E-Bike vs สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า: เลือกคันไหนที่ใช่สำหรับคุณ?
ในยุคที่การเดินทางในเมืองมีความท้าทายมากขึ้น ทั้งจากปัญหารถติดและค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่สูงขึ้น พาหนะไฟฟ้าส่วนบุคคลได้กลายเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ การเปรียบเทียบระหว่าง E-Bike vs สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า จึงเป็นหัวข้อสำคัญสำหรับผู้ที่กำลังมองหาโซลูชันการเดินทางที่คล่องตัวและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งสองประเภทมีข้อดีที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน การทำความเข้าใจความแตกต่างเหล่านี้จะช่วยให้สามารถเลือกยานพาหนะที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และความต้องการใช้งานได้อย่างแท้จริง
สรุปประเด็นสำคัญ
- จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเดินทางในระยะทางที่ไกลกว่า, เส้นทางมีความลาดชัน, ต้องการออกกำลังกายไปพร้อมกัน และให้ความสำคัญกับความมั่นคงในการขับขี่บนสภาพถนนที่หลากหลาย
- สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ตอบโจทย์การเดินทางระยะสั้นในเมือง, เน้นความสะดวกในการพกพาและจัดเก็บ, มีความคล่องตัวสูงในพื้นที่จำกัด และใช้งานง่ายโดยไม่ต้องออกแรงปั่น
- การตัดสินใจขึ้นอยู่กับปัจจัยหลัก ได้แก่ ระยะทางการใช้งานประจำวัน, สภาพเส้นทาง, ความจำเป็นในการพกพา, งบประมาณ และความต้องการด้านการออกกำลังกาย
- ผู้ใช้งานควรศึกษาข้อบังคับทางกฎหมายในประเทศไทยที่เกี่ยวข้องกับยานพาหนะไฟฟ้าแต่ละประเภทก่อนตัดสินใจซื้อ เพื่อให้สามารถใช้งานได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย
- ทั้ง E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าต่างเป็นทางเลือกที่ช่วยลดการพึ่งพารถยนต์ส่วนบุคคล ลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และมีส่วนช่วยลดมลพิษในเมือง
ทำไมการเลือกระหว่าง E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าจึงสำคัญ
การตัดสินใจเลือกระหว่าง E-Bike vs สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ไม่ใช่แค่เรื่องของสไตล์ แต่เป็นเรื่องของการลงทุนในพาหนะที่จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน การเลือกที่เหมาะสมจะส่งผลโดยตรงต่อความสะดวกสบาย, ประสิทธิภาพ, และค่าใช้จ่ายในการเดินทาง สำหรับคนเมือง, นักศึกษา, หรือพนักงานออฟฟิศที่ต้องเดินทางในระยะทางไม่ไกลนัก ยานพาหนะไฟฟ้าส่วนบุคคลสามารถเปลี่ยนการเดินทางที่น่าเบื่อให้กลายเป็นเรื่องง่ายและสนุกสนานได้
ความสำคัญของการเลือกให้ถูกต้องนั้นอยู่ที่การทำความเข้าใจความต้องการของตนเองอย่างลึกซึ้ง หากเลือกพาหนะที่ไม่สอดคล้องกับการใช้งานจริง อาจนำไปสู่ปัญหาต่างๆ เช่น ระยะทางไม่เพียงพอต่อการใช้งาน, ความยากลำบากในการจัดเก็บ, หรือประสบการณ์การขับขี่ที่ไม่ปลอดภัยบนเส้นทางประจำ ดังนั้น การวิเคราะห์ข้อดีข้อเสียของยานพาหนะทั้งสองประเภทอย่างละเอียดจึงเป็นขั้นตอนที่ไม่ควรมองข้าม เพื่อให้มั่นใจได้ว่าพาหนะไฟฟ้าคันใหม่จะสามารถตอบโจทย์และยกระดับคุณภาพชีวิตได้อย่างแท้จริง
เปรียบเทียบหมัดต่อหมัด: E-Bike vs สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า
เพื่อการตัดสินใจที่ชัดเจนขึ้น การเปรียบเทียบคุณสมบัติในด้านต่างๆ ของยานพาหนะทั้งสองประเภทเป็นสิ่งจำเป็น ตั้งแต่รูปแบบการขับขี่ไปจนถึงค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา
การขับเคลื่อนและประสบการณ์การขับขี่: ปั่นเพลินหรือยืนชิล?
