มาตรการ EV ใหม่ 2568: E-Bike จะถูกลงอีกหรือไม่?
รัฐบาลได้ประกาศมาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เฟสใหม่ หรือที่รู้จักในชื่อ EV 3.5 ซึ่งจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในปี 2568 ต่อเนื่องไปจนถึงปี 2570 นโยบายดังกล่าวสร้างความสนใจเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภคที่กำลังพิจารณาเปลี่ยนมาใช้ยานพาหนะพลังงานสะอาด อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญที่หลายคนสงสัยคือ มาตรการ EV ใหม่ 2568: E-Bike จะถูกลงอีกหรือไม่? เนื่องจากยานพาหนะสองล้อไฟฟ้ากำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การทำความเข้าใจในรายละเอียดของนโยบายจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อประเมินทิศทางของตลาดและราคาในอนาคต
สรุปประเด็นสำคัญของนโยบาย EV ล่าสุด
- มาตรการ EV 3.5 ที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติมุ่งเน้นการสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้าและรถกระบะไฟฟ้าเป็นหลัก เพื่อรักษาฐานการผลิตของประเทศและส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมยานยนต์
- นโยบายดังกล่าวไม่มีการระบุถึงมาตรการสนับสนุนสำหรับจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) หรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าโดยตรง ทำให้ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าราคาจะปรับตัวลดลงจากมาตรการนี้
- ราคารถยนต์ไฟฟ้ามีแนวโน้มที่จะปรับตัวสูงขึ้นหลังสิ้นสุดมาตรการ EV3 ในปลายปี 2568 เนื่องจากเงินอุดหนุนในเฟส EV 3.5 มีมูลค่าลดน้อยลง
- ปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลต่อราคา E-Bike ในอนาคต คือ ร่างกฎกระทรวงการคลังว่าด้วยการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตสำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งยังอยู่ระหว่างการพิจารณาและยังไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการ
- ผู้ที่สนใจซื้อ E-Bike ควรติดตามการประกาศจากภาครัฐเกี่ยวกับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตอย่างใกล้ชิด เพราะจะเป็นตัวชี้วัดทิศทางราคาที่ชัดเจนที่สุด
การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าเป็นหนึ่งในวาระสำคัญของรัฐบาลไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อลดมลพิษและส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ นโยบายสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าที่ผ่านมาได้สร้างแรงกระเพื่อมให้กับตลาดอย่างมาก โดยเฉพาะการลดราคาจำหน่ายของรถยนต์ไฟฟ้าที่ดึงดูดผู้บริโภคจำนวนมาก เมื่อมาตรการเดิมใกล้สิ้นสุดลง การเปิดตัวมาตรการ EV 3.5 จึงเป็นที่จับตามองอย่างยิ่ง ผู้บริโภคและผู้ประกอบการต่างคาดหวังที่จะเห็นความต่อเนื่องของนโยบาย และขยายการสนับสนุนไปยังยานยนต์ไฟฟ้าประเภทอื่นๆ โดยเฉพาะยานพาหนะขนาดเล็กอย่างจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นที่นิยมสำหรับการเดินทางในเมือง อย่างไรก็ตาม รายละเอียดของนโยบายที่ประกาศออกมานั้นได้สร้างทั้งความชัดเจนและความไม่แน่นอนในเวลาเดียวกัน
ภาพรวมมาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าเฟสใหม่ (EV 3.5)
มาตรการ EV 3.5 คือนโยบายต่อเนื่องจากมาตรการ EV 3 ที่ได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในช่วงปลายปี 2566 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการใช้และการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศอย่างยั่งยืน โดยคำนึงถึงสภาวะเศรษฐกิจโลก ป้องกันปัญหาอุปทานส่วนเกิน และหลีกเลี่ยงสงครามราคาที่อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของอุตสาหกรรมในระยะยาว
เป้าหมายหลักของนโยบายรถไฟฟ้า 2568
นโยบายนี้ถูกออกแบบมาเพื่อบรรลุเป้าหมายเชิงกลยุทธ์หลายประการ โดยมีหัวใจสำคัญคือการรักษาและต่อยอดฐานการผลิตยานยนต์ของประเทศไทยให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก เป้าหมายหลักประกอบด้วย:
- การรักษาฐานการผลิต: สร้างความต่อเนื่องและยืดหยุ่นให้ผู้ประกอบการที่ได้รับสิทธิประโยชน์จากมาตรการ EV3 สามารถวางแผนการผลิตและจำหน่ายได้สอดคล้องกับอุปสงค์ในตลาด
