นโยบายรัฐ EV ใหม่ ดันราคา E-Bike ถูกลงจริงหรือ?
ท่ามกลางกระแสความตื่นตัวด้านยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ทั่วโลก ประเทศไทยได้แสดงเจตนารมณ์ที่ชัดเจนในการเป็นฐานการผลิตและส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าผ่านนโยบายและมาตรการสนับสนุนต่างๆ อย่างต่อเนื่อง คำถามสำคัญที่เกิดขึ้นในหมู่ผู้บริโภคคือ นโยบายรัฐ EV ใหม่ ดันราคา E-Bike ถูกลงจริงหรือ? แม้ว่านโยบายภาพรวมจะดูเอื้อประโยชน์ต่ออุตสาหกรรม EV แต่ผลลัพธ์ที่มีต่อกลุ่มจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้ากลับมีความซับซ้อนและขึ้นอยู่กับปัจจัยเฉพาะหลายประการที่นอกเหนือไปจากมาตรการหลักที่มุ่งเน้นรถยนต์ไฟฟ้าส่วนบุคคล
ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจ
- นโยบาย EV ของภาครัฐในปัจจุบัน เช่น มาตรการ EV 3.5 และเป้าหมาย 30@30 มุ่งเน้นการส่งเสริมอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) เป็นหลัก ซึ่งผลประโยชน์อาจไม่ส่งผ่านมาถึงตลาด E-Bike โดยตรงในระยะสั้น
- ราคาของ E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญก็ต่อเมื่อมีมาตรการสนับสนุนที่เจาะจงสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าสองล้อโดยเฉพาะ เช่น เงินอุดหนุนผู้ซื้อ หรือการลดหย่อนภาษีสำหรับผู้ผลิตและผู้นำเข้า
- ปัจจัยหลักที่ควบคุมราคา E-Bike ในปัจจุบัน ได้แก่ ต้นทุนแบตเตอรี่ซึ่งเป็นสัดส่วนใหญ่ของต้นทุนรวม, การแข่งขันด้านราคาจากสินค้านำเข้าโดยเฉพาะจากประเทศจีน และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จและสับเปลี่ยนแบตเตอรี่
- แม้มาตรการรัฐจะยังไม่ชัดเจนสำหรับกลุ่มสองล้อ แต่การเติบโตของตลาดและการแข่งขันที่สูงขึ้น อาจเป็นปัจจัยที่ช่วยกดดันให้ราคาปรับตัวลดลงได้ในอนาคต
- ผู้บริโภคที่สนใจ E-Bike ควรติดตามประกาศนโยบายเพิ่มเติมจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินทิศทางราคาและตัดสินใจเลือกซื้อได้อย่างเหมาะสม
ทิศทางยานยนต์ไฟฟ้าไทยภายใต้นโยบายใหม่
รัฐบาลไทยได้กำหนดทิศทางการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าสมัยใหม่ไว้อย่างชัดเจน โดยมีเป้าหมายเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สร้างความมั่นคงทางพลังงาน และผลักดันให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าที่สำคัญในภูมิภาคอาเซียน นโยบายเหล่านี้ถูกขับเคลื่อนผ่านคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ด EV) ซึ่งทำหน้าที่ออกมาตรการทั้งด้านภาษีและไม่ใช่ภาษีเพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกิดการลงทุน การผลิต และการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศอย่างแพร่หลาย การประกาศใช้มาตรการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องนับเป็นสัญญาณบวกต่อภาพรวมของอุตสาหกรรม แต่สำหรับผู้บริโภคในตลาดเฉพาะกลุ่มอย่าง E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า การทำความเข้าใจในรายละเอียดของนโยบายจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อประเมินผลกระทบที่แท้จริงต่อราคาจำหน่าย
