ไทยตามทันเวียดนาม? ส่องตลาด E-Bike อาเซียน 2026
บทความนี้จะวิเคราะห์ภาพรวมตลาดจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) ในภูมิภาคอาเซียน โดยมุ่งเน้นการเปรียบเทียบระหว่างสองตลาดสำคัญคือเวียดนามและไทย เพื่อตอบคำถามที่ว่า ไทยตามทันเวียดนาม? ส่องตลาด E-Bike อาเซียน 2026 ผ่านการพิจารณาปัจจัยด้านนโยบายภาครัฐ กลยุทธ์ของผู้ผลิต และแนวโน้มการยอมรับของผู้บริโภค
ประเด็นสำคัญที่น่าจับตา
- นโยบายที่แตกต่าง: เวียดนามใช้มาตรการเชิงรุกที่เข้มข้น โดยมีแผนห้ามใช้มอเตอร์ไซค์น้ำมันในเมืองใหญ่เริ่มปี 2026 ขณะที่ไทยเน้นการเติบโตผ่านกลไกตลาดและการลงทุนจากภาคเอกชนเป็นหลัก
- การปรับตัวของผู้ผลิต: ผู้ผลิตรายใหญ่อย่าง Honda ถูกกดดันให้เร่งพัฒนารถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าในเวียดนาม ขณะที่แบรนด์จีน เช่น YADEA กำลังขยายฐานการผลิตและการตลาดในไทยด้วยกลยุทธ์ด้านราคา
- โครงสร้างพื้นฐาน: การพัฒนาสถานีชาร์จและบริการสลับแบตเตอรี่ (Battery Swapping) เป็นปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดอัตราการยอมรับ E-Bike ในทั้งสองประเทศ
- ทิศทางตลาดปี 2026: อัตราการเปลี่ยนผ่านสู่ E-Bike ในเวียดนามมีแนวโน้มรวดเร็วกว่าไทยในระยะสั้น เนื่องจากแรงขับเคลื่อนจากนโยบายภาครัฐที่ชัดเจนและมีผลบังคับใช้
ภาพรวมตลาดจักรยานไฟฟ้าในอาเซียน
ตลาด E-Bike หรือจักรยานไฟฟ้าและมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ โดยได้รับแรงหนุนจากความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มขึ้น นโยบายสนับสนุนจากภาครัฐในบางประเทศ และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่ทำให้รถมีประสิทธิภาพสูงขึ้นในราคาที่เข้าถึงได้ง่าย เวียดนามและอินโดนีเซียถือเป็นผู้นำในตลาดนี้ ด้วยจำนวนผู้ใช้มอเตอร์ไซค์ดั้งเดิมที่สูงและความต้องการยานพาหนะทางเลือกที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
คำถามสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ในภูมิภาคคือ ไทยตามทันเวียดนาม? ส่องตลาด E-Bike อาเซียน 2026 ซึ่งเป็นประเด็นที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เมื่อพิจารณาจากแนวทางการขับเคลื่อนตลาดที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เวียดนามกำลังใช้มาตรการเชิงบังคับเพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่าน ขณะที่ไทยอาศัยการลงทุนจากผู้ผลิตและการจูงใจผ่านสิทธิประโยชน์ต่างๆ ซึ่งทำให้เส้นทางการเติบโตของทั้งสองประเทศมีลักษณะเฉพาะตัวและน่าจับตามอง
เวียดนาม: ผู้นำการเปลี่ยนแปลงด้วยนโยบายเชิงรุก
เวียดนามได้แสดงจุดยืนที่ชัดเจนในการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า โดยเฉพาะในกลุ่มรถสองล้อซึ่งเป็นพาหนะหลักของประชากร รัฐบาลเวียดนามได้ออกมาตรการที่เข้มงวดและมีกรอบเวลาชัดเจนเพื่อลดการใช้มอเตอร์ไซค์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงในเขตเมือง ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันให้ตลาด E-Bike เติบโตอย่างก้าวกระโดด
มาตรการบังคับใช้ในเมืองใหญ่