ความแตกต่างพื้นฐานที่สุดระหว่างยานพาหนะทั้งสองชนิดนี้คือวิธีการขับเคลื่อนและประสบการณ์ที่ผู้ขับขี่จะได้รับ
จักรยานไฟฟ้า (E-Bike): ทำงานด้วยระบบช่วยปั่น (Pedal-Assist) เป็นหลัก หมายความว่ามอเตอร์ไฟฟ้าจะทำงานเพื่อเสริมแรงในขณะที่ผู้ขี่ยังคงต้องออกแรงปั่นอยู่ ประสบการณ์ที่ได้จึงใกล้เคียงกับการขี่จักรยานทั่วไป แต่เหนื่อยน้อยลงอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อต้องขี่ขึ้นเนินหรือทวนลม ผู้ใช้ยังคงได้ประโยชน์จากการออกกำลังกาย แต่สามารถเดินทางได้ไกลและเร็วกว่าเดิม E-Bike จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการขี่จักรยานแต่ต้องการความสะดวกสบายเพิ่มเติม
สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า: ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 100% ผู้ใช้เพียงแค่ยืนบนแป้น (หรือนั่งบนเบาะในบางรุ่น) และใช้คันเร่งเพื่อควบคุมความเร็ว ไม่จำเป็นต้องออกแรงใดๆ ทำให้การเดินทางเป็นไปอย่างสะดวกสบายและง่ายดาย เหมาะสำหรับการเดินทางระยะสั้นที่ต้องการความรวดเร็วและไม่ต้องการให้มีเหงื่อออก การควบคุมที่ง่ายดายทำให้สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าเป็นที่นิยมสำหรับการเดินทางเชื่อมต่อกับระบบขนส่งสาธารณะ
กำลังและความเร็ว: ใครแรงกว่ากัน?
กำลังมอเตอร์และความเร็วสูงสุดเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการใช้งาน
จักรยานไฟฟ้า (E-Bike): โดยทั่วไปมีกำลังมอเตอร์อยู่ที่ประมาณ 250W ถึง 750W ความเร็วสูงสุดมักถูกจำกัดตามกฎหมายของแต่ละพื้นที่ ซึ่งโดยทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ 25–45 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ความเร็วที่แท้จริงยังขึ้นอยู่กับแรงปั่นของผู้ขี่ด้วย เนื่องจากเป็นระบบช่วยปั่น การมีมอเตอร์กำลังสูงจะช่วยให้การขึ้นทางชันทำได้ง่ายขึ้นอย่างมาก
สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า: มีความหลากหลายของกำลังมอเตอร์สูงมาก ตั้งแต่รุ่นเริ่มต้นที่ประมาณ 250W ไปจนถึงรุ่นประสิทธิภาพสูงที่มีกำลังมากกว่า 1000W ความเร็วสูงสุดจึงแตกต่างกันไปในแต่ละรุ่น ตั้งแต่ 25 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ไปจนถึง 50-60 กิโลเมตรต่อชั่วโมงหรือมากกว่าในรุ่นท็อป อย่างไรก็ตาม ความเร็วที่สูงขึ้นก็มาพร้อมกับความเสี่ยงและข้อกำหนดทางกฎหมายที่ต้องพิจารณา
ระยะทางต่อการชาร์จ: เดินทางไกลแค่ไหน?
