E-Bike vs สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า เลือกคันไหนดีที่ใช่สำหรับคุณ?
- ภาพรวมของการตัดสินใจ
- บทนำ: ทำไมพาหนะไฟฟ้าสองล้อจึงกลายเป็นตัวเลือกสำคัญ
-
เจาะลึกการเปรียบเทียบ E-Bike vs สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ใน 7 มิติ
- 1. ระยะทางและการใช้งาน (Range and Usage)
- 2. ความสบายในการขับขี่และเสถียรภาพ (Comfort and Stability)
- 3. ความเร็วและประสิทธิภาพ (Speed and Performance)
- 4. การพกพาและการจัดเก็บ (Portability and Storage)
- 5. การบำรุงรักษาและความทนทาน (Maintenance and Durability)
- 6. ค่าใช้จ่ายเริ่มต้นและความคุ้มค่าระยะยาว (Initial Cost and Long-term Value)
- 7. ความปลอดภัยและข้อควรระวัง (Safety and Precautions)
- ตารางเปรียบเทียบ E-Bike และ สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า แบบสรุป
- สรุป: ใครเหมาะกับอะไร?
- เช็คลิสต์สุดท้ายก่อนตัดสินใจซื้อ
- เลือกซื้อพาหนะไฟฟ้าที่ตอบโจทย์
การตัดสินใจระหว่าง E-Bike vs สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า เลือกคันไหนดีที่ใช่สำหรับคุณ? ถือเป็นโจทย์สำคัญสำหรับผู้ที่กำลังมองหาพาหนะไฟฟ้าสองล้อส่วนบุคคลในยุคปัจจุบัน ทั้งสองประเภทเป็นโซลูชันการเดินทางที่ทันสมัย ประหยัดพลังงาน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่ก็มีคุณสมบัติ ข้อดี และข้อจำกัดที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน การทำความเข้าใจความแตกต่างเหล่านี้จะช่วยให้สามารถเลือกยานพาหนะที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ รูปแบบการเดินทาง และงบประมาณได้อย่างเหมาะสมที่สุด
ภาพรวมของการตัดสินใจ
- จักรยานไฟฟ้า (E-Bike): เหมาะสำหรับการเดินทางที่ต้องการความสบาย ระยะทางไกล สามารถใช้งานบนพื้นผิวที่หลากหลาย และยังคงความสามารถในการปั่นออกกำลังกายหรือเดินทางต่อได้แม้แบตเตอรี่จะหมด
- สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า: โดดเด่นด้านความคล่องตัวสูง การพกพาที่สะดวกสบาย เหมาะสำหรับการเดินทางระยะสั้นในเมือง หรือการเดินทางเชื่อมต่อกับระบบขนส่งสาธารณะ (last-mile) และมีราคาเริ่มต้นที่เข้าถึงง่ายกว่า
- ปัจจัยหลักในการเลือก: การตัดสินใจควรพิจารณาจากระยะทางที่ใช้งานเป็นประจำ, ลักษณะของเส้นทาง, ความจำเป็นในการพกพา, พื้นที่จัดเก็บ, งบประมาณ และที่สำคัญคือข้อบังคับทางกฎหมายในพื้นที่
- ความปลอดภัย: ไม่ว่าจะเลือกประเภทใด การสวมใส่อุปกรณ์ป้องกัน เช่น หมวกกันน็อค เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุ
บทนำ: ทำไมพาหนะไฟฟ้าสองล้อจึงกลายเป็นตัวเลือกสำคัญ
ในสภาวะที่การจราจรในเมืองมีความหนาแน่นและราคาพลังงานมีความผันผวนสูง พาหนะไฟฟ้าสองล้ออย่างจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าได้กลายเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้คนหลากหลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษาที่ต้องการความคล่องตัวในการเดินทางระหว่างหอพักและสถานศึกษา, พนักงานออฟฟิศที่มองหาวิธีหลีกเลี่ยงรถติดและลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง หรือแม้แต่ผู้สูงอายุที่ต้องการยานพาหนะที่ใช้งานง่ายสำหรับการเดินทางใกล้ๆ ความนิยมนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะกระแสความยั่งยืน แต่ยังมาจากประโยชน์ที่จับต้องได้จริง ทั้งในด้านความประหยัด ความสะดวก และการเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมในเมืองใหญ่ บทความนี้จะเปรียบเทียบคุณสมบัติของพาหนะทั้งสองชนิดอย่างละเอียด เพื่อเป็นแนวทางในการค้นหาคำตอบว่าระหว่าง E-Bike vs สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ตัวเลือกใดคือคำตอบที่ใช่สำหรับรูปแบบการใช้ชีวิตของคุณ
