ส่องนโยบายรัฐ 2569: E-Bike จะถูกลง-วิ่งสะดวกขึ้นจริงหรือ?
ท่ามกลางกระแสความตื่นตัวด้านพลังงานสะอาดและการรักษาสิ่งแวดล้อม นโยบายส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ของภาครัฐได้กลายเป็นหนึ่งในประเด็นที่น่าจับตามอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำถามที่ว่า ส่องนโยบายรัฐ 2569: E-Bike จะถูกลง-วิ่งสะดวกขึ้นจริงหรือ? บทความนี้จะวิเคราะห์มาตรการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนว่าทิศทางของรถไฟฟ้าส่วนบุคคลในประเทศไทยกำลังมุ่งไปทางใด และผู้บริโภคจะได้รับประโยชน์จากนโยบายเหล่านี้อย่างไร
ประเด็นสำคัญของนโยบาย EV 2569
- เงินอุดหนุนโดยตรง: รัฐบาลมอบเงินอุดหนุนสำหรับจักรยานยนต์ไฟฟ้า (E-Bike) ที่เข้าเกณฑ์สูงสุด 10,000 บาทต่อคัน ภายใต้โครงการ EV3.5 เพื่อกระตุ้นการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค
- ส่งเสริมการผลิตในประเทศ: มาตรการกำหนดให้ผู้ผลิตต้องผลิตรถเพื่อชดเชยการนำเข้า ซึ่งจะช่วยเพิ่มฐานการผลิตในไทย ลดต้นทุน และทำให้ราคา E-Bike ในระยะยาวถูกลง
- พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน: นโยบายมุ่งเน้นการขยายโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น เช่น สถานีชาร์จแบตเตอรี่ เพื่อรองรับจำนวนผู้ใช้งานที่เพิ่มขึ้นและทำให้การเดินทางด้วย E-Bike สะดวกสบายยิ่งขึ้น
- ลดการพึ่งพาการนำเข้า: การสนับสนุนให้ใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ (Local Content) จะช่วยลดต้นทุนการผลิตและสร้างความมั่นคงให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของไทย
- สร้างระบบนิเวศ EV: โครงการนำร่องต่างๆ เช่น รถบัสไฟฟ้า (EV Fleet) สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภทอย่างแพร่หลาย
เจาะลึกนโยบายยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ปี 2569
นโยบายส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าของภาครัฐไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน แต่เป็นผลมาจากแผนงานต่อเนื่องที่ต้องการผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าที่สำคัญในภูมิภาค คำถามที่ว่า ส่องนโยบายรัฐ 2569: E-Bike จะถูกลง-วิ่งสะดวกขึ้นจริงหรือ? จึงต้องพิจารณาจากภาพรวมของมาตรการที่ถูกออกแบบมาอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การกระตุ้นฝั่งผู้ซื้อไปจนถึงการสร้างความแข็งแกร่งให้กับฝั่งผู้ผลิต เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนในอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศ
ภาพรวมและเป้าหมายหลักของนโยบาย
นโยบาย EV ของไทยได้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง โดยแบ่งออกเป็นหลายระยะเพื่อปรับเปลี่ยนและพัฒนาให้สอดคล้องกับสถานการณ์ตลาดโลกและศักยภาพของประเทศ เริ่มตั้งแต่ระยะแรกในปี 2564 และต่อเนื่องมาถึงระยะที่ 2 (พ.ศ. 2566–2568) และระยะที่ 3 ที่ครอบคลุมถึงปี 2570 ซึ่งรู้จักกันในชื่อ “โครงการ EV3.5” เป้าหมายหลักของนโยบายเหล่านี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่รถยนต์ไฟฟ้าเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงยานยนต์ไฟฟ้าประเภทอื่นๆ โดยเฉพาะจักรยานยนต์ไฟฟ้า หรือ E-Bike ซึ่งเป็นยานพาหนะที่ได้รับความนิยมและเข้าถึงง่ายสำหรับคนทั่วไป
เป้าหมายสำคัญคือการสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า (EV Ecosystem) ที่สมบูรณ์แบบ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาแบตเตอรี่ การส่งเสริมการผลิตชิ้นส่วนสำคัญในประเทศ ไปจนถึงการขยายเครือข่ายสถานีชาร์จ และการสร้างความตระหนักรู้ให้แก่ประชาชน เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมลพิษทางอากาศ โดยมีเป้าหมายระยะยาวในการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมยานยนต์สันดาปภายในไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ
ใครคือผู้ได้รับประโยชน์จากมาตรการนี้?
