เจาะลึกมาตรการ EV 3.5: E-Bike ได้ส่วนลดอะไรบ้าง?
- สรุปประเด็นสำคัญของมาตรการ EV 3.5 สำหรับ E-Bike
- ทำความเข้าใจภาพรวมมาตรการ EV 3.5 และเหตุผลสำคัญ
- เงื่อนไขและสิทธิประโยชน์สำหรับจักรยานยนต์ไฟฟ้า (E-Bike) ภายใต้มาตรการ EV 3.5
- การประยุกต์ใช้และสิ่งที่ผู้ซื้อควรพิจารณาก่อนตัดสินใจ
- บทสรุปและอนาคตของ E-Bike ในประเทศไทย
- วางแผนซื้อ E-Bike รุ่นที่ใช่และคุ้มค่าที่สุด
มาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าเฟสสอง หรือ EV 3.5 ได้รับการอนุมัติและเริ่มมีผลบังคับใช้ สร้างความตื่นตัวให้กับตลาดเป็นอย่างมาก แต่ในขณะที่ความสนใจส่วนใหญ่มุ่งไปที่รถยนต์ไฟฟ้า ยังมีผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยที่สงสัยเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์สำหรับยานพาหนะสองล้อไฟฟ้า โดยเฉพาะจักรยานยนต์ไฟฟ้า หรือที่เรียกกันติดปากว่า E-Bike
สรุปประเด็นสำคัญของมาตรการ EV 3.5 สำหรับ E-Bike
- เงินอุดหนุนคงที่: รัฐบาลมอบเงินอุดหนุน 10,000 บาทต่อคัน สำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่เข้าเงื่อนไขตลอดระยะเวลาโครงการ (พ.ศ. 2567-2570)
- เงื่อนไขเฉพาะ: รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าต้องผลิตในประเทศไทย มีราคาขายปลีกไม่เกิน 150,000 บาท และใช้แบตเตอรี่ที่มีความจุตั้งแต่ 3 กิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) ขึ้นไป
- สิทธิประโยชน์ทางภาษี: อัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่เข้าเกณฑ์จะถูกปรับลดลงเหลือเพียง 1% ซึ่งช่วยลดต้นทุนและทำให้ราคาจำหน่ายน่าสนใจยิ่งขึ้น
- เป้าหมายชัดเจน: มาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการผลิตและใช้รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศ โดยตั้งเป้าการผลิตไว้ที่ประมาณ 675,000 คันภายในปี พ.ศ. 2570
- ความแตกต่างจากรถยนต์: สิทธิประโยชน์สำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้ามีความแตกต่างจากรถยนต์ไฟฟ้า โดยเน้นที่การผลิตในประเทศเป็นหลักและไม่มีการลดหย่อนอากรนำเข้าสำหรับรถนำเข้าทั้งคัน (CBU)
บทความนี้จะทำการ เจาะลึกมาตรการ EV 3.5: E-Bike ได้ส่วนลดอะไรบ้าง? โดยให้ข้อมูลที่ชัดเจนและครอบคลุมเกี่ยวกับเงื่อนไข คุณสมบัติ และสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่ผู้ที่กำลังพิจารณาซื้อรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าจะได้รับ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการตัดสินใจเลือกซื้อยานพาหนะไฟฟ้าที่เหมาะสมและคุ้มค่าที่สุดภายใต้นโยบายของภาครัฐ การทำความเข้าใจในรายละเอียดของมาตรการนี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้ผู้บริโภคได้รับประโยชน์สูงสุด แต่ยังสะท้อนถึงทิศทางการพัฒนายานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทยในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างฐานการผลิตที่แข็งแกร่งและส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดอย่างยั่งยืน
ทำความเข้าใจภาพรวมมาตรการ EV 3.5 และเหตุผลสำคัญ
มาตรการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า ระยะที่ 2 หรือ EV 3.5 เป็นนโยบายต่อเนื่องจากมาตรการ EV 3.0 ที่สิ้นสุดไปแล้ว โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (EV Hub) ในภูมิภาคอาเซียน พร้อมทั้งกระตุ้นการเปลี่ยนผ่านจากการใช้รถยนต์สันดาปภายในไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น นโยบายนี้ครอบคลุมระยะเวลา 4 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2567 ถึง พ.ศ. 2570
เหตุผลเบื้องหลังการออกมาตรการนี้มีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกันในหลายมิติ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ในเชิงเศรษฐกิจ รัฐบาลต้องการดึงดูดการลงทุนจากผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องทั่วโลก เพื่อสร้างระบบนิเวศของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าให้ครบวงจรภายในประเทศ ตั้งแต่การผลิตแบตเตอรี่ไปจนถึงการประกอบรถยนต์ การกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ผลิตต้องตั้งฐานการผลิตในประเทศเพื่อแลกกับสิทธิประโยชน์ต่างๆ เป็นกลยุทธ์สำคัญในการสร้างงาน สร้างรายได้ และถ่ายทอดเทคโนโลยีขั้นสูงมาสู่แรงงานไทย
ในด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม การส่งเสริมให้ประชาชนหันมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้าจะช่วยลดการพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิง ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ในเขตเมือง ซึ่งเป็นปัญหาสุขภาพที่สำคัญ การที่ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงยานยนต์ไฟฟ้าได้ในราคาที่จับต้องได้มากขึ้นผ่านเงินอุดหนุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษี จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนเป้าหมายนี้ให้เกิดขึ้นจริง
เงื่อนไขและสิทธิประโยชน์สำหรับจักรยานยนต์ไฟฟ้า (E-Bike) ภายใต้มาตรการ EV 3.5
สำหรับกลุ่มรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า หรือที่นิยมเรียกว่า E-Bike มาตรการ EV 3.5 ได้กำหนดเงื่อนไขและสิทธิประโยชน์ไว้อย่างชัดเจน ซึ่งมีความแตกต่างจากกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า โดยมุ่งเน้นไปที่การสร้างฐานการผลิตในประเทศเป็นหัวใจสำคัญ ผู้ที่สนใจซื้อจึงจำเป็นต้องศึกษาคุณสมบัติของรถรุ่นที่ต้องการอย่างละเอียดเพื่อให้แน่ใจว่าจะได้รับสิทธิประโยชน์ตามที่ภาครัฐกำหนด
คุณสมบัติของ E-Bike ที่เข้าเกณฑ์รับสิทธิ์
เพื่อให้ได้รับเงินอุดหนุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษีภายใต้มาตรการ EV 3.5 รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าต้องมีคุณสมบัติครบถ้วนทั้ง 3 ข้อดังต่อไปนี้:
- ผลิตในประเทศไทย (Domestically Produced): นี่คือเงื่อนไขที่สำคัญที่สุดสำหรับกลุ่มรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งแตกต่างจากรถยนต์ไฟฟ้าที่ในช่วงแรกยังอนุญาตให้นำเข้าแบบทั้งคันได้ การกำหนดเงื่อนไขนี้มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการในประเทศให้ลงทุนและพัฒนาสายการผลิตอย่างจริงจัง สร้างความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของไทยตั้งแต่ต้นน้ำ
- ราคาขายปลีกแนะนำไม่เกิน 150,000 บาท: การจำกัดเพดานราคาไว้ที่หนึ่งแสนห้าหมื่นบาท เพื่อให้แน่ใจว่าเงินอุดหนุนจากภาครัฐจะถูกส่งไปยังผู้บริโภคในวงกว้าง ทำให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่มีคุณภาพได้ง่ายขึ้น และเป็นการกระตุ้นตลาดในระดับ Mass Market
