รัฐหนุน EV! ส่องนโยบายปี 69 E-Bike ลดราคา-ได้สิทธิอะไร?
รัฐบาลไทยเดินหน้าผลักดันนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง และสำหรับคำถามที่ว่า รัฐหนุน EV! ส่องนโยบายปี 69 E-Bike ลดราคา-ได้สิทธิอะไร? คำตอบนั้นชัดเจนขึ้นผ่านมติคณะรัฐมนตรีที่เห็นชอบมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า หรือ EV 3.5 ซึ่งจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในปี 2569–2570 โดยมุ่งเน้นการลดราคายานยนต์ไฟฟ้าให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ควบคู่ไปกับการส่งเสริมให้ประเทศไทยกลายเป็นฐานการผลิตที่สำคัญในระดับภูมิภาค
ประเด็นสำคัญของนโยบายส่งเสริม EV ปี 2569
- การขยายเวลามาตรการ: มาตรการ EV3.5 ขยายระยะเวลาการสนับสนุนไปจนถึงปี 2570 เพื่อสร้างความต่อเนื่องและดึงดูดการลงทุนระยะยาว
- ราคาที่เข้าถึงง่ายขึ้น: ผู้บริโภคจะได้รับประโยชน์จากราคารถยนต์ไฟฟ้าและจักรยานยนต์ไฟฟ้า (E-Bike) ที่ถูกลง อันเนื่องมาจากการลดหย่อนภาษีสรรพสามิตและภาษีนำเข้า
- ส่งเสริมการผลิตในประเทศ: ผู้ประกอบการที่นำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าสำเร็จรูป (CBU) จะต้องผลิตชดเชยในประเทศในอัตราส่วนที่สูงขึ้น เพื่อกระตุ้นการลงทุนและสร้างอุตสาหกรรม EV ในไทยให้แข็งแกร่ง
- เป้าหมายสู่ศูนย์กลางการผลิต: นโยบายทั้งหมดถูกออกแบบมาเพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (EV Hub) ของโลก และมุ่งสู่การเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (Net-Zero Emission)
- ความยืดหยุ่นสำหรับผู้ผลิต: มีการผ่อนปรนเงื่อนไขบางประการ เช่น การนับมูลค่าเซลล์แบตเตอรี่จากต่างประเทศ เพื่อลดอุปสรรคในช่วงเปลี่ยนผ่าน
นโยบายสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ของภาครัฐเป็นกลไกสำคัญในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทย โดยมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล ลดปัญหามลพิษทางอากาศ และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ๆ ให้กับประเทศ มาตรการเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อผู้บริโภคที่กำลังพิจารณาเปลี่ยนมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้า รวมถึงผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด ตั้งแต่ผู้นำเข้า ผู้ผลิตชิ้นส่วน ไปจนถึงผู้ประกอบโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้า
ในปี 2569 ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญของการเปลี่ยนผ่านจากมาตรการ EV3 ไปสู่มาตรการ EV3.5 ซึ่งมีการปรับปรุงเงื่อนไขให้สอดคล้องกับสถานการณ์ตลาดและเป้าหมายระยะยาวของประเทศมากขึ้น การทำความเข้าใจในรายละเอียดของนโยบายเหล่านี้จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกฝ่าย เพื่อเตรียมความพร้อมและใช้ประโยชน์จากสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่ภาครัฐมอบให้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
ภาพรวมมาตรการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า EV3 และ EV3.5
รัฐบาลไทยได้ดำเนินมาตรการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยแบ่งเป็นระยะต่างๆ เพื่อให้เกิดการปรับตัวและพัฒนาการของตลาดอย่างเป็นระบบ มาตรการ EV3 และ EV3.5 คือสองนโยบายหลักที่กำหนดทิศทางของอุตสาหกรรม EV ในช่วงปี 2567–2570
