ค่าไฟ E-Bike เดือนละเท่าไหร่? วิธีคำนวณง่ายๆ
- สรุปประเด็นสำคัญเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายจักรยานไฟฟ้า
- ทำความเข้าใจพื้นฐานการใช้พลังงานของจักรยานไฟฟ้า
- วิธีคำนวณค่าไฟ E-Bike อย่างละเอียดทีละขั้นตอน
- ตัวอย่างการคำนวณจากสถานการณ์จริง
- เปรียบเทียบความคุ้มค่า: E-Bike กับรถจักรยานยนต์ที่ใช้น้ำมัน
- ปัจจัยที่มีผลต่อค่าไฟฟ้าของ E-Bike
- เทคนิคเพิ่มเติมเพื่อความแม่นยำในการคำนวณ
- บทสรุป: ความประหยัดที่จับต้องได้ของจักรยานไฟฟ้า
- เลือกซื้อจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่เหมาะสม
การพิจารณาเลือกใช้จักรยานไฟฟ้าหรือ E-Bike เป็นยานพาหนะทางเลือกใหม่ ทำให้เกิดคำถามสำคัญคือ ค่าไฟ E-Bike เดือนละเท่าไหร่? วิธีคำนวณง่ายๆ เพื่อประเมินความคุ้มค่าในการใช้งานระยะยาว บทความนี้จะนำเสนอวิธีการคำนวณค่าใช้จ่ายด้านพลังงานอย่างละเอียด เพื่อให้เห็นภาพความประหยัดที่ชัดเจนเมื่อเปรียบเทียบกับยานพาหนะที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงแบบดั้งเดิม
สรุปประเด็นสำคัญเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายจักรยานไฟฟ้า
- ค่าใช้จ่ายรายเดือนต่ำ: โดยทั่วไป ค่าไฟฟ้าสำหรับการชาร์จ E-Bike อยู่ที่ประมาณ 100–300 บาทต่อเดือน ขึ้นอยู่กับระยะทางการใช้งานและรุ่นของยานพาหนะ
- ต้นทุนต่อกิโลเมตรถูกอย่างน่าทึ่ง: ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของ E-Bike เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 0.20–1 บาทต่อกิโลเมตร ซึ่งถูกกว่ารถจักรยานยนต์ที่ใช้น้ำมันถึง 10–20 เท่า
- คำนวณได้ง่าย: การคำนวณค่าใช้จ่ายสามารถทำได้โดยการนำความจุของแบตเตอรี่ (kWh) มาคูณกับอัตราค่าไฟฟ้าต่อหน่วย (บาท/kWh) เพื่อหาค่าใช้จ่ายต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง
- ความประหยัดที่ชัดเจน: การเปลี่ยนมาใช้ E-Bike สำหรับการเดินทางในชีวิตประจำวัน เช่น การไปทำงาน สามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้มากกว่า 4,000 บาทต่อเดือน เมื่อเทียบกับการใช้รถจักรยานยนต์
- ปัจจัยแวดล้อมมีผลต่อค่าใช้จ่าย: อัตราค่าไฟฟ้า, ความจุของแบตเตอรี่, และลักษณะการขับขี่ ล้วนเป็นตัวแปรสำคัญที่มีผลโดยตรงต่อค่าใช้จ่ายรายเดือน
ทำความเข้าใจพื้นฐานการใช้พลังงานของจักรยานไฟฟ้า
จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้ากำลังเป็นที่นิยมมากขึ้นในฐานะยานพาหนะสำหรับการเดินทางในระยะใกล้ถึงปานกลาง เนื่องจากความคล่องตัว เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และที่สำคัญคือค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่ต่ำกว่ายานพาหนะเครื่องยนต์สันดาปอย่างมาก หัวใจหลักของความประหยัดนี้คือการใช้พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ ซึ่งมีต้นทุนต่อหน่วยพลังงานที่ถูกกว่าน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างเห็นได้ชัด