- การส่งเสริมการลงทุน: ดึงดูดการลงทุนในการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนสำคัญภายในประเทศ โดยเฉพาะแบตเตอรี่ซึ่งเป็นหัวใจของรถ EV
- การบริหารจัดการอุปทาน: ป้องกันปัญหารถยนต์ไฟฟ้าล้นตลาดที่อาจนำไปสู่การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อผู้ผลิตในระยะยาว
- การเปลี่ยนผ่านที่ราบรื่น: สนับสนุนให้ผู้ผลิตยานยนต์สันดาปภายใน (ICE) สามารถปรับตัวและเปลี่ยนผ่านสู่การผลิตยานยนต์ไฟฟ้าได้อย่างเป็นระบบ
สาระสำคัญของมาตรการ EV3 และ EV 3.5
เพื่อให้เห็นภาพความแตกต่างและความต่อเนื่องของนโยบาย สามารถสรุปสาระสำคัญด้านกรอบเวลาและเงื่อนไขได้ดังนี้:
| มาตรการ | ระยะเวลาจำหน่ายภายใน | กำหนดการจดทะเบียนสิ้นสุด |
|---|---|---|
| EV3 | 31 ธันวาคม 2568 | 31 มกราคม 2569 |
| EV3.5 | 31 ธันวาคม 2570 | 31 มกราคม 2571 |
นอกจากนี้ มาตรการใหม่ยังมีความยืดหยุ่นที่สำคัญคือ ผู้ผลิตที่ได้รับสิทธิประโยชน์ภายใต้มาตรการ EV3 สามารถนำยอดการผลิตไปชดเชยภายใต้เงื่อนไขของมาตรการ EV 3.5 ได้ เพื่อให้สามารถบริหารจัดการการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังมีการผ่อนผันให้นำเข้าเซลล์แบตเตอรี่มาคำนวณเป็นมูลค่าชิ้นส่วนในประเทศได้ชั่วคราว เพื่อเร่งรัดให้เกิดการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศมากขึ้นในระยะต่อไป
วิเคราะห์ผลกระทบต่อราคายานยนต์ไฟฟ้าประเภทต่างๆ
แม้ว่ามาตรการ EV 3.5 จะมีเป้าหมายเพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับอุตสาหกรรม แต่ผลกระทบต่อราคายานยนต์ไฟฟ้าแต่ละประเภทกลับมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบระหว่างรถยนต์ไฟฟ้าและจักรยานไฟฟ้า
แนวโน้มราคารถยนต์ไฟฟ้า (EV Car) หลังสิ้นสุดมาตรการ EV3
สำหรับตลาดรถยนต์ไฟฟ้า มีแนวโน้มที่ชัดเจนว่าราคาจำหน่ายจะมีการปรับตัวสูงขึ้นหลังวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ซึ่งเป็นวันสิ้นสุดของมาตรการ EV3 ปัจจัยหลักมาจากการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการอุดหนุนของภาครัฐในมาตรการ EV 3.5 ซึ่งให้เงินอุดหนุนน้อยกว่าเดิม
ภายใต้มาตรการ EV3 รถยนต์ไฟฟ้านำเข้าจะได้รับเงินอุดหนุนสูงสุดถึง 150,000 บาทต่อคัน แต่ในมาตรการ EV 3.5 เงินอุดหนุนสำหรับรถนำเข้าจะลดลงเหลือระหว่าง 5,000 – 100,000 บาทต่อคัน ขึ้นอยู่กับขนาดของแบตเตอรี่และราคาจำหน่าย การลดลงของเงินอุดหนุนส่วนนี้ ประกอบกับการปรับขึ้นของอัตราภาษีสรรพสามิตจาก 2% เป็นอัตราปกติที่สูงขึ้น (แม้จะมีการพิจารณาโครงสร้างภาษีพิเศษสำหรับรถ EV) จะส่งผลให้ต้นทุนของผู้ประกอบการสูงขึ้น และคาดว่าจะมีการผลักภาระมายังผู้บริโภค ทำให้ราคาจำหน่ายปลีกอาจปรับเพิ่มขึ้นได้ตั้งแต่ 120,000 บาท ไปจนถึง 300,000 บาทต่อคัน ขึ้นอยู่กับรุ่นและยี่ห้อ
สถานการณ์ของจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า
ในทางกลับกัน สถานการณ์สำหรับจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้ายังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เนื่องจากในเอกสารและมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับมาตรการ EV 3.5 นั้น ไม่มีการระบุรายละเอียดหรือมาตรการสนับสนุนสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าสองล้อเป็นการเฉพาะ ซึ่งหมายความว่า E-Bike ไม่ได้รับอานิสงส์โดยตรงจากเงินอุดหนุนหรือสิทธิประโยชน์ทางภาษีในรอบนี้
ปัจจุบันยังไม่มีความชัดเจนว่าราคา E-Bike จะถูกลงหรือไม่จากมาตรการ EV ใหม่ เนื่องจากนโยบายหลักมุ่งเน้นไปที่รถยนต์ไฟฟ้าเป็นสำคัญ อนาคตของราคาจึงขึ้นอยู่กับกฎหมายภาษีสรรพสามิตสำหรับรถจักรยานยนต์โดยเฉพาะ ซึ่งยังไม่ประกาศใช้
อย่างไรก็ตาม มีความเคลื่อนไหวที่น่าจับตามองคือ คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบในหลักการของร่างกฎกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการปรับปรุงโครงสร้างภาษีสรรพสามิตสำหรับรถจักรยานยนต์ เพื่อให้รองรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Motorcycle) ได้อย่างเหมาะสม แต่เนื่องจากร่างดังกล่าวยังถือเป็นวาระลับและต้องรอการประกาศในราชกิจจานุเบกษาอย่างเป็นทางการ จึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่าโครงสร้างภาษีใหม่จะเป็นคุณหรือเป็นโทษต่อราคา E-Bike ในตลาด
ปัจจัยใดที่จะกำหนดราคา E-Bike ในอนาคต?