- ความจุแบตเตอรี่ตั้งแต่ 3 kWh ขึ้นไป: ข้อกำหนดด้านขนาดแบตเตอรี่มีขึ้นเพื่อสร้างมาตรฐานขั้นต่ำให้กับยานพาหนะที่เข้าร่วมโครงการ แบตเตอรี่ที่มีความจุ 3 kWh ขึ้นไปจะสามารถให้ระยะทางการวิ่งที่เพียงพอต่อการใช้งานในชีวิตประจำวัน และมีสมรรถนะที่เหมาะสมกับการเป็นรถจักรยานยนต์ ซึ่งช่วยคัดกรองยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็กอื่นๆ เช่น สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า หรือจักรยานไฟฟ้าช่วยปั่น ที่มีแบตเตอรี่ขนาดเล็กกว่าออกจากโครงการนี้
สิ่งสำคัญที่ผู้บริโภคต้องตระหนักคือ ไม่ใช่รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าทุกรุ่นในตลาดจะได้รับสิทธิ์ตามมาตรการนี้ การตรวจสอบคุณสมบัติทั้ง 3 ข้อกับผู้ผลิตหรือตัวแทนจำหน่ายโดยตรงก่อนการตัดสินใจซื้อจึงเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่ง
สิทธิประโยชน์หลัก: เงินอุดหนุนและภาษี
เมื่อรถจักรยานยนต์ไฟฟ้ามีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่กำหนด ผู้ซื้อจะได้รับสิทธิประโยชน์หลัก 2 ประการ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อราคาจำหน่ายสุดท้าย:
เงินอุดหนุน 10,000 บาทต่อคัน
รัฐบาลจะมอบเงินอุดหนุนจำนวน 10,000 บาท ให้กับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า 1 คันที่เข้าเกณฑ์ โดยเงินจำนวนนี้จะถูกหักออกจากราคาขายโดยตรงจากผู้ผลิตหรือผู้จำหน่าย หมายความว่าผู้ซื้อจะจ่ายในราคาที่ลดลงแล้ว 10,000 บาททันที ณ จุดขาย ไม่ใช่การขอคืนเงินในภายหลัง จุดเด่นของเงินอุดหนุนสำหรับ E-Bike คือเป็นจำนวนเงินคงที่ตลอดระยะเวลาโครงการตั้งแต่ปี 2567-2570 ซึ่งต่างจากรถยนต์ไฟฟ้าที่เงินอุดหนุนอาจมีการปรับลดลงในปีท้ายๆ ของมาตรการ
การลดหย่อนภาษีสรรพสามิตเหลือ 1%
ภาษีสรรพสามิตเป็นภาษีที่เรียกเก็บจากสินค้าบางประเภท ซึ่งจะถูกรวมอยู่ในต้นทุนของผู้ผลิตและส่งผลต่อราคาขายปลีก โดยปกติแล้วรถจักรยานยนต์จะมีอัตราภาษีสรรพสามิตที่สูงกว่า 1% ภายใต้มาตรการ EV 3.5 รัฐบาลได้ลดอัตราภาษีนี้ลงเหลือเพียง 1% สำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศและเข้าเงื่อนไข การลดหย่อนภาษีนี้แม้ผู้บริโภคอาจไม่เห็นเป็นส่วนลดโดยตรงเหมือนเงินอุดหนุน แต่ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ผู้ผลิตสามารถตั้งราคาจำหน่ายเริ่มต้นได้ต่ำลง ทำให้ราคาสุทธิหลังหักเงินอุดหนุนแล้วยิ่งน่าดึงดูดใจมากขึ้น
เปรียบเทียบสิทธิประโยชน์ระหว่างยานยนต์ไฟฟ้าประเภทต่างๆ
เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้น การเปรียบเทียบสิทธิประโยชน์หลักภายใต้มาตรการ EV 3.5 ระหว่างรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า (E-Bike) และรถยนต์ไฟฟ้า จะช่วยให้เข้าใจถึงเป้าหมายของนโยบายที่แตกต่างกันสำหรับยานยนต์แต่ละประเภท
| สิทธิประโยชน์ | รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า (E-Bike) | รถยนต์ไฟฟ้า (EV Car) |
|---|---|---|
| เงินอุดหนุน | 10,000 บาท/คัน (คงที่) | 50,000 – 100,000 บาท/คัน (ขึ้นอยู่กับขนาดแบตเตอรี่และปี) |