เจาะลึกการเปรียบเทียบ E-Bike vs สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ใน 7 มิติ
เพื่อการตัดสินใจที่รอบด้าน การเปรียบเทียบคุณสมบัติในแต่ละมิติจะช่วยให้เห็นภาพความแตกต่างและข้อได้เปรียบของยานพาหนะแต่ละประเภทได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
1. ระยะทางและการใช้งาน (Range and Usage)
จักรยานไฟฟ้า (E-Bike): โดยทั่วไปแล้ว E-Bike มีระยะทางวิ่งต่อการชาร์จหนึ่งครั้งที่ไกลกว่าสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าอย่างเห็นได้ชัด สาเหตุหลักมาจากแบตเตอรี่ที่มีขนาดใหญ่กว่าและระบบช่วยปั่น (Pedal Assist) ที่ผู้ขับขี่สามารถออกแรงปั่นร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าได้ ซึ่งช่วยลดการใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ E-Bike รุ่นมาตรฐานสามารถวิ่งได้ระยะทางประมาณ 32–96 กิโลเมตร (20–60 ไมล์) และบางรุ่นที่มีประสิทธิภาพสูงอาจทำระยะทางได้ไกลกว่านั้น ทำให้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเดินทางระยะไกล การเดินทางข้ามเมือง หรือใช้เป็นยานพาหนะหลักในชีวิตประจำวัน
สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า: ถูกออกแบบมาโดยเน้นการเดินทางระยะสั้นถึงปานกลางเป็นหลัก ระยะทางเฉลี่ยต่อการชาร์จสำหรับรุ่นทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ 16–48 กิโลเมตร (10–30 ไมล์) แม้ว่าจะมีรุ่นพรีเมียมที่สามารถทำระยะทางได้ไกลขึ้น แต่ก็ต้องแลกมากับราคาที่สูงขึ้นและน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น ด้วยเหตุนี้ สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าจึงเป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับการเดินทางในช่วงสุดท้าย (last-mile commute) เช่น จากบ้านไปยังสถานีรถไฟฟ้า หรือจากสถานีรถไฟฟ้าไปยังที่ทำงาน
2. ความสบายในการขับขี่และเสถียรภาพ (Comfort and Stability)
จักรยานไฟฟ้า (E-Bike): ให้ความสบายในการขับขี่ที่เหนือกว่าอย่างชัดเจน ด้วยโครงสร้างแบบจักรยาน ผู้ขับขี่จะอยู่ในท่านั่งที่เป็นธรรมชาติ มีเบาะรองรับน้ำหนัก ทำให้สามารถเดินทางไกลได้โดยไม่เมื่อยล้า นอกจากนี้ ล้อที่มีขนาดใหญ่กว่าและมักมาพร้อมกับระบบกันสะเทือน ช่วยซับแรงกระแทกจากพื้นผิวที่ไม่เรียบได้ดี ไม่ว่าจะเป็นถนนขรุขระ, ทางลูกรัง หรือการข้ามคอสะพาน ทำให้ E-Bike มีความเสถียรภาพสูงและควบคุมได้ง่ายกว่าในสภาพถนนที่หลากหลาย
สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า: ผู้ใช้งานส่วนใหญ่จะอยู่ในท่ายืน ซึ่งอาจทำให้เกิดความเมื่อยล้าได้หากต้องเดินทางเป็นระยะเวลานาน ล้อที่มีขนาดเล็กทำให้มีความไวต่อสภาพพื้นผิวถนนสูง การขับขี่ผ่านหลุมบ่อ, รอยแตก หรือพื้นผิวที่ไม่เรียบอาจทำให้เสียการทรงตัวได้ง่ายกว่า แม้ว่าสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ๆ จะมีการติดตั้งระบบกันสะเทือนเพื่อช่วยลดแรงกระแทก แต่โดยรวมแล้วก็ยังเหมาะกับพื้นผิวที่เรียบในเขตเมืองมากกว่า
