เทรนด์ V2G: จักรยานไฟฟ้าจะเป็น Power Bank ได้จริงหรือ?
- ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจ
- บทนำสู่เทคโนโลยี Vehicle-to-Grid (V2G)
- V2G คืออะไร และทำงานอย่างไร
- ศักยภาพของจักรยานไฟฟ้าในระบบ V2G
- เปรียบเทียบศักยภาพ V2G ระหว่างรถยนต์ไฟฟ้าและจักรยานไฟฟ้า
- ทิศทางและอนาคตของ V2G ในจักรยานไฟฟ้า
- สรุป: จักรยานไฟฟ้ากับบทบาท Power Bank แห่งอนาคต
- ศูนย์รวมจักรยานไฟฟ้าและนวัตกรรมเพื่ออนาคต
แนวคิดเรื่องยานยนต์ไฟฟ้าที่ไม่ได้เป็นเพียงพาหนะ แต่ยังสามารถทำหน้าที่เป็นแหล่งพลังงานสำรองเคลื่อนที่ได้ กำลังเป็นที่สนใจอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ เทรนด์ V2G: จักรยานไฟฟ้าจะเป็น Power Bank ได้จริงหรือ? คำถามนี้สะท้อนถึงการมองหาโซลูชันด้านพลังงานที่ยั่งยืนและชาญฉลาดมากขึ้น เทคโนโลยี Vehicle-to-Grid (V2G) ซึ่งเปิดโอกาสให้ยานยนต์ไฟฟ้าสามารถจ่ายพลังงานกลับคืนสู่โครงข่ายไฟฟ้า กำลังขยายขอบเขตจากรถยนต์ไฟฟ้ามาสู่จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) ซึ่งอาจปฏิวัติบทบาทของพาหนะสองล้อในชีวิตประจำวันไปอย่างสิ้นเชิง บทความนี้จะวิเคราะห์ถึงศักยภาพ ความเป็นไปได้ และข้อจำกัดของแนวคิดดังกล่าวอย่างละเอียด
ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจ
- นิยาม V2G: เทคโนโลยี Vehicle-to-Grid (V2G) คือระบบที่อนุญาตให้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) สามารถสื่อสารกับโครงข่ายไฟฟ้าเพื่อชาร์จพลังงานและจ่ายพลังงานส่วนเกินกลับคืนสู่ระบบได้
- ศักยภาพของ E-Bike: ในทางทฤษฎี จักรยานไฟฟ้าสามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยี V2G เพื่อทำหน้าที่เป็น Power Bank เคลื่อนที่สำหรับจ่ายไฟให้อุปกรณ์ขนาดเล็ก หรือเป็นแหล่งพลังงานสำรองฉุกเฉินได้
- ข้อจำกัดทางเทคนิค: ความจุแบตเตอรี่ที่น้อยกว่ารถยนต์ไฟฟ้าอย่างมาก และการขาดแคลนเทคโนโลยีการชาร์จสองทิศทาง (Bi-directional Charging) ที่เป็นมาตรฐานสำหรับจักรยานไฟฟ้า คืออุปสรรคสำคัญในปัจจุบัน
- สถานะปัจจุบัน: การใช้งาน V2G ในรถยนต์ไฟฟ้ามีความก้าวหน้าอย่างมากในภูมิภาคเช่นยุโรปและญี่ปุ่น แต่สำหรับจักรยานไฟฟ้ายังคงอยู่ในขั้นตอนของการวิจัยและพัฒนาเป็นหลัก
- อนาคตของเทคโนโลยี: การพัฒนาแบตเตอรี่ที่มีความจุสูงขึ้นและอุปกรณ์ชาร์จสองทิศทางสำหรับจักรยานไฟฟ้าโดยเฉพาะ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดว่าเทรนด์นี้จะเกิดขึ้นจริงในวงกว้างได้หรือไม่
บทนำสู่เทคโนโลยี Vehicle-to-Grid (V2G)
