นโยบาย EV 2026: E-Bike จะได้ลดหย่อนภาษีด้วยหรือไม่?
- ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับนโยบาย EV 3.5 และ E-Bike
- บทวิเคราะห์นโยบาย EV 3.5: ทิศทางยานยนต์ไฟฟ้าไทยปี 2569
- เจาะลึกมาตรการ EV 3.5: จักรยานไฟฟ้าได้รับสิทธิประโยชน์อะไรบ้าง
- เงื่อนไขสำคัญที่ผู้ผลิตและผู้บริโภค E-Bike ต้องทราบ
- ผลกระทบเชิงโครงสร้างต่อตลาด E-Bike ในประเทศไทย
- บริบทเชิงนโยบายที่กว้างขึ้นและเป้าหมายระยะยาว
- สรุป: อนาคตของจักรยานไฟฟ้าภายใต้นโยบาย EV 2026
- เลือกซื้อจักรยานไฟฟ้าที่ตอบโจทย์และได้รับมาตรฐาน
ทิศทางของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยกำลังจะก้าวสู่ระยะใหม่ที่สำคัญยิ่งขึ้น ด้วยการมาถึงของนโยบายส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าเฟสที่ 3.5 ซึ่งมีกำหนดเริ่มใช้ในปี พ.ศ. 2569 หรือ ค.ศ. 2026 สร้างความสนใจอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำถามที่ว่ายานยนต์ไฟฟ้าสองล้ออย่างจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) จะได้รับสิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษีเช่นเดียวกับรถยนต์ไฟฟ้าหรือไม่
ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับนโยบาย EV 3.5 และ E-Bike
- การครอบคลุมถึง E-Bike: นโยบาย EV 3.5 ที่จะเริ่มในปี 2569 ได้ขยายขอบเขตการสนับสนุนให้ครอบคลุมรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าหรือ E-Bike อย่างเป็นทางการ
- สิทธิประโยชน์ทางภาษีและเงินอุดหนุน: E-Bike ที่เข้าเกณฑ์จะได้รับสิทธิประโยชน์ทั้งในรูปแบบการลดหย่อนภาษีนำเข้าและภาษีสรรพสามิต รวมถึงเงินอุดหนุนจากภาครัฐ เพื่อทำให้ราคาสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น
- เงื่อนไขด้านการผลิตในประเทศ: สิทธิประโยชน์ต่างๆ จะผูกกับเงื่อนไขการผลิตในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้แบตเตอรี่ที่ผลิตหรือประกอบขึ้นภายในประเทศไทยตามสัดส่วนที่กำหนด
- เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์: มาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าที่สำคัญในภูมิภาค ลดการพึ่งพาการนำเข้า และสนับสนุนเป้าหมาย 30@30 ของประเทศ
บทวิเคราะห์นโยบาย EV 3.5: ทิศทางยานยนต์ไฟฟ้าไทยปี 2569
คำถามที่ว่า นโยบาย EV 2026: E-Bike จะได้ลดหย่อนภาษีด้วยหรือไม่? ถือเป็นประเด็นสำคัญสำหรับผู้บริโภคและผู้ประกอบการในตลาดรถไฟฟ้าสองล้อ นโยบายส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า ระยะที่ 2 หรือ EV 3.5 ซึ่งคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติได้เห็นชอบในหลักการแล้วนั้น ถือเป็นการต่อยอดและปรับปรุงจากมาตรการ EV 3.0 เดิม โดยมีเป้าหมายเพื่อรักษาแรงส่งของการเติบโตในตลาดยานยนต์ไฟฟ้า พร้อมทั้งยกระดับศักยภาพการแข่งขันของอุตสาหกรรมในประเทศให้ทัดเทียมนานาชาติ นโยบายนี้ไม่เพียงแต่จะส่งผลต่อรถยนต์ไฟฟ้าเท่านั้น แต่ยังขยายขอบเขตการสนับสนุนมาถึงยานยนต์ไฟฟ้าประเภทอื่นๆ รวมถึงจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าอย่างชัดเจน ซึ่งจะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป
ความสำคัญของนโยบายนี้อยู่ที่การสร้างสมดุลระหว่างการกระตุ้นอุปสงค์ในประเทศผ่านเงินอุดหนุนและมาตรการทางภาษี กับการส่งเสริมอุปทานโดยบังคับให้เกิดการผลิตชิ้นส่วนสำคัญภายในประเทศ โดยเฉพาะแบตเตอรี่ ซึ่งถือเป็นหัวใจของยานยนต์ไฟฟ้า การขยายขอบเขตมายังกลุ่มรถสองล้อไฟฟ้าสะท้อนให้เห็นถึงการมองภาพรวมของระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าที่ครบวงจร เนื่องจากเป็นยานพาหนะที่ได้รับความนิยมสูงและมีบทบาทสำคัญต่อการเดินทางในชีวิตประจำวันของคนไทยจำนวนมาก การสนับสนุน E-Bike จึงเป็นกลไกสำคัญในการเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่การเดินทางที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ และช่วยให้บรรลุเป้าหมาย 30@30 ที่ตั้งเป้าให้ยอดขายยานยนต์ไฟฟ้าคิดเป็น 30% ของยอดขายรถยนต์ทั้งหมดภายในปี 2030
เจาะลึกมาตรการ EV 3.5: จักรยานไฟฟ้าได้รับสิทธิประโยชน์อะไรบ้าง
ภายใต้นโยบาย EV 3.5 ที่จะเริ่มในปี 2569 ยานยนต์ไฟฟ้าสองล้อ เช่น จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) จะได้รับการส่งเสริมอย่างเป็นรูปธรรมผ่านสิทธิประโยชน์หลายด้าน ซึ่งออกแบบมาเพื่อลดภาระของผู้บริโภคและจูงใจให้ผู้ผลิตหันมาลงทุนตั้งฐานการผลิตในประเทศมากขึ้น
ขอบเขตของยานพาหนะที่ครอบคลุม
มาตรการ EV 3.5 ไม่ได้จำกัดอยู่แค่รถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) หรือรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) เท่านั้น แต่ได้ระบุอย่างชัดเจนว่าครอบคลุมถึง รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ด้วย ซึ่งรวมถึง E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า การขยายขอบเขตนี้มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในทุกกลุ่มการเดินทาง ทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกที่หลากหลายและเข้าถึงเทคโนโลยีสะอาดได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ นโยบายยังส่งเสริมการผลิตชิ้นส่วนสำคัญ เช่น แพลตฟอร์มรถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ และชิ้นส่วนไฟฟ้าแรงสูงอื่นๆ เพื่อสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าที่แข็งแกร่งและยั่งยืนในประเทศ
เงินอุดหนุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษีโดยตรง
ผู้ซื้อ E-Bike ที่เข้าเงื่อนไขตามนโยบาย EV 3.5 จะได้รับประโยชน์โดยตรงจากกลไกสนับสนุนของภาครัฐ ซึ่งประกอบด้วย:
- เงินอุดหนุน (Subsidy): แม้ว่ารายละเอียดตัวเลขเงินอุดหนุนสำหรับ E-Bike อาจมีการปรับลดลงจากมาตรการ EV 3.0 เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนการผลิตที่ลดลงและสถานะของตลาด แต่ยังคงมีเงินอุดหนุนเพื่อช่วยลดราคาจำหน่ายเริ่มต้น ทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น
- การลดหย่อนภาษี:
- ภาษีนำเข้า (อากรศุลกากร): สำหรับผู้ประกอบการที่นำเข้า E-Bike แบบสำเร็จรูป (CBU) และมีแผนการผลิตชดเชยในประเทศ จะได้รับสิทธิลดหย่อนอากรศุลกากร ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการนำเข้าได้อย่างมีนัยสำคัญ
- ภาษีสรรพสามิต: นโยบายนี้จะรักษาระดับอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า (รวมถึง E-Bike) ให้อยู่ในระดับต่ำต่อไป เพื่อสร้างช่องว่างทางด้านราคากับรถที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) อย่างชัดเจน ซึ่งเป็นมาตรการจูงใจที่สำคัญสำหรับผู้บริโภค
สิทธิประโยชน์เหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อทำงานร่วมกัน โดยมีเป้าหมายสุดท้ายคือการทำให้ราคาขายปลีกของ E-Bike ในประเทศลดลงมาอยู่ในระดับที่แข่งขันได้และจูงใจผู้บริโภคให้เปลี่ยนมาใช้ยานพาหนะไฟฟ้ามากขึ้น