ความต่อเนื่องจากมาตรการ EV3
มาตรการ EV3 ซึ่งมีผลบังคับใช้ก่อนหน้านี้ ได้วางรากฐานสำคัญในการกระตุ้นตลาด EV ในระยะเริ่มต้น โดยให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ผู้นำเข้าและผู้ผลิต เพื่อทำให้ราคารถยนต์ไฟฟ้าใกล้เคียงกับรถยนต์สันดาปมากขึ้น มาตรการนี้ประสบความสำเร็จในการสร้างความตระหนักรู้และกระตุ้นความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวมีกำหนดสิ้นสุดระยะเวลาการจำหน่ายภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2568 และต้องจดทะเบียนภายในวันที่ 31 มกราคม 2569 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการส่งไม้ต่อให้กับมาตรการใหม่ที่มีเป้าหมายสูงขึ้น
การเปลี่ยนผ่านสู่มาตรการ EV3.5: กลไกหลักขับเคลื่อนปี 2569–2570
มาตรการ EV3.5 คือวิวัฒนาการขั้นต่อไปที่มุ่งเน้นการสร้างความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรม EV ของไทย โดยมีระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่ปี 2567 ถึง 2570 และจะเริ่มมีบทบาทอย่างเต็มตัวในปี 2569 เป็นต้นไป หัวใจสำคัญของ EV3.5 คือการเปลี่ยนจากการเน้น “การนำเข้า” มาสู่ “การผลิตในประเทศ” อย่างจริงจัง
นโยบายนี้กำหนดเงื่อนไขที่ชัดเจนสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการได้รับสิทธิประโยชน์ โดยต้องมีการลงทุนตั้งโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (BEV), แบตเตอรี่ และชิ้นส่วนไฟฟ้าแรงสูงในประเทศไทย นอกจากนี้ ยังมีข้อกำหนดเกี่ยวกับแบตเตอรี่ที่ต้องผลิตหรือประกอบในประเทศ หรือใช้เซลล์แบตเตอรี่ที่ผลิตในประเทศในสัดส่วนที่กำหนด (30-50%) เพื่อส่งเสริมการสร้างห่วงโซ่อุปทานที่ครบวงจรภายในประเทศ
เจาะลึกสิทธิประโยชน์: รัฐหนุน EV! ส่องนโยบายปี 69 E-Bike ลดราคา-ได้สิทธิอะไร?
ภายใต้มาตรการ EV3.5 ทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการจะได้รับสิทธิประโยชน์ที่แตกต่างกันออกไป โดยมีเป้าหมายร่วมกันคือการทำให้ยานยนต์ไฟฟ้าเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจและเข้าถึงได้สำหรับคนไทย
สิทธิประโยชน์ด้านราคาสำหรับผู้บริโภค
ประโยชน์ที่ชัดเจนที่สุดสำหรับผู้บริโภคคือ “ราคา” ที่ถูกลงอย่างมาก มาตรการของรัฐบาลทำงานผ่านกลไกทางภาษีหลายส่วน ได้แก่:
- การลดหย่อนภาษีสรรพสามิต: เป็นการลดต้นทุนภาษีที่ผู้ผลิตต้องจ่าย ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อราคาขายปลีกของรถยนต์และจักรยานยนต์ไฟฟ้า
- การลดหย่อนอากรขาเข้า: สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าสำเร็จรูป (CBU) ที่นำเข้ามาในช่วงแรกของมาตรการ จะได้รับการลดหย่อนอากรขาเข้า ซึ่งช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถทำราคาที่แข่งขันได้ ก่อนที่จะเริ่มสายการผลิตในประเทศ
เมื่อรวมสิทธิประโยชน์เหล่านี้เข้าด้วยกัน จะทำให้ราคาสุดท้ายที่ผู้บริโภคต้องจ่ายลดลงอย่างมีนัยสำคัญ สร้างแรงจูงใจให้เกิดการเปลี่ยนผ่านจากรถยนต์สันดาปภายในมาสู่ยานยนต์ไฟฟ้าได้รวดเร็วยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การขยายเวลารับจดทะเบียนยานพาหนะภายใต้มาตรการ EV3.5 ไปจนถึงวันที่ 31 มกราคม 2571 ยังช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับผู้ซื้อและผู้ขายอีกด้วย
จักรยานยนต์ไฟฟ้า (E-Bike) ได้รับอานิสงส์อย่างไร?