เจาะลึกนโยบาย EV 3.5 และเป้าหมาย 30@30
สองกลไกสำคัญที่ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของไทยในปัจจุบันคือ มาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า ระยะที่ 2 (EV 3.5) และเป้าหมาย 30@30 ซึ่งทั้งสองส่วนนี้มีเป้าหมายร่วมกันในการสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าที่สมบูรณ์
สาระสำคัญของมาตรการ EV 3.5
มาตรการ EV 3.5 เป็นการต่อยอดความสำเร็จจากมาตรการ EV 3.0 โดยมีระยะเวลาบังคับใช้ 4 ปี (พ.ศ. 2567-2570) มาตรการนี้ยังคงให้สิทธิประโยชน์แก่ผู้ประกอบการและผู้ซื้อ แต่มีการปรับเงื่อนไขบางประการเพื่อกระตุ้นให้เกิดการผลิตในประเทศมากขึ้น สาระสำคัญประกอบด้วย:
- เงินอุดหนุน: การให้เงินอุดหนุนแก่ผู้ซื้อรถยนต์ไฟฟ้าและรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่เข้าร่วมโครงการ แต่ระดับเงินอุดหนุนสำหรับรถยนต์อาจมีการปรับลดลงจากเฟสแรก เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนการผลิตที่คาดว่าจะลดลงในอนาคต
- การลดหย่อนภาษี: การลดอัตราอากรขาเข้าสำหรับรถยนต์สำเร็จรูป (CBU) และการลดอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศ
- เงื่อนไขการผลิตชดเชย: ผู้ประกอบการที่นำรถยนต์ไฟฟ้าเข้ามาจำหน่ายและได้รับสิทธิประโยชน์ จะต้องมีแผนการผลิตชดเชยในประเทศตามสัดส่วนและระยะเวลาที่กำหนด เพื่อส่งเสริมการลงทุนและถ่ายทอดเทคโนโลยี
อย่างไรก็ตาม จะเห็นได้ว่าเงื่อนไขและสิทธิประโยชน์ส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปที่อุตสาหกรรมรถยนต์นั่งไฟฟ้าเป็นหลัก ซึ่งมีโครงสร้างอุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานที่ซับซ้อนกว่ากลุ่มรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า
วิสัยทัศน์ 30@30: สู่การเป็นฐานการผลิต EV
เป้าหมาย 30@30 เป็นนโยบายเชิงวิสัยทัศน์ที่ตั้งเป้าให้ประเทศไทยมีการผลิตยานยนต์ไร้มลพิษ (Zero Emission Vehicle: ZEV) ให้ได้อย่างน้อย 30% ของการผลิตยานยนต์ทั้งหมดภายในปี ค.ศ. 2030 (พ.ศ. 2573) เป้าหมายนี้ครอบคลุมทั้งรถยนต์นั่ง รถกระบะ และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า การจะบรรลุเป้าหมายนี้ได้ รัฐจำเป็นต้องออกมาตรการส่งเสริมที่ครบวงจร ตั้งแต่การสนับสนุนการลงทุนในโรงงานผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนสำคัญ เช่น แบตเตอรี่ ไปจนถึงการสร้างอุปสงค์ในประเทศผ่านเงินอุดหนุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษี รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น สถานีอัดประจุไฟฟ้าให้ครอบคลุมและเพียงพอต่อความต้องการ
ผลกระทบทางตรงและทางอ้อมต่อราคา E-Bike
แม้ว่ากรอบนโยบายระดับชาติจะดูครอบคลุมยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภท แต่เมื่อพิจารณาในรายละเอียดจะพบว่าผลกระทบต่อราคา E-Bike นั้นไม่ตรงไปตรงมาเหมือนกับรถยนต์ไฟฟ้า
เหตุใดนโยบายจึงมุ่งเน้นรถยนต์นั่งเป็นหลัก?