ระยะทางที่วิ่งได้ต่อการชาร์จหนึ่งครั้งเป็นตัวแปรสำคัญในการวางแผนการเดินทาง
จักรยานไฟฟ้า (E-Bike): มักจะมีระยะทางที่ไกลกว่า เนื่องจากเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างพลังงานไฟฟ้าและแรงปั่นจากผู้ขี่ ทำให้ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยทั่วไป E-Bike สามารถวิ่งได้ระยะทางประมาณ 32–80 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ซึ่งเพียงพอสำหรับการเดินทางไปทำงานหรือการขี่ท่องเที่ยวในวันหยุด
สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า: โดยทั่วไปมีระยะทางสั้นกว่า อยู่ในช่วงประมาณ 16–48 กิโลเมตรต่อการชาร์จ ขึ้นอยู่กับความจุของแบตเตอรี่และลักษณะการใช้งาน แม้ระยะทางจะสั้นกว่า แต่ก็มักจะเพียงพอสำหรับการใช้งานในเมือง เช่น การเดินทางไปยังสถานีรถไฟฟ้า หรือการเดินทางระยะสั้นๆ ในรัศมีไม่กี่กิโลเมตรจากที่พัก
การพกพาและขนาด: ความคล่องตัวในเมือง
สำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ในคอนโดมิเนียมหรือต้องใช้ระบบขนส่งสาธารณะร่วมด้วย ขนาดและการพกพาเป็นปัจจัยที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ
จักรยานไฟฟ้า (E-Bike): มีขนาดใหญ่และน้ำหนักมากกว่าสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าอย่างเห็นได้ชัด ทำให้การยกขึ้นบันไดหรือการนำเข้าไปเก็บในพื้นที่จำกัดเป็นเรื่องที่ท้าทาย แม้จะมี E-Bike รุ่นพับได้วางจำหน่าย แต่ก็ยังมีน้ำหนักและขนาดที่ใหญ่กว่าสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าแบบพับได้อยู่ดี
สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า: มีความโดดเด่นในด้านนี้อย่างมาก โดยเฉพาะรุ่นที่ออกแบบมาให้พับเก็บได้ สามารถพับให้มีขนาดกะทัดรัดและมีน้ำหนักเบา ทำให้สะดวกต่อการพกพาขึ้นรถไฟฟ้า, รถโดยสารประจำทาง, หรือเก็บไว้ใต้โต๊ะทำงานและในท้ายรถยนต์ได้อย่างง่ายดาย
ความปลอดภัยและเสถียรภาพบนท้องถนน
ความมั่นคงในการขับขี่เป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะบนสภาพถนนที่ไม่สมบูรณ์แบบของเมืองใหญ่
จักรยานไฟฟ้า (E-Bike): มีล้อขนาดใหญ่กว่ามาก ซึ่งให้ความเสถียรที่เหนือกว่าอย่างชัดเจน สามารถขับขี่ผ่านพื้นผิวขรุขระ, หลุมบ่อเล็กๆ, หรือทางที่ไม่เรียบได้อย่างมั่นคงและนุ่มนวลกว่า ท่าทางการนั่งขี่แบบจักรยานยังช่วยให้ควบคุมและทรงตัวได้ดีกว่า โดยเฉพาะในการเข้าโค้งด้วยความเร็ว
สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า: มีล้อขนาดเล็ก ทำให้มีความไวต่อสภาพพื้นผิวถนนที่ไม่เรียบ การขี่ผ่านหลุมหรือรอยแตกบนถนนอาจทำให้เสียการทรงตัวได้ง่ายกว่า ผู้ขี่จึงต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ อย่างไรก็ตาม ในพื้นที่เรียบและมีการจราจรหนาแน่น จุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำและขนาดที่เล็กทำให้สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้ามีความคล่องตัวสูง
ค่าใช้จ่าย: ราคาเริ่มต้นและการบำรุงรักษา
งบประมาณเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจซื้อ ซึ่งต้องพิจารณาทั้งราคาเริ่มต้นและค่าใช้จ่ายในระยะยาว
จักรยานไฟฟ้า (E-Bike): มักมีราคาเริ่มต้นที่สูงกว่าสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าในระดับเดียวกัน ค่าบำรุงรักษาส่วนใหญ่จะคล้ายกับการบำรุงจักรยานทั่วไป เช่น การดูแลระบบเบรก, โซ่, และเฟือง แต่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในส่วนของแบตเตอรี่ ซึ่งเป็นชิ้นส่วนที่มีราคาสูงและมีอายุการใช้งานจำกัด
สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า: รุ่นเริ่มต้นมักมีราคาที่เข้าถึงง่ายกว่า แต่ในรุ่นที่มีประสิทธิภาพสูงก็อาจมีราคาสูงเทียบเท่าหรือมากกว่า E-Bike ได้เช่นกัน การบำรุงรักษามีความซับซ้อนน้อยกว่าในส่วนของกลไก แต่ต้องให้ความสำคัญกับการดูแลรักษายาง, ระบบเบรก, และแบตเตอรี่เช่นเดียวกัน โดยรวมแล้วค่าใช้จ่ายในการชาร์จไฟฟ้าของทั้งสองประเภทถือว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับค่าน้ำมัน