รัฐบาลเวียดนามยืนยันที่จะเดินหน้าตามแผนการห้ามมอเตอร์ไซค์ที่ใช้น้ำมันวิ่งในบางเขตของกรุงฮานอยตั้งแต่กลางปี 2026 เป็นต้นไป มาตรการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ แม้จะมีการร้องขอให้ผ่อนผันจากผู้ผลิตยานยนต์สัญชาติญี่ปุ่น แต่รัฐบาลยังคงไม่เปลี่ยนแปลงนโยบายหลักนี้
ในทำนองเดียวกัน นครโฮจิมินห์ได้กำหนดแผนการที่ชัดเจน โดยตั้งเป้าหมายที่จะทดแทนรถจักรยานยนต์น้ำมันจำนวน 400,000 คันด้วยรุ่นไฟฟ้าภายในปี 2028 และจะเริ่มต้นด้วยการห้ามใช้มอเตอร์ไซค์น้ำมันสำหรับบริการเรียกรถและขนส่ง (Ride-sharing/Delivery) ภายในปี 2026 ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ให้บริการและผู้ใช้งานจำนวนมาก
นโยบายที่เด็ดขาดของเวียดนามในการจำกัดการใช้มอเตอร์ไซค์น้ำมันในเมืองใหญ่ กลายเป็นแรงขับเคลื่อนที่ทรงพลังที่สุดในการสร้างตลาด E-Bike และบังคับให้อุตสาหกรรมยานยนต์ต้องปรับตัวอย่างรวดเร็ว
เป้าหมายที่ชัดเจนและกรอบเวลาที่แน่นอน
สิ่งที่ทำให้นโยบายของเวียดนามโดดเด่นคือการกำหนดเป้าหมายเชิงปริมาณและกรอบเวลาที่ชัดเจน การระบุจำนวนรถที่ต้องการทดแทนและกำหนดปีที่มาตรการจะมีผลบังคับใช้ ทำให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ผู้ผลิต ผู้บริโภค ไปจนถึงผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ต้องวางแผนและเตรียมความพร้อมล่วงหน้า แผนการเหล่านี้คาดว่าจะขยายผลไปจนถึงปี 2030 เพื่อผลักดันให้การใช้ยานยนต์ไฟฟ้ากลายเป็นมาตรฐานใหม่ของการเดินทางในเมือง
การปรับตัวครั้งใหญ่ของผู้ผลิตยานยนต์
นโยบายของเวียดนามได้สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยเฉพาะผู้ผลิตรายใหญ่ที่ครองตลาดมอเตอร์ไซค์น้ำมันมาอย่างยาวนาน ทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ครั้งสำคัญเพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน
ยักษ์ใหญ่ญี่ปุ่นเร่งเครื่องสู่ตลาด EV
Honda ซึ่งเคยครองส่วนแบ่งตลาดมอเตอร์ไซค์ในเวียดนามมากกว่า 80% ในบางช่วงเวลา เป็นหนึ่งในผู้ผลิตที่ได้รับผลกระทบโดยตรงและต้องปรับกลยุทธ์อย่างเร่งด่วน บริษัทได้หันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนารถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าเพื่อตอบสนองต่อกฎระเบียบใหม่ มีการเปิดตัวและเตรียมวางจำหน่ายรุ่นใหม่ๆ เช่น Honda WN7 ที่ถูกออกแบบมาให้มีระยะทางวิ่งไกลกว่า 130 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคที่กำลังจะเปลี่ยนผ่านจากรถน้ำมันมาสู่รถไฟฟ้า
แบรนด์จีนกับการขยายอิทธิพลในภูมิภาค
ในขณะเดียวกัน ผู้ผลิตจากประเทศจีน เช่น YADEA ได้ใช้โอกาสนี้ในการขยายการลงทุนและส่วนแบ่งการตลาดในภูมิภาคอาเซียน รวมถึงประเทศไทย YADEA ได้ลงทุนสร้างโรงงานผลิตในไทยและได้รับการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ซึ่งช่วยให้สามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ในราคาที่แข่งขันได้ แบรนด์จีนมุ่งเน้นกลยุทธ์ด้านราคาที่เข้าถึงง่าย โดยมีรุ่นต่างๆ เช่น YADEA Orla, OCEAN และ RS20 ที่จำหน่ายในราคาหลักหมื่นบาท ทำให้ E-Bike กลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้บริโภคในวงกว้าง