สำหรับตลาดจักรยานยนต์ไฟฟ้า หรือ E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ยานพาหนะเหล่านี้จัดอยู่ในกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้าที่ได้รับการส่งเสริมภายใต้กรอบนโยบาย EV3.5 เช่นเดียวกัน แม้ว่ารายละเอียดเงินอุดหนุนอาจแตกต่างจากรถยนต์นั่งส่วนบุคคล แต่หัวใจหลักยังคงเป็นการใช้มาตรการทางภาษีเพื่อลดราคาขายปลีก
ดังนั้น ผู้ที่สนใจซื้อ E-Bike ในปี 2569 จะได้รับประโยชน์จากราคาจำหน่ายที่ถูกลง เนื่องจากผู้ผลิตและผู้นำเข้าสามารถลดต้นทุนจากสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ได้รับจากภาครัฐได้ นโยบายนี้จึงเป็นการกระตุ้นให้เกิดการใช้งาน E-Bike ในวงกว้าง ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการลดมลพิษในเขตเมืองและส่งเสริมการเดินทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
เงื่อนไขและข้อกำหนดสำหรับผู้ประกอบการ
มาตรการ EV3.5 ได้เพิ่มความเข้มข้นในเงื่อนไขสำหรับผู้ประกอบการ เพื่อผลักดันให้เกิดการลงทุนในประเทศอย่างเป็นรูปธรรม เงื่อนไขสำคัญคือ “การผลิตชดเชยการนำเข้า” โดยกำหนดให้ผู้ประกอบการที่นำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าสำเร็จรูป (CBU) จำนวน 1 คัน จะต้องทำการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศชดเชยในอัตราส่วน 2 คัน (1:2) และอาจเพิ่มเป็น 3 คัน (1:3) ในปีถัดไป ซึ่งเป็นมาตรการที่บังคับให้ค่ายรถยนต์ต่างๆ ต้องเร่งแผนการจัดตั้งโรงงานผลิตในประเทศไทย
นโยบายการผลิตชดเชยนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญที่เปลี่ยนประเทศไทยจาก “ตลาดผู้บริโภค” ไปสู่ “ฐานการผลิต” ยานยนต์ไฟฟ้าอย่างแท้จริง
นอกจากนี้ ภาครัฐยังให้ความยืดหยุ่นในช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยมีการผ่อนผันการนับมูลค่าเซลล์แบตเตอรี่ที่นำเข้าจากต่างประเทศไปจนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2569 เพื่อลดอุปสรรคด้านการจัดหาชิ้นส่วนในประเทศที่อาจยังไม่พร้อมสมบูรณ์ในช่วงแรก
เปรียบเทียบมาตรการ EV3 และ EV3.5
เพื่อให้เห็นภาพความแตกต่างและพัฒนาการของนโยบายส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าได้ชัดเจนยิ่งขึ้น สามารถเปรียบเทียบสาระสำคัญระหว่างมาตรการ EV3 และ EV3.5 ได้ดังตารางต่อไปนี้
| หัวข้อ | มาตรการ EV3 | มาตรการ EV3.5 |
|---|---|---|
| ระยะเวลาโครงการ | ปี 2565–2568 | ปี 2567–2570 |
| กำหนดการจดทะเบียน | ภายใน 31 มกราคม 2569 | ภายใน 31 มกราคม 2571 |
| เงื่อนไขการผลิตชดเชย | อัตราส่วน 1:1 หรือ 1:1.5 (นำเข้า:ผลิต) | อัตราส่วน 1:2 (เพิ่มเป็น 1:3 ในปี 2570) |
| ประเภทรถที่เน้น | รถยนต์ไฟฟ้า (BEV) เป็นหลัก | BEV และ PHEV (ระยะวิ่งไฟฟ้าขั้นต่ำ 80 กม.) |
| การส่งเสริมการผลิตชิ้นส่วน | ยังไม่ระบุชัดเจน | บังคับให้มีการตั้งโรงงานผลิตรถ, แบตเตอรี่ และชิ้นส่วนไฟฟ้าแรงสูงในประเทศ |
| เป้าหมายหลัก | กระตุ้นตลาดและสร้างความต้องการ | ผลักดันสู่ฐานการผลิตและสร้างความยั่งยืน |
ทิศทางตลาดและเป้าหมายของประเทศไทยในอุตสาหกรรม EV