อุตสาหกรรมรถยนต์เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย มีมูลค่าการลงทุนสูง สร้างการจ้างงานจำนวนมาก และมีห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแกร่ง การเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมรถยนต์สันดาปภายในไปสู่รถยนต์ไฟฟ้าจึงเป็นวาระแห่งชาติที่ต้องมีการวางแผนและให้การสนับสนุนอย่างเข้มข้น เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของประเทศในเวทีโลก ด้วยเหตุนี้ มาตรการอย่าง EV 3.5 จึงถูกออกแบบมาโดยมีเงื่อนไขที่ซับซ้อน เช่น การผลิตชดเชยและการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับโครงสร้างของอุตสาหกรรมรถยนต์มากกว่า
ช่องว่างเชิงนโยบายสำหรับรถสองล้อไฟฟ้า
ในขณะที่นโยบายให้ความสำคัญกับรถยนต์ไฟฟ้าเป็นอย่างมาก กลับยังขาดมาตรการที่ออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับตลาด E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าอย่างชัดเจน บทวิเคราะห์และเอกสารนโยบายสาธารณะส่วนใหญ่มักจะกล่าวถึงรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในภาพรวม แต่ยังไม่มีการประกาศมาตรการอุดหนุนหรือลดหย่อนภาษีที่ชัดเจนและมีพลังมากพอที่จะส่งผลให้ราคาขายปลีกลดลงอย่างรวดเร็ว ช่องว่างนี้ทำให้ผู้ผลิตและผู้นำเข้า E-Bike ยังคงต้องเผชิญกับโครงสร้างต้นทุนเดิมเป็นหลัก และผลประโยชน์จากนโยบาย EV ภาพรวมอาจส่งผ่านมาถึงในรูปแบบทางอ้อมและช้ากว่า เช่น การเกิดระบบนิเวศของซัพพลายเออร์ชิ้นส่วนบางอย่างที่ใช้ร่วมกันได้ในระยะยาว
5 ปัจจัยสำคัญที่เป็นตัวกำหนดราคา E-Bike ในประเทศไทย
เมื่อนโยบายภาครัฐยังไม่มีผลโดยตรง การเปลี่ยนแปลงของราคา E-Bike จึงขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านตลาดและต้นทุนเป็นสำคัญ ซึ่งประกอบด้วย 5 ปัจจัยหลักดังนี้
1. ต้นทุนแบตเตอรี่: หัวใจหลักของยานยนต์ไฟฟ้า
แบตเตอรี่ถือเป็นชิ้นส่วนที่มีราคาสูงที่สุดในยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภท โดยคิดเป็นสัดส่วนต้นทุนที่สูงมากของราคา E-Bike ทั้งคัน ราคาของแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน (Li-ion) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย ขึ้นอยู่กับราคาวัตถุดิบในตลาดโลก เช่น ลิเธียม โคบอลต์ และนิกเกิล แม้ว่าแนวโน้มราคาแบตเตอรี่ทั่วโลกจะลดลงอย่างต่อเนื่องในระยะยาว แต่ความผันผวนของราคาวัตถุดิบในระยะสั้นก็สามารถส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตได้ นโยบายของรัฐที่ส่งเสริมการผลิตเซลล์แบตเตอรี่ในประเทศอาจช่วยลดต้นทุนในระยะยาวได้ แต่ในปัจจุบันผู้ผลิตส่วนใหญ่ยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าเซลล์แบตเตอรี่จากต่างประเทศเป็นหลัก
2. มาตรการอุดหนุนเฉพาะกลุ่ม: ตัวแปรสำคัญที่สุด
นี่คือปัจจัยที่จะส่งผลต่อราคา E-Bike ได้รวดเร็วและชัดเจนที่สุด หากภาครัฐออกมาตรการสนับสนุนโดยตรงสำหรับผู้ซื้อ E-Bike เช่น การให้เงินอุดหนุนเป็นส่วนลด หรือการออกมาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับผู้ผลิตและผู้นำเข้าที่ทำตามเงื่อนไข จะทำให้ราคาขายปลีกสามารถปรับลดลงได้ทันที การไม่มีมาตรการเฉพาะทางในส่วนนี้ถือเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ราคา E-Bike ยังไม่ลดลงมากนักเมื่อเทียบกับศักยภาพที่ควรจะเป็น
