Regenerative Braking ใน E-Bike คืออะไร ประหยัดแบตจริงไหม
- สรุปประเด็นสำคัญเกี่ยวกับ Regenerative Braking
- ทำความเข้าใจเทคโนโลยี Regenerative Braking
- เจาะลึกหลักการทำงานของ Regenerative Braking
- ประโยชน์ของ Regenerative Braking ในจักรยานไฟฟ้า
- เปรียบเทียบระบบเบรกแบบดั้งเดิมกับ Regenerative Braking
- ข้อจำกัดและปัจจัยที่ควรพิจารณา
- บทสรุป: เทคโนโลยีเพื่ออนาคตของการขับขี่
จักรยานไฟฟ้า หรือ E-Bike ได้กลายเป็นทางเลือกการเดินทางที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ด้วยการผสมผสานระหว่างความสะดวกสบายและการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หนึ่งในนวัตกรรมที่สำคัญซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับ E-Bike คือเทคโนโลยีเบรกที่สามารถชาร์จไฟกลับได้ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “Regenerative Braking” ระบบนี้สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับวิธีการใช้พลังงานของจักรยานไฟฟ้า และเป็นหัวข้อที่ผู้ใช้งานหลายคนให้ความสนใจ
สรุปประเด็นสำคัญเกี่ยวกับ Regenerative Braking
- การกู้คืนพลังงาน: Regenerative Braking คือระบบที่แปลงพลังงานจลน์ (พลังงานจากการเคลื่อนที่) ขณะเบรกหรือชะลอความเร็วให้กลายเป็นพลังงานไฟฟ้า แล้วนำกลับไปเก็บไว้ในแบตเตอรี่
- เพิ่มระยะทาง: เทคโนโลยีนี้ช่วยเพิ่มระยะทางการขับขี่ของ E-Bike ได้จริง โดยเฉพาะในการใช้งานในเมืองที่มีการหยุดและออกตัวบ่อยครั้ง หรือการขับขี่ลงจากทางลาดชัน
- ลดการบำรุงรักษา: ช่วยลดการสึกหรอของผ้าเบรกและจานเบรกได้อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากแรงต้านจากมอเตอร์ช่วยในการชะลอความเร็วเป็นหลัก ทำให้ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาระยะยาว
- ประสิทธิภาพที่แตกต่าง: ประสิทธิภาพในการประหยัดพลังงานของ E-Bike ที่ใช้ระบบนี้จะน้อยกว่าในรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เนื่องจาก E-Bike มีมวลและความเร็วที่ต่ำกว่า ทำให้มีพลังงานจลน์ให้กู้คืนน้อยกว่า
- การขับขี่ที่นุ่มนวล: ระบบนี้ช่วยให้การชะลอความเร็วเป็นไปอย่างนุ่มนวลและควบคุมได้ดีขึ้น เพิ่มความปลอดภัยและความมั่นใจในการขับขี่ โดยเฉพาะในเส้นทางที่ท้าทาย
บทความนี้จะอธิบายอย่างละเอียดว่า Regenerative Braking ใน E-Bike คืออะไร ประหยัดแบตจริงไหม โดยจะเจาะลึกถึงหลักการทำงาน ข้อดี ข้อจำกัด และประสิทธิภาพในการใช้งานจริง เทคโนโลยีนี้ไม่ได้เป็นเพียงกลไกการหยุดรถ แต่เป็นระบบจัดการพลังงานอัจฉริยะที่นำพลังงานที่ควรจะสูญเสียไปโดยเปล่าประโยชน์จากการเบรกแบบเดิม กลับมาใช้ใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยการสั่งให้มอเตอร์ไฟฟ้าทำหน้าที่เป็นเครื่องกำเนิดไฟฟ้าชั่วขณะเพื่อชาร์จไฟกลับเข้าสู่แบตเตอรี่ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการยืดระยะทางและเพิ่มสมรรถนะโดยรวมของจักรยานไฟฟ้าในปัจจุบัน
ทำความเข้าใจเทคโนโลยี Regenerative Braking
