามกฎหมายไทย
เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการกำกับดูแล กรมการขนส่งทางบกได้แบ่งจักรยานไฟฟ้าออกเป็น 2 ประเภทหลัก โดยใช้เกณฑ์ด้านสมรรถนะเป็นตัวชี้วัด ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อข้อบังคับในการใช้งาน การจดทะเบียน และการทำใบขับขี่
ประเภทที่ 1: จักรยานไฟฟ้าที่ไม่ต้องจดทะเบียน (E-Bike แบบเสริมกำลัง)
จักรยานไฟฟ้าในกลุ่มนี้คือประเภทที่พบเห็นได้บ่อยที่สุดและเป็นที่นิยมในหมู่ผู้ใช้งานทั่วไป มีลักษณะเป็นจักรยานที่ติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้าเพื่อช่วยผ่อนแรงในการปั่น หรือสามารถใช้คันเร่งไฟฟ้าได้ในความเร็วที่ไม่สูงมากนัก
คำจำกัดความและคุณสมบัติหลัก:
- กำลังมอเตอร์ไฟฟ้า: ต้องมีกำลังไม่ต่ำกว่า 250 วัตต์ (W) หรือ 0.25 กิโลวัตต์ (kW)
- ความเร็วสูงสุด: ต้องมีความเร็วสูงสุดไม่ต่ำกว่า 45 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (km/h)
สถานะทางกฎหมาย: ตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 ยานพาหนะที่มีคุณสมบัติดังกล่าวข้างต้น จะไม่เข้าข่ายเป็น “รถจักรยานยนต์” แต่มีสถานะเทียบเท่ากับ “จักรยาน” ทั่วไป ดังนั้น จึงได้รับการยกเว้นจากข้อบังคับหลายประการ:
- ไม่ต้องจดทะเบียน: ไม่จำเป็นต้องนำรถไปจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก และไม่ต้องมีแผ่นป้ายทะเบียน
- ไม่ต้องมีใบขับขี่: ผู้ขับขี่ไม่จำเป็นต้องมีใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์
- ไม่ต้องทำ พ.ร.บ.: ไม่เข้าข่ายบังคับให้ต้องทำประกันภัยภาคบังคับ (พ.ร.บ.)
การประยุกต์ใช้และกลุ่มเป้าหมาย: E-Bike ประเภทนี้เหมาะสำหรับการเดินทางในระยะทางสั้นถึงปานกลาง เช่น การเดินทางไปทำงานหรือสถานศึกษาในบริเวณใกล้เคียง การขับขี่ในหมู่บ้าน หรือเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ เป็นทางเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับผู้ที่ต้องการความสะดวกสบายมากกว่าจักรยานธรรมดา แต่ไม่ต้องการความยุ่งยากในเรื่องการจดทะเบียนและใบขับขี่
ประเภทที่ 2: จักรยานไฟฟ้าที่ต้องจดทะเบียน (E-Motorcycle)
จักรยานไฟฟ้ากลุ่มนี้เป็นยานพาหนะที่มีสมรรถนะสูงกว่ากลุ่มแรกอย่างชัดเจน ทำให้กฎหมายจัดให้อยู่ในหมวดหมู่เดียวกับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งมาพร้อมกับข้อบังคับที่เข้มงวดกว่า
คำจำกัดความและคุณสมบัติหลัก:
- กำลังมอเตอร์ไฟฟ้า: มีกำลังตั้งแต่ 250 วัตต์ (W) หรือ 0.25 กิโลวัตต์ (kW) ขึ้นไป
- ความเร็วสูงสุด: สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ตั้งแต่ 45 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (km/h) ขึ้นไป