3. การแข่งขันจากตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะจีน
ประเทศจีนเป็นผู้ผลิต E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้ารายใหญ่ที่สุดของโลก ด้วยความได้เปรียบจากการผลิตในปริมาณมหาศาล (Economies of Scale) ทำให้สามารถทำราคาได้ต่ำกว่าผู้ผลิตในประเทศอื่น ๆ การนำเข้า E-Bike จากจีนจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันราคาในตลาดประเทศไทย ผู้ผลิตในประเทศต้องแข่งขันด้านราคากับสินค้านำเข้า ในขณะเดียวกัน การแข่งขันที่รุนแรงนี้ก็เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค เพราะทำให้ผู้ขายต้องปรับกลยุทธ์ด้านราคาเพื่อดึงดูดลูกค้า ซึ่งอาจนำไปสู่ราคาที่เข้าถึงง่ายขึ้นในที่สุด
4. โครงสร้างพื้นฐานและการยอมรับของผู้บริโภค
ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน เช่น สถานีอัดประจุไฟฟ้าสาธารณะ หรือสถานีสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ (Battery Swapping) มีผลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคโดยตรง หากโครงสร้างพื้นฐานมีความครอบคลุมและสะดวกสบาย จะช่วยสร้างความมั่นใจและกระตุ้นให้เกิดความต้องการในตลาดมากขึ้น เมื่อความต้องการเพิ่มสูงขึ้น ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายจะสามารถเพิ่มปริมาณการผลิตและนำเข้า ซึ่งจะนำไปสู่ต้นทุนต่อหน่วยที่ลดลงและส่งผลดีต่อราคาขายในระยะยาว
5. มาตรฐานความปลอดภัยและกฎระเบียบใหม่
การกำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) หรือกฎระเบียบด้านความปลอดภัยสำหรับ E-Bike และแบตเตอรี่ เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติตามมาตรฐานที่เข้มงวดขึ้นอาจทำให้ผู้ผลิตมีต้นทุนเพิ่มขึ้น ทั้งในด้านการวิจัยและพัฒนา การเลือกใช้วัสดุ และกระบวนการผลิต ซึ่งต้นทุนที่เพิ่มขึ้นนี้อาจถูกส่งต่อไปยังผู้บริโภคในรูปแบบของราคาสินค้าที่สูงขึ้นได้ ดังนั้น การสร้างสมดุลระหว่างมาตรฐานความปลอดภัยและภาระต้นทุนจึงเป็นเรื่องที่ท้าทาย
| ปัจจัย | แนวโน้มผลกระทบต่อราคา | คำอธิบาย |
|---|---|---|
| นโยบายอุดหนุนผู้ซื้อโดยตรง | ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ | เป็นมาตรการที่ส่งผลต่อราคาขายปลีกได้ทันทีและชัดเจนที่สุด |
| การลดภาษีสรรพสามิต/นำเข้า | ลดลง | ช่วยลดต้นทุนของผู้ผลิตและผู้นำเข้า ซึ่งสามารถส่งต่อเป็นส่วนลดให้ผู้บริโภคได้ |
| ต้นทุนแบตเตอรี่ในตลาดโลก | ผันผวน (แนวโน้มระยะยาวลดลง) | ราคาแบตเตอรี่ที่ลดลงจะช่วยให้ต้นทุนการผลิต E-Bike ถูกลงโดยตรง |
| การแข่งขันจากสินค้านำเข้า | ลดลง | สินค้าราคาถูกจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจีน กดดันให้ผู้ขายในประเทศต้องแข่งขันด้านราคา |
| การบังคับใช้มาตรฐานความปลอดภัย | อาจสูงขึ้น | การยกระดับมาตรฐานอาจทำให้ผู้ผลิตมีต้นทุนเพิ่มขึ้นในการพัฒนาและผลิตสินค้า |
| การขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐาน | คงที่ หรือลดลงในระยะยาว | กระตุ้นอุปสงค์ในตลาด เมื่อตลาดใหญ่ขึ้นจะเกิดการประหยัดต่อขนาด (Economies of Scale) |
แนวโน้มราคา E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าในปี 2568
เมื่อพิจารณาจากปัจจัยทั้งหมด สามารถคาดการณ์แนวโน้มราคา E-Bike ในปี 2568 ได้เป็น 2 สถานการณ์หลัก:
- สถานการณ์ที่ 1: รัฐบาลประกาศมาตรการสนับสนุน E-Bike โดยเฉพาะ