เทคโนโลยี Regenerative Braking หรือบางครั้งเรียกว่าระบบ KERS (Kinetic Energy Recovery System) ไม่ใช่เรื่องใหม่ในวงการยานยนต์ โดยถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในรถยนต์ไฮบริดและรถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบมานานแล้ว อย่างไรก็ตาม การนำเทคโนโลยีนี้มาประยุกต์ใช้กับจักรยานไฟฟ้าถือเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถและแก้ไขข้อจำกัดด้านระยะทาง ซึ่งเป็นหนึ่งในความท้าทายหลักของยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็ก
ความสำคัญในยุคยานพาหนะไฟฟ้า
ในยุคที่การประหยัดพลังงานและการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งสำคัญ เทคโนโลยี Regenerative Braking ตอบโจทย์ทั้งสองด้านได้อย่างลงตัว แทนที่จะปล่อยให้พลังงานจากการเบรกสูญเสียไปในรูปของความร้อนจากการเสียดสีของผ้าเบรกและจานเบรกโดยเปล่าประโยชน์ ระบบนี้จะทำหน้าที่ “เก็บเกี่ยว” พลังงานนั้นกลับมาใช้ใหม่ ซึ่งหมายถึงการใช้พลังงานจากแบตเตอรี่น้อยลงในการขับเคลื่อนระยะทางเท่าเดิม สิ่งนี้ไม่เพียงช่วยลดภาระการชาร์จ แต่ยังช่วยยืดอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่มีราคาสูงที่สุดของ E-Bike ได้อีกด้วย
ใครคือกลุ่มผู้ใช้งานที่ได้รับประโยชน์สูงสุด
ผู้ที่ได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยี Regenerative Braking มากที่สุดคือกลุ่มผู้ใช้งานที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์การขับขี่ที่เอื้อต่อการกู้คืนพลังงานบ่อยครั้ง ซึ่งได้แก่:
- ผู้ขับขี่ในเมือง: ผู้ที่ใช้ E-Bike สำหรับการเดินทางในเขตเมืองมักจะต้องชะลอความเร็วและหยุดรถบ่อยครั้งตามสัญญาณไฟจราจร สภาพการจราจรที่หนาแน่น หรือทางแยกต่างๆ ทุกครั้งที่เบรกคือโอกาสในการชาร์จไฟกลับเข้าสู่แบตเตอรี่
- ผู้ขับขี่ในพื้นที่ภูเขาหรือทางลาดชัน: การขับขี่ลงจากเนินเขา สะพาน หรือทางลาดชันเป็นสถานการณ์ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการทำงานของระบบนี้ เนื่องจากแรงโน้มถ่วงจะช่วยให้จักรยานเคลื่อนที่ไปข้างหน้า ทำให้มอเตอร์สามารถสร้างแรงต้านและปั่นไฟกลับได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องใช้พลังงานในการขับเคลื่อน
- ผู้ที่ต้องการเดินทางไกล: สำหรับผู้ที่ต้องการใช้ E-Bike เดินทางในระยะทางไกล การได้พลังงานกลับคืนมาแม้เพียงเล็กน้อยในแต่ละครั้งที่เบรก สามารถสะสมและช่วยเพิ่มระยะทางรวมได้อีกหลายกิโลเมตร
เจาะลึกหลักการทำงานของ Regenerative Braking
หัวใจของระบบ Regenerative Braking คือความสามารถในการสลับบทบาทของมอเตอร์ไฟฟ้า จากเดิมที่ทำหน้าที่ “ใช้ไฟฟ้า” เพื่อสร้างแรงขับเคลื่อน ไปสู่การทำหน้าที่เป็น “เครื่องกำเนิดไฟฟ้า” (Generator) เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้ากลับคืนสู่ระบบ กระบวนการนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและควบคุมโดยสมองกลของ E-Bike ที่เรียกว่า “คอนโทรลเลอร์”
การเปลี่ยนพลังงานจลน์เป็นพลังงานไฟฟ้า
ตามหลักฟิสิกส์ วัตถุที่กำลังเคลื่อนที่ทุกชนิดจะมีพลังงานจลน์ (Kinetic Energy) สะสมอยู่ ในระบบเบรกแบบดั้งเดิม (Friction Brakes) พลังงานจลน์นี้จะถูกเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อนผ่านการเสียดสีระหว่างผ้าเบรกและจานเบรก ซึ่งเป็นพลังงานที่สูญเปล่าและไม่สามารถนำกลับมาใช้ได้ แต่ในระบบ Regenerative Braking พลังงานจลน์จากการหมุนของล้อจะถูกนำมาใช้เพื่อหมุนมอเตอร์ในทิศทางตรงกันข้ามกับการขับเคลื่อน ทำให้เกิดการสร้างกระแสไฟฟ้าขึ้น หรือที่เรียกว่าหลักการเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetic Induction) พลังงานที่เคยจะถูกทิ้งไปจึงถูกแปลงกลับมาเป็นไฟฟ้าและจัดเก็บไว้ในแบตเตอรี่
