เจาะเทรนด์ E-Bike 2026: AI และระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ
จักรยานไฟฟ้า หรือ E-Bike กำลังก้าวข้ามบทบาทของการเป็นเพียงยานพาหนะทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไปสู่การเป็นอุปกรณ์อัจฉริยะที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย ภายในปี 2026 วงการ E-Bike จะถูกปฏิวัติด้วยการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) และระบบความปลอดภัยอัจฉริยะเข้ามาเป็นส่วนสำคัญในการออกแบบและพัฒนา
ทิศทางของจักรยานไฟฟ้าในปี 2026
ภาพรวมของเทรนด์จักรยานไฟฟ้าในปี 2026 จะมุ่งเน้นไปที่การสร้างประสบการณ์การขับขี่ที่ปลอดภัย ไร้รอยต่อ และมีประสิทธิภาพสูงสุด การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญนี้ขับเคลื่อนโดยเทคโนโลยีหลักๆ ที่จะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ในอุตสาหกรรม
- การบูรณาการ AI: ปัญญาประดิษฐ์จะถูกผสานเข้ากับระบบหลักของ E-Bike ตั้งแต่มอเตอร์ไปจนถึงระบบจัดการแบตเตอรี่ เพื่อปรับเปลี่ยนการทำงานให้เหมาะสมกับผู้ขับขี่และสภาพแวดล้อมแบบเรียลไทม์
- ระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ: เทคโนโลยีเซ็นเซอร์ เรดาร์ และระบบตรวจจับจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการป้องกันอุบัติเหตุ เพิ่มการรับรู้สถานการณ์รอบตัวของผู้ขับขี่ และสร้างความมั่นใจในการเดินทาง
- การเชื่อมต่อที่สมบูรณ์แบบ: E-Bike จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศ IoT (Internet of Things) ที่สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์อื่นๆ เพื่อการติดตามข้อมูล การป้องกันการโจรกรรม และการวิเคราะห์พฤติกรรมการขับขี่
- ประสิทธิภาพแบตเตอรี่ขั้นสูง: การพัฒนาแบตเตอรี่ Solid-state ที่มีความจุสูงขึ้น น้ำหนักเบาลง และปลอดภัยกว่าเดิม จะช่วยขยายระยะทางการขับขี่และลดความกังวลเรื่องการชาร์จ
บทความนี้จะทำการ เจาะเทรนด์ E-Bike 2026: AI และระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ อย่างละเอียด เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนว่าเทคโนโลยีเหล่านี้จะเปลี่ยนแปลงประสบการณ์การขับขี่จักรยานไฟฟ้าไปอย่างไร จักรยานไฟฟ้าไม่ได้เป็นเพียงแค่ยานพาหนะที่ใช้มอเตอร์ช่วยผ่อนแรงอีกต่อไป แต่กำลังจะกลายเป็นผู้ช่วยอัจฉริยะบนสองล้อ ที่เข้าใจผู้ขับขี่และพร้อมดูแลความปลอดภัยในทุกเส้นทาง แนวโน้มเหล่านี้ไม่เพียงแต่จะดึงดูดผู้ใช้งานกลุ่มใหม่ แต่ยังยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมให้สูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด
ความสำคัญของเทรนด์นี้อยู่ที่การเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการมอง E-Bike เป็นเพียง “จักรยานติดมอเตอร์” ไปสู่การเป็น “ยานพาหนะไฟฟ้าอัจฉริยะ” ที่มีความสามารถในการประมวลผล ตัดสินใจ และสื่อสารกับผู้ใช้งานได้ ซึ่งเป็นผลมาจากการพัฒนาของเทคโนโลยีเซ็นเซอร์, AI, และการเชื่อมต่อ IoT ที่เติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ผู้ที่ควรให้ความสนใจในเรื่องนี้ครอบคลุมตั้งแต่ผู้ใช้งานทั่วไปที่ต้องการความสะดวกสบายและความปลอดภัยในการเดินทาง, ผู้ที่ชื่นชอบเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ, ไปจนถึงผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าที่ต้องปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง
ระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ: หัวใจสำคัญของ E-Bike แห่งอนาคต
ในปี 2026 ความปลอดภัยจะไม่ใช่เพียงแค่ทางเลือกเสริม แต่จะเป็นคุณสมบัติพื้นฐานที่ถูกติดตั้งมากับ E-Bike รุ่นใหม่ๆ โดยเฉพาะในกลุ่มพรีเมียม การพัฒนาระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ (Intelligent Safety Systems) มีเป้าหมายเพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุและเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้ขับขี่ในทุกสภาพการจราจร
การผสานระบบควบคุมอัจฉริยะเข้ากับเซ็นเซอร์ตรวจจับรอบคัน คือกุญแจสำคัญที่ทำให้ E-Bike สามารถรับรู้และตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมได้แบบเรียลไทม์ สร้างมิติใหม่ของความปลอดภัยที่ไม่เคยมีมาก่อน
Smart Gateway 2.0: ศูนย์กลางการควบคุมอัจฉริยะ
หนึ่งในเทคโนโลยีที่เป็นแกนหลักของระบบความปลอดภัยคือ Smart Gateway ซึ่งทำหน้าที่เป็นสมองกลส่วนกลางของ E-Bike ยกตัวอย่างเช่น ระบบ Smart Gateway 2.0 จากผู้ผลิตชั้นนำอย่าง Giant ที่ถูกออกแบบมาเพื่อรวมการทำงานของส่วนประกอบต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นมอเตอร์, ชุดเกียร์, หน้าจอแสดงผล, และเซ็นเซอร์ทั้งหมด
การทำงานแบบบูรณาการนี้สร้างประสบการณ์การขับขี่ที่ราบรื่นและปลอดภัยยิ่งขึ้น ระบบสามารถประมวลผลข้อมูลจากทุกส่วนพร้อมกันเพื่อปรับการทำงานให้เหมาะสมที่สุด เช่น การปรับกำลังมอเตอร์ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนเกียร์ หรือการแสดงผลข้อมูลสถานะของรถแบบเรียลไทม์ผ่านหน้าจอ RideDash Evo 2.0 และชุดควบคุม RideControl Ergo 4 ซึ่งช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถตรวจสอบข้อมูลสำคัญได้โดยไม่ต้องละสายตาจากเส้นทาง การมีศูนย์กลางควบคุมอัจฉริยะช่วยลดความซับซ้อนในการใช้งานและลดความเสี่ยงจากความผิดพลาดของมนุษย์ได้อย่างมีนัยสำคัญ
BMS อัจฉริยะและ IoT: การจัดการแบตเตอรี่ที่เหนือกว่า
แบตเตอรี่คือหัวใจของ E-Bike และความปลอดภัยของแบตเตอรี่ก็เป็นสิ่งสำคัญสูงสุด ระบบจัดการแบตเตอรี่ (Battery Management System หรือ BMS) ในอนาคตจะถูกยกระดับด้วยเทคโนโลยี AI และการเชื่อมต่อแบบ IoT โดย BMS อัจฉริยะจะทำหน้าที่เฝ้าระวังสถานะของแบตเตอรี่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นอุณหภูมิ, ระดับแรงดันไฟฟ้า, และพฤติกรรมการชาร์จ
AI จะเข้ามาวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านี้เพื่อตรวจจับสัญญาณความผิดปกติที่อาจนำไปสู่ปัญหาต่างๆ เช่น ความร้อนสูงเกินไป (Overheating) หรือการลัดวงจร ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของอุบัติเหตุไฟไหม้ นอกจากนี้ การเชื่อมต่อ IoT ยังช่วยให้ผู้ผลิตและผู้ใช้งานสามารถตรวจสอบสถานะของแบตเตอรี่ได้จากระยะไกลผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน ระบบอาจส่งการแจ้งเตือนเมื่อตรวจพบความผิดปกติหรือเมื่อถึงเวลาที่ต้องบำรุงรักษา ซึ่งไม่เพียงแต่เพิ่มความปลอดภัย แต่ยังช่วยยืดอายุการใช้งานของแบตเตอรี่และส่งเสริมความยั่งยืนอีกด้วย
เซ็นเซอร์และเรดาร์: ดวงตาคู่ใหม่บนท้องถนน