| คุณสมบัติ | มาตรการ EV 3.0 (ถึง 31 ธ.ค. 2568) | มาตรการ EV 3.5 (เริ่ม 1 ม.ค. 2569) |
|---|---|---|
| การครอบคลุม E-Bike | ครอบคลุมในภาพรวม แต่เน้นรถยนต์เป็นหลัก | ระบุชัดเจนและครอบคลุมรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า (E-Bike) เป็นหนึ่งในเป้าหมายหลัก |
| เงินอุดหนุน (Subsidy) | มีเงินอุดหนุนในอัตราที่กำหนดไว้ | ยังคงมีเงินอุดหนุน แต่อาจมีการปรับลดระดับลงตามสภาวะตลาด |
| เงื่อนไขการผลิตในประเทศ | มีเงื่อนไขการผลิตชดเชยการนำเข้า | เข้มงวดมากขึ้น โดยเน้นการผลิตชดเชยและผูกกับชิ้นส่วนในประเทศ |
| ข้อกำหนดด้านแบตเตอรี่ | ไม่มีข้อกำหนดเฉพาะเจาะจงที่เข้มงวด | กำหนดให้ต้องใช้แบตเตอรี่ที่ผลิตหรือประกอบในประเทศตามสัดส่วนที่กำหนด |
| เป้าหมายหลัก | กระตุ้นตลาดและสร้างการรับรู้ในวงกว้าง | สร้างความยั่งยืนให้อุตสาหกรรมและผลักดันไทยเป็นฐานการผลิต EV |
เงื่อนไขสำคัญที่ผู้ผลิตและผู้บริโภค E-Bike ต้องทราบ
การจะได้รับสิทธิประโยชน์สูงสุดจากนโยบาย EV 3.5 ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ แต่มีเงื่อนไขสำคัญที่ทั้งผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้จัดจำหน่าย E-Bike จะต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ซึ่งเงื่อนไขเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อส่งเสริมเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศในการสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าแบบครบวงจร
ข้อกำหนดด้านแบตเตอรี่: หัวใจหลักของนโยบาย
เงื่อนไขที่สำคัญที่สุดและถือเป็นหัวใจของมาตรการ EV 3.5 คือข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับแบตเตอรี่ ผู้ผลิต E-Bike ที่ต้องการเข้าร่วมโครงการและรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีและเงินอุดหนุน จะต้องปฏิบัติตามข้อบังคับดังนี้:
- การใช้ชิ้นส่วนในประเทศ: แบตเตอรี่ที่ใช้ใน E-Bike จะต้องเป็นแบตเตอรี่ที่ผลิตหรือประกอบขึ้นภายในประเทศไทย
- สัดส่วนการใช้เซลล์แบตเตอรี่: อาจมีการกำหนดสัดส่วนการใช้เซลล์แบตเตอรี่ที่ผลิตในประเทศ ซึ่งรายละเอียดเชิงลึกเกี่ยวกับอัตราส่วนและเงื่อนไขเวลาจะถูกประกาศโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และกรมสรรพสามิตต่อไป
ข้อกำหนดด้านแบตเตอรี่นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมการผลิตแบตเตอรี่ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีแกนหลักของยานยนต์ไฟฟ้า และเพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าชิ้นส่วนจากต่างประเทศในระยะยาว
การส่งเสริมการผลิตเพื่อการส่งออก
นอกจากเงื่อนไขด้านการผลิตเพื่อตลาดในประเทศแล้ว นโยบาย EV 3.5 ยังมีมาตรการส่งเสริมให้ไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อการส่งออกอีกด้วย โดยมีมาตรการผ่อนปรนและจูงใจเพิ่มเติม เช่น:
- การนับยอดชดเชยการส่งออก: ตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นไป การผลิตรถเพื่อส่งออกจะสามารถนับเป็นยอดชดเชยการนำเข้าได้ในอัตรา 1.5 เท่า ซึ่งเป็นแรงจูงใจให้ผู้ผลิตวางแผนการผลิตในปริมาณที่สูงขึ้น