ผู้ได้รับประโยชน์จากนโยบาย EV 2569 สามารถแบ่งออกเป็นหลายกลุ่มด้วยกัน กลุ่มแรกที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือ ผู้บริโภค หรือประชาชนทั่วไปที่กำลังพิจารณาซื้อ E-Bike หรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า เนื่องจากจะได้รับประโยชน์โดยตรงจากเงินอุดหนุนที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายเริ่มต้น ทำให้สามารถเข้าถึงยานยนต์ไฟฟ้าได้ในราคาที่จับต้องได้มากขึ้น
กลุ่มที่สองคือ ผู้ประกอบการและผู้ผลิต ในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของไทย นโยบายส่งเสริมการผลิตในประเทศและการใช้ชิ้นส่วน Local Content จะช่วยสร้างโอกาสทางธุรกิจ กระตุ้นให้เกิดการลงทุน และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ผลิตไทยในตลาดโลก นอกจากนี้ กลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง เช่น ผู้ให้บริการสถานีชาร์จ ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์จัดการพลังงาน และศูนย์บริการซ่อมบำรุง ก็จะเติบโตไปพร้อมกัน
ท้ายที่สุด ประเทศชาติและสังคมโดยรวม คือผู้ได้รับประโยชน์ในระยะยาว การเปลี่ยนมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้าจะช่วยลดการพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิงจากต่างประเทศ ลดปัญหามลพิษ PM2.5 ในเขตเมือง และมีส่วนช่วยในการบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามพันธสัญญาระหว่างประเทศ ซึ่งส่งผลดีต่อคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
E-Bike ราคาถูกลงจริงหรือ? วิเคราะห์ปัจจัยสนับสนุน
ปัจจัยด้านราคาถือเป็นหนึ่งในอุปสรรคสำคัญที่ทำให้การเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้าเป็นไปได้ช้า นโยบายของรัฐบาลจึงมุ่งเน้นไปที่การแก้ไขปัญหานี้โดยตรง ผ่านมาตรการหลายด้านที่ทำงานสอดประสานกัน เพื่อทำให้ราคาของ E-Bike และรถไฟฟ้าส่วนบุคคลประเภทอื่นๆ ลดลงมาอยู่ในระดับที่แข่งขันกับรถจักรยานยนต์ที่ใช้น้ำมันได้
เงินอุดหนุนโดยตรงจากภาครัฐ
มาตรการที่ส่งผลต่อราคาจำหน่ายมากที่สุดคือเงินอุดหนุนโดยตรงจากภาครัฐ ภายใต้โครงการ EV3.5 (พ.ศ. 2567-2570) ได้มีการกำหนดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนสำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อกระตุ้นให้เกิดการซื้อขายในตลาด โดยผู้ซื้อจะได้รับส่วนลด ณ จุดจำหน่าย ซึ่งทำให้ราคาสุดท้ายที่ต้องจ่ายลดลงอย่างเห็นได้ชัด
โครงการ EV3.5 มอบเงินอุดหนุนสำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่มีราคาจำหน่ายไม่เกิน 150,000 บาท และใช้แบตเตอรี่ที่มีความจุตั้งแต่ 3 กิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) ขึ้นไป โดยผู้ซื้อจะได้รับเงินอุดหนุนในอัตรา 5,000 – 10,000 บาทต่อคัน ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขและช่วงเวลาของโครงการ