ในยุคที่ความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด การบริหารจัดการพลังงานในโครงข่ายไฟฟ้าให้มีเสถียรภาพจึงกลายเป็นความท้าทายที่สำคัญ เทคโนโลยี Vehicle-to-Grid หรือ V2G ได้ถือกำเนิดขึ้นเพื่อเป็นหนึ่งในคำตอบสำหรับปัญหานี้ โดยเปลี่ยนมุมมองต่อยานยนต์ไฟฟ้าจากการเป็นเพียง “ผู้บริโภค” พลังงาน ให้กลายเป็น “ผู้สนับสนุน” ระบบพลังงานได้ด้วย แนวคิดนี้ไม่เพียงแต่จะส่งผลดีต่อความมั่นคงของโครงข่ายไฟฟ้า แต่ยังสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้กับเจ้าของยานยนต์ไฟฟ้าอีกด้วย ความสนใจในเทคโนโลยีนี้ได้ขยายวงกว้างไปสู่ยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็กอย่างจักรยานไฟฟ้า ซึ่งมีจำนวนผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดทั่วโลก ทำให้เกิดคำถามถึงความเป็นไปได้ที่จักรยานไฟฟ้าจะเข้ามามีบทบาทในระบบนิเวศพลังงานแห่งอนาคต
V2G คืออะไร และทำงานอย่างไร
เพื่อทำความเข้าใจถึงศักยภาพของจักรยานไฟฟ้าในฐานะ Power Bank จำเป็นต้องเข้าใจหลักการพื้นฐานของเทคโนโลยี V2G เสียก่อน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของแนวคิดทั้งหมดนี้
หลักการทำงานพื้นฐาน
Vehicle-to-Grid (V2G) เป็นเทคโนโลยีการสื่อสารสองทางระหว่างยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle: EV) และโครงข่ายไฟฟ้า (Power Grid) แทนที่จะเป็นเพียงการชาร์จไฟเข้าแบตเตอรี่เพียงทิศทางเดียว (Grid-to-Vehicle) ระบบ V2G จะเพิ่มความสามารถในการดึงพลังงานไฟฟ้าที่เก็บสะสมอยู่ในแบตเตอรี่ของยานยนต์กลับคืนสู่โครงข่ายไฟฟ้าได้เมื่อมีความต้องการ
เทคโนโลยี V2G เปลี่ยนยานพาหนะไฟฟ้าให้กลายเป็นแบตเตอรี่เคลื่อนที่ ที่สามารถเป็นแหล่งพลังงานสำรอง ซึ่งช่วยในเรื่องความมั่นคงของระบบพลังงานและลดค่าใช้จ่ายไฟฟ้า
กระบวนการนี้อาศัยองค์ประกอบสำคัญ 3 ส่วน ได้แก่:
- ยานยนต์ไฟฟ้าที่รองรับ: ยานยนต์ต้องมีแบตเตอรี่และระบบจัดการพลังงานที่สามารถจ่ายไฟออกได้
- สถานีชาร์จแบบสองทิศทาง (Bi-directional Charger): อุปกรณ์ชาร์จพิเศษที่สามารถแปลงกระแสไฟฟ้าได้ทั้งสองทิศทาง คือจากกระแสสลับ (AC) ของโครงข่ายเป็นกระแสตรง (DC) เพื่อชาร์จแบตเตอรี่ และแปลงไฟ DC จากแบตเตอรี่กลับเป็น AC เพื่อส่งคืนสู่โครงข่าย
- ระบบสื่อสารอัจฉริยะ: แพลตฟอร์มซอฟต์แวร์ที่ทำหน้าที่ควบคุมการไหลของพลังงาน โดยจะสื่อสารกับระบบบริหารจัดการโครงข่ายไฟฟ้าเพื่อตัดสินใจว่าจะชาร์จไฟหรือจ่ายไฟกลับเมื่อใด โดยอิงจากข้อมูลความต้องการใช้ไฟฟ้า ราคาพลังงาน และระดับแบตเตอรี่ของรถ
ประโยชน์ต่อโครงข่ายไฟฟ้าและผู้ใช้งาน
การประยุกต์ใช้ V2G ก่อให้เกิดประโยชน์หลายมิติ ทั้งในระดับมหภาคและระดับบุคคล:
- สร้างเสถียรภาพให้โครงข่ายไฟฟ้า: ในช่วงเวลาที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (Peak Demand) เช่น ตอนเย็นที่ทุกคนกลับบ้านและเปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าพร้อมกัน โครงข่ายไฟฟ้าจะมีความตึงเครียดสูง V2G สามารถช่วยลดภาระดังกล่าวโดยให้ยานยนต์ไฟฟ้าจำนวนมากพร้อมใจกันจ่ายพลังงานสำรองกลับเข้าสู่ระบบ เปรียบเสมือนโรงไฟฟ้าเสมือน (Virtual Power Plant) ขนาดใหญ่
- สนับสนุนพลังงานหมุนเวียน: พลังงานจากแสงอาทิตย์หรือลมมีความผันผวนสูง V2G สามารถช่วยเก็บสะสมพลังงานส่วนเกินในช่วงที่มีการผลิตสูง (เช่น ตอนกลางวันที่มีแดดจัด) และนำมาจ่ายคืนในช่วงที่การผลิตลดลง ทำให้ใช้พลังงานสะอาดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
- ลดต้นทุนด้านพลังงาน: ผู้ใช้งานสามารถตั้งค่าให้รถยนต์ชาร์จไฟในช่วงเวลาที่ค่าไฟฟ้าถูก (Off-peak) เช่น ตอนกลางดึก และขายไฟฟ้าคืนให้กับระบบในช่วงที่ค่าไฟฟ้าแพง (Peak) ทำให้เกิดส่วนต่างรายได้และช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานโดยรวม
- เป็นแหล่งพลังงานสำรองฉุกเฉิน: ในกรณีที่เกิดไฟฟ้าดับ ยานยนต์ไฟฟ้าที่รองรับ V2G (หรือเทคโนโลยีใกล้เคียงอย่าง V2H: Vehicle-to-Home) สามารถทำหน้าที่เป็นเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรองสำหรับบ้านได้ชั่วคราว
ปัจจุบัน ประเทศผู้นำด้านเทคโนโลยีอย่างญี่ปุ่นและหลายประเทศในยุโรปได้เริ่มนำร่องและใช้งาน V2G อย่างจริงจัง โดยมีมาตรฐานการชาร์จที่รองรับ เช่น CHAdeMO และ CCS (Combined Charging System) เป็นกลไกสำคัญในการผลักดัน ขณะที่บริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อย่าง Nissan ก็ได้ประกาศแผนการเปิดตัวเทคโนโลยี V2G อย่างเต็มรูปแบบในปี 2026 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญและทิศทางที่ชัดเจนของเทคโนโลยีนี้ในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า
ศักยภาพของจักรยานไฟฟ้าในระบบ V2G
เมื่อพิจารณาจากหลักการของ V2G แล้ว การนำมาประยุกต์ใช้กับจักรยานไฟฟ้าจึงเป็นแนวคิดที่น่าสนใจอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านจากทฤษฎีสู่การปฏิบัติจริงนั้นยังคงมีความท้าทายและข้อจำกัดหลายประการที่ต้องพิจารณา
แนวคิดการเปลี่ยน E-Bike เป็นแหล่งพลังงานสำรอง
แนวคิดหลักคือการทำให้จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) ที่มีแบตเตอรี่เป็นส่วนประกอบหลัก สามารถทำหน้าที่ได้มากกว่าแค่การขับเคลื่อน โดยเปลี่ยนมันให้เป็น “Power Bank” หรือแหล่งพลังงานสำรองเคลื่อนที่ขนาดกะทัดรัด Stellantis ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ ได้แสดงให้เห็นถึงแนวคิดนี้ผ่านโปรเจกต์ที่พัฒนาระบบนิเวศพลังงานที่ยานพาหนะไฟฟ้าสามารถแลกเปลี่ยนพลังงานกับโครงข่ายได้ ซึ่งในทางทฤษฎีแล้วสามารถนำมาปรับใช้กับจักรยานไฟฟ้าได้เช่นกัน