หากภายในปี 2568 มีการประกาศมาตรการอุดหนุนผู้ซื้อ หรือลดหย่อนภาษีสำหรับกลุ่มรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าอย่างชัดเจน คาดว่าจะเกิดการปรับลดราคาลงอย่างรวดเร็ว ผู้จำหน่ายจะใช้สิทธิประโยชน์จากภาครัฐมาทำโปรโมชั่นส่งเสริมการขาย ทำให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึง E-Bike ได้ในราคาที่ถูกลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นตลาดให้เติบโตแบบก้าวกระโดด - สถานการณ์ที่ 2: นโยบายยังคงเน้นรถยนต์และไม่มีมาตรการเฉพาะสำหรับ E-Bike
หากยังไม่มีมาตรการเฉพาะทางออกมา ราคา E-Bike ในปี 2568 จะยังคงเคลื่อนไหวตามกลไกตลาดเป็นหลัก การลดลงของราคาจะเป็นไปอย่างช้าๆ โดยได้รับอิทธิพลจากการแข่งขันของผู้จำหน่ายและแนวโน้มต้นทุนแบตเตอรี่ในตลาดโลก ผู้บริโภคอาจเห็นการลดราคาในบางรุ่นหรือช่วงโปรโมชั่น แต่จะไม่ใช่การปรับลดราคาครั้งใหญ่ทั้งตลาด
อนาคตของราคา E-Bike ในประเทศไทยไม่ได้ขึ้นอยู่กับนโยบาย EV ภาพรวมเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่าจะมี ‘มาตรการเฉพาะทาง’ สำหรับรถสองล้อไฟฟ้าเกิดขึ้นหรือไม่และเมื่อไหร่ ซึ่งจะเป็นตัวตัดสินที่สำคัญที่สุดในการทำให้ยานพาหนะไฟฟ้าประเภทนี้เป็นที่นิยมในวงกว้าง
บทสรุปและแนวทางสำหรับผู้บริโภค
สรุปแล้ว คำตอบของคำถามที่ว่า “นโยบายรัฐ EV ใหม่ ดันราคา E-Bike ถูกลงจริงหรือ?” คือ “ยังไม่จริงในทางตรง แต่มีความเป็นไปได้ในอนาคต” นโยบาย EV ของรัฐบาลไทยในปัจจุบันยังคงให้น้ำหนักกับอุตสาหกรรมรถยนต์นั่งไฟฟ้าเป็นหลัก ทำให้ผลประโยชน์ยังไม่ส่งผ่านมายังตลาด E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าอย่างเต็มที่ การลดลงของราคาในปัจจุบันจึงเป็นผลมาจากปัจจัยด้านการแข่งขันในตลาดและต้นทุนการผลิตมากกว่านโยบายภาครัฐโดยตรง
สำหรับผู้ที่กำลังพิจารณาซื้อจักรยานไฟฟ้าหรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า คำแนะนำคือการติดตามข่าวสารและประกาศจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เช่น คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ด EV) และกระทรวงอุตสาหกรรม หากมีการประกาศมาตรการสนับสนุนสำหรับรถสองล้อไฟฟ้าออกมา นั่นจะเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการตัดสินใจซื้อ อย่างไรก็ตาม การแข่งขันในตลาดที่สูงขึ้นก็ทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกที่หลากหลายและมีโอกาสได้สินค้าในราคาที่สมเหตุสมผลอยู่เสมอ
เลือกซื้อจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่ตอบโจทย์
สำหรับผู้ที่มองหาจักรยานไฟฟ้า สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า และ E-Bike คุณภาพ ที่ GIANT Shopping Mall คือศูนย์รวมยานพาหนะไฟฟ้าหลากหลายประเภทที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองทุกความต้องการในการเดินทางยุคใหม่
สามารถศึกษาข้อมูลและเลือกชมสินค้า หรือติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่:
- FACEBOOK PAGE: https://www.facebook.com/giantshoppingmall
- LINE: @giantshoppingmall
- เว็บไซต์: ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม
เวลาทำการ: เปิดบริการทุกวัน จันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
โทรศัพท์: 061-962-2878
ที่ตั้ง: 44 หมู่ 14 ตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น 40000
