ยืดอายุแบตเตอรี่ E-Bike: 5 วิธีชาร์จที่ถูกต้อง
แบตเตอรี่ถือเป็นหัวใจหลักของจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) ที่ส่งมอบพละกำลังและกำหนดระยะทางในการขับขี่ การดูแลรักษาและชาร์จแบตเตอรี่อย่างถูกวิธีจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพและอายุการใช้งาน การละเลยเรื่องพื้นฐานอาจนำไปสู่ปัญหาแบตเตอรี่เสื่อมสภาพก่อนเวลาอันควรและสร้างภาระค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนใหม่
- การเลือกใช้อุปกรณ์ชาร์จที่ได้มาตรฐานจากผู้ผลิตเป็นด่านแรกของการป้องกันความเสียหาย
- การรักษาระดับประจุแบตเตอรี่ในช่วงกลาง (20-80%) ช่วยลดความเครียดของเซลล์แบตเตอรี่และยืดอายุการใช้งานได้ดีที่สุด
- อุณหภูมิและความชื้นมีผลโดยตรงต่อสุขภาพของแบตเตอรี่ ควรหลีกเลี่ยงการชาร์จในที่ร้อนจัดหรือกลางแจ้ง
- การถอดปลั๊กเมื่อชาร์จเต็มและการจัดเก็บแบตเตอรี่ที่ระดับประจุ 40-60% เมื่อไม่ใช้งานเป็นเวลานาน เป็นวิธีปฏิบัติที่สำคัญในการถนอมแบตเตอรี่
- การตรวจสอบสภาพสายชาร์จและพอร์ตเชื่อมต่ออย่างสม่ำเสมอช่วยป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้
การยืดอายุแบตเตอรี่ E-Bike: 5 วิธีชาร์จที่ถูกต้อง เป็นองค์ความรู้ที่จำเป็นสำหรับผู้ใช้งานจักรยานไฟฟ้าทุกคน เนื่องจากแบตเตอรี่คือส่วนประกอบที่มีราคาสูงที่สุดและมีความสำคัญต่อสมรรถนะของรถมากที่สุด พฤติกรรมการชาร์จที่ไม่เหมาะสมสามารถลดทอนอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ลงได้อย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ระยะทางที่วิ่งได้ต่อการชาร์จหนึ่งครั้งลดลง และท้ายที่สุดก็นำไปสู่การเสื่อมสภาพก่อนเวลาอันควร บทความนี้จะนำเสนอแนวทางและเทคนิคการชาร์จแบตเตอรี่จักรยานไฟฟ้าอย่างละเอียด เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถดูแลรักษาส่วนประกอบสำคัญนี้ให้มีประสิทธิภาพสูงสุดและใช้งานได้ยาวนานที่สุด
หัวใจสำคัญของจักรยานไฟฟ้า
จักรยานไฟฟ้าได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วโลก ด้วยความสามารถในการผสานการออกกำลังกายเข้ากับการเดินทางที่สะดวกสบายและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งองค์ประกอบที่ทำให้จักรยานไฟฟ้าแตกต่างจากจักรยานทั่วไปคือระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า อันประกอบด้วยมอเตอร์, ระบบควบคุม และแหล่งพลังงานอย่างแบตเตอรี่ แบตเตอรี่จึงเปรียบเสมือนหัวใจที่สูบฉีดพลังงานไปยังมอเตอร์เพื่อช่วยผ่อนแรงในการปั่นหรือขับเคลื่อนตัวรถไปข้างหน้า คุณภาพและสุขภาพของแบตเตอรี่จึงส่งผลโดยตรงต่อประสบการณ์การขับขี่ ตั้งแต่พละกำลัง อัตราเร่ง ไปจนถึงระยะทางสูงสุดที่สามารถเดินทางได้