- การขยายเวลาจดทะเบียน: สำหรับรถที่ผลิตในประเทศ จะมีการขยายระยะเวลาการจดทะเบียนไปจนถึงวันที่ 31 มกราคม 2571 (สำหรับรถที่จำหน่ายภายในสิ้นปี 2570) เพื่อให้ผู้ผลิตมีความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการสต็อกและการจำหน่าย
เงื่อนไขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าภาครัฐต้องการผลักดันให้เกิดการลงทุนที่แท้จริงในสายการผลิต ไม่ใช่เพียงการนำเข้ามาจำหน่ายเท่านั้น สำหรับผู้บริโภค การเลือกซื้อ E-Bike จากแบรนด์ที่เข้าร่วมโครงการและปฏิบัติตามเงื่อนไขเหล่านี้ จะเป็นการรับประกันว่าจะได้รับสิทธิประโยชน์ด้านราคาอย่างเต็มที่
ผลกระทบเชิงโครงสร้างต่อตลาด E-Bike ในประเทศไทย
นโยบาย EV 3.5 ไม่เพียงแต่จะส่งผลต่อราคาขายปลีกในระยะสั้น แต่ยังก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างต่อตลาดและอุตสาหกรรม E-Bike ในระยะยาว ซึ่งจะส่งผลดีต่อทั้งผู้บริโภคและระบบเศรษฐกิจโดยรวม
การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภาษีสรรพสามิตและอากรศุลกากร
กลไกสำคัญที่ขับเคลื่อนนโยบายนี้คือการใช้เครื่องมือทางภาษีอย่างมีกลยุทธ์ กรมสรรพสามิตมีแผนที่จะปรับปรุงโครงสร้างภาษีสรรพสามิตยานยนต์ใหม่ในปี 2569 โดยจะให้ความสำคัญกับปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม (การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์), การใช้ชิ้นส่วนในประเทศ, และมาตรฐานความปลอดภัย (เช่น ระบบ ADAS) มากขึ้น
สำหรับ E-Bike การคงอัตราภาษีสรรพสามิตในระดับต่ำ (เช่น 2-3%) ควบคู่ไปกับการยกเว้นหรือลดอากรศุลกากรสำหรับผู้ผลิตที่ปฏิบัติตามเงื่อนไข จะเป็นการสร้าง “ช่องว่างทางภาษี” (Tax Gap) ที่กว้างขึ้นระหว่างยานยนต์ไฟฟ้าและยานยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน ซึ่งจะทำให้ E-Bike มีความได้เปรียบด้านราคาอย่างชัดเจน และกระตุ้นให้ผู้บริโภคหันมาพิจารณาเป็นตัวเลือกหลักในการเดินทาง
คาดการณ์แนวโน้มราคา E-Bike หลังนโยบายมีผลบังคับใช้
เมื่อมาตรการ EV 3.5 มีผลบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบในปี 2569 คาดการณ์ได้ว่าราคาจำหน่ายของ E-Bike ในตลาดประเทศไทยจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ:
- ราคาเข้าถึงง่ายขึ้น: การผสมผสานระหว่างเงินอุดหนุน, การลดหย่อนภาษีนำเข้า, และภาษีสรรพสามิตในอัตราต่ำ จะส่งผลโดยตรงให้ราคาขายปลีกของ E-Bike ที่เข้าร่วมโครงการลดลงอย่างเห็นได้ชัด
- การแข่งขันที่สูงขึ้น: เมื่อมีผู้ผลิตหลายรายเข้ามาลงทุนตั้งฐานการผลิตในประเทศเพื่อรับสิทธิประโยชน์ จะทำให้เกิดการแข่งขันด้านราคาและเทคโนโลยีมากขึ้น ซึ่งท้ายที่สุดแล้วผู้บริโภคจะเป็นผู้ได้รับประโยชน์
- เกิดผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย: การส่งเสริมอุตสาหกรรมในประเทศจะกระตุ้นให้เกิดการพัฒนา E-Bike รุ่นใหม่ๆ ที่มีคุณสมบัติและราคาที่หลากหลาย ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานในกลุ่มต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม E-Bike ที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการหรือไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขด้านการผลิตในประเทศได้ อาจมีราคาที่สูงกว่าและเสียเปรียบในการแข่งขัน ซึ่งจะเป็นการผลักดันให้ผู้ประกอบการทุกรายต้องปรับตัวเข้าสู่ระบบนิเวศการผลิตใหม่นี้
บริบทเชิงนโยบายที่กว้างขึ้นและเป้าหมายระยะยาว