บทบาทของมอเตอร์และคอนโทรลเลอร์
องค์ประกอบสำคัญสองส่วนที่ทำให้ระบบนี้ทำงานได้คือมอเตอร์และคอนโทรลเลอร์
- มอเตอร์ (Motor): ใน E-Bike ส่วนใหญ่จะเป็นมอเตอร์ดุมล้อ (Hub Motor) ซึ่งสามารถทำงานได้สองทิศทาง คือการหมุนเพื่อขับเคลื่อนล้อไปข้างหน้า และการสร้างแรงต้านเพื่อชะลอล้อและผลิตไฟฟ้า
- คอนโทรลเลอร์ (Controller): ทำหน้าที่เปรียบเสมือนสมองกลของระบบ เมื่อผู้ขับขี่กำเบรกหรือในบางระบบเพียงแค่ปล่อยคันเร่ง คอนโทรลเลอร์จะรับสัญญาณและสั่งการให้มอเตอร์สลับโหมดการทำงานทันที จากโหมดขับเคลื่อน (Motoring) เป็นโหมดกำเนิดไฟฟ้า (Generating) พร้อมทั้งควบคุมปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ชาร์จกลับไปยังแบตเตอรี่ให้มีความเหมาะสม เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายกับเซลล์แบตเตอรี่
ขั้นตอนการทำงานทีละขั้นตอน
กระบวนการทำงานของ Regenerative Braking สามารถสรุปเป็นขั้นตอนง่ายๆ ได้ดังนี้:
- การเริ่มต้นกระบวนการ: ผู้ขับขี่กำเบรก หรือในบางรุ่นอาจเป็นการปล่อยคันเร่งเพื่อชะลอความเร็ว (Coasting)
- การส่งสัญญาณ: เซ็นเซอร์ที่มือเบรกหรือคันเร่งจะส่งสัญญาณไปยังคอนโทรลเลอร์
- การสลับโหมดมอเตอร์: คอนโทรลเลอร์สั่งให้มอเตอร์เปลี่ยนสถานะจากการใช้พลังงานเป็นการสร้างพลังงาน มอเตอร์จะเริ่มสร้างแรงต้านแม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetic Drag) ซึ่งทำให้ล้อหมุนช้าลง
- การผลิตและส่งไฟฟ้า: ขณะที่มอเตอร์สร้างแรงต้าน พลังงานจลน์ของล้อจะถูกแปลงเป็นกระแสไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) จากนั้นวงจรในคอนโทรลเลอร์จะแปลงเป็นกระแสตรง (DC) เพื่อส่งกลับไปชาร์จแบตเตอรี่
- สิ้นสุดกระบวนการ: เมื่อผู้ขับขี่ปล่อยเบรกหรือบิดคันเร่งอีกครั้ง คอนโทรลเลอร์จะสั่งให้มอเตอร์กลับสู่โหมดขับเคลื่อนตามปกติ
ประโยชน์ของ Regenerative Braking ในจักรยานไฟฟ้า
การติดตั้งระบบ Regenerative Braking ใน E-Bike ไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มฟีเจอร์ที่ซับซ้อน แต่เป็นการมอบประโยชน์ที่จับต้องได้หลายประการ ทั้งในด้านประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา และประสบการณ์การขับขี่โดยรวม
เพิ่มระยะทางการขับขี่และยืดอายุแบตเตอรี่
คำถามที่ว่า “ประหยัดแบตจริงไหม” คำตอบคือ “จริง” แต่ระดับของการประหยัดนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง จากข้อมูลการใช้งานจริงพบว่าระบบ Regenerative Braking สามารถกู้คืนพลังงานได้ประมาณ 5% ถึง 15% ของพลังงานที่ใช้ไปทั้งหมด ตัวเลขนี้อาจดูไม่สูงมาก แต่ในการเดินทางระยะไกล พลังงานที่ได้คืนมานี้อาจหมายถึงระยะทางที่เพิ่มขึ้นอีกหลายกิโลเมตร ซึ่งอาจเป็นตัวตัดสินว่าผู้ขับขี่จะไปถึงจุดหมายได้โดยไม่ต้องชาร์จระหว่างทางหรือไม่ นอกจากนี้ การที่แบตเตอรี่ถูกใช้งานในแต่ละรอบน้อยลง (Cycle) ยังส่งผลดีต่อสุขภาพและอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ในระยะยาวอีกด้วย
การชะลอความเร็วทุกครั้งด้วย Regenerative Braking เปรียบเสมือนการเติมพลังงานกลับเข้าสู่แบตเตอรี่ทีละเล็กทีละน้อย ซึ่งเมื่อรวมกันแล้วสามารถสร้างความแตกต่างที่มีนัยสำคัญต่อระยะทางรวม