การทำความเข้าใจถึงความสำคัญของการดูแลแบตเตอรี่จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ขับขี่ทุกคน เพราะไม่เพียงแต่จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงหรือเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ในระยะยาว แต่ยังช่วยรักษาประสิทธิภาพของจักรยานไฟฟ้าให้คงที่และพร้อมใช้งานอยู่เสมอ การลงทุนเวลาเพื่อเรียนรู้วิธีชาร์จจักรยานไฟฟ้าที่ถูกต้องจึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเพื่อรักษาประสิทธิภาพสูงสุดของยานพาหนะคู่ใจ
หลักการพื้นฐานของแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน
แบตเตอรี่ส่วนใหญ่ที่ใช้ในจักรยานไฟฟ้าปัจจุบันคือแบตเตอรี่ชนิดลิเธียมไอออน (Lithium-ion) ซึ่งมีข้อดีในเรื่องความหนาแน่นของพลังงานสูง น้ำหนักเบา และมีอายุการใช้งาน (Cycle Life) ที่ยาวนานกว่าแบตเตอรี่ชนิดอื่น อย่างไรก็ตาม แบตเตอรี่ประเภทนี้มีความไวต่อปัจจัยภายนอก เช่น อุณหภูมิ และรูปแบบการชาร์จ-คายประจุ การเสื่อมสภาพของแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนเป็นกระบวนการทางเคมีที่เกิดขึ้นอย่างช้าๆ ตลอดเวลา แต่พฤติกรรมการใช้งานบางอย่างสามารถเร่งกระบวนการนี้ให้เร็วขึ้นได้
ปัจจัยหลักที่ทำให้แบตเตอรี่เสื่อมสภาพคือ “ความเครียด” ที่เกิดขึ้นกับเซลล์แบตเตอรี่ ซึ่งความเครียดนี้มักเกิดจากการอยู่ในสภาวะแรงดันไฟฟ้าสูง (ชาร์จเต็ม 100%) หรือต่ำเกินไป (ปล่อยให้หมด 0%) เป็นเวลานาน รวมถึงการสัมผัสกับอุณหภูมิที่สูงเกินไป ดังนั้น หลักการสำคัญในการดูแลแบต e-bike คือการพยายามรักษาสภาพการทำงานของแบตเตอรี่ให้อยู่ใน “โซนปลอดภัย” เพื่อลดความเครียดและชะลอการเสื่อมสภาพให้ช้าที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
5 วิธีชาร์จที่ถูกต้องเพื่อยืดอายุแบตเตอรี่
การปฏิบัติตามแนวทางการชาร์จที่เหมาะสมเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการถนอมแบตเตอรี่จักรยานไฟฟ้าให้มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน ต่อไปนี้คือ 5 วิธีการหลักที่ผู้ใช้งานควรยึดถือเป็นแนวปฏิบัติ
1. เลือกใช้ที่ชาร์จมาตรฐานจากผู้ผลิตเท่านั้น
ที่ชาร์จที่มาพร้อมกับจักรยานไฟฟ้าได้รับการออกแบบมาโดยเฉพาะให้มีแรงดันไฟฟ้า (Voltage) และกระแสไฟฟ้า (Amperage) ที่เหมาะสมกับแบตเตอรี่รุ่นนั้นๆ การใช้ที่ชาร์จอื่นที่ไม่ได้มาตรฐาน ที่ชาร์จปลอม หรือที่ชาร์จสำหรับอุปกรณ์อื่น อาจจ่ายไฟที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งส่งผลเสียร้ายแรงต่อเซลล์แบตเตอรี่
