เลือกหมวกกันน็อก E-Bike ยังไง? ให้ปลอดภัยและถูกกฎหมาย
- หัวใจสำคัญของการเลือกหมวกกันน็อกสำหรับจักรยานไฟฟ้า
- ความแตกต่างระหว่างจักรยานไฟฟ้ากับจักรยานทั่วไป
- ประเภทของหมวกกันน็อกที่เหมาะสมกับ E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า
- ปัจจัยหลักในการพิจารณาเลือกหมวกกันน็อก E-Bike
- ข้อกฎหมายว่าด้วยหมวกกันน็อกสำหรับ E-Bike ในประเทศไทย
- เปรียบเทียบหมวกกันน็อกแต่ละประเภท
- สรุปแนวทางการเลือกซื้อเพื่อความปลอดภัยสูงสุด
การเติบโตของความนิยมในจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบการเดินทางในเมืองให้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ความเร็วที่เพิ่มขึ้นย่อมมาพร้อมกับความเสี่ยงที่สูงขึ้นเช่นกัน การทำความเข้าใจว่าจะเลือกหมวกกันน็อก E-Bike ยังไง? ให้ปลอดภัยและถูกกฎหมาย จึงเป็นสิ่งที่ไม่สามารถละเลยได้ เนื่องจากหมวกกันน็อกสำหรับจักรยานทั่วไปอาจไม่เพียงพอต่อการป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นจากความเร็วของยานพาหนะไฟฟ้าเหล่านี้ บทความนี้จะนำเสนอข้อมูลเชิงลึกเพื่อเป็นแนวทางในการเลือกอุปกรณ์ป้องกันที่สำคัญที่สุดชิ้นนี้อย่างถูกต้อง
ประเด็นสำคัญที่ควรรู้
- มาตรฐานความปลอดภัย: การเลือกหมวกกันน็อกต้องพิจารณาเครื่องหมายรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) หรือมาตรฐานสากล เพื่อให้มั่นใจในประสิทธิภาพการป้องกันแรงกระแทก
- ความเหมาะสมกับความเร็ว: ความเร็วของ E-Bike เป็นปัจจัยกำหนดประเภทของหมวกกันน็อก หากมีความเร็วสูงเทียบเท่ามอเตอร์ไซค์ ควรเลือกใช้หมวกกันน็อกสำหรับมอเตอร์ไซค์โดยเฉพาะ
- ขนาดที่พอดี: หมวกกันน็อกที่พอดีกับศีรษะจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันสูงสุด ควรวัดรอบศีรษะและลองสวมใส่เพื่อให้ได้ขนาดที่กระชับ ไม่หลวมหรือคับเกินไป
- การปฏิบัติตามกฎหมาย: ในประเทศไทย กฎหมายจราจรกำหนดให้ผู้ขับขี่จักรยานยนต์ไฟฟ้าต้องสวมหมวกกันน็อก ดังนั้นการเลือกใช้หมวกที่ถูกต้องจึงเป็นการปฏิบัติตามกฎหมายและเพื่อความปลอดภัยของตนเอง
ความแตกต่างระหว่างจักรยานไฟฟ้ากับจักรยานทั่วไป
ก่อนจะเจาะลึกถึงวิธีการเลือกหมวกกันน็อก สิ่งสำคัญคือการทำความเข้าใจความแตกต่างพื้นฐานระหว่างจักรยานไฟฟ้าและจักรยานทั่วไป ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อระดับความปลอดภัยที่ต้องการ ยานพาหนะสองประเภทนี้แม้จะมีรูปลักษณ์คล้ายคลึงกัน แต่มีปัจจัยด้านสมรรถนะที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ
ความเร็วที่สูงกว่า