เงินอุดหนุนจำนวนนี้อาจดูไม่สูงมากเมื่อเทียบกับราคารถ แต่สำหรับตลาดจักรยานยนต์ไฟฟ้าซึ่งมีราคาเริ่มต้นที่ไม่สูงนัก ส่วนลดดังกล่าวถือว่ามีนัยสำคัญและเป็นแรงจูงใจชั้นดีให้ผู้ที่ลังเลตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้ E-Bike ได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะในปี 2567 ที่มีโอกาสได้รับส่วนลดสูงสุดถึง 10,000 บาทต่อคัน
| เงื่อนไข | รายละเอียด | วงเงินอุดหนุน (ต่อคัน) |
|---|---|---|
| ประเภทรถ | จักรยานยนต์ไฟฟ้า | – |
| ราคาจำหน่ายปลีก | ไม่เกิน 150,000 บาท | – |
| ขนาดแบตเตอรี่ | 3 kWh ขึ้นไป | – |
| ช่วงเวลา | พ.ศ. 2567 – 2570 | 5,000 – 10,000 บาท |
การส่งเสริมการผลิตในประเทศและ Local Content
อีกหนึ่งกลไกสำคัญที่ส่งผลต่อราคาในระยะยาวคือการส่งเสริมให้เกิดการผลิต E-Bike และชิ้นส่วนสำคัญภายในประเทศ นโยบายนี้ไม่ได้เพียงแค่ให้เงินอุดหนุน แต่ยังตั้งเงื่อนไขให้ผู้ผลิตที่เข้าร่วมโครงการต้องมีการลงทุนและตั้งฐานการผลิตในประเทศไทยด้วย ซึ่งจะส่งผลดีในหลายมิติ
ประการแรก การผลิตในประเทศช่วยลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์และภาษีนำเข้าชิ้นส่วนบางรายการ เมื่อผู้ผลิตสามารถจัดหาชิ้นส่วนจากซัพพลายเออร์ในประเทศ (Local Content) ได้มากขึ้น ต้นทุนรวมในการผลิต E-Bike หนึ่งคันก็จะลดลง ซึ่งท้ายที่สุดจะสะท้อนไปยังราคาขายปลีกที่ถูกลงสำหรับผู้บริโภค
ประการที่สอง การมีฐานการผลิตในประเทศทำให้เกิดการจ้างงาน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการพัฒนาทักษะแรงงาน ซึ่งเป็นการสร้างความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของไทยในระยะยาว เมื่อตลาดเติบโตและมีการแข่งขันสูงขึ้น ผู้ผลิตแต่ละรายก็จำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ด้านราคาเพื่อดึงดูดลูกค้า ซึ่งเป็นประโยชน์โดยตรงต่อผู้ซื้อ
มาตรการทางภาษีและเงื่อนไขสำหรับผู้ผลิต
นอกเหนือจากเงินอุดหนุนแล้ว มาตรการทางภาษีก็เป็นเครื่องมือสำคัญในการควบคุมราคา นโยบาย EV ของรัฐบาลมีการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ผู้ผลิตที่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนด โดยหนึ่งในเงื่อนไขที่น่าสนใจคือข้อกำหนดด้านการผลิตชดเชยการนำเข้า
โดยนโยบายระบุว่า ผู้ผลิตที่นำเข้ารถยนต์หรือจักรยานยนต์ไฟฟ้ามาจำหน่ายในช่วงแรก จะต้องเริ่มทำการผลิตในประเทศเพื่อชดเชยในอัตราส่วนที่กำหนด กล่าวคือ หากนำเข้ามา 1 คัน จะต้องผลิตชดเชย 2 คัน (อัตราส่วน 1:2) ภายในปี 2569 และเพิ่มเป็น 1:3 ภายในปี 2570 เงื่อนไขนี้เป็นการบังคับทางอ้อมให้ผู้ผลิตต้องเร่งสร้างโรงงานและไลน์การผลิตในประเทศไทย ซึ่งเมื่อมีการผลิตในปริมาณมาก (Mass Production) ก็จะทำให้เกิดการประหยัดต่อขนาด (Economies of Scale) และส่งผลให้ต้นทุนต่อหน่วยลดต่ำลงอีกทอดหนึ่ง
การใช้งาน E-Bike จะสะดวกสบายขึ้นได้อย่างไร?