เทรนด์ที่กำลังมาแรงและจะกลายเป็นมาตรฐานใหม่คือการติดตั้งเซ็นเซอร์และเรดาร์รอบคัน E-Bike เพื่อเพิ่มการรับรู้สภาพแวดล้อม เทคโนโลยีเหล่านี้ทำหน้าที่เหมือน “ดวงตา” คู่ใหม่ที่ช่วยเฝ้าระวังอันตรายที่อาจมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า
- เรดาร์หลัง (Rear Radar): ระบบนี้จะคอยตรวจจับยานพาหนะที่กำลังเคลื่อนที่เข้ามาจากด้านหลัง และส่งสัญญาณเตือนให้ผู้ขับขี่ทราบผ่านหน้าจอแสดงผลหรือการสั่นที่แฮนด์จับ ช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกชนท้าย ซึ่งเป็นหนึ่งในอุบัติเหตุที่พบบ่อย
- เซ็นเซอร์ตรวจจับสิ่งกีดขวาง: เซ็นเซอร์ที่ติดตั้งอยู่ด้านหน้าหรือด้านข้างของจักรยานจะช่วยเตือนเมื่อมีวัตถุอยู่ในจุดบอดหรือเคลื่อนที่เข้ามาใกล้เกินไป
- ระบบไฟอัจฉริยะ (Intelligent Lighting): ไฟหน้าและไฟท้ายจะปรับความสว่างและองศาได้อัตโนมัติตามสภาพแสงและความเร็ว นอกจากนี้ยังอาจมีฟังก์ชันไฟเบรกที่สว่างขึ้นเมื่อมีการชะลอความเร็ว เพื่อให้ผู้ที่ตามมาข้างหลังสังเกตเห็นได้ชัดเจน
ข้อดีของการรวมระบบเหล่านี้เข้ากับแบตเตอรี่กลางของ E-Bike คือช่วยให้สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพโดยไม่ต้องกังวลเรื่องการชาร์จแยกส่วน และไม่เพิ่มน้ำหนักหรือความเทอะทะให้กับตัวรถมากนัก
ระบบป้องกันการโจรกรรมที่ล้ำสมัย
เมื่อ E-Bike มีราคาสูงขึ้นและเต็มไปด้วยเทคโนโลยี การป้องกันการโจรกรรมจึงกลายเป็นเรื่องสำคัญ ระบบ Anti-theft ในปี 2026 จะมีความซับซ้อนและมีประสิทธิภาพมากกว่าแค่การล็อกแบบกายภาพ โดยจะประกอบไปด้วยเทคโนโลยีหลายอย่างทำงานร่วมกัน เช่น
- GPS Tracking: การติดตั้ง GPS ในตัวช่วยให้เจ้าของสามารถติดตามตำแหน่งของจักรยานได้แบบเรียลไทม์ผ่านแอปพลิเคชัน
- การล็อกระบบจากระยะไกล (Remote Lock): เจ้าของสามารถสั่งล็อกการทำงานของมอเตอร์และระบบไฟฟ้าผ่านสมาร์ทโฟน ทำให้จักรยานไม่สามารถใช้งานได้แม้จะถูกขโมยไป
- เซ็นเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหว: หากจักรยานถูกเคลื่อนย้ายโดยไม่ได้รับอนุญาต ระบบจะส่งสัญญาณเตือนไปยังโทรศัพท์ของเจ้าของทันที
ฟีเจอร์เหล่านี้กำลังจะกลายเป็นมาตรฐานใน E-Bike ระดับสูง ช่วยให้ผู้ใช้งานมีความอุ่นใจมากขึ้นเมื่อต้องจอดจักรยานไว้ในที่สาธารณะ
การผสานปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในจักรยานไฟฟ้า
ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI คือเทคโนโลยีที่จะเข้ามาปฏิวัติการทำงานของ E-Bike อย่างแท้จริง โดย AI จะทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยอัจฉริยะที่คอยเรียนรู้พฤติกรรมของผู้ขับขี่และปรับการทำงานของจักรยานให้เหมาะสมที่สุด เพื่อมอบประสบการณ์ที่เป็นส่วนตัวและมีประสิทธิภาพสูงสุด
AI ในมอเตอร์และเซ็นเซอร์: การขับขี่ที่ปรับเปลี่ยนได้แบบไดนามิก
มอเตอร์แบบ Mid-drive ใน E-Bike รุ่นใหม่ๆ จะมีความฉลาดมากขึ้น โดยมี AI เป็นตัวควบคุมการจ่ายกำลัง มอเตอร์จะไม่ได้ทำงานตามระดับการช่วยปั่นที่ผู้ใช้ตั้งค่าไว้เท่านั้น แต่จะใช้ข้อมูลจากเซ็นเซอร์ต่างๆ เช่น เซ็นเซอร์แรงบิด (Torque Sensor), เซ็นเซอร์ความเร็ว (Speed Sensor), และเซ็นเซอร์ความชัน (Incline Sensor) มาประมวลผลร่วมกัน