| ภาษีสรรพสามิต | ลดเหลือ 1% | ลดเหลือ 2% |
| อากรนำเข้า (CBU) | ไม่มีการสนับสนุน (เน้นผลิตในประเทศ) | ลดหย่อนสูงสุด 40% (ในช่วง 2 ปีแรกของมาตรการ) |
| เงื่อนไขหลัก | ผลิตในประเทศเท่านั้น, ราคาไม่เกิน 150,000 บาท, แบตเตอรี่ ≥ 3 kWh | มีทั้งแบบนำเข้า (CBU) และผลิตในประเทศ (CKD) โดยมีเงื่อนไขการผลิตชดเชย |
การประยุกต์ใช้และสิ่งที่ผู้ซื้อควรพิจารณาก่อนตัดสินใจ
การทำความเข้าใจสิทธิประโยชน์เป็นเพียงขั้นตอนแรก แต่การนำไปประยุกต์ใช้และพิจารณาปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ จะช่วยให้การตัดสินใจซื้อรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าเป็นไปอย่างรอบคอบและเกิดประโยชน์สูงสุด
ขั้นตอนการขอรับสิทธิ์และการตรวจสอบ
สำหรับผู้บริโภค กระบวนการขอรับสิทธิ์นั้นไม่ยุ่งยาก โดยส่วนใหญ่แล้ว ภาระในการดำเนินการจะอยู่ที่ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายที่เข้าร่วมโครงการกับกรมสรรพสามิต โดยมีขั้นตอนสำหรับผู้ซื้อดังนี้:
- การตรวจสอบรุ่นที่เข้าร่วม: ก่อนอื่นผู้ซื้อควรสอบถามกับตัวแทนจำหน่ายโดยตรงว่ารถจักรยานยนต์ไฟฟ้ารุ่นที่สนใจนั้น “เข้าร่วมมาตรการ EV 3.5” หรือไม่ หรือสังเกตสัญลักษณ์ประชาสัมพันธ์ ณ จุดขาย
- การยืนยันราคา: ราคาที่ตัวแทนจำหน่ายเสนอขายควรเป็นราคาสุทธิที่ได้หักเงินอุดหนุน 10,000 บาทออกไปแล้ว ผู้ซื้อควรขอดูรายละเอียดการคำนวณราคาเพื่อความชัดเจน
- การเตรียมเอกสาร: ผู้ซื้อเพียงเตรียมเอกสารส่วนบุคคลตามปกติสำหรับการซื้อรถจักรยานยนต์ เช่น บัตรประจำตัวประชาชนและทะเบียนบ้าน เพื่อให้ตัวแทนจำหน่ายใช้ในการดำเนินการจดทะเบียนและยื่นเรื่องขอรับเงินอุดหนุนจากภาครัฐในนามของบริษัทต่อไป
ผลกระทบต่อตลาด E-Bike ในประเทศไทย
มาตรการ EV 3.5 คาดว่าจะส่งผลกระทบเชิงบวกต่อตลาดรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ ประการแรกคือการกระตุ้นอุปสงค์ (Demand) จากผู้บริโภคอย่างมหาศาล ส่วนลด 10,000 บาทและราคาที่เข้าถึงง่ายขึ้นจะทำให้ผู้ที่เคยลังเลตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้ E-Bike ได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้ที่ใช้รถจักรยานยนต์เป็นพาหนะหลักในชีวิตประจำวัน
ประการที่สองคือการกระตุ้นอุปทาน (Supply) และการลงทุน เงื่อนไขที่บังคับให้ต้องผลิตในประเทศจะดึงดูดให้ผู้ผลิตทั้งรายเดิมและรายใหม่เข้ามาตั้งฐานการผลิตและพัฒนารถรุ่นต่างๆ เพื่อให้เข้าเกณฑ์ ซึ่งจะนำไปสู่การแข่งขันที่สูงขึ้น ตัวเลือกที่หลากหลายสำหรับผู้บริโภค และการพัฒนาเทคโนโลยีที่รวดเร็วขึ้น เป้าหมายการผลิตที่ 675,000 คันภายใน 4 ปี เป็นตัวเลขที่ท้าทายและสะท้อนถึงความคาดหวังการเติบโตของตลาดนี้ได้เป็นอย่างดี
ข้อควรระวังและนิยามของ “E-Bike” ในมาตรการนี้
หนึ่งในข้อควรระวังที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้บริโภคคือการทำความเข้าใจคำนิยามของ “E-Bike” ที่ใช้ในบริบทของมาตรการ EV 3.5 ซึ่งอาจไม่ตรงกับความเข้าใจทั่วไปทั้งหมด
ในมาตรการนี้ “E-Bike” หมายถึง “รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า” (Electric Motorcycle) ที่จดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกได้ มีสมรรถนะและความเร็วเทียบเท่ารถจักรยานยนต์ทั่วไป และต้องมีคุณสมบัติตามที่กำหนด โดยเฉพาะขนาดแบตเตอรี่ที่ต้องไม่ต่ำกว่า 3 kWh