ปัจจัยที่ชัดเจนที่สุดคือความเร็ว E-Bike ติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้าที่ช่วยผ่อนแรงหรือขับเคลื่อนตัวรถให้ไปข้างหน้า ทำให้ผู้ขับขี่สามารถทำความเร็วได้สูงกว่าจักรยานที่ใช้แรงปั่นเพียงอย่างเดียว โดย E-Bike หลายรุ่นสามารถทำความเร็วคงที่ได้ถึง 25-45 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หรือมากกว่านั้น ซึ่งเป็นความเร็วที่สูงพอที่จะทำให้เกิดการบาดเจ็บรุนแรงหากเกิดอุบัติเหตุ แรงกระแทกจากการชนที่ความเร็วสูงจะเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ ดังนั้น อุปกรณ์ป้องกันจึงต้องถูกออกแบบมาเพื่อรองรับแรงกระแทกในระดับที่สูงกว่า
น้ำหนักที่มากกว่า
ส่วนประกอบเพิ่มเติมอย่างมอเตอร์และแบตเตอรี่ทำให้ E-Bike มีน้ำหนักมากกว่าจักรยานทั่วไปอย่างน้อย 7-10 กิโลกรัม น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นนี้ส่งผลต่อแรงเฉื่อยและระยะเบรกที่ยาวขึ้น ทำให้การควบคุมในสถานการณ์ฉุกเฉินทำได้ยากกว่า นอกจากนี้ ในกรณีที่เกิดการล้ม น้ำหนักของตัวรถที่มากขึ้นอาจเป็นสาเหตุของการบาดเจ็บเพิ่มเติมได้ หมวกกันน็อกที่ออกแบบมาอย่างเหมาะสมจึงต้องคำนึงถึงสถานการณ์เหล่านี้ด้วย
ประเภทของหมวกกันน็อกที่เหมาะสมกับ E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า
เมื่อทราบถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากการใช้ E-Bike แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการทำความรู้จักประเภทของหมวกกันน็อกในตลาด เพื่อพิจารณาว่าแบบใดที่ให้การป้องกันที่เหมาะสมกับลักษณะการใช้งานและความเร็วของยานพาหนะ
หมวกกันน็อกจักรยานมาตรฐาน
หมวกกันน็อกจักรยานมาตรฐานถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันการกระแทกที่ความเร็วต่ำ (ประมาณ 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) มีน้ำหนักเบาและเน้นการระบายอากาศที่ดีเยี่ยม เหมาะสำหรับการปั่นจักรยานทั่วไปในสวนสาธารณะหรือการเดินทางที่ไม่ใช้ความเร็วสูง อย่างไรก็ตาม สำหรับการขับขี่ E-Bike ที่ความเร็วสูงกว่า 25 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเป็นประจำ หมวกประเภทนี้อาจให้การป้องกันที่ไม่เพียงพอ โดยเฉพาะบริเวณท้ายทอยและด้านข้างของศีรษะ
หมวกกันน็อกสำหรับ E-Bike โดยเฉพาะ (มาตรฐาน NTA 8776)
เพื่อตอบสนองต่อความต้องการด้านความปลอดภัยที่สูงขึ้นสำหรับ E-Bike ความเร็วสูง (Speed Pedelecs) จึงเกิดมาตรฐานใหม่ขึ้นในเนเธอร์แลนด์ เรียกว่า NTA 8776 หมวกกันน็อกที่ผ่านการรับรองมาตรฐานนี้ถูกทดสอบการรับแรงกระแทกที่ความเร็วสูงกว่าหมวกจักรยานทั่วไป มีโครงสร้างที่แข็งแรงกว่าและครอบคลุมพื้นที่ศีรษะมากกว่า โดยเฉพาะบริเวณขมับและท้ายทอย ถือเป็นตัวเลือกที่สมดุลระหว่างการป้องกันของหมวกมอเตอร์ไซค์และความเบาสบายของหมวกจักรยาน