ความเสี่ยง: การใช้ที่ชาร์จที่จ่ายแรงดันสูงเกินไปจะทำให้เซลล์แบตเตอรี่เกิดความเครียดสูงและร้อนจัด เร่งการเสื่อมสภาพอย่างรวดเร็ว ในทางกลับกัน หากจ่ายกระแสสูงเกินไป (Fast Charging ที่ไม่รองรับ) อาจทำให้เกิดความร้อนสะสมสูงเกินขีดจำกัดความปลอดภัย นำไปสู่ความเสียหายถาวรหรือแม้กระทั่งความเสี่ยงต่อการเกิดอัคคีภัย
คำแนะนำ: ควรใช้ที่ชาร์จแท้ที่มากับตัวรถเสมอ หากที่ชาร์จเดิมชำรุดหรือสูญหาย ควรติดต่อศูนย์บริการหรือตัวแทนจำหน่ายที่ได้รับอนุญาตเพื่อซื้อที่ชาร์จใหม่ที่ตรงรุ่นเท่านั้น หลีกเลี่ยงการซื้อที่ชาร์จราคาถูกที่ไม่ทราบแหล่งที่มาโดยเด็ดขาด
2. รักษาระดับประจุแบตเตอรี่ให้อยู่ในช่วงที่เหมาะสม
แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนไม่ชอบสภาวะที่ “สุดขั้ว” ไม่ว่าจะเป็นการชาร์จจนเต็ม 100% หรือการปล่อยให้แบตเตอรี่หมดจนเหลือ 0% บ่อยครั้ง การรักษาระดับประจุให้อยู่ในช่วงกลางๆ จะช่วยลดความเครียดทางเคมีภายในเซลล์ได้ดีที่สุด
ช่วงระดับประจุที่เหมาะสมที่สุดสำหรับแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนในการใช้งานประจำวันคือระหว่าง 20% ถึง 80% การรักษาระดับประจุในช่วงนี้สามารถยืดอายุวงจรการชาร์จ (Cycle Life) ได้มากกว่าการชาร์จเต็ม 100% ทุกครั้งอย่างมีนัยสำคัญ
คำแนะนำ: สำหรับการใช้งานทั่วไป ไม่จำเป็นต้องชาร์จแบตเตอรี่ให้เต็ม 100% ทุกครั้งหลังใช้งาน ควรชาร์จเมื่อระดับแบตเตอรี่ลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 20-30% และถอดปลั๊กเมื่อชาร์จถึงระดับ 80-90% การชาร์จให้เต็ม 100% ควรทำเป็นครั้งคราวเท่านั้น เช่น ก่อนการเดินทางไกลที่ต้องการระยะทางสูงสุด การชาร์จสั้นๆ แต่บ่อยครั้ง ดีกว่าการปล่อยให้แบตเตอรี่หมดเกลี้ยงแล้วชาร์จยาวจนเต็ม
3. หลีกเลี่ยงการชาร์จในสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวย
อุณหภูมิเป็นศัตรูตัวฉกาจของแบตเตอรี่ การชาร์จในที่ที่มีอุณหภูมิสูงจะเร่งปฏิกิริยาเคมีภายในเซลล์ ทำให้แบตเตอรี่เสื่อมสภาพเร็วขึ้นอย่างมาก
ความเสี่ยง: การชาร์จจักรยานไฟฟ้ากลางแดด ในโรงรถที่ร้อนอบอ้าว หรือในบริเวณที่ไม่มีอากาศถ่ายเท จะทำให้อุณหภูมิของแบตเตอรี่สูงขึ้นในระหว่างการชาร์จ ซึ่งอาจเกินขีดจำกัดที่ปลอดภัยและสร้างความเสียหายถาวรต่อความสามารถในการเก็บประจุ นอกจากนี้ ความชื้นสูงหรือการชาร์จกลางฝนก็เป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อระบบไฟฟ้าและอาจทำให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจรได้
คำแนะนำ: ควรเลือกสถานที่ชาร์จในร่ม แห้ง และมีอากาศถ่ายเทสะดวก อุณหภูมิห้อง (ประมาณ 20-25 องศาเซลเซียส) ถือเป็นสภาวะที่เหมาะสมที่สุด หากเพิ่งขับขี่มา ควรจอดรถทิ้งไว้สักพักเพื่อให้แบตเตอรี่เย็นลงก่อนเริ่มทำการชาร์จ