การที่นโยบาย EV 3.5 ขยายการสนับสนุนมายัง E-Bike ไม่ใช่มาตรการที่เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ชาติที่ใหญ่กว่า นั่นคือการผลักดันเป้าหมาย 30@30 ซึ่งตั้งเป้าให้ประเทศไทยมียอดผลิตยานยนต์ที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ (Zero Emission Vehicle – ZEV) ให้ได้อย่างน้อย 30% ของการผลิตยานยนต์ทั้งหมดภายในปี ค.ศ. 2030
รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะที่มีสัดส่วนสูงมากในประเทศไทย การส่งเสริมให้เกิดการเปลี่ยนผ่านจากรถจักรยานยนต์เครื่องยนต์สันดาปมาเป็น E-Bike จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและปัญหามลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะฝุ่น PM2.5 ในเขตเมือง นอกจากนี้ การสร้างฐานการผลิต E-Bike และชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้อง เช่น แบตเตอรี่และมอเตอร์ไฟฟ้า ยังเป็นการสร้างงาน สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และยกระดับขีดความสามารถทางเทคโนโลยีของประเทศให้ก้าวทันกระแสโลก
ดังนั้น นโยบาย EV 2026 จึงเป็นมากกว่าแค่การลดหย่อนภาษี แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยทั้งระบบ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคตแห่งการเดินทางที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
สรุป: อนาคตของจักรยานไฟฟ้าภายใต้นโยบาย EV 2026
โดยสรุปแล้ว คำตอบสำหรับคำถาม “นโยบาย EV 2026: E-Bike จะได้ลดหย่อนภาษีด้วยหรือไม่?” คือ “ใช่” อย่างแน่นอน นโยบาย EV 3.5 ที่จะเริ่มบังคับใช้ในปี 2569 ได้ขยายขอบเขตการสนับสนุนมายังกลุ่มรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งจะทำให้ E-Bike ได้รับสิทธิประโยชน์ทั้งในด้านเงินอุดหนุนและการลดหย่อนภาษีต่างๆ
อย่างไรก็ตาม สิทธิประโยชน์เหล่านี้มาพร้อมกับเงื่อนไขสำคัญด้านการผลิตในประเทศ โดยเฉพาะการใช้แบตเตอรี่ที่ผลิตหรือประกอบในไทย ซึ่งเป็นกลไกหลักในการผลักดันให้ประเทศไทยกลายเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าที่สำคัญของโลก มาตรการนี้จะส่งผลให้ราคา E-Bike ในตลาดมีแนวโน้มลดลง ทำให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น พร้อมทั้งกระตุ้นให้เกิดการแข่งขันและการพัฒนาเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าสองล้อของไทยอย่างก้าวกระโดด ถือเป็นก้าวที่สำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไปสู่เป้าหมายการเดินทางที่สะอาดและยั่งยืนในอนาคต
เลือกซื้อจักรยานไฟฟ้าที่ตอบโจทย์และได้รับมาตรฐาน
สำหรับการเลือกซื้อยานพาหนะไฟฟ้าที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และได้รับมาตรฐานความปลอดภัย GIANT Shopping Mall คือศูนย์รวมที่จำหน่ายจักรยานไฟฟ้าทุกประเภท สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า และ E-bike ที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองทุกความต้องการในการเดินทางยุคใหม่
สามารถเข้ามาเยี่ยมชมและทดลองขับขี่ได้ที่โชว์รูม หรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมผ่านช่องทางต่างๆ
ติดต่อเรา:
- Facebook: FACEBOOK PAGE
- Line: LINE
- เว็บไซต์: ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม
เวลาทำการ: เปิดทุกวัน จันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
โทรศัพท์: 061-962-2878
ที่ตั้ง: 44 หมู่ 14 ตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น 40000