สถานะตลาด E-Bike ของไทย: เติบโตแต่แตกต่าง
ตลาด E-Bike ในประเทศไทยกำลังขยายตัวเช่นกัน แต่มีลักษณะการเติบโตที่แตกต่างจากเวียดนามอย่างชัดเจน โดยการเปลี่ยนแปลงในไทยถูกขับเคลื่อนโดยภาคเอกชนและการแข่งขันในตลาดเป็นหลัก มากกว่าที่จะมาจากมาตรการบังคับของภาครัฐ
การขับเคลื่อนโดยผู้ผลิตและภาคเอกชน
ผู้เล่นหลักในตลาดไทยประกอบด้วยทั้งแบรนด์ญี่ปุ่นและจีน ไทยฮอนด้ามีแผนที่จะทำตลาดมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าสำหรับผู้บริโภคทั่วไป (B2C) อย่างเต็มรูปแบบ โดยจะเริ่มวางจำหน่ายรุ่นใหม่ในปี 2026 ก่อนหน้านี้ บริษัทได้เริ่มผลิตรุ่น CUV e: ในประเทศไทยเป็นประเทศที่สองต่อจากอินโดนีเซีย แต่ยังคงเน้นรูปแบบการให้เช่าหรือให้บริการสำหรับองค์กรเป็นส่วนใหญ่
การลงทุนของผู้ผลิตจีนมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นตลาดไทย การตั้งฐานการผลิตในประเทศช่วยลดต้นทุนและทำให้ราคาสินค้าเข้าถึงง่ายขึ้น การแข่งขันระหว่างแบรนด์ต่างๆ ส่งผลดีต่อผู้บริโภคที่มีตัวเลือกหลากหลายมากขึ้น ทั้งในด้านราคาและคุณสมบัติของตัวรถ
ความท้าทายด้านนโยบายและโครงสร้างพื้นฐาน
แม้จะมีการเติบโต แต่ประเทศไทยยังไม่มีมาตรการเชิงรุกที่เทียบเท่ากับเวียดนามในการจำกัดการใช้มอเตอร์ไซค์น้ำมัน การสนับสนุนจากภาครัฐส่วนใหญ่ยังอยู่ในรูปแบบของมาตรการจูงใจ เช่น สิทธิประโยชน์ทางภาษีและการส่งเสริมการลงทุน ซึ่งทำให้การเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามความต้องการของตลาด (Demand-driven) มากกว่าที่จะเป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วที่เกิดจากนโยบาย (Policy-driven)
นอกจากนี้ โครงสร้างพื้นฐานอย่างสถานีชาร์จสาธารณะและบริการสลับแบตเตอรี่ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น การกระจายตัวของสถานียังไม่ครอบคลุมเพียงพอที่จะสร้างความมั่นใจให้ผู้ใช้งานในวงกว้าง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้การยอมรับ E-Bike ในไทยยังเติบโตในอัตราที่ช้ากว่าเมื่อเทียบกับศักยภาพของตลาด
เปรียบเทียบปัจจัยขับเคลื่อนตลาดไทยและเวียดนาม
เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้น การเปรียบเทียบปัจจัยสำคัญระหว่างตลาด E-Bike ของไทยและเวียดนามสามารถสรุปได้ดังตารางต่อไปนี้
| ปัจจัย | เวียดนาม | ไทย |
|---|---|---|
| แรงขับเคลื่อนหลัก | นโยบายภาครัฐ (Policy-driven) | กลไกตลาดและการแข่งขัน (Market-driven) |
| นโยบายสำคัญ | มาตรการห้ามใช้มอเตอร์ไซค์น้ำมันในเมืองใหญ่ (เริ่ม 2026) | มาตรการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และสิทธิประโยชน์ทางภาษี |
| อัตราการเปลี่ยนผ่าน | รวดเร็วในเขตเมืองที่มีการบังคับใช้กฎหมาย | ค่อยเป็นค่อยไป ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้บริโภค |
| กลยุทธ์ผู้ผลิตหลัก | เร่งพัฒนาและเปิดตัวรุ่น EV เพื่อรองรับกฎหมายใหม่ | นำเสนอสินค้าราคาแข่งขันและสร้างฐานการผลิตในประเทศ |
| ความท้าทายหลัก | การยอมรับของผู้บริโภคต่อการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว | การขยายโครงสร้างพื้นฐาน (สถานีชาร์จ/สลับแบตเตอรี่) |