4. ถอดปลั๊กทันทีเมื่อชาร์จเต็ม
แม้ว่าที่ชาร์จสมัยใหม่ส่วนใหญ่จะมีระบบตัดไฟอัตโนมัติเมื่อแบตเตอรี่เต็ม แต่การเสียบสายชาร์จทิ้งไว้เป็นเวลานาน (เช่น ข้ามคืน) ยังคงทำให้แบตเตอรี่อยู่ในสภาวะแรงดันสูงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นสภาวะที่สร้างความเครียดให้กับเซลล์แบตเตอรี่
ความเสี่ยง: การปล่อยให้แบตเตอรี่อยู่ที่ระดับ 100% เป็นเวลานานจะเร่งการเสื่อมสภาพของขั้วไฟฟ้าภายใน ทำให้ความจุรวมของแบตเตอรี่ลดลงเร็วกว่าที่ควรจะเป็น พฤติกรรมการเสียบชาร์จทิ้งไว้ข้ามคืนเป็นประจำจึงเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของปัญหาแบตเตอรี่เสื่อม
คำแนะนำ: ควรกะเวลาในการชาร์จและถอดปลั๊กออกเมื่อไฟแสดงสถานะเปลี่ยนเป็นสีเขียวหรือบ่งชี้ว่าการชาร์จเสร็จสิ้นแล้ว การสร้างนิสัยในการตรวจสอบและถอดที่ชาร์จออกทันทีจะช่วยยืดอายุการใช้งานแบตเตอรี่ได้อย่างมาก
5. การจัดเก็บแบตเตอรี่ในระยะยาวอย่างถูกวิธี
หากมีความจำเป็นต้องจอดจักรยานไฟฟ้าทิ้งไว้โดยไม่ได้ใช้งานเป็นเวลานานหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน การจัดเก็บแบตเตอรี่อย่างถูกวิธีเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง
ความเสี่ยง: การเก็บแบตเตอรี่ที่ระดับประจุเต็ม 100% จะทำให้แบตเตอรี่เสื่อมสภาพอย่างรวดเร็ว ในขณะที่การเก็บไว้ที่ระดับ 0% อาจทำให้เกิดภาวะคายประจุลึก (Deep Discharge) ซึ่งเซลล์แบตเตอรี่อาจเสียหายถาวรและไม่สามารถกลับมาใช้งานได้อีก
คำแนะนำ: ก่อนการจัดเก็บระยะยาว ควรชาร์จหรือใช้แบตเตอรี่ให้อยู่ในระดับประมาณ 40-60% ซึ่งเป็นระดับที่เซลล์แบตเตอรี่มีความเสถียรและเกิดความเครียดน้อยที่สุด หากเป็นไปได้ ควรถอดแบตเตอรี่ออกจากตัวรถและนำไปเก็บไว้ในที่แห้งและเย็น นอกจากนี้ ควรนำแบตเตอรี่ออกมาตรวจสอบระดับประจุทุกๆ 1-2 เดือน และชาร์จกลับให้อยู่ในช่วง 40-60% หากระดับประจุลดลงมากเกินไป
| วิธีการ | เหตุผลทางเทคนิค | คำแนะนำในการปฏิบัติ |
|---|---|---|
| 1. ใช้ที่ชาร์จมาตรฐาน | ป้องกันแรงดันและกระแสไฟที่ไม่เหมาะสม ซึ่งทำลายเซลล์แบตเตอรี่และก่อให้เกิดความร้อนสูงเกินไป | ใช้ที่ชาร์จแท้ที่มากับรถ หรือซื้อจากตัวแทนจำหน่ายที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น |
| 2. รักษาระดับประจุ 20-80% | ลดความเครียดทางเคมีในเซลล์แบตเตอรี่ที่เกิดจากสภาวะแรงดันสูง (100%) หรือต่ำเกินไป (0%) | ชาร์จเมื่อแบตเตอรี่เหลือ 20-30% และถอดปลั๊กที่ 80-90% สำหรับการใช้งานปกติ |