การตระหนักถึงค่าใช้จ่ายที่แท้จริงจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้ที่กำลังพิจารณาหรือผู้ที่ใช้งาน E-Bike อยู่แล้ว การทราบวิธีคำนวณค่าไฟฟ้าไม่เพียงแต่ช่วยให้สามารถวางแผนงบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังเป็นเครื่องมือในการยืนยันถึงความคุ้มค่าในการลงทุนระยะยาวอีกด้วย บทความนี้จึงถูกสร้างขึ้นเพื่อตอบคำถามที่ว่าการชาร์จ E-Bike ในแต่ละเดือนนั้นมีค่าใช้จ่ายเท่าใด และมีวิธีการคำนวณที่ทุกคนสามารถทำตามได้ง่ายๆ อย่างไร
วิธีคำนวณค่าไฟ E-Bike อย่างละเอียดทีละขั้นตอน
การประเมินค่าใช้จ่ายในการชาร์จจักรยานไฟฟ้าสามารถทำได้อย่างเป็นระบบและไม่ซับซ้อน โดยแบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอนหลัก ซึ่งจะช่วยให้เห็นภาพรวมของค่าใช้จ่ายตั้งแต่การชาร์จหนึ่งครั้งไปจนถึงค่าใช้จ่ายสะสมรายเดือน
ขั้นตอนที่ 1: หาค่าไฟฟ้าต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง
ขั้นตอนแรกคือการคำนวณต้นทุนในการชาร์จแบตเตอรี่ให้เต็ม 100% หนึ่งครั้ง ซึ่งต้องใช้ข้อมูลสองส่วนหลัก คือ ความจุของแบตเตอรี่ และอัตราค่าไฟฟ้าต่อหน่วย
1. หาความจุแบตเตอรี่ในหน่วยกิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh): โดยปกติแล้ว ข้อมูลจำเพาะของ E-Bike จะระบุความจุแบตเตอรี่เป็นโวลต์ (V) และแอมป์-ชั่วโมง (Ah) สามารถแปลงเป็นวัตต์-ชั่วโมง (Wh) ได้โดยใช้สูตร:
วัตต์-ชั่วโมง (Wh) = แรงดันไฟฟ้า (V) × ความจุ (Ah)
จากนั้น แปลงจาก Wh เป็น kWh โดยการหารด้วย 1,000:
กิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh) = วัตต์-ชั่วโมง (Wh) / 1,000
2. ตรวจสอบอัตราค่าไฟฟ้าต่อหน่วย (บาท/kWh): อัตราค่าไฟฟ้าจะแตกต่างกันไปตามผู้ให้บริการ (การไฟฟ้านครหลวง-MEA หรือ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค-PEA) และประเภทของมิเตอร์ไฟฟ้า โดยทั่วไปอัตราเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 4 บาทต่อหน่วย (kWh) อย่างไรก็ตาม หากใช้มิเตอร์แบบ TOU (Time of Use) และชาร์จในช่วง Off-Peak (หลัง 22:00 น. ถึงก่อน 09:00 น. ในวันธรรมดา และตลอดวันในวันหยุด) อัตราค่าไฟอาจลดลงอย่างมาก
3. คำนวณค่าใช้จ่าย: นำค่าที่ได้มาคำนวณตามสูตร:
ค่าไฟต่อการชาร์จเต็ม 1 ครั้ง (บาท) = ความจุแบตเตอรี่ (kWh) × อัตราค่าไฟต่อหน่วย (บาท/kWh)
ขั้นตอนที่ 2: คำนวณค่าใช้จ่ายต่อกิโลเมตร
หลังจากทราบค่าใช้จ่ายต่อการชาร์จหนึ่งครั้งแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการหาต้นทุนเฉลี่ยต่อระยะทางหนึ่งกิโลเมตร ซึ่งเป็นตัวชี้วัดความสิ้นเปลืองพลังงานที่ชัดเจนที่สุด
1. หาระยะทางที่วิ่งได้ต่อการชาร์จเต็ม: ข้อมูลนี้สามารถหาได้จากคู่มือหรือข้อมูลจำเพาะของผู้ผลิต E-Bike แต่ละรุ่น ซึ่งมักจะระบุเป็น “ระยะทางสูงสุดต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง”
2. คำนวณค่าใช้จ่ายต่อกิโลเมตร: นำค่าไฟต่อการชาร์จเต็มมาหารด้วยระยะทางสูงสุดที่วิ่งได้
ค่าใช้จ่ายต่อกิโลเมตร (บาท/กม.) = ค่าไฟต่อการชาร์จเต็ม 1 ครั้ง (บาท) / ระยะทางที่วิ่งได้ (กม.)