ศักยภาพการใช้งานที่มองเห็นได้ชัดเจนคือการเป็นแหล่งพลังงานสำหรับกิจกรรมกลางแจ้ง การแคมป์ปิ้ง หรือเป็นแหล่งจ่ายไฟฉุกเฉินสำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็ก เช่น สมาร์ทโฟน แล็ปท็อป หรือหลอดไฟ ในกรณีที่เกิดไฟฟ้าดับระยะสั้น ซึ่งเป็นการใช้งานในระดับบุคคล (V2L: Vehicle-to-Load)
ข้อจำกัดและความท้าทายทางเทคนิค
แม้แนวคิดจะดูสดใส แต่ในทางปฏิบัติ จักรยานไฟฟ้ามีความแตกต่างจากรถยนต์ไฟฟ้าอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งสร้างข้อจำกัดหลายประการ:
- ความจุแบตเตอรี่ที่จำกัด: นี่คืออุปสรรคที่ใหญ่ที่สุด แบตเตอรี่ของจักรยานไฟฟ้าโดยทั่วไปมีความจุอยู่ที่ประมาณ 400-800 วัตต์-ชั่วโมง (Wh) ในขณะที่แบตเตอรี่ของรถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กอาจมีความจุสูงถึง 40,000-60,000 Wh (40-60 kWh) ซึ่งต่างกันหลายสิบเท่า ด้วยความจุที่น้อยกว่ามาก ปริมาณพลังงานที่จักรยานไฟฟ้าสามารถจ่ายกลับคืนสู่ระบบหรือนำไปใช้งานจึงมีจำกัด และอาจไม่เพียงพอที่จะสร้างผลกระทบต่อโครงข่ายไฟฟ้าในภาพรวมได้
- การขาดมาตรฐานการชาร์จสองทิศทาง: อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้ามีมาตรฐานที่ชัดเจนอย่าง CHAdeMO และ CCS ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการชาร์จกำลังสูงและการจ่ายไฟกลับ แต่ในโลกของจักรยานไฟฟ้ายังไม่มีมาตรฐานกลางสำหรับเทคโนโลยีการชาร์จสองทิศทาง ผู้ผลิตส่วนใหญ่ยังคงมุ่งเน้นไปที่การชาร์จแบบทิศทางเดียวเพื่อลดความซับซ้อนและต้นทุนของผลิตภัณฑ์
- ความซับซ้อนของระบบจัดการแบตเตอรี่ (BMS): การจ่ายไฟออกจากแบตเตอรี่บ่อยครั้งอาจส่งผลกระทบต่ออายุการใช้งานและประสิทธิภาพของเซลล์แบตเตอรี่ ระบบ BMS ในจักรยานไฟฟ้าจำเป็นต้องได้รับการออกแบบให้มีความซับซ้อนมากขึ้น เพื่อจัดการวงจรการชาร์จและคายประจุ (Charge/Discharge Cycles) ได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะเพิ่มต้นทุนการผลิต
- ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ: เนื่องจากปริมาณไฟฟ้าที่สามารถขายคืนได้มีน้อย ผลตอบแทนทางการเงินที่ผู้ใช้จักรยานไฟฟ้าจะได้รับจากระบบ V2G อาจไม่คุ้มค่ากับค่าใช้จ่ายในการติดตั้งอุปกรณ์ชาร์จแบบสองทิศทางและค่าเสื่อมของแบตเตอรี่ที่เพิ่มขึ้น
เปรียบเทียบศักยภาพ V2G ระหว่างรถยนต์ไฟฟ้าและจักรยานไฟฟ้า
เพื่อให้เห็นภาพความแตกต่างของศักยภาพในการนำเทคโนโลยี V2G มาใช้งานระหว่างยานยนต์ไฟฟ้าสองประเภทนี้ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น สามารถเปรียบเทียบคุณสมบัติหลักได้ดังตารางต่อไปนี้
| คุณสมบัติ | รถยนต์ไฟฟ้า (EV) | จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) |
|---|---|---|