| 3. หลีกเลี่ยงสภาพแวดล้อมไม่ดี | ความร้อนสูงเร่งการเสื่อมสภาพทางเคมี ส่วนความชื้นอาจทำให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจร | ชาร์จในที่ร่ม แห้ง และมีอากาศถ่ายเทสะดวก อุณหภูมิห้องดีที่สุด |
| 4. ถอดปลั๊กเมื่อเต็ม | ป้องกันไม่ให้แบตเตอรี่อยู่ในสภาวะแรงดันสูงต่อเนื่องเป็นเวลานาน ซึ่งทำให้เซลล์เสื่อมเร็ว | ถอดที่ชาร์จออกทันทีเมื่อไฟสถานะแจ้งว่าชาร์จเต็มแล้ว ไม่ควรเสียบทิ้งไว้ข้ามคืน |
| 5. จัดเก็บที่ประจุ 40-60% | เป็นระดับประจุที่เซลล์แบตเตอรี่มีความเสถียรสูงสุด ป้องกันการคายประจุลึกหรือความเครียดจากประจุเต็ม | ก่อนเก็บระยะยาว ให้ปรับระดับประจุให้อยู่ในช่วง 40-60% และเก็บในที่แห้งและเย็น |
เคล็ดลับเพิ่มเติมและการบำรุงรักษาเชิงรุก
นอกเหนือจาก 5 วิธีการหลักข้างต้น ยังมีเคล็ดลับและการบำรุงรักษาเพิ่มเติมที่สามารถช่วยดูแลแบต e-bike ให้มีประสิทธิภาพดีเยี่ยมอยู่เสมอ
การดูแลเชิงปฏิบัติในชีวิตประจำวัน
- การชาร์จหลังใช้งาน: การชาร์จแบตเตอรี่หลังการใช้งานแต่ละครั้ง (แม้จะใช้ไปไม่มาก) เป็นพฤติกรรมที่ดี เพราะช่วยให้แบตเตอรี่กลับมาอยู่ในช่วงประจุที่เหมาะสมเสมอ และพร้อมสำหรับการใช้งานครั้งต่อไป
- ป้องกันการคายประจุแฝง: เมื่อต้องจอดรถเป็นเวลานานหลายวัน ควรปิดสวิตช์หลักหรือเบรกเกอร์ของรถ (ถ้ามี) เพื่อตัดการเชื่อมต่อของแบตเตอรี่ออกจากระบบโดยสมบูรณ์ ป้องกันการดึงกระแสไฟเล็กน้อยที่อาจทำให้แบตเตอรี่หมดได้
- ใช้ระบบ Regenerative Braking: หากจักรยานไฟฟ้ารุ่นนั้นๆ มีระบบเบรกที่สามารถปั่นไฟกลับ (Regenerative Braking) การใช้งานระบบนี้จะช่วยชาร์จพลังงานบางส่วนกลับเข้าสู่แบตเตอรี่ในระหว่างการชะลอความเร็วหรือลงทางลาดชัน ซึ่งช่วยลดภาระการชาร์จและยืดระยะทางได้เล็กน้อย
การตรวจสอบและบำรุงรักษาอุปกรณ์ชาร์จ
อุปกรณ์ที่ใช้ในการชาร์จก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน ควรตรวจสอบสายชาร์จและพอร์ตเชื่อมต่อทั้งบนตัวชาร์จและตัวแบตเตอรี่เป็นประจำ หากพบร่องรอยการสึกหรอ สายไฟเปื่อย ฉนวนแตก หรือมีคราบสกปรก/สนิม ควรหยุดใช้งานทันทีและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ การสัมผัสที่ผิดปกติระหว่างการชาร์จอาจทำให้เกิดความร้อนสูงและเป็นอันตรายได้
ข้อควรระวังและสัญญาณเตือนแบตเตอรี่เสื่อม
แม้จะดูแลรักษาเป็นอย่างดี แบตเตอรี่ทุกก้อนย่อมมีการเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลาและจำนวนรอบการใช้งาน สิ่งสำคัญคือการสังเกตสัญญาณเตือนที่บ่งชี้ว่าแบตเตอรี่อาจมีปัญหาหรือใกล้หมดอายุการใช้งาน