ราคาที่ถูกลงเป็นเพียงปัจจัยหนึ่งในการตัดสินใจ แต่ความสะดวกสบายในการใช้งานในชีวิตประจำวันก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน นโยบายของรัฐบาลได้เล็งเห็นถึงประเด็นนี้และได้วางแนวทางในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและส่งเสริมการใช้งานในวงกว้าง เพื่อลดข้อกังวลของผู้ใช้และสร้างความมั่นใจว่าการเปลี่ยนมาใช้ E-Bike จะเป็นการยกระดับประสบการณ์การเดินทางให้ดีขึ้น
การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับ
ความกังวลหลักของผู้ใช้ยานยนต์ไฟฟ้าคือเรื่อง “ระยะทาง” และ “การชาร์จ” เพื่อแก้ไขปัญหานี้ นโยบายจึงมุ่งเน้นไปที่การขยายเครือข่ายสถานีชาร์จสาธารณะ (Public Charging Stations) ให้ครอบคลุมพื้นที่ต่างๆ ทั้งในเขตเมืองและนอกเมือง ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้า อาคารสำนักงาน สถานีบริการน้ำมัน และจุดพักรถต่างๆ
สำหรับ E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งส่วนใหญ่มักมีแบตเตอรี่ที่สามารถถอดออกไปชาร์จที่บ้านหรือที่ทำงานได้ การพัฒนาอาจไม่ได้เน้นที่สถานีชาร์จแบบ DC Fast Charge เหมือนรถยนต์ แต่จะเน้นไปที่จุดบริการสลับแบตเตอรี่ (Battery Swapping Station) หรือจุดชาร์จแบบ AC Normal Charge ที่สามารถเข้าถึงได้ง่ายในพื้นที่สาธารณะ การมีจุดบริการเหล่านี้จะช่วยให้ผู้ใช้สามารถเดินทางได้ไกลขึ้นโดยไม่ต้องกังวลว่าแบตเตอรี่จะหมดกลางทาง เพิ่มความยืดหยุ่นและความสะดวกในการวางแผนการเดินทาง
โครงการนำร่องและแนวโน้มการใช้งานในวงกว้าง
การสร้างความคุ้นเคยและทัศนคติที่ดีต่อยานยนต์ไฟฟ้าเป็นอีกเป้าหมายหนึ่งของนโยบาย รัฐบาลได้ริเริ่มโครงการนำร่องต่างๆ เพื่อให้ประชาชนได้สัมผัสและเห็นประโยชน์ของยานยนต์ไฟฟ้าในชีวิตจริง ตัวอย่างที่ชัดเจนคือโครงการนำร่องให้บริการรถบัสโดยสารไฟฟ้า (EV Bus Fleet) ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล
แม้ว่าโครงการนี้จะไม่ได้เกี่ยวข้องกับ E-Bike โดยตรง แต่การมีรถสาธารณะไฟฟ้าวิ่งให้บริการในเมืองเป็นจำนวนมาก จะช่วยสร้างการรับรู้และทำให้ภาพของยานยนต์ไฟฟ้ากลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน เมื่อประชาชนเห็นว่าระบบขนส่งมวลชนขนาดใหญ่ยังสามารถเปลี่ยนมาใช้ไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความเชื่อมั่นต่อเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าส่วนบุคคลอย่าง E-Bike ก็จะเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย สิ่งนี้จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการยอมรับในวงกว้าง และส่งผลให้ภาคเอกชนกล้าที่จะลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวข้องมากขึ้น เช่น บริการให้เช่า E-Bike หรือจุดบริการซ่อมบำรุง เป็นต้น
ข้อควรพิจารณาและสิ่งท้าทายในอนาคต
แม้ว่าทิศทางของนโยบายจะค่อนข้างชัดเจนและมีแนวโน้มที่ดี แต่ก็ยังมีประเด็นท้าทายบางประการที่ผู้ที่สนใจ E-Bike ควรพิจารณาและติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
กฎหมายและข้อบังคับที่อาจเปลี่ยนแปลง
ปัจจุบัน สถานะทางกฎหมายของสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าและจักรยานไฟฟ้าบางประเภทยังคงมีความไม่ชัดเจนในบางประเด็น เช่น การจดทะเบียน การทำประกันภัยภาคบังคับ (พ.ร.บ.) หรือข้อกำหนดเกี่ยวกับความเร็วและช่องทางการจราจรที่สามารถใช้งานได้ ในอนาคต เมื่อมีผู้ใช้งานยานพาหนะเหล่านี้เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก มีความเป็นไปได้สูงที่ภาครัฐจะออกกฎหมายหรือข้อบังคับใหม่ๆ เพื่อควบคุมการใช้งานให้เป็นระเบียบและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ผู้ใช้งานจึงควรติดตามข่าวสารและศึกษาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องอยู่เสมอ