ลดการสึกหรอของระบบเบรกแบบดั้งเดิม
ประโยชน์ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดประการหนึ่งคือการช่วยลดภาระของระบบเบรกแบบกายภาพ (Mechanical Brakes) ไม่ว่าจะเป็นดิสก์เบรกหรือวีเบรกก็ตาม เนื่องจากการชะลอความเร็วส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากแรงต้านของมอเตอร์ ทำให้ผู้ขับขี่ไม่จำเป็นต้องใช้เบรกแบบดั้งเดิมบ่อยเท่าเดิมหรือใช้ด้วยแรงที่น้อยลง ผลลัพธ์คือผ้าเบรกและจานเบรกสึกหรอน้อยลงอย่างมาก ลดความถี่และค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนชิ้นส่วนเหล่านี้ ซึ่งถือเป็นการประหยัดในระยะยาวที่คุ้มค่า
มอบประสบการณ์การขับขี่ที่นุ่มนวลและปลอดภัย
การเบรกด้วยระบบ Regenerative ให้ความรู้สึกที่แตกต่างจากการเบรกแบบดั้งเดิม มันเป็นการชะลอความเร็วที่นุ่มนวลและต่อเนื่อง คล้ายกับการใช้ “Engine Brake” ในรถยนต์ ซึ่งช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมความเร็วได้อย่างแม่นยำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อขับขี่ลงทางลาดชันยาวๆ แทนที่จะต้องกำเบรกค้างไว้ซึ่งอาจทำให้เบรกร้อนจัดและประสิทธิภาพลดลง ผู้ขับขี่สามารถใช้แรงต้านจากมอเตอร์เพื่อรักษาระดับความเร็วที่ปลอดภัยได้อย่างสบายใจ นอกจากนี้ E-Bike รุ่นสูงบางรุ่นยังสามารถให้ผู้ขับขี่ปรับระดับความแรงของการ Regenerate ได้ ทำให้สามารถปรับแต่งความรู้สึกในการเบรกให้เข้ากับสไตล์การขับขี่ของตนเองได้
เปรียบเทียบระบบเบรกแบบดั้งเดิมกับ Regenerative Braking
เพื่อให้เห็นภาพความแตกต่างระหว่างระบบเบรกทั้งสองประเภทได้ชัดเจนยิ่งขึ้น สามารถเปรียบเทียบคุณสมบัติในด้านต่างๆ ได้ดังตารางต่อไปนี้
| คุณสมบัติ | เบรกแบบดั้งเดิม (Friction Brakes) | เบรกแบบ Regenerative |
|---|---|---|
| หลักการทำงาน | ใช้การเสียดสีเพื่อเปลี่ยนพลังงานจลน์เป็นความร้อน | ใช้แรงต้านแม่เหล็กไฟฟ้าเพื่อเปลี่ยนพลังงานจลน์เป็นไฟฟ้า |
| ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน | สูญเสียพลังงานไปในรูปของความร้อน | กู้คืนพลังงานกลับไปเก็บในแบตเตอรี่ |
| การสึกหรอ | ผ้าเบรกและจานเบรกสึกหรอตามการใช้งาน | สึกหรอน้อยมาก เนื่องจากเป็นระบบไฟฟ้า |
| ค่าบำรุงรักษา | ต้องเปลี่ยนผ้าเบรก/จานเบรกเป็นประจำ | แทบไม่มีค่าบำรุงรักษาในส่วนของระบบเบรกนี้ |
| ประสบการณ์การเบรก | อาจกระตุกหากกำเบรกแรงเกินไป | นุ่มนวลและต่อเนื่อง ควบคุมความเร็วได้ง่าย |
| การใช้งานขณะเบรกฉุกเฉิน | มีประสิทธิภาพสูงในการหยุดรถทันที | ประสิทธิภาพต่ำกว่า ต้องใช้ร่วมกับเบรกแบบดั้งเดิม |
ข้อจำกัดและปัจจัยที่ควรพิจารณา
แม้ว่า Regenerative Braking จะมีข้อดีหลายประการ แต่ก็มีข้อจำกัดและประเด็นที่ผู้ใช้งานควรทำความเข้าใจ เพื่อให้สามารถคาดหวังประสิทธิภาพได้อย่างสมเหตุสมผลและใช้งานได้อย่างปลอดภัย
ประสิทธิภาพที่แท้จริงในการใช้งาน
ปริมาณพลังงานที่สามารถกู้คืนได้นั้นไม่คงที่และขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ได้แก่:
- ความเร็ว: ยิ่งมีความเร็วสูง พลังงานจลน์ก็ยิ่งมาก ทำให้สามารถกู้คืนพลังงานได้มากขึ้น การเบรกจากความเร็วสูงจึงได้ผลดีกว่าการเบรกจากความเร็วต่ำ