- ระยะทางลดลงอย่างเห็นได้ชัด: หากพบว่าการชาร์จเต็มหนึ่งครั้งสามารถวิ่งได้ระยะทางสั้นลงกว่าเดิมมาก แสดงว่าความจุของแบตเตอรี่เริ่มลดลงแล้ว
- แบตเตอรี่บวม: หากตัวแบตเตอรี่มีลักษณะบวมผิดรูปทรง ถือเป็นสัญญาณอันตรายอย่างยิ่ง ควรหยุดใช้งานทันทีและนำไปให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ เพราะอาจมีความเสี่ยงที่จะเกิดการรั่วไหลหรือลัดวงจรภายใน
- ความร้อนผิดปกติ: หากแบตเตอรี่หรือที่ชาร์จร้อนจัดในระหว่างการใช้งานหรือการชาร์จ ควรหยุดใช้งานทันที
- กลิ่นแปลกปลอมหรือการรั่วไหล: หากได้กลิ่นสารเคมีหรือพบของเหลวรั่วซึมออกจากตัวแบตเตอรี่ ให้หยุดใช้งานและเคลื่อนย้ายแบตเตอรี่ไปยังที่ปลอดภัยและอากาศถ่ายเทสะดวก
ข้อควรจำ: คำแนะนำในบทความนี้เป็นหลักการทั่วไปสำหรับการดูแลแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน ผู้ใช้งานควรอ่านและปฏิบัติตามคำแนะนำในคู่มือการใช้งานของผู้ผลิตจักรยานไฟฟ้าและแบตเตอรี่ของตนเองอย่างเคร่งครัด เนื่องจากอาจมีข้อกำหนดเฉพาะที่แตกต่างกันไปในแต่ละรุ่น
บทสรุป: การชาร์จอย่างชาญฉลาดเพื่อ E-Bike ที่ใช้งานได้ยาวนาน
การยืดอายุแบตเตอรี่ E-Bike ไม่ใช่เรื่องซับซ้อน แต่ต้องอาศัยความใส่ใจและความเข้าใจในหลักการทำงานของแบตเตอรี่ การปฏิบัติตาม 5 วิธีชาร์จที่ถูกต้อง ซึ่งได้แก่ การใช้ที่ชาร์จมาตรฐาน, การรักษาระดับประจุในช่วง 20-80%, การหลีกเลี่ยงสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม, การถอดปลั๊กเมื่อชาร์จเต็ม และการจัดเก็บอย่างถูกวิธี จะช่วยชะลอการเสื่อมสภาพของแบตเตอรี่ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด นิสัยการชาร์จที่ดีไม่เพียงแต่จะช่วยให้จักรยานไฟฟ้ามีสมรรถนะที่ดีและวิ่งได้ไกลดังเดิม แต่ยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่มีราคาสูงที่สุดของรถในระยะยาวอีกด้วย
สำหรับผู้ที่กำลังมองหาจักรยานไฟฟ้า สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า หรือ E-Bike คุณภาพสูง ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการในการเดินทาง GIANT Shopping Mall คือศูนย์รวมยานพาหนะไฟฟ้าที่ครบวงจร พร้อมทีมงานผู้เชี่ยวชาญที่สามารถให้คำแนะนำด้านการดูแลบำรุงรักษา e-bike ได้อย่างมืออาชีพ
สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ผ่านช่องทาง FACEBOOK PAGE หรือ LINE และสามารถดูรายละเอียดสินค้าเพิ่มเติมหรือ ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม ได้ที่เว็บไซต์
เวลาทำการ: ทุกวัน จันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
โทรศัพท์: 061-962-2878
ที่ตั้ง: 44 หมู่ 14 ตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น 40000