AI จะเรียนรู้สไตล์การขับขี่ของแต่ละบุคคล เช่น แรงกดที่บันได, ความถี่ในการปั่น และปรับการส่งกำลังให้เป็นธรรมชาติและนุ่มนวลที่สุด นอกจากนี้ ระบบยังสามารถนำข้อมูลภายนอก เช่น สภาพถนนและสภาพอากาศ มาใช้ในการคำนวณเพื่อปรับกำลังมอเตอร์ให้เหมาะสมได้อีกด้วย เช่น การเพิ่มกำลังอัตโนมัติเมื่อขึ้นทางชัน หรือลดกำลังลงเพื่อประหยัดแบตเตอรี่เมื่อขับขี่ในทางราบ ข้อมูลทั้งหมดนี้จะถูกส่งไปยังแอปพลิเคชันบนมือถือเพื่อให้ผู้ใช้สามารถดูสถิติและปรับแต่งการตั้งค่าได้อย่างละเอียด
การบูรณาการระบบขับเคลื่อน (System Integration)
AI จะมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงระบบขับเคลื่อน (Drivetrain) แบบอิเล็กทรอนิกส์เข้ากับระบบของ E-Bike อย่างสมบูรณ์แบบ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการทำงานร่วมกับชุดเกียร์ไฟฟ้า เช่น Shimano XT/XTR Di2 ซึ่ง AI สามารถควบคุมการเปลี่ยนเกียร์อัตโนมัติ (Automatic Shifting) ได้อย่างแม่นยำ
ระบบที่เรียกว่า “Free Shift” จะช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์เกิดขึ้นได้แม้ในขณะที่ผู้ขับขี่ไม่ได้ปั่นบันได โดย AI จะคำนวณจังหวะที่เหมาะสมในการเปลี่ยนเกียร์เพื่อรักษาความเร็วและรอบขาให้คงที่มากที่สุด สิ่งนี้มีประโยชน์อย่างยิ่งในการขับขี่บนเส้นทางวิบาก (e-MTB) ที่ต้องการความต่อเนื่องของกำลัง การบูรณาการระบบในระดับลึกนี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการส่งกำลัง ลดการสึกหรอของโซ่และเฟือง และสร้างประสบการณ์การขับขี่ที่ราบรื่นไร้ที่ติ
อนาคตของแบตเตอรี่: Solid-State และการชาร์จเร็ว
ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมคาดการณ์ว่า AI จะเป็นตัวเร่งให้เกิดการพัฒนาแบตเตอรี่เจเนอเรชันถัดไป นั่นคือ แบตเตอรี่แบบ Solid-state ซึ่งมีความปลอดภัยสูงกว่าแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนที่ใช้ในปัจจุบัน เนื่องจากใช้อิเล็กโทรไลต์ที่เป็นของแข็งแทนของเหลว ทำให้ลดความเสี่ยงจากการรั่วไหลและการติดไฟได้อย่างมาก
แบตเตอรี่ Solid-state ยังมีข้อดีในด้านความหนาแน่นของพลังงานที่สูงกว่า ทำให้น้ำหนักเบาลงและมีขนาดเล็กลงในขณะที่ยังคงให้ระยะทางที่ไกลเท่าเดิมหรือมากกว่า นอกจากนี้ เทคโนโลยีการชาร์จเร็ว (Fast Charging) ก็จะถูกพัฒนาควบคู่กันไป โดยมี AI คอยควบคุมกระบวนการชาร์จเพื่อป้องกันความเสียหายต่อเซลล์แบตเตอรี่และยืดอายุการใช้งานให้ยาวนานที่สุด การมาถึงของแบตเตอรี่ประเภทนี้จะช่วยขจัดข้อจำกัดด้านระยะทางและความปลอดภัย ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญในการใช้งาน E-Bike ในปัจจุบัน
ภาพรวมแนวโน้มและผลกระทบต่อตลาด E-Bike
การมาถึงของเทคโนโลยี AI และระบบความปลอดภัยอัจฉริยะไม่เพียงแต่จะเปลี่ยนแปลงตัวผลิตภัณฑ์ แต่ยังส่งผลกระทบต่อภาพรวมของตลาดจักรยานไฟฟ้าอย่างมีนัยสำคัญ แนวโน้มเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตและความคาดหวังของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป
| ด้าน | รายละเอียดหลัก | ผลกระทบต่อ AI และความปลอดภัย |
|---|---|---|
| แบตเตอรี่ | ความจุสูงขึ้น (1000Wh+), เทคโนโลยี Solid-state, ระบบชาร์จเร็ว, และ BMS ที่ควบคุมด้วย AI | ลดความเสี่ยงการระเบิดหรือไฟไหม้, เพิ่มระยะทางขับขี่เกิน 160 กิโลเมตร (100+ ไมล์), และยืดอายุการใช้งาน |
| การเชื่อมต่อ | แอปพลิเคชัน, GPS ในตัว, การเก็บข้อมูลการขับขี่, และระบบป้องกันการโจรกรรม | AI สามารถวิเคราะห์ข้อมูลการขับขี่เพื่อแจ้งเตือนความเสี่ยงหรือแนะนำเส้นทางที่ปลอดภัยกว่า |