สถานะทางกฎหมาย: เมื่อยานพาหนะมีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์ข้อใดข้อหนึ่ง (หรือทั้งสองข้อ) ข้างต้น จะถูกจัดประเภทเป็น “รถจักรยานยนต์” ตามกฎหมายทันที ซึ่งหมายความว่าต้องปฏิบัติตามข้อบังคับเช่นเดียวกับรถจักรยานยนต์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงทุกประการ:
- ต้องจดทะเบียน: เจ้าของรถมีหน้าที่ต้องนำรถไปจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก เพื่อขอรับแผ่นป้ายทะเบียนและเล่มทะเบียน
- ต้องมีใบขับขี่: ผู้ขับขี่จะต้องมีใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลที่ยังไม่หมดอายุ
- ต้องทำ พ.ร.บ.: ต้องจัดทำประกันภัยภาคบังคับ (พ.ร.บ.) เพื่อคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ
- ต้องเสียภาษีประจำปี: ต้องชำระภาษีรถจักรยานยนต์ประจำปีตามที่กฎหมายกำหนด
การประยุกต์ใช้และกลุ่มเป้าหมาย: E-Motorcycle เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการยานพาหนะไฟฟ้าสำหรับเดินทางในระยะไกลขึ้น ต้องการใช้ความเร็วในการเดินทางบนถนนสายหลัก หรือแม้กระทั่งใช้ในเชิงพาณิชย์ เช่น บริการรับส่งผู้โดยสารหรือส่งอาหาร ซึ่งรถบางรุ่นที่มีกำลังมอเตอร์ไม่เกิน 4,000 วัตต์ สามารถจดทะเบียนเป็นรถจักรยานยนต์สาธารณะ (ป้ายเหลือง) ได้ตามกฎหมาย
ความแตกต่างที่สำคัญที่สุดระหว่าง E-Bike ทั้งสองประเภทคือเกณฑ์ “250 วัตต์” และ “45 กิโลเมตรต่อชั่วโมง” ซึ่งเป็นเส้นแบ่งที่ชัดเจนระหว่างการเป็นจักรยานกับการเป็นรถจักรยานยนต์ในทางกฎหมาย
ตารางเปรียบเทียบข้อกำหนดจักรยานไฟฟ้า 2 ประเภท
เพื่อให้เห็นภาพความแตกต่างของข้อบังคับทางกฎหมายระหว่างจักรยานไฟฟ้าทั้งสองประเภทได้ง่ายขึ้น สามารถสรุปข้อมูลสำคัญได้ดังตารางต่อไปนี้
| คุณสมบัติ | ประเภทที่ 1: E-Bike แบบเสริมกำลัง | ประเภทที่ 2: E-Motorcycle |
|---|---|---|
| กำลังมอเตอร์ | ไม่เกิน 250 วัตต์ | ตั้งแต่ 250 วัตต์ขึ้นไป |
| ความเร็วสูงสุด | ไม่เกิน 45 กม./ชม. | ตั้งแต่ 45 กม./ชม. ขึ้นไป |
| สถานะทางกฎหมาย | จักรยาน | รถจักรยานยนต์ |
| การจดทะเบียน | ไม่ต้องจดทะเบียน | ต้องจดทะเบียน |
| ใบขับขี่ | ไม่ต้องมี | ต้องมี (ใบขับขี่รถจักรยานยนต์) |
| พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัย | ไม่ต้องทำ | ต้องทำ |
| การเสียภาษีประจำปี | ไม่ต้องเสีย | ต้องเสีย |
| การใช้งานหลัก | เดินทางระยะใกล้, ออกกำลังกาย, พักผ่อน | เดินทางระยะไกล, ใช้ความเร็ว, เชิงพาณิชย์ |
ขั้นตอนและข้อควรพิจารณาก่อนซื้อ E-Bike
การเลือกซื้อ E-Bike ที่เหมาะสมไม่ได้ขึ้นอยู่กับดีไซน์หรือราคาเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องคำนึงถึงข้อกำหนดทางกฎหมายเพื่อให้แน่ใจว่าสามารถใช้งานได้อย่างสบายใจและไม่สร้างปัญหาในภายหลัง
ตรวจสอบคุณสมบัติทางเทคนิคให้ชัดเจน