มาตรการส่งเสริมต่างๆ ที่ภาครัฐออกมาไม่ได้เป็นเพียงการกระตุ้นตลาดในระยะสั้น แต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ชาติในการวางตำแหน่งประเทศไทยในอุตสาหกรรมยานยนต์โลกยุคใหม่
การคาดการณ์การเติบโตของตลาด EV ปี 2569
ด้วยแรงหนุนจากมาตรการ EV3.5 และการลงทุนอย่างต่อเนื่องจากผู้ประกอบการ โดยเฉพาะค่ายรถยนต์จากประเทศจีนที่ใช้ไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออกไปยังภูมิภาคอาเซียน ทำให้มีการคาดการณ์ว่าในปี 2569 ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยจะเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยอาจมีส่วนแบ่งตลาดสูงถึง 20-25% ของยอดขายรถยนต์ทั้งหมด ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการยอมรับของผู้บริโภคและความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เป้าหมายระยะยาว: สู่การเป็นฐานการผลิต EV ระดับโลก
เป้าหมายสูงสุดของนโยบายเหล่านี้คือการผลักดันให้ประเทศไทยกลายเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าที่สำคัญของโลก ควบคู่ไปกับการมุ่งสู่การเป็นประเทศที่ใช้ยานยนต์ที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ (Zero Emission Vehicle – ZEV) ภายในปี 2573 การสร้างระบบนิเวศของอุตสาหกรรม EV ที่แข็งแกร่ง ตั้งแต่การผลิตชิ้นส่วนสำคัญอย่างแบตเตอรี่ ไปจนถึงการประกอบรถยนต์ทั้งคัน จะช่วยสร้างงาน สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และทำให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันในเวทีโลกได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
บทสรุปและแนวโน้มในอนาคต
นโยบายส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าของรัฐบาลในปี 2569 ผ่านมาตรการ EV3.5 นับเป็นก้าวสำคัญที่ชัดเจนในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่อนาคตแห่งการเดินทางที่ยั่งยืน มาตรการดังกล่าวสร้างประโยชน์ให้กับทุกภาคส่วน โดยผู้บริโภคจะสามารถเข้าถึงรถยนต์ไฟฟ้าและจักรยานยนต์ไฟฟ้า (E-Bike) ได้ในราคาที่จับต้องได้มากขึ้น ขณะที่ผู้ประกอบการจะได้รับการส่งเสริมให้ลงทุนและตั้งฐานการผลิตในประเทศ สิ่งนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยลดการนำเข้าและสร้างความมั่นคงทางอุตสาหกรรม แต่ยังเป็นการวางรากฐานที่แข็งแกร่งให้ไทยก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้าในระดับภูมิภาคและระดับโลกต่อไปในอนาคต
สำหรับผู้ที่กำลังมองหายานยนต์ไฟฟ้าที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ ทั้งจักรยานไฟฟ้า, สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า และ E-bike คุณภาพสูง GIANT Shopping Mall คือศูนย์รวมที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองทุกความต้องการ
ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม:
เปิดให้บริการทุกวัน จันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
โทรศัพท์: 061-962-2878
ที่ตั้งร้าน: 44 หมู่ 14 ตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น 40000
สามารถติดตามข่าวสารและโปรโมชันได้ทาง FACEBOOK PAGE หรือสอบถามผ่าน LINE และสามารถ ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม ผ่านทางเว็บไซต์