ผลลัพธ์ที่ได้จะแสดงให้เห็นว่าการเดินทางทุกๆ หนึ่งกิโลเมตรด้วย E-Bike มีต้นทุนด้านพลังงานเท่าใด ซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะต่ำกว่า 1 บาท
ขั้นตอนที่ 3: ประเมินค่าใช้จ่ายรายเดือน
ขั้นตอนสุดท้ายคือการนำข้อมูลค่าใช้จ่ายต่อกิโลเมตรมาคำนวณเป็นค่าใช้จ่ายรวมในหนึ่งเดือน ซึ่งสามารถทำได้สองวิธี ขึ้นอยู่กับข้อมูลที่มี
วิธีที่ 1: คำนวณจากระยะทางรวมรายเดือน
ประเมินระยะทางที่ใช้งาน E-Bike ทั้งหมดในหนึ่งเดือน (เช่น ระยะทางไป-กลับที่ทำงาน คูณด้วยจำนวนวันทำงาน) จากนั้นนำมาคูณกับค่าใช้จ่ายต่อกิโลเมตร
ค่าไฟรายเดือน (บาท) = ระยะทางรวมต่อเดือน (กม.) × ค่าใช้จ่ายต่อกิโลเมตร (บาท/กม.)
วิธีที่ 2: คำนวณจากจำนวนครั้งที่ชาร์จ
หากรูปแบบการใช้งานค่อนข้างคงที่ สามารถประเมินได้ว่าจะต้องชาร์จแบตเตอรี่กี่ครั้งในหนึ่งเดือน แล้วนำจำนวนครั้งมาคูณกับค่าไฟต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง
ค่าไฟรายเดือน (บาท) = จำนวนครั้งที่ชาร์จต่อเดือน × ค่าไฟต่อการชาร์จเต็ม 1 ครั้ง (บาท)
การคำนวณตามขั้นตอนเหล่านี้จะช่วยให้ได้ตัวเลขค่าใช้จ่ายรายเดือนที่ใกล้เคียงความเป็นจริง และสามารถนำไปใช้ในการวางแผนการเงินและเปรียบเทียบความคุ้มค่าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ตัวอย่างการคำนวณจากสถานการณ์จริง
เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ลองพิจารณาตัวอย่างการคำนวณค่าไฟฟ้าจาก E-Bike สองรุ่นที่มีลักษณะการใช้งานแตกต่างกัน
กรณีศึกษา 1: สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าสำหรับเดินทางไปทำงาน
สมมติว่าผู้ใช้งานใช้สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้ารุ่น Ninebot D38U ซึ่งมีข้อมูลจำเพาะดังนี้
- ระยะทางสูงสุดต่อการชาร์จ: 38 กิโลเมตร
- ระยะเวลาชาร์จจนเต็ม: 6.5 ชั่วโมง
- ค่าไฟต่อการชาร์จเต็ม 1 ครั้ง (คำนวณมาแล้ว): ประมาณ 9.55 บาท (อ้างอิงอัตราค่าไฟประมาณ 4 บาท/หน่วย)
การคำนวณค่าใช้จ่ายต่อกิโลเมตร:
ค่าใช้จ่ายต่อกิโลเมตร = 9.55 บาท / 38 กม. ≈ 0.25 บาทต่อกิโลเมตร
การประเมินค่าใช้จ่ายรายเดือน:
หากผู้ใช้งานเดินทางไป-กลับที่ทำงานเป็นระยะทางรวม 30 กิโลเมตรต่อวัน และทำงาน 22 วันต่อเดือน
- ระยะทางรวมต่อเดือน: 30 กม./วัน × 22 วัน = 660 กิโลเมตร
- ค่าไฟฟ้ารายเดือน: 660 กม. × 0.25 บาท/กม. = 165 บาทต่อเดือน
จากตัวอย่างนี้ จะเห็นได้ว่าค่าใช้จ่ายในการใช้สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าเพื่อเดินทางเป็นระยะทางกว่า 600 กิโลเมตรต่อเดือนนั้นอยู่ที่เพียง 165 บาทเท่านั้น