เมื่อมาตรการ EV 3.5 ไม่ได้ครอบคลุมถึง E-Bike โดยตรง การวิเคราะห์ทิศทางราคาจึงต้องพิจารณาจากปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งตัวแปรสำคัญที่สุดคือโครงสร้างภาษีและนโยบายสนับสนุนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
การประกาศใช้กฎกระทรวงภาษีสรรพสามิต
นี่คือปัจจัยที่สำคัญที่สุดและมีผลโดยตรงต่อราคาจำหน่าย E-Bike หากกฎกระทรวงฉบับใหม่กำหนดอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับจักรยานยนต์ไฟฟ้าในอัตราที่ต่ำกว่าปัจจุบัน หรือมีเงื่อนไขการลดหย่อนสำหรับผู้ผลิตที่ใช้ชิ้นส่วนในประเทศ ก็มีโอกาสสูงที่ราคาจำหน่ายปลีกจะปรับตัวลดลง ในทางตรงกันข้าม หากอัตราภาษียังคงเดิมหรือปรับสูงขึ้น ราคาอาจไม่เปลี่ยนแปลงหรืออาจแพงขึ้นได้ ผู้บริโภคและผู้ประกอบการจึงต้องติดตามการประกาศในราชกิจจานุเบกษาอย่างใกล้ชิด
นโยบายสนับสนุนเฉพาะกลุ่มจากภาครัฐ
แม้ว่า EV 3.5 จะเน้นที่รถยนต์ แต่ก็มีความเป็นไปได้ที่ในอนาคตรัฐบาลอาจออกมาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าสองล้อเป็นการเฉพาะกิจ เพื่อส่งเสริมการใช้งานในวงกว้างและลดปัญหามลพิษในเมืองใหญ่ มาตรการดังกล่าวอาจมาในรูปแบบของเงินอุดหนุนการซื้อ (Cash Subsidy) หรือการลดหย่อนภาษีส่วนบุคคลสำหรับผู้ซื้อ ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง ก็จะเป็นปัจจัยบวกที่ทำให้ราคา E-Bike เข้าถึงง่ายขึ้น
กลไกตลาดและการแข่งขันของผู้ผลิต
นอกเหนือจากนโยบายภาครัฐแล้ว กลไกตลาดยังมีบทบาทสำคัญในการกำหนดราคา เมื่อความนิยมของ E-Bike เพิ่มสูงขึ้น จะเกิดการแข่งขันระหว่างผู้ผลิตและผู้นำเข้ามากขึ้น ซึ่งโดยธรรมชาตินำไปสู่การแข่งขันด้านราคาและคุณภาพ นอกจากนี้ การพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่และมอเตอร์ที่ก้าวหน้าขึ้น จะช่วยลดต้นทุนการผลิตในระยะยาว ทำให้ผู้ผลิตสามารถตั้งราคาจำหน่ายที่น่าดึงดูดใจได้มากขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งพานโยบายรัฐเพียงอย่างเดียว
สรุปและแนวทางสำหรับผู้ที่สนใจซื้อ E-Bike
โดยสรุปแล้ว คำตอบสำหรับคำถามที่ว่า มาตรการ EV ใหม่ 2568: E-Bike จะถูกลงอีกหรือไม่? คือ ณ ปัจจุบันยังไม่มีความชัดเจนและไม่สามารถยืนยันได้ มาตรการ EV 3.5 ที่ประกาศออกมานั้นมุ่งเน้นไปที่การสนับสนุนอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าเป็นหลัก และไม่ได้มีข้อกำหนดที่ส่งผลโดยตรงต่อการลดราคาของจักรยานไฟฟ้าหรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า
อนาคตของราคา E-Bike ขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญคือการประกาศใช้กฎกระทรวงว่าด้วยภาษีสรรพสามิตสำหรับรถจักรยานยนต์ ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางราคาที่แท้จริง ดังนั้น ผู้ที่กำลังวางแผนซื้อ E-Bike หรือยานพาหนะไฟฟ้าสองล้อ ควรติดตามข่าวสารจากภาครัฐอย่างต่อเนื่องเพื่อประกอบการตัดสินใจ
สำหรับผู้ที่กำลังมองหาจักรยานไฟฟ้า สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า หรือ E-Bike ที่มีคุณภาพและออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลาย GIANT Shopping Mall คือศูนย์รวมที่น่าสนใจ ที่นี่มีสินค้าให้เลือกมากมายเพื่อตอบสนองทุกความต้องการในการเดินทางยุคใหม่
สามารถเยี่ยมชมและเลือกซื้อสินค้าได้ที่ร้าน หรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่:
ที่ตั้งร้าน: 44 หมู่ 14 ตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น 40000
เบอร์โทรศัพท์: 061-962-2878
เวลาทำการ: เปิดทุกวัน จันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