3. ความเร็วและประสิทธิภาพ (Speed and Performance)
จักรยานไฟฟ้า (E-Bike): รุ่นที่ออกแบบมาสำหรับการเดินทางในเมือง (Commuter) โดยทั่วไปสามารถทำความเร็วได้ประมาณ 32–45 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (20–28 mph) ซึ่งเป็นความเร็วที่เพียงพอและปลอดภัยสำหรับการใช้งานบนเลนจักรยานหรือบนท้องถนน อย่างไรก็ตาม ความเร็วสูงสุดมักถูกจำกัดตามข้อบังคับทางกฎหมายในแต่ละพื้นที่
สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า: รุ่นมาตรฐานส่วนใหญ่มีความเร็วสูงสุดอยู่ที่ประมาณ 24–32 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (15–20 mph) ซึ่งเหมาะสำหรับการเคลื่อนที่อย่างคล่องตัวในเมือง แต่ก็มีสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้ารุ่นสมรรถนะสูงที่สามารถทำความเร็วได้มากกว่านี้ แต่การใช้งานด้วยความเร็วสูงบนสกู๊ตเตอร์ที่มีล้อขนาดเล็กอาจเพิ่มความเสี่ยงและอาจไม่สอดคล้องกับกฎหมายจราจรในหลายพื้นที่
4. การพกพาและการจัดเก็บ (Portability and Storage)
จักรยานไฟฟ้า (E-Bike): มีขนาดใหญ่และน้ำหนักมากกว่าสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้การยกขึ้นบันได, การนำขึ้นรถโดยสารสาธารณะ หรือการจัดเก็บในพื้นที่จำกัด เช่น อพาร์ตเมนต์หรือคอนโดมิเนียม เป็นเรื่องที่ท้าทาย แม้จะมี E-Bike รุ่นพับได้วางจำหน่าย แต่ก็ยังมีน้ำหนักค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า
สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า: นี่คือจุดแข็งที่สุดของสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ด้วยน้ำหนักที่เบากว่าและกลไกการพับที่ใช้งานง่าย ทำให้สามารถพกพาไปได้ทุกที่ ไม่ว่าจะหิ้วขึ้นรถไฟฟ้า, เก็บไว้ใต้โต๊ะทำงาน หรือวางไว้ในท้ายรถยนต์ได้อย่างสะดวกสบาย คุณสมบัตินี้ทำให้สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าเป็นตัวเลือกที่สมบูรณ์แบบสำหรับผู้ที่ต้องการความยืดหยุ่นในการเดินทางและมีข้อจำกัดด้านพื้นที่จัดเก็บ
5. การบำรุงรักษาและความทนทาน (Maintenance and Durability)
จักรยานไฟฟ้า (E-Bike): เนื่องจากมีโครงสร้างพื้นฐานมาจากจักรยาน จึงมีชิ้นส่วนกลไกที่ซับซ้อนกว่า เช่น โซ่, ชุดเกียร์, ระบบเบรก และซี่ลวด ซึ่งอาจต้องการการบำรุงรักษาหรือการปรับตั้งตามระยะเวลาการใช้งาน อย่างไรก็ตาม ข้อดีคือชิ้นส่วนเหล่านี้เป็นมาตรฐานสากลและสามารถหาซื้อหรือซ่อมแซมได้ง่ายตามร้านจักรยานทั่วไป
สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า: มีโครงสร้างที่เรียบง่ายกว่าและมีชิ้นส่วนเคลื่อนไหวน้อยกว่า ทำให้โดยทั่วไปแล้วมีค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาต่ำกว่า การดูแลส่วนใหญ่มักจะเกี่ยวข้องกับการตรวจสอบลมยาง, ระบบเบรก และการดูแลรักษาแบตเตอรี่และมอเตอร์ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของตัวรถ
6. ค่าใช้จ่ายเริ่มต้นและความคุ้มค่าระยะยาว (Initial Cost and Long-term Value)
จักรยานไฟฟ้า (E-Bike): มีราคาเริ่มต้นที่สูงกว่า โดย E-Bike คุณภาพดีมักมีราคาเริ่มต้นที่ประมาณ 25,000 บาทขึ้นไป ($800+) แม้จะมีต้นทุนเริ่มต้นที่สูงกว่า แต่ด้วยความสามารถที่หลากหลายกว่า ทั้งการเดินทางไกล, การบรรทุกของ และการใช้งานบนสภาพถนนที่หลากหลาย อาจทำให้มีความคุ้มค่าในระยะยาวมากกว่าสำหรับผู้ที่ต้องการใช้งานเป็นประจำ
สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า: มีราคาเริ่มต้นที่เข้าถึงง่ายกว่าอย่างชัดเจน โดยรุ่นเริ่มต้นอาจมีราคาต่ำกว่า 15,000 บาท ($400–$1,500) ทำให้เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่มีงบประมาณจำกัด หรือผู้ที่ต้องการพาหนะไฟฟ้าสำหรับใช้งานในโอกาสเฉพาะ ไม่ได้ใช้เป็นพาหนะหลัก
7. ความปลอดภัยและข้อควรระวัง (Safety and Precautions)
จักรยานไฟฟ้า (E-Bike): ด้วยล้อที่มีขนาดใหญ่กว่า, จุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำกว่าจากการนั่งขับ และโครงสร้างที่แข็งแรง ทำให้ E-Bike มีเสถียรภาพในการขับขี่สูงกว่า ซึ่งแปลว่ามีความปลอดภัยมากกว่าเมื่อต้องเผชิญกับสภาพถนนที่ไม่คาดคิด เช่น หลุมบ่อหรือพื้นผิวที่ลื่น
สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า: ต้องการความระมัดระวังในการขับขี่สูงกว่า เนื่องจากล้อขนาดเล็กมีความเสี่ยงที่จะเสียการควบคุมได้ง่ายเมื่อเจอกับอุปสรรคบนท้องถนน ผู้ขับขี่จำเป็นต้องมีสมาธิและตื่นตัวต่อสภาพแวดล้อมรอบข้างตลอดเวลา การสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันอย่างหมวกกันน็อค, สนับศอกและเข่า จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง
ตารางเปรียบเทียบ E-Bike และ สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า แบบสรุป
| คุณสมบัติ | จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) | สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า |
|---|---|---|
| ระยะทาง | ไกลกว่า (32-96 กม.) | สั้นกว่า (16-48 กม.) |
| ความสบาย | สูงมาก (ท่านั่ง, เบาะ, ล้อใหญ่) | ปานกลาง (ส่วนใหญ่ยืน, ล้อเล็ก) |
| เสถียรภาพ | สูง (เหมาะกับทุกสภาพถนน) | ต่ำกว่า (เหมาะกับทางเรียบ) |
| การพกพา | ยาก (ใหญ่และหนัก) | ง่ายมาก (เบาและพับได้) |
| ค่าใช้จ่ายเริ่มต้น | สูงกว่า | ต่ำกว่า |
| การบำรุงรักษา | ซับซ้อนกว่า (มีเกียร์, โซ่) | เรียบง่ายกว่า (ชิ้นส่วนน้อย) |
| การใช้งานที่เหมาะสม | เดินทางไกล, บรรทุกของ, ทางหลากหลาย | เดินทางสั้นในเมือง, เชื่อมต่อขนส่งสาธารณะ |
สรุป: ใครเหมาะกับอะไร?
หลังจากการเปรียบเทียบในทุกมิติ สามารถสรุปได้ว่าไม่มีคำตอบที่ตายตัวว่าพาหนะชนิดใดดีกว่ากัน แต่มีคำตอบว่าพาหนะชนิดใด “เหมาะสม” กับใครมากกว่ากัน
จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) เหมาะสำหรับ:
- ผู้ที่เดินทางไกลเป็นประจำ: หากระยะทางไปกลับที่ทำงานหรือสถานศึกษาของคุณรวมกันเกิน 15-20 กิโลเมตรต่อวัน E-Bike จะเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมกว่า
- ผู้ที่ต้องเผชิญกับเส้นทางหลากหลาย: หากเส้นทางของคุณมีทั้งเนินชัน, ถนนขรุขระ หรือทางลูกรัง ความเสถียรและพละกำลังของ E-Bike จะช่วยให้การเดินทางราบรื่นและปลอดภัย
- ผู้ที่ต้องการบรรทุกสัมภาระ: E-Bike ส่วนใหญ่สามารถติดตั้งตะแกรงหน้าหรือหลังเพื่อบรรทุกของได้ง่ายกว่า เช่น กระเป๋าคอมพิวเตอร์ หรือของที่ซื้อจากซูเปอร์มาร์เก็ต
- ผู้ที่ต้องการทางเลือกในการออกกำลังกาย: คุณสามารถเลือกที่จะไม่ใช้ระบบไฟฟ้าและปั่นเหมือนจักรยานปกติได้ทุกเมื่อที่ต้องการ
สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า เหมาะสำหรับ:
- ผู้ที่เดินทางระยะสั้นในเมือง: หากการใช้งานหลักคือการเดินทางในรัศมี 5-10 กิโลเมตร สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าจะมอบความคล่องตัวสูงสุด