ประโยชน์ด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม
ทั้งสองตัวเลือกต่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่มีผลต่อสุขภาพของผู้ใช้แตกต่างกัน
จักรยานไฟฟ้า (E-Bike): มอบประโยชน์ด้านสุขภาพที่ชัดเจน เพราะผู้ขี่ยังคงต้องออกแรงปั่น เป็นการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอที่ไม่หนักจนเกินไป ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของหัวใจและกล้ามเนื้อ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการผสมผสานการออกกำลังกายเข้าไปในกิจวัตรประจำวัน
สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า: แม้จะไม่ได้มอบประโยชน์ด้านการออกกำลังกายโดยตรง แต่ก็มีส่วนช่วยส่งเสริมสุขภาพจิตจากการลดความเครียดในการเดินทาง และช่วยลดการสัมผัสกับมลพิษเมื่อเทียบกับการขับขี่รถจักรยานยนต์หรือการรอรถโดยสารประจำทางริมถนน
| คุณสมบัติ | จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) | สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า |
|---|---|---|
| รูปแบบการใช้งานหลัก | เดินทางระยะกลางถึงไกล, ออกกำลังกาย, เส้นทางหลากหลาย | เดินทางระยะสั้นในเมือง, เชื่อมต่อขนส่งสาธารณะ, เน้นความสะดวก |
| การออกกำลังกาย | ได้ประโยชน์เต็มที่ (ปรับระดับความช่วยเหลือได้) | ไม่ได้ประโยชน์ด้านการออกกำลังกาย |
| ระยะทางต่อชาร์จ | ยาวกว่า (ประมาณ 32–80 กม.) | สั้นกว่า (ประมาณ 16–48 กม.) |
| การพกพา | ยากกว่า (หนักและใหญ่กว่า) | ง่ายกว่า (เบา, กะทัดรัด, พับได้) |
| ความเสถียรบนทางขรุขระ | สูง (ล้อใหญ่กว่า, ทรงตัวง่ายกว่า) | ต่ำ (ล้อเล็ก, ไวต่อสภาพพื้นผิว) |
| ราคาเริ่มต้น | มักจะสูงกว่า | มักจะเข้าถึงง่ายกว่า |
คู่มือตัดสินใจ: 6 คำถามสำคัญก่อนซื้อรถไฟฟ้าคันใหม่
เพื่อช่วยให้การตัดสินใจง่ายขึ้น ลองตอบคำถาม 6 ข้อนี้ ซึ่งจะชี้ให้เห็นว่ายานพาหนะประเภทใดที่เหมาะสมกับความต้องการของคุณมากที่สุด
- ระยะทางเฉลี่ยต่อวันของคุณคือเท่าไร?
หากคุณเดินทางไป-กลับรวมกันเกิน 15-20 กิโลเมตรต่อวัน จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) ที่มีระยะทำการไกลกว่ามักจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า เพื่อลดความกังวลเรื่องแบตเตอรี่หมดระหว่างทาง แต่หากเป็นการเดินทางสั้นๆ ไม่เกิน 10 กิโลเมตร สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าก็เพียงพอต่อการใช้งาน - สภาพเส้นทางที่คุณใช้เป็นประจำมีเนินชันหรือพื้นผิวไม่เรียบหรือไม่?
สำหรับเส้นทางที่มีเนินชันหรือถนนขรุขระ จักรยานไฟฟ้าจะมอบประสบการณ์การขับขี่ที่สบายและปลอดภัยกว่าอย่างชัดเจน ด้วยล้อที่ใหญ่กว่าและระบบช่วยปั่นที่ทำให้การขึ้นเนินเป็นเรื่องง่าย สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าอาจไม่เหมาะกับสภาพถนนดังกล่าว - คุณจำเป็นต้องพกพาหรือนำยานพาหนะขึ้นระบบขนส่งสาธารณะบ่อยแค่ไหน?
หากไลฟ์สไตล์ของคุณเกี่ยวข้องกับการนำยานพาหนะขึ้นรถไฟฟ้า, เข้าไปในอาคาร หรือเก็บในพื้นที่จำกัด สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าแบบพับได้คือคำตอบที่ชัดเจน เนื่องจากความสะดวกในการพกพาและความกะทัดรัด - คุณต้องการออกกำลังกายในระหว่างการเดินทางหรือไม่?
หากคำตอบคือ “ใช่” จักรยานไฟฟ้าเป็นตัวเลือกเดียวที่ตอบโจทย์นี้ คุณสามารถเพลิดเพลินกับการเดินทางพร้อมๆ กับการดูแลสุขภาพ ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบที่สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าไม่สามารถให้ได้ - งบประมาณสำหรับการซื้อและการบำรุงรักษาของคุณอยู่ที่เท่าไหร่?