กรณีศึกษา 2: รถไฟฟ้าสี่ล้อสำหรับใช้งานในชุมชน
พิจารณารถไฟฟ้าสี่ล้อขนาดเล็กรุ่น AOI 497X ซึ่งเหมาะสำหรับผู้สูงอายุหรือแม่บ้านที่ใช้เดินทางไปตลาดหรือทำธุระในระยะใกล้
- แบตเตอรี่: 60V 20Ah
- ระยะทางสูงสุดต่อการชาร์จ: 30–40 กิโลเมตร
การคำนวณค่าไฟต่อการชาร์จเต็ม 1 ครั้ง:
- แปลงหน่วยแบตเตอรี่เป็น kWh:
- Wh = 60V × 20Ah = 1,200 Wh
- kWh = 1,200 Wh / 1,000 = 1.2 kWh
- คำนวณค่าไฟ (สมมติอัตรา 4 บาท/หน่วย):
- ค่าไฟ = 1.2 kWh × 4 บาท/kWh = 4.8 บาท (ประมาณ 5 บาทต่อการชาร์จ)
การประเมินค่าใช้จ่ายรายเดือน:
หากใช้งานเฉลี่ยวันเว้นวัน หรือประมาณ 15 ครั้งต่อเดือน
- ค่าไฟฟ้ารายเดือน: 15 ครั้ง × 5 บาท/ครั้ง = 75 บาทต่อเดือน
สำหรับยานพาหนะประเภทนี้ ซึ่งเน้นการใช้งานไม่บ่อยและระยะทางสั้น ค่าใช้จ่ายรายเดือนจึงยิ่งต่ำลงไปอีก ทำให้เป็นตัวเลือกที่ประหยัดอย่างยิ่งสำหรับการใช้งานเฉพาะทาง
เปรียบเทียบความคุ้มค่า: E-Bike กับรถจักรยานยนต์ที่ใช้น้ำมัน
เพื่อแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างของค่าใช้จ่ายด้านพลังงานอย่างชัดเจน การเปรียบเทียบระหว่างจักรยานไฟฟ้าและรถจักรยานยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปเป็นวิธีที่ดีที่สุด ตารางด้านล่างแสดงการเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายโดยประมาณสำหรับการเดินทางในระยะทางที่เท่ากัน
| ปัจจัยเปรียบเทียบ | จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) | รถจักรยานยนต์ (เครื่องยนต์สันดาป) |
|---|---|---|
| ค่าพลังงานเฉลี่ยต่อกิโลเมตร | ~ 0.25 บาท/กม. | ~ 2.00 – 3.00 บาท/กม. (ขึ้นอยู่กับราคาน้ำมันและอัตราสิ้นเปลือง) |
| ค่าพลังงานรายเดือน (สำหรับ 660 กม.) | 165 บาท | 1,320 – 1,980 บาท |
| ค่าบำรุงรักษาพื้นฐาน (โดยประมาณ) | ต่ำ (ส่วนใหญ่เป็นชิ้นส่วนสิ้นเปลือง เช่น ยาง, ผ้าเบรก) | สูงกว่า (น้ำมันเครื่อง, หัวเทียน, ไส้กรอง, โซ่) |
| ผลต่างค่าใช้จ่ายด้านพลังงานรายเดือน | ประหยัดกว่า 1,155 – 1,815 บาทต่อเดือน | |
| ผลต่างค่าใช้จ่ายด้านพลังงานรายปี | ประหยัดกว่า 13,860 – 21,780 บาทต่อปี | |
จากตารางเปรียบเทียบ จะเห็นได้ว่าส่วนต่างของค่าใช้จ่ายด้านพลังงานเพียงอย่างเดียวนั้นมีนัยสำคัญอย่างมาก การเลือกใช้จักรยานไฟฟ้าสามารถสร้างความประหยัดได้มากกว่าหนึ่งหมื่นบาทต่อปี ซึ่งยังไม่รวมค่าบำรุงรักษาที่ต่ำกว่าและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ค่าภาษีและประกันภัยที่อาจแตกต่างกันไป