หมวกกันน็อกมอเตอร์ไซค์
สำหรับ E-Bike หรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่มีกำลังสูงและสามารถทำความเร็วได้เทียบเท่ากับรถจักรยานยนต์ขนาดเล็ก (เกิน 45 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) การเลือกใช้หมวกกันน็อกสำหรับมอเตอร์ไซค์ที่ผ่านมาตรฐาน มอก. ถือเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุด หมวกประเภทนี้แบ่งได้เป็น 2 รูปแบบหลัก:
- หมวกกันน็อกเต็มใบ (Full-Face): ให้การป้องกันสูงสุด ครอบคลุมทั่วทั้งศีรษะ ใบหน้า และมีส่วนป้องกันคางที่แข็งแรง เหมาะสำหรับการขับขี่ด้วยความเร็วสูงหรือการเดินทางไกล
- หมวกกันน็อกเปิดหน้า (Open-Face): ให้การป้องกันศีรษะด้านบน ด้านข้าง และด้านหลัง แต่ไม่มีส่วนป้องกันคาง ทำให้ผู้สวมใส่รู้สึกโปร่งสบายและมีมุมมองที่กว้างกว่า เหมาะกับการใช้งานในเมืองที่ความเร็วไม่สูงมากนัก
การเลือกประเภทหมวกกันน็อกควรพิจารณาจากความเร็วสูงสุดของยานพาหนะเป็นหลัก ยิ่งความเร็วสูงขึ้น ระดับการป้องกันของหมวกก็ควรสูงขึ้นตามไปด้วย
ปัจจัยหลักในการพิจารณาเลือกหมวกกันน็อก E-Bike
หลังจากเข้าใจประเภทของหมวกกันน็อกแล้ว การตัดสินใจเลือกซื้อใบที่เหมาะสมที่สุดยังต้องอาศัยการพิจารณาปัจจัยสำคัญอื่นๆ ร่วมด้วย เพื่อให้ได้หมวกที่ทั้งปลอดภัยและใช้งานได้อย่างสะดวกสบาย
มาตรฐานความปลอดภัย: สัญลักษณ์ที่ต้องมองหา
สิ่งแรกและสำคัญที่สุดคือเครื่องหมายรับรองมาตรฐานความปลอดภัย ซึ่งเป็นการยืนยันว่าหมวกใบนั้นได้ผ่านการทดสอบตามเกณฑ์ที่กำหนดแล้ว ในประเทศไทย สัญลักษณ์ที่ต้องมองหาคือเครื่องหมาย “มอก.” (มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม) ซึ่งเป็นข้อบังคับทางกฎหมายสำหรับหมวกกันน็อกที่จำหน่ายในประเทศ นอกจากนี้ อาจพบมาตรฐานสากลอื่นๆ เช่น:
- DOT (Department of Transportation): มาตรฐานของสหรัฐอเมริกา
- ECE (Economic Commission for Europe): มาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในยุโรปและหลายประเทศทั่วโลก
- NTA 8776: มาตรฐานสำหรับ E-Bike ความเร็วสูงโดยเฉพาะ
การวัดขนาดศีรษะและการเลือกไซส์ที่ถูกต้อง
หมวกกันน็อกจะทำงานได้เต็มประสิทธิภาพก็ต่อเมื่อมีขนาดที่พอดีกับศีรษะของผู้สวมใส่เท่านั้น หมวกที่หลวมเกินไปอาจเคลื่อนที่หรือหลุดออกจากศีรษะเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ในขณะที่หมวกที่คับเกินไปจะทำให้รู้สึกไม่สบายและปวดศีรษะ วิธีการวัดขนาดที่ถูกต้องมีดังนี้:
- ใช้สายวัดพันรอบส่วนที่กว้างที่สุดของศีรษะ โดยให้สายวัดอยู่เหนือคิ้วประมาณ 1-2 เซนติเมตร และอยู่เหนือใบหูเล็กน้อย
- จดตัวเลขที่วัดได้ในหน่วยเซนติเมตร และนำไปเทียบกับตารางขนาด (Size Chart) ของผู้ผลิตหมวกกันน็อกแต่ละยี่ห้อ