| ความจุแบตเตอรี่เฉลี่ย | 40 – 100+ kWh (สูงมาก) | 0.4 – 0.8 kWh (ต่ำมาก) |
| ศักยภาพการจ่ายไฟคืน | สูง สามารถจ่ายไฟให้บ้านทั้งหลังได้หลายชั่วโมง หรือสนับสนุนโครงข่ายไฟฟ้าได้ | ต่ำ เหมาะสำหรับการจ่ายไฟให้อุปกรณ์ขนาดเล็ก หรือเป็นแหล่งพลังงานฉุกเฉินชั่วคราว |
| มาตรฐานการชาร์จสองทิศทาง | มีมาตรฐานที่ยอมรับในระดับสากล เช่น CHAdeMO, CCS | ยังไม่มีมาตรฐานที่แพร่หลาย ส่วนใหญ่เป็นการพัฒนาเฉพาะของผู้ผลิต |
| ความพร้อมของเทคโนโลยี | เริ่มมีการใช้งานเชิงพาณิชย์ในหลายประเทศและมีผู้ผลิตรถยนต์รองรับ | ส่วนใหญ่อยู่ในขั้นตอนการวิจัยและพัฒนา หรือเป็นผลิตภัณฑ์เฉพาะกลุ่ม |
| ผลกระทบต่อโครงข่าย | มีนัยสำคัญ สามารถช่วยสร้างเสถียรภาพและลดภาระในช่วงเวลาที่ต้องการไฟฟ้าสูงสุด | น้อยมากในระดับโครงข่าย แต่มีประโยชน์ในระดับบุคคล |
ทิศทางและอนาคตของ V2G ในจักรยานไฟฟ้า
แม้ว่าปัจจุบันจักรยานไฟฟ้าจะยังไม่พร้อมสำหรับการเป็นส่วนหนึ่งของระบบ V2G ในภาพใหญ่ แต่แนวโน้มการพัฒนาก็ยังคงดำเนินต่อไป และมีโอกาสที่จะเห็นการใช้งานที่แพร่หลายมากขึ้นในอนาคตภายใต้เงื่อนไขบางประการ
การพัฒนานวัตกรรมแบตเตอรี่และการชาร์จ
อนาคตของ V2G ในจักรยานไฟฟ้าขึ้นอยู่กับการก้าวข้ามข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีเป็นสำคัญ การวิจัยและพัฒนาแบตเตอรี่รุ่นใหม่ที่มีความหนาแน่นของพลังงานสูงขึ้น (Energy Density) จะช่วยให้จักรยานไฟฟ้าสามารถเก็บพลังงานได้มากขึ้นในขนาดและน้ำหนักที่เท่าเดิม นอกจากนี้ การสร้างมาตรฐานเปิดสำหรับอุปกรณ์ชาร์จสองทิศทางสำหรับยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็ก (Light Electric Vehicles) จะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยเร่งที่สำคัญ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนและกระตุ้นให้ผู้ผลิตหันมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่รองรับฟังก์ชันนี้มากขึ้น
กรณีการใช้งานที่เป็นไปได้ในอนาคต
ในอนาคตอันใกล้ การใช้งาน V2G ในจักรยานไฟฟ้าอาจไม่ได้มุ่งเน้นไปที่การจ่ายไฟคืนสู่ “โครงข่ายไฟฟ้าหลัก” (Grid) แต่จะเน้นไปที่การใช้งานในระดับย่อยมากขึ้น เช่น:
- Vehicle-to-Load (V2L): เป็นรูปแบบที่น่าจะเกิดขึ้นได้เร็วที่สุด คือการใช้จักรยานไฟฟ้าเป็น Power Bank เพื่อจ่ายไฟให้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าอื่น ๆ ผ่านเต้ารับหรือพอร์ต USB ที่ติดตั้งมากับตัวรถ ซึ่งตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการความคล่องตัวและแหล่งพลังงานสำหรับอุปกรณ์พกพา
- Vehicle-to-Home (V2H): ในระดับที่สูงขึ้น จักรยานไฟฟ้าหลายคันในบ้านอาจรวมพลังงานกันเพื่อเป็นแหล่งจ่ายไฟสำรองขนาดเล็กสำหรับอุปกรณ์ที่จำเป็นในบ้าน เช่น ระบบแสงสว่าง หรือเราเตอร์อินเทอร์เน็ต ในช่วงที่ไฟฟ้าดับเป็นเวลาสั้น ๆ