- ผู้ที่ต้องเดินทางเชื่อมต่อกับระบบขนส่งสาธารณะ: ความสามารถในการพับเก็บและพกพาได้ง่าย ทำให้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเดินทางจากบ้านไปสถานีรถไฟฟ้า และจากสถานีต่อไปยังจุดหมายปลายทาง
- ผู้ที่อาศัยในคอนโดหรือมีพื้นที่จำกัด: ขนาดที่กะทัดรัดหลังพับเก็บ ทำให้สามารถจัดเก็บในห้องพักหรือระเบียงได้อย่างไม่เปลืองพื้นที่
- ผู้ที่มีงบประมาณเริ่มต้นจำกัด: ด้วยราคาที่เข้าถึงง่ายกว่า ทำให้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการเข้าสู่โลกของพาหนะไฟฟ้า
เช็คลิสต์สุดท้ายก่อนตัดสินใจซื้อ
ข้อกำหนดทางกฎหมายและความปลอดภัยในการใช้งานจริงในประเทศไทยอาจแตกต่างจากข้อมูลอ้างอิงทั่วไป ควรตรวจสอบข้อบังคับท้องถิ่นอย่างละเอียดก่อนตัดสินใจซื้อหรือใช้งานบนท้องถนน
ก่อนจะตัดสินใจขั้นสุดท้าย ลองตอบคำถามเหล่านี้เพื่อยืนยันว่าคุณกำลังเลือกสิ่งที่ใช่สำหรับตัวเอง:
- ระยะทาง: โดยเฉลี่ยแล้ว คุณเดินทางวันละกี่กิโลเมตร?
- เส้นทาง: ถนนที่คุณใช้เป็นประจำเรียบหรือไม่? มีเนินชันหรือทางขรุขระมากน้อยเพียงใด?
- การพกพา: คุณจำเป็นต้องยกยานพาหนะขึ้นบันไดหรือนำขึ้นรถไฟฟ้าบ่อยครั้งหรือไม่?
- การจัดเก็บ: คุณมีพื้นที่เพียงพอสำหรับจัดเก็บยานพาหนะขนาดใหญ่หรือไม่?
- งบประมาณ: คุณตั้งงบประมาณไว้เท่าไหร่ ทั้งสำหรับค่าตัวรถและค่าบำรุงรักษาในอนาคต?
- กฎหมาย: คุณได้ตรวจสอบกฎหมายจราจรที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ของคุณแล้วหรือยัง เช่น การจำกัดความเร็ว, การจดทะเบียน, หรือการทำประกัน?
- สมรรถนะ: น้ำหนักของคุณรวมกับสัมภาระ เหมาะสมกับกำลังมอเตอร์ของรุ่นที่สนใจหรือไม่ โดยเฉพาะความสามารถในการขึ้นเนิน
- บริการหลังการขาย: แบรนด์หรือร้านค้าที่คุณสนใจ มีบริการหลังการขายและการรับประกันที่น่าเชื่อถือหรือไม่? หาอะไหล่ได้ง่ายหรือไม่?
เลือกซื้อพาหนะไฟฟ้าที่ตอบโจทย์
ท้ายที่สุดแล้ว การเลือกระหว่าง E-Bike และ สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า คือการเลือกเครื่องมือที่เหมาะสมกับโจทย์การใช้ชีวิตของคุณ ไม่มีตัวเลือกใดที่สมบูรณ์แบบสำหรับทุกคน แต่มีตัวเลือกที่สมบูรณ์แบบสำหรับ “คุณ” การพิจารณาข้อมูลอย่างรอบด้านจะนำไปสู่การตัดสินใจที่คุ้มค่าและมอบประสบการณ์การเดินทางที่ดีเยี่ยมในระยะยาว
สำหรับผู้ที่สนใจและต้องการคำแนะนำเพิ่มเติม หรือต้องการสัมผัสประสบการณ์จริงของจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าหลากหลายรุ่น ที่ GIANT Shopping Mall มีผู้เชี่ยวชาญพร้อมให้คำปรึกษาและจำหน่ายจักรยานไฟฟ้าทุกประเภท, สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า, และ E-bike ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการในการเดินทางของคุณ
สามารถเข้ามาเยี่ยมชมและทดลองขับขี่ได้ที่ร้าน หรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่:
- FACEBOOK PAGE: https://www.facebook.com/giantshoppingmall
- LINE: @giantshoppingmall
- ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม: คลิกที่นี่
เวลาทำการ: ทุกวัน จันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
โทรศัพท์: 061-962-2878
ที่ตั้ง: 44 หมู่ 14 ตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น 40000