- เมื่อลองสวมหมวก ควรตรวจสอบว่าหมวกกระชับพอดี ไม่สามารถขยับไปมาหรือหมุนซ้ายขวาได้ง่าย และเมื่อรัดสายรัดคางแล้ว ควรมีช่องว่างให้สอดนิ้วเข้าไปได้ประมาณ 1-2 นิ้ว
เทคโนโลยี MIPS: เกราะป้องกันสมองอีกชั้น
ในหมวกกันน็อกรุ่นใหม่ๆ มักมีเทคโนโลยีที่เรียกว่า MIPS (Multi-directional Impact Protection System) ซึ่งเป็นแผ่นพลาสติกแรงเสียดทานต่ำที่อยู่ระหว่างนวมซับในกับเปลือกนอกของหมวก MIPS ถูกออกแบบมาเพื่อลดแรงกระทำต่อสมองในลักษณะการหมุน (Rotational Forces) ซึ่งมักเกิดขึ้นเมื่อศีรษะกระแทกกับพื้นในแนวเฉียง เทคโนโลยีนี้จะยอมให้ศีรษะเคลื่อนที่แยกจากตัวหมวกเล็กน้อย (10-15 มิลลิเมตร) ในช่วงเสี้ยววินาทีที่เกิดการกระแทก เพื่อช่วยกระจายและลดแรงหมุนที่อาจเป็นอันตรายต่อสมอง การเลือกหมวกที่มีเทคโนโลยี MIPS จึงเป็นการเพิ่มระดับความปลอดภัยขึ้นอีกขั้น
การระบายอากาศและความสบายในการสวมใส่
สำหรับสภาพอากาศร้อนชื้นของประเทศไทย การระบายอากาศเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความสบายในการขับขี่ หมวกกันน็อกที่มีช่องระบายอากาศจำนวนมากและออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์จะช่วยให้อากาศไหลเวียนได้ดี ลดความร้อนและความอับชื้น ทำให้ผู้ขับขี่รู้สึกสบายและอยากสวมใส่หมวกกันน็อกทุกครั้งที่เดินทาง นอกจากนี้ วัสดุของนวมซับในก็มีความสำคัญ ควรเลือกแบบที่สามารถถอดซักทำความสะอาดได้ เพื่อสุขอนามัยที่ดี
ฟังก์ชันเสริมเพื่อความปลอดภัยและการใช้งาน
หมวกกันน็อกสมัยใหม่มักมาพร้อมฟังก์ชันเสริมต่างๆ ที่ช่วยเพิ่มทั้งความปลอดภัยและความสะดวกสบาย เช่น:
- แว่นกันแดดหรือชิลด์หน้า: ช่วยป้องกันฝุ่น แมลง และแสงแดดในขณะขับขี่
- ไฟท้าย LED ในตัว: เพิ่มการมองเห็นสำหรับผู้ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ในเวลากลางคืน
- สีสันและแถบสะท้อนแสง: หมวกสีสว่างหรือมีแถบสะท้อนแสงจะช่วยให้เป็นที่สังเกตได้ง่ายขึ้น
ข้อกฎหมายว่าด้วยหมวกกันน็อกสำหรับ E-Bike ในประเทศไทย
การปฏิบัติตามกฎหมายเป็นอีกหนึ่งเหตุผลสำคัญในการสวมหมวกกันน็อก ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม “รถจักรยานยนต์” หมายความรวมถึง “รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า” ด้วย ดังนั้น หาก E-Bike หรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่ใช้งานมีลักษณะเข้าข่ายเป็นรถจักรยานยนต์ตามที่กฎหมายกำหนด (เช่น มีกำลังมอเตอร์หรือความเร็วเกินกว่าเกณฑ์ที่กำหนดสำหรับจักรยาน) ผู้ขับขี่และผู้โดยสารมีหน้าที่ต้องสวมหมวกนิรภัย (หมวกกันน็อก) ที่ได้มาตรฐาน มอก. ทุกครั้งที่ขับขี่บนท้องถนน การไม่ปฏิบัติตามมีโทษปรับตามกฎหมายกำหนด การเลือกสวมหมวกที่ถูกต้องไม่เพียงแต่ช่วยป้องกันอันตราย แต่ยังเป็นการเคารพกฎจราจรอีกด้วย