ดังนั้น ยานพาหนะไฟฟ้าสองล้อประเภทอื่น ๆ จะ ไม่เข้าข่าย ได้รับสิทธิ์ตามมาตรการนี้ ได้แก่:
- จักรยานไฟฟ้า (Electric Bicycles): จักรยานที่มีระบบมอเตอร์ไฟฟ้าช่วยปั่น ซึ่งโดยทั่วไปมีแบตเตอรี่ขนาดเล็กมาก (ต่ำกว่า 1 kWh) และไม่สามารถจดทะเบียนเป็นรถจักรยานยนต์ได้
- สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า (Electric Scooters): สกู๊ตเตอร์ขนาดเล็กที่ใช้ยืนขับขี่ ซึ่งส่วนใหญ่มีแบตเตอรี่ขนาดเล็กและมีวัตถุประสงค์เพื่อการเดินทางระยะสั้น (Last-mile mobility) และไม่เข้าเกณฑ์การจดทะเบียน
การแยกแยะยานพาหนะประเภทต่างๆ ให้ชัดเจนจะช่วยป้องกันความเข้าใจผิดและช่วยให้ผู้บริโภคเลือกรุ่นที่ตรงตามความต้องการและได้รับสิทธิประโยชน์จากภาครัฐอย่างแท้จริง
บทสรุปและอนาคตของ E-Bike ในประเทศไทย
มาตรการ EV 3.5 ถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนตลาดรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการมอบสิทธิประโยชน์ที่ชัดเจนและจับต้องได้ทั้งเงินอุดหนุน 10,000 บาท และการลดอัตราภาษีสรรพสามิตเหลือ 1% ทำให้ราคาของ E-Bike ที่ผลิตในประเทศน่าสนใจและเข้าถึงง่ายกว่าที่เคยเป็นมา การมุ่งเน้นเงื่อนไขการผลิตในประเทศยังเป็นการวางรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของไทยในระยะยาว
สำหรับผู้บริโภคที่กำลังมองหาทางเลือกในการเดินทางที่ประหยัดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นี่คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการพิจารณาเปลี่ยนมาใช้รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า โดยต้องไม่ลืมตรวจสอบคุณสมบัติของรถที่สนใจให้ถี่ถ้วน ทั้งแหล่งผลิต ราคา และขนาดแบตเตอรี่ เพื่อให้มั่นใจว่าจะได้รับสิทธิประโยชน์อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย อนาคตของ E-Bike ในไทยนั้นสดใส และมีแนวโน้มที่จะกลายเป็นยานพาหนะกระแสหลักบนท้องถนนในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าอย่างแน่นอน
วางแผนซื้อ E-Bike รุ่นที่ใช่และคุ้มค่าที่สุด
หลังจากทำความเข้าใจมาตรการ EV 3.5 อย่างละเอียดแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการเลือกรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่ตอบโจทย์การใช้งานและไลฟ์สไตล์ของคุณ การเลือกผู้จำหน่ายที่น่าเชื่อถือและมีผลิตภัณฑ์คุณภาพให้เลือกหลากหลายเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้การลงทุนของคุณคุ้มค่าที่สุด
ที่ GIANT Shopping Mall เราคือศูนย์รวมจำหน่ายจักรยานไฟฟ้าทุกประเภท สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า และ E-bike ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการ พร้อมทีมงานผู้เชี่ยวชาญที่สามารถให้คำแนะนำเกี่ยวกับรุ่นที่เข้าร่วมมาตรการส่งเสริมจากภาครัฐ เพื่อให้คุณได้รับสิทธิประโยชน์สูงสุด
สามารถเข้ามาเยี่ยมชมและทดลองขับขี่ได้ที่โชว์รูม หรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่:
เวลาทำการ: เปิดทุกวัน จันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
โทรศัพท์: 061-962-2878
ที่ตั้งร้าน: 44 หมู่ 14 ตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น 40000