สิ่งแรกและสำคัญที่สุดคือการตรวจสอบข้อมูลจำเพาะ (Specification) ของ E-Bike รุ่นที่สนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กำลังมอเตอร์ (วัตต์) และ ความเร็วสูงสุด (กม./ชม.) ข้อมูลเหล่านี้มักจะระบุไว้ในคู่มือผลิตภัณฑ์ หรือสามารถสอบถามได้โดยตรงจากผู้จำหน่ายที่น่าเชื่อถือ การทราบตัวเลขที่แน่ชัดจะทำให้สามารถระบุได้ทันทีว่า E-Bike คันนั้นจัดอยู่ในประเภทใดตามกฎหมาย และมีข้อบังคับอะไรบ้างที่ต้องปฏิบัติตาม ควรระวังผู้ขายที่ให้ข้อมูลไม่ชัดเจนหรือพยายามบ่ายเบี่ยงที่จะตอบคำถามเกี่ยวกับคุณสมบัติเหล่านี้
สอบถามเรื่องเอกสารประกอบการจดทะเบียน
ในกรณีที่ตัดสินใจเลือกซื้อ E-Bike ที่มีสมรรถนะสูงและเข้าข่ายเป็น E-Motorcycle (ประเภทที่ 2) ผู้ซื้อจำเป็นต้องสอบถามผู้จำหน่ายเกี่ยวกับเอกสารสำคัญที่จะต้องใช้ในการยื่นจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก โดยทั่วไปเอกสารเหล่านี้จะออกโดยบริษัทผู้ผลิตหรือผู้นำเข้า เพื่อรับรองว่ารถคันดังกล่าวมีมาตรฐานความปลอดภัยและคุณสมบัติถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด หากผู้ขายไม่สามารถจัดหาเอกสารเหล่านี้ให้ได้ อาจเป็นสัญญาณว่ารถคันนั้นไม่สามารถนำไปจดทะเบียนได้อย่างถูกต้อง และจะทำให้การใช้งานบนถนนสาธารณะเป็นสิ่งผิดกฎหมาย
ประเมินลักษณะการใช้งานของตนเอง
การตัดสินใจเลือกระหว่าง E-Bike ทั้งสองประเภทควรสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์และวัตถุประสงค์ในการใช้งาน หากต้องการยานพาหนะสำหรับเดินทางระยะสั้นๆ ในซอยหรือในเมืองที่ไม่ต้องการความเร็วสูง E-Bike แบบเสริมกำลัง (ประเภทที่ 1) ก็เป็นตัวเลือกที่เหมาะสมและสะดวกสบาย แต่หากมีความจำเป็นต้องใช้เดินทางข้ามเขตเป็นประจำ ใช้ความเร็วบนถนนสายหลัก หรือต้องการความมั่นคงและสมรรถนะที่สูงขึ้น การเลือก E-Motorcycle (ประเภทที่ 2) ที่สามารถจดทะเบียนได้อย่างถูกต้องจะเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและถูกกฎหมายมากกว่า
ข้อบังคับและข้อควรระวังในการขับขี่บนท้องถนน
ไม่ว่า E-Bike ที่ใช้งานจะจัดอยู่ในประเภทใด การขับขี่บนท้องถนนสาธารณะยังคงต้องอยู่ภายใต้กฎจราจรและความรับผิดชอบต่อส่วนรวม
การปฏิบัติตามกฎจราจร
แม้ว่า E-Bike แบบเสริมกำลังจะไม่ต้องมีใบขับขี่ แต่ผู้ขับขี่ยังคงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 ในหมวดที่เกี่ยวข้องกับจักรยาน เช่น การหยุดรถเมื่อมีสัญญาณไฟแดง การให้ทางแก่รถในทางเอก การใช้สัญญาณมือเมื่อต้องการเลี้ยวหรือเปลี่ยนช่องทาง และการขับขี่ในช่องทางที่กำหนด การละเลยกฎจราจรพื้นฐานอาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงได้
อุปกรณ์เพื่อความปลอดภัย
ความปลอดภัยเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการขับขี่ การสวมหมวกกันน็อกเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ถึงแม้กฎหมายอาจไม่ได้บังคับสำหรับจักรยาน แต่สามารถลดความรุนแรงของการบาดเจ็บที่ศีรษะได้อย่างมีนัยสำคัญหากเกิดอุบัติเหตุ นอกจากนี้ ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่า E-Bike มีระบบเบรกที่มีประสิทธิภาพ มีไฟส่องสว่างทั้งด้านหน้าและด้านหลังสำหรับทัศนวิสัยที่ดีในเวลากลางคืน และมีแตรหรือกระดิ่งสำหรับให้สัญญาณเตือน
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยเกี่ยวกับ E-Bike
มีความเชื่อผิดๆ หลายประการเกี่ยวกับ E-Bike ที่อาจนำไปสู่การปฏิบัติที่ไม่ถูกต้อง เช่น ความเชื่อที่ว่า “จักรยานไฟฟ้าทุกคันคือจักรยาน” ซึ่งไม่เป็นความจริงดังที่ได้อธิบายไปข้างต้น หรือความเข้าใจว่า “สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าไม่ต้องใช้ใบขับขี่” ซึ่งก็ต้องพิจารณาจากกำลังมอเตอร์และความเร็วสูงสุดเช่นเดียวกัน การศึกษาข้อมูลที่ถูกต้องจากแหล่งที่น่าเชื่อถือจะช่วยขจัดความเข้าใจผิดเหล่านี้และส่งเสริมการใช้งานอย่างมีความรับผิดชอบ
บทสรุป: เลือก E-Bike อย่างไรให้ถูกกฎหมายและปลอดภัย
สรุปแล้ว คำตอบของคำถามที่ว่า ขี่ E-Bike ต้องมีใบขับขี่ไหม? นั้นขึ้นอยู่กับ “ประเภท” ของ E-Bike ที่ใช้งาน ซึ่งถูกกำหนดโดยคุณสมบัติทางเทคนิคของตัวรถเป็นสำคัญ หากเป็น E-Bike แบบเสริมกำลังที่มีมอเตอร์ไม่เกิน 250 วัตต์ และความเร็วสูงสุดไม่เกิน 45 กม./ชม. ก็ไม่จำเป็นต้องมีใบขับขี่หรือจดทะเบียน แต่หากมีสมรรถนะสูงกว่าเกณฑ์ดังกล่าว จะมีสถานะเป็นรถจักรยานยนต์ ซึ่งผู้ขับขี่ต้องมีใบขับขี่และต้องนำรถไปจดทะเบียนให้ถูกต้อง
ดังนั้น ก่อนตัดสินใจลงทุนซื้อ E-Bike สักคัน การศึกษาข้อมูลและตรวจสอบคุณสมบัติของรถอย่างละเอียดจึงเป็นขั้นตอนที่ไม่ควรมองข้าม เพื่อให้มั่นใจว่าได้ยานพาหนะที่ตอบโจทย์การใช้งาน สอดคล้องกับกฎหมาย และสามารถขับขี่บนท้องถนนได้อย่างปลอดภัยและมั่นใจ การเป็นเจ้าของและผู้ใช้งานที่มีความรับผิดชอบไม่เพียงแต่ปกป้องตนเองจากปัญหาทางกฎหมาย แต่ยังช่วยสร้างวัฒนธรรมการใช้ยานพาหนะไฟฟ้าที่ปลอดภัยสำหรับทุกคนในสังคม
เลือกซื้อจักรยานไฟฟ้าที่ใช่สำหรับคุณ
หากกำลังมองหาจักรยานไฟฟ้า สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า หรือ E-Bike ที่มีคุณภาพและถูกต้องตามกฎหมาย GIANT Shopping Mall คือศูนย์รวมที่จำหน่ายจักรยานไฟฟ้าทุกประเภท พร้อมให้คำแนะนำอย่างมืออาชีพเพื่อช่วยให้ได้ยานพาหนะที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการและไลฟ์สไตล์ได้อย่างลงตัว
ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม:
FACEBOOK PAGE
LINE
ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม
เวลาทำการ: ทุกวัน จันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
โทร: 061-962-2878
ที่ตั้งร้าน: 44 หมู่ 14 ตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น 40000