| ดีไซน์ | การรวมระบบต่างๆ เข้าด้วยกัน (เช่น Hub gears, Cockpit แบบใหม่), และการใช้วัสดุที่มีน้ำหนักเบา | การออกแบบที่เรียบง่ายและสะอาดตาช่วยให้ติดตั้งเซ็นเซอร์ AI ได้อย่างกลมกลืนโดยไม่รบกวนการขับขี่ |
| ตลาด | คาดการณ์การเติบโตเฉลี่ยปีละ 8-10% (CAGR) โดยเน้นตลาดจักรยานขนส่ง (Cargo) และจักรยานสำหรับเดินทาง (Commuter) ที่มีฟีเจอร์อัจฉริยะ | ฟีเจอร์ด้านความปลอดภัยขั้นสูงเป็นปัจจัยสำคัญที่ดึงดูดผู้ใช้งานในตลาดหลักอย่างยุโรปและสหรัฐอเมริกา |
จากข้อมูลจะเห็นได้ว่าตลาด E-Bike กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักคือความต้องการยานพาหนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและมีประสิทธิภาพสูง โดยเฉพาะในกลุ่มจักรยานสำหรับเดินทางในเมือง (Commuter) และจักรยานสำหรับขนส่ง (Cargo Bike) ซึ่งการเพิ่มฟีเจอร์อัจฉริยะและระบบความปลอดภัยเข้าไป จะเป็นจุดขายสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจเลือกใช้ E-Bike แทนยานพาหนะประเภทอื่น ตลาดในภูมิภาคยุโรปและสหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำในการยอมรับเทคโนโลยีเหล่านี้ ซึ่งคาดว่าจะส่งผลให้แบรนด์ต่างๆ ทั่วโลกต้องปรับตัวตามในไม่ช้า อย่างไรก็ตาม ข้อมูลสำหรับตลาดในประเทศไทยหรือภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อาจยังไม่ชัดเจนนัก แต่แนวโน้มระดับโลกมักจะส่งผลกระทบในวงกว้างในเวลาต่อมา
สรุปอนาคตของ E-Bike
การ เจาะเทรนด์ E-Bike 2026: AI และระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในอุตสาหกรรมจักรยานไฟฟ้า จากยานพาหนะที่ใช้พลังงานไฟฟ้าช่วยผ่อนแรง สู่การเป็น “สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าอัจฉริยะ” บนแพลตฟอร์มจักรยาน การผสาน AI เข้ากับระบบต่างๆ ทำให้ E-Bike สามารถเรียนรู้ ปรับตัว และตอบสนองต่อผู้ขับขี่และสภาพแวดล้อมได้อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ในขณะเดียวกัน ระบบความปลอดภัยขั้นสูงที่ใช้เซ็นเซอร์และเรดาร์ก็ช่วยลดความเสี่ยงและสร้างความมั่นใจในการเดินทางบนท้องถนนที่ซับซ้อน
เทคโนโลยีเหล่านี้ไม่เพียงแต่จะยกระดับประสบการณ์การขับขี่ แต่ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่จะผลักดันให้ E-Bike กลายเป็นตัวเลือกหลักสำหรับการเดินทางในอนาคตที่ยั่งยืนและปลอดภัยสำหรับทุกคน การพัฒนาที่เกิดขึ้นนี้เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า จักรยานไฟฟ้าแห่งอนาคตจะไม่ได้มีดีแค่เรื่องการประหยัดพลังงาน แต่จะมาพร้อมกับความฉลาดและความปลอดภัยที่เป็นมาตรฐานใหม่ของวงการ
ช่องทางการติดต่อและสั่งซื้อ
สำหรับผู้ที่สนใจในเทคโนโลยีจักรยานไฟฟ้าและต้องการสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่า สามารถค้นหาจักรยานไฟฟ้า E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าหลากหลายรุ่นที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการได้ที่ GIANT Shopping Mall ศูนย์รวมจักรยานไฟฟ้าครบวงจร
สามารถ ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม หรือติดตามข่าวสารได้ผ่านช่องทาง:
- Facebook: FACEBOOK PAGE
- Line: LINE
ที่ตั้งร้าน: 44 หมู่ 14 ตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น 40000
เวลาทำการ: เปิดทุกวัน จันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
เบอร์โทรศัพท์: 061-962-2878