เปรียบเทียบราคารุ่นต่างๆ ที่อยู่ในงบประมาณของคุณ สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าอาจมีราคาเริ่มต้นที่ถูกกว่า แต่ E-Bike บางรุ่นก็อาจมีราคาที่ไม่สูงมากนัก อย่าลืมพิจารณาค่าบำรุงรักษาในระยะยาวและค่าเปลี่ยนแบตเตอรี่ในอนาคตด้วย - คุณทราบข้อกฎหมายและข้อจำกัดการใช้งานในพื้นที่ของคุณหรือไม่?
ก่อนตัดสินใจซื้อ ควรตรวจสอบกฎหมายจราจรและข้อบังคับท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องกับยานพาหนะไฟฟ้า ทั้งเรื่องความเร็วที่อนุญาต, การใช้งานบนทางเท้าหรือเลนจักรยาน, และข้อบังคับเรื่องการสวมหมวกนิรภัยหรือการจดทะเบียน (สำหรับบางรุ่นที่มีกำลังสูง)
ข้อควรพิจารณาด้านกฎหมายในประเทศไทย
ประเด็นด้านกฎหมายเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่งและมักถูกมองข้าม ในประเทศไทย การตีความและการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวกับยานพาหนะไฟฟ้าส่วนบุคคลยังมีความไม่ชัดเจนและแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่
โดยทั่วไป จักรยานไฟฟ้าที่มีระบบช่วยปั่นและจำกัดความเร็วไม่เกิน 25 กม./ชม. มักจะถูกจัดอยู่ในประเภทเดียวกับจักรยานและสามารถใช้งานในเลนจักรยานได้ แต่สำหรับสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าหรือ E-Bike ที่มีความเร็วสูงกว่านั้น อาจถูกตีความว่าเป็นรถจักรยานยนต์ ซึ่งต้องมีการจดทะเบียนและปฏิบัติตามกฎจราจรสำหรับรถจักรยานยนต์
ดังนั้น ก่อนการตัดสินใจซื้อจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมการขนส่งทางบก หรือสอบถามจากผู้จำหน่ายที่น่าเชื่อถือ เพื่อให้แน่ใจว่ายานพาหนะที่เลือกสามารถใช้งานบนถนนสาธารณะได้อย่างถูกต้องและหลีกเลี่ยงปัญหาทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
บทสรุปและคำแนะนำในการเลือกซื้อ
โดยสรุปแล้ว การเลือกระหว่าง E-Bike และ สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ไม่มีคำตอบที่ตายตัวว่าสิ่งไหนดีกว่ากันอย่างเด็ดขาด แต่ขึ้นอยู่กับว่า “คันไหนที่ใช่สำหรับคุณ” หากคุณให้ความสำคัญกับการเดินทางระยะไกล, การออกกำลังกาย, และความมั่นคงในการขับขี่บนทุกสภาพถนน จักรยานไฟฟ้า คือตัวเลือกที่เหมาะสม ในทางกลับกัน หากโจทย์ของคุณคือความคล่องตัวสูงสุดสำหรับการเดินทางระยะสั้นในเมือง, ความสะดวกในการพกพาและจัดเก็บ สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า จะตอบโจทย์ได้ดีกว่า
เมื่อคุณได้พิจารณาความต้องการของตนเองอย่างถี่ถ้วนแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการเลือกซื้อจากแหล่งที่เชื่อถือได้ เพื่อให้ได้สินค้าที่มีคุณภาพและการรับประกันที่มั่นใจได้
สำหรับผู้ที่สนใจและกำลังมองหายานพาหนะไฟฟ้าคู่ใจ GIANT Shopping Mall คือศูนย์รวมที่จำหน่ายจักรยานไฟฟ้าทุกประเภท, สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า, และ E-Bike ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการ ด้วยสินค้าที่หลากหลายและทีมงานผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมให้คำปรึกษา เพื่อช่วยให้คุณได้พบกับยานพาหนะที่ใช่ที่สุดสำหรับไลฟ์สไตล์ของคุณ
สามารถเข้ามาชมสินค้าจริงและทดลองขับขี่ หรือ ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม ผ่านช่องทางต่างๆ ได้ที่:
FACEBOOK PAGE: GIANT Shopping Mall
LINE: @giantshoppingmall
โทรศัพท์: 061-962-2878
เวลาทำการ: วันจันทร์ – เสาร์ เวลา 9.00 – 18.00 น.
ที่ตั้งร้าน: 44 หมู่ 14 ตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น 40000