- น้ำหนัก: น้ำหนักรวมของผู้ขับขี่และจักรยานมีผลโดยตรงต่อพลังงานจลน์ ยิ่งน้ำหนักมากก็ยิ่งมีพลังงานให้กู้คืนมาก
- สภาพเส้นทาง: การขับขี่ลงทางลาดชันเป็นสภาวะที่เหมาะสมที่สุด ในขณะที่การขับขี่บนทางเรียบด้วยความเร็วคงที่จะไม่เกิดการ Regenerate เลย
- สถานะของแบตเตอรี่: หากแบตเตอรี่เต็ม 100% แล้ว ระบบจะไม่สามารถทำงานได้ เนื่องจากไม่มีพื้นที่สำหรับจัดเก็บพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตขึ้นใหม่
ความแตกต่างเมื่อเทียบกับรถยนต์ไฟฟ้า
สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจคือ ประสิทธิภาพของ Regenerative Braking ใน E-Bike นั้นไม่สามารถเทียบเท่ากับในรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ได้ เนื่องจากรถยนต์มีมวลมากกว่าจักรยานไฟฟ้าหลายสิบเท่า และเคลื่อนที่ด้วยความเร็วที่สูงกว่ามาก ทำให้มีพลังงานจลน์มหาศาลให้เปลี่ยนกลับเป็นไฟฟ้า ดังนั้น ผู้ใช้งาน E-Bike ไม่ควรคาดหวังว่าระบบนี้จะทำให้ไม่ต้องชาร์จแบตเตอรี่เลย แต่ควรมองว่าเป็นฟีเจอร์เสริมที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและระยะทางให้ดียิ่งขึ้น
ข้อควรระวังและสถานการณ์ที่ไม่เหมาะสม
Regenerative Braking ถูกออกแบบมาเพื่อการชะลอความเร็ว ไม่ใช่การหยุดรถแบบฉุกเฉิน ในสถานการณ์ที่ต้องการหยุดรถทันที ผู้ขับขี่ยังคงต้องพึ่งพาระบบเบรกแบบดั้งเดิมซึ่งให้กำลังในการหยุดที่สูงกว่าและเชื่อถือได้มากกว่าเสมอ นอกจากนี้ การทำงานของระบบอาจสร้างความร้อนสะสมในมอเตอร์ได้บ้างหากใช้งานอย่างหนักและต่อเนื่องเป็นเวลานาน แม้ว่าโดยทั่วไปจะอยู่ในระดับที่ปลอดภัยและมีการออกแบบให้ระบายความร้อนได้ดีอยู่แล้วก็ตาม
บทสรุป: เทคโนโลยีเพื่ออนาคตของการขับขี่
โดยสรุปแล้ว เทคโนโลยี Regenerative Braking ใน E-Bike เป็นนวัตกรรมที่มีประโยชน์อย่างแท้จริงและตอบคำถามที่ว่า ประหยัดแบตจริงไหม ได้อย่างชัดเจนว่า “จริง” แม้ปริมาณพลังงานที่กู้คืนได้จะไม่สูงเท่าในรถยนต์ไฟฟ้า แต่ก็เพียงพอที่จะช่วยเพิ่มระยะทางการขับขี่ ลดความถี่ในการชาร์จ และที่สำคัญคือช่วยลดการสึกหรอของระบบเบรกแบบกายภาพได้อย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ประหยัดค่าบำรุงรักษาในระยะยาว
เทคโนโลยีนี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้การใช้พลังงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ยังมอบประสบการณ์การขับขี่ที่นุ่มนวลและปลอดภัยยิ่งขึ้นอีกด้วย จึงถือเป็นหนึ่งในฟีเจอร์สำคัญที่น่าจับตามองและเป็นมาตรฐานใหม่สำหรับจักรยานไฟฟ้าในอนาคต
สำหรับผู้ที่สนใจจักรยานไฟฟ้า สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า หรือ E-Bike ที่มาพร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัยและออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการ GIANT Shopping Mall คือศูนย์รวมยานพาหนะไฟฟ้าคุณภาพครบวงจร
ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม:
ร้านเปิดทุกวัน จันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
โทรศัพท์: 061-962-2878
ที่ตั้งร้าน: 44 หมู่ 14 ตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น 40000
สามารถติดตามข่าวสารและโปรโมชั่นได้ทาง FACEBOOK PAGE หรือพูดคุยกับเราโดยตรงผ่าน LINE และ ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม บนเว็บไซต์ของเรา