ปัจจัยที่มีผลต่อค่าไฟฟ้าของ E-Bike
แม้ว่าการคำนวณเบื้องต้นจะให้ภาพรวมที่ดี แต่ค่าไฟฟ้าที่เกิดขึ้นจริงอาจแตกต่างกันไปตามปัจจัยหลายประการ ผู้ใช้งานควรทำความเข้าใจตัวแปรเหล่านี้เพื่อการประเมินที่แม่นยำยิ่งขึ้น
ความจุและประสิทธิภาพของแบตเตอรี่
แบตเตอรี่เปรียบเสมือนถังน้ำมันของ E-Bike แบตเตอรี่ที่มีความจุสูง (วัดเป็น kWh) จะสามารถเก็บพลังงานได้มากขึ้น ทำให้วิ่งได้ระยะทางไกลขึ้นต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง แต่ก็จะใช้ไฟฟ้าในการชาร์จจนเต็มมากขึ้นเช่นกัน นอกจากนี้ อายุการใช้งานและเทคโนโลยีของแบตเตอรี่ก็มีผลต่อประสิทธิภาพในการชาร์จและการคายประจุ ซึ่งอาจส่งผลต่อปริมาณไฟฟ้าที่ใช้ไปเล็กน้อย
อัตราค่าไฟฟ้าต่อหน่วย
นี่คือตัวแปรที่มีผลโดยตรงที่สุด อัตราค่าไฟฟ้าในประเทศไทยมีโครงสร้างแบบก้าวหน้า คือยิ่งใช้ไฟมาก อัตราต่อหน่วยก็จะยิ่งสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม การใช้งานไฟฟ้าเพื่อชาร์จ E-Bike มักจะไม่สูงพอที่จะทำให้ค่าไฟกระโดดไปในขั้นถัดไปอย่างมีนัยสำคัญ
ทางเลือกที่น่าสนใจคือการใช้มิเตอร์ TOU (Time of Use) ซึ่งมีอัตราค่าไฟในช่วง Off-Peak (เช่น 22:00-09:00 น.) ที่ถูกกว่าช่วง Peak อย่างมาก การตั้งเวลาชาร์จ E-Bike ในช่วงเวลานี้สามารถลดค่าใช้จ่ายลงได้อีก นอกจากนี้ สำหรับบ้านที่ติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ การชาร์จในช่วงกลางวันอาจหมายถึงการใช้ไฟฟ้าที่ผลิตได้เอง ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายให้เข้าใกล้ศูนย์ได้
ลักษณะการใช้งานและสภาพเส้นทาง
พฤติกรรมการขับขี่ส่งผลต่อการใช้พลังงานเช่นเดียวกับรถยนต์ การออกตัวอย่างรวดเร็ว การใช้ความเร็วสูงตลอดเวลา หรือการเบรกบ่อยครั้ง จะทำให้สิ้นเปลืองพลังงานมากกว่าการขับขี่อย่างนุ่มนวล นอกจากนี้ สภาพเส้นทางก็เป็นปัจจัยสำคัญ การขับขี่ขึ้นทางลาดชันหรือในสภาพทวนลมจะต้องใช้พลังงานจากมอเตอร์มากกว่าการขับขี่บนทางเรียบ ส่งผลให้แบตเตอรี่หมดเร็วกว่าปกติและต้องชาร์จบ่อยขึ้น
เทคนิคเพิ่มเติมเพื่อความแม่นยำในการคำนวณ
สำหรับผู้ที่ต้องการความแม่นยำสูงสุดในการวัดค่าไฟฟ้าที่ใช้ไปจริง สามารถใช้อุปกรณ์เสริมที่เรียกว่า “มิเตอร์วัดวัตต์” (Watt Meter) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ขนาดเล็กที่เสียบขั้นระหว่างปลั๊กไฟกับที่ชาร์จของ E-Bike อุปกรณ์นี้จะแสดงปริมาณการใช้ไฟฟ้าจริง (หน่วยเป็น kWh) ในแต่ละครั้งที่ทำการชาร์จ