บทสรุป: ไทยจะตามทันเวียดนามได้หรือไม่ภายในปี 2026
จากข้อมูลทั้งหมด สรุปได้ว่าภายในปี 2026 เวียดนามมีแนวโน้มที่จะนำหน้าประเทศไทยในแง่ของ อัตราการเปลี่ยนผ่าน จากมอเตอร์ไซค์น้ำมันไปสู่ E-Bike ในพื้นที่เมืองใหญ่ เนื่องจากการขับเคลื่อนด้วยนโยบายที่ชัดเจนและมีผลบังคับใช้จริง การกำหนดกรอบเวลาที่แน่นอนสร้างแรงกดดันให้ทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคต้องปรับตัวอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ปริมาณการใช้ E-Bike ในเวียดนามมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด
ในขณะที่ประเทศไทยมีตลาดที่เติบโตและมีการลงทุนอย่างต่อเนื่องจากผู้ผลิตชั้นนำทั้งญี่ปุ่นและจีน แต่การเติบโตจะเป็นไปในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป หากไม่มีมาตรการเชิงรุกจากภาครัฐที่เข้มข้นเทียบเท่าเวียดนาม การเปลี่ยนแปลงจะขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้บริโภคและปัจจัยด้านราคาเป็นหลัก
ตัวแปรสำคัญที่กำหนดทิศทางตลาด
- นโยบายภาครัฐ: หากไทยมีการออกมาตรการสนับสนุนหรือกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนมากขึ้น ก็อาจเร่งอัตราการเติบโตของตลาดให้เร็วขึ้นได้
- การลงทุนของผู้ผลิต: การขยายกำลังการผลิตและการนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงในราคาที่เหมาะสม จะเป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นความต้องการในไทย
- โครงสร้างพื้นฐาน: ความเร็วในการขยายเครือข่ายสถานีชาร์จและบริการสลับแบตเตอรี่ จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญต่อการยอมรับ E-Bike ในระยะยาว
ดังนั้น คำตอบของคำถามที่ว่าไทยจะตามทันเวียดนามได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับนิยามของคำว่า “ตามทัน” หากหมายถึงปริมาณการเปลี่ยนผ่านในเขตเมืองที่มีการบังคับใช้กฎหมาย เวียดนามจะนำหน้าไปก่อน แต่หากมองในภาพรวมของความหลากหลายของผลิตภัณฑ์และการแข่งขันในตลาดเสรี ประเทศไทยยังคงเป็นตลาดที่มีศักยภาพและน่าจับตามองอย่างใกล้ชิด
มองหาจักรยานไฟฟ้าคู่ใจ
การเปลี่ยนมาใช้จักรยานไฟฟ้าหรือ E-Bike ไม่เพียงแต่เป็นส่วนหนึ่งของเทรนด์ยานยนต์โลก แต่ยังเป็นการลงทุนเพื่อความยั่งยืนและลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในระยะยาว สำหรับผู้ที่กำลังพิจารณาเลือกซื้อยานพาหนะไฟฟ้าที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การเดินทางในเมืองและการใช้งานที่หลากหลาย
GIANT Shopping Mall คือศูนย์รวมจำหน่ายจักรยานไฟฟ้าทุกประเภท ตั้งแต่สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าสำหรับเดินทางระยะใกล้ ไปจนถึง E-Bike ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการ ด้วยผลิตภัณฑ์คุณภาพและทีมงานที่พร้อมให้คำปรึกษา
สามารถเยี่ยมชมและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่:
เวลาทำการ: เปิดทุกวัน จันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
โทรศัพท์: 061-962-2878
ที่ตั้งร้าน: 44 หมู่ 14 ตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น 40000