- ระบบ Microgrid ในชุมชน: ในชุมชนหรืออาคารที่มีการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ จักรยานไฟฟ้าอาจทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบกักเก็บพลังงานขนาดเล็ก (Microgrid) โดยเก็บพลังงานแสงอาทิตย์ส่วนเกินในตอนกลางวันและนำมาใช้ในตอนกลางคืน
สรุป: จักรยานไฟฟ้ากับบทบาท Power Bank แห่งอนาคต
กลับมาที่คำถามตั้งต้นที่ว่า เทรนด์ V2G: จักรยานไฟฟ้าจะเป็น Power Bank ได้จริงหรือ? คำตอบคือ “เป็นไปได้จริงในทางทฤษฎีและมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แต่ยังไม่ใช่เทรนด์หลักในปัจจุบัน” เทคโนโลยี V2G มีศักยภาพมหาศาลในการปฏิวัติระบบพลังงาน แต่การประยุกต์ใช้กับจักรยานไฟฟ้ายังคงเผชิญกับข้อจำกัดที่สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องความจุแบตเตอรี่ที่น้อยกว่ารถยนต์ไฟฟ้าอย่างเทียบไม่ติด และการขาดมาตรฐานกลางสำหรับเทคโนโลยีการชาร์จสองทิศทาง
ในปัจจุบัน สถานะของจักรยานไฟฟ้าในเทคโนโลยีนี้จึงเป็นไปในลักษณะของแหล่งพลังงานสำรองระดับบุคคล (V2L) มากกว่าที่จะเป็นส่วนหนึ่งของโครงข่ายไฟฟ้า (V2G) อย่างไรก็ตาม ด้วยการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งของเทคโนโลยีแบตเตอรี่และระบบอิเล็กทรอนิกส์ ไม่ใช่เรื่องไกลเกินจริงที่จะจินตนาการถึงอนาคตที่จักรยานไฟฟ้าทวีคูณจำนวนมหาศาลบนท้องถนน จะสามารถเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายพลังงานอัจฉริยะ ช่วยสร้างความยั่งยืนและความมั่นคงด้านพลังงานให้กับสังคมได้ในที่สุด
ศูนย์รวมจักรยานไฟฟ้าและนวัตกรรมเพื่ออนาคต
สำหรับผู้ที่สนใจในเทคโนโลยีจักรยานไฟฟ้าและต้องการสัมผัสกับนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ GIANT Shopping Mall คือศูนย์รวมที่จำหน่ายจักรยานไฟฟ้าทุกประเภท สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า และ E-bike ที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองทุกความต้องการ ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานในเมือง การเดินทางไกล หรือกิจกรรมสันทนาการ
สามารถติดตามข่าวสารและผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ได้ทาง FACEBOOK PAGE หรือสอบถามข้อมูลผ่าน LINE และ ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม ผ่านทางเว็บไซต์ได้โดยตรง
ที่ตั้งร้าน: 44 หมู่ 14 ตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น 40000
เวลาทำการ: เปิดทุกวัน จันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
เบอร์โทรศัพท์: 061-962-2878