การใช้มิเตอร์วัดวัตต์จะช่วยตัดตัวแปรเรื่องการสูญเสียพลังงานระหว่างการชาร์จ (Charging Loss) ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นในกระบวนการแปลงไฟฟ้า ทำให้ได้ข้อมูลการใช้ไฟฟ้าที่แท้จริงของ E-Bike รุ่นนั้นๆ จากนั้นจึงนำค่า kWh ที่วัดได้ไปคูณกับอัตราค่าไฟฟ้าต่อหน่วยของบ้าน เพื่อให้ได้ค่าใช้จ่ายที่แม่นยำที่สุด
บทสรุป: ความประหยัดที่จับต้องได้ของจักรยานไฟฟ้า
โดยสรุปแล้ว คำถามที่ว่า ค่าไฟ E-Bike เดือนละเท่าไหร่? วิธีคำนวณง่ายๆ นั้นสามารถตอบได้อย่างชัดเจนว่าค่าใช้จ่ายอยู่ในระดับที่ต่ำมาก โดยทั่วไปอยู่ระหว่าง 100-300 บาทต่อเดือนสำหรับการใช้งานปกติ ซึ่งถือว่าประหยัดกว่าการใช้รถจักรยานยนต์ที่ใช้น้ำมันอย่างมหาศาล การคำนวณค่าใช้จ่ายสามารถทำได้ง่ายๆ โดยเริ่มจากการหาต้นทุนต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง แล้วจึงขยายผลเป็นค่าใช้จ่ายต่อกิโลเมตรและค่าใช้จ่ายรายเดือน
ความคุ้มค่าของ E-Bike ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตัวเลขค่าไฟฟ้าที่ลดลง แต่ยังรวมถึงค่าบำรุงรักษาที่ต่ำกว่า ความคล่องตัวในการเดินทางในเมือง และการเป็นส่วนหนึ่งของการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้จักรยานไฟฟ้าเป็นทางเลือกการเดินทางที่ชาญฉลาดและยั่งยืนสำหรับยุคปัจจุบัน
เลือกซื้อจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่เหมาะสม
การเลือกยานพาหนะไฟฟ้าที่เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์และการใช้งานเป็นสิ่งสำคัญ ที่ GIANT Shopping Mall มีจักรยานไฟฟ้า สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า และ E-Bike หลากหลายประเภทที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองทุกความต้องการ ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางในเมือง การใช้งานในชุมชน หรือเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ
สามารถเข้ามาเยี่ยมชมและรับคำปรึกษาเพื่อเลือกรุ่นที่ใช่ที่สุดได้ที่ร้าน หรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมผ่านช่องทางต่างๆ
- Facebook: FACEBOOK PAGE
- LINE: LINE
- เว็บไซต์: ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม
เวลาทำการ: เปิดทุกวัน จันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
เบอร์โทรศัพท์: 061-962-2878
ที่ตั้ง: 44 หมู่ 14 ตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น 40000