ความพร้อมของสถานีชาร์จและการบำรุงรักษา
ถึงแม้จะมีการส่งเสริมการสร้างสถานีชาร์จ แต่การกระจายตัวของสถานีอาจยังไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่เท่าเทียมกันในช่วงแรก โดยเฉพาะในพื้นที่ต่างจังหวัดหรือพื้นที่ห่างไกล ผู้ที่อาศัยอยู่นอกเขตเมืองอาจต้องพึ่งพาการชาร์จที่บ้านเป็นหลัก นอกจากนี้ ศูนย์บริการที่เชี่ยวชาญด้านการซ่อมบำรุง E-Bike โดยเฉพาะระบบไฟฟ้าและแบตเตอรี่ อาจยังมีจำนวนไม่มากนัก การเลือกซื้อ E-Bike จากแบรนด์ที่มีความน่าเชื่อถือและมีเครือข่ายบริการหลังการขายที่เข้มแข็งจึงเป็นสิ่งสำคัญ
สรุป: อนาคตของ E-Bike ในประเทศไทย
จากการวิเคราะห์นโยบายรัฐในปี 2569 และมาตรการต่อเนื่อง สามารถสรุปได้ว่า E-Bike มีแนวโน้มที่จะมี ราคาถูกลง และ ใช้งานได้สะดวกขึ้นจริง ปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากเงินอุดหนุนโดยตรงจากภาครัฐ การลดหย่อนภาษี และเงื่อนไขที่กระตุ้นให้เกิดการผลิตในประเทศ ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนการผลิตลดลงในระยะยาว ขณะเดียวกัน การผลักดันให้เกิดการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างสถานีชาร์จและจุดสลับแบตเตอรี่ ควบคู่ไปกับการสร้างการรับรู้ผ่านโครงการต่างๆ จะช่วยขจัดอุปสรรคด้านการใช้งานและทำให้ E-Bike กลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับการเดินทางในชีวิตประจำวันมากยิ่งขึ้น
เทรนด์ EV ไทยกำลังอยู่ในช่วงเติบโตอย่างก้าวกระโดด และรถไฟฟ้าส่วนบุคคลอย่าง E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าคือกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงนี้ไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำ การเตรียมความพร้อมและศึกษาข้อมูลอย่างรอบด้านจะช่วยให้ผู้บริโภคสามารถคว้าโอกาสจากนโยบายสนับสนุนของภาครัฐ และเลือกใช้ยานพาหนะที่เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ได้อย่างคุ้มค่าที่สุด
เตรียมพร้อมสู่ยุค E-Bike กับผู้เชี่ยวชาญ
การเลือกซื้อจักรยานไฟฟ้าหรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่เหมาะสมกับการใช้งานจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลที่ถูกต้องและคำแนะนำจากผู้ที่มีความเชี่ยวชาญ ที่ GIANT Shopping Mall เราคือศูนย์รวมจำหน่ายจักรยานไฟฟ้าทุกประเภท สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า และ E-bike ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการ ด้วยทีมงานมืออาชีพที่พร้อมให้คำปรึกษา เพื่อให้ท่านได้ยานพาหนะไฟฟ้าคู่ใจที่คุ้มค่าและตรงตามไลฟ์สไตล์มากที่สุด
ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่:
- FACEBOOK PAGE: https://www.facebook.com/giantshoppingmall
- LINE: @705dancc
- เว็บไซต์: ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม
เวลาทำการ: เปิดบริการทุกวัน จันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
โทรศัพท์: 061-962-2878
ที่ตั้งร้าน: 44 หมู่ 14 ตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น 40000