เปรียบเทียบหมวกกันน็อกแต่ละประเภท
เพื่อให้เห็นภาพรวมและช่วยในการตัดสินใจได้ง่ายขึ้น สามารถเปรียบเทียบคุณสมบัติของหมวกกันน็อกแต่ละประเภทได้ดังตารางต่อไปนี้
| คุณสมบัติ | หมวกจักรยานมาตรฐาน | หมวก E-Bike (NTA 8776) | หมวกมอเตอร์ไซค์ |
|---|---|---|---|
| ระดับการป้องกัน | พื้นฐาน | สูง | สูงสุด |
| ความเร็วที่เหมาะสม | ต่ำกว่า 25 กม./ชม. | 25 – 45 กม./ชม. | สูงกว่า 45 กม./ชม. |
| การระบายอากาศ | ดีเยี่ยม | ดี | ปานกลาง – ต่ำ |
| น้ำหนัก | เบาที่สุด | เบา | หนักที่สุด |
| การครอบคลุมศีรษะ | น้อย | ปานกลาง (ครอบคลุมท้ายทอย) | มากที่สุด (เต็มใบ) |
| เหมาะสำหรับ | การขับขี่ E-Bike ความเร็วต่ำในเมือง | การเดินทางประจำวันด้วย E-Bike | E-Bike/สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าความเร็วสูง |
สรุปแนวทางการเลือกซื้อเพื่อความปลอดภัยสูงสุด
การจะเลือกหมวกกันน็อก E-Bike ยังไง? ให้ปลอดภัยและถูกกฎหมายนั้น ต้องเริ่มต้นจากการประเมินลักษณะการใช้งานและความเร็วของยานพาหนะของตนเองเป็นอันดับแรก จากนั้นจึงพิจารณาเลือกหมวกกันน็อกที่ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็น มอก. หรือมาตรฐานสากลอื่นๆ ที่น่าเชื่อถือ การวัดขนาดศีรษะเพื่อให้ได้หมวกที่พอดีเป็นขั้นตอนที่ขาดไม่ได้ เพราะเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการป้องกันโดยตรง
เทคโนโลยีเสริมอย่าง MIPS, การระบายอากาศที่ดี และฟังก์ชันเพิ่มเติมอื่นๆ เป็นปัจจัยที่ควรนำมาพิจารณาเพื่อเพิ่มทั้งความปลอดภัยและความสะดวกสบายในการใช้งาน ท้ายที่สุด การลงทุนกับหมวกกันน็อกคุณภาพดีหนึ่งใบ คือการลงทุนเพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ซึ่งเป็นสิ่งที่ประเมินค่าไม่ได้บนท้องถนน
สำหรับผู้ที่กำลังมองหาจักรยานไฟฟ้า สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า หรืออุปกรณ์เสริมเพื่อความปลอดภัยที่ได้มาตรฐาน GIANT Shopping Mall คือศูนย์รวมที่จำหน่ายจักรยานไฟฟ้าทุกประเภท พร้อมให้คำแนะนำโดยผู้เชี่ยวชาญเพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการในการเดินทางยุคใหม่
สามารถเข้ามาเลือกชมสินค้าหรือขอคำปรึกษาได้ที่ร้าน หรือติดต่อผ่านช่องทางออนไลน์
ที่ตั้งร้าน: 44 หมู่ 14 ตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น 40000
วันและเวลาทำการ: จันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
เบอร์โทรศัพท์: 061-962-2878
ช่องทางการติดต่อ:
FACEBOOK PAGE
LINE
ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม
