E-Bike ยุคใหม่: ขับขี่ปลอดภัยขึ้นด้วยระบบ AI อัจฉริยะ
- ภาพรวมเทคโนโลยี AI ในจักรยานไฟฟ้า
- นิยามใหม่ของความปลอดภัย: E-Bike ยุคใหม่กับระบบ AI
- ระบบเซ็นเซอร์อัจฉริยะ: ดวงตาและสมองกลของจักรยานไฟฟ้า
- การเชื่อมต่อแห่งอนาคต: เทคโนโลยี V2X และ Smart City Integration
- ยกระดับความปลอดภัยในการจอด: ระบบล็อกและกันขโมยด้วย AI
- เพิ่มการมองเห็นและทัศนวิสัยด้วยระบบแสงสว่างอัจฉริยะ
- AI เพื่อประสิทธิภาพการขับขี่และการจัดการพลังงาน
- ทิศทางตลาดและกฎระเบียบในปี 2026
- สรุป: อนาคตของการขับขี่ที่ปลอดภัยและชาญฉลาด
จักรยานไฟฟ้าหรือ E-Bike กำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งไม่เพียงแต่เพิ่มความสะดวกสบายและประสิทธิภาพในการขับขี่ แต่ยังยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยไปอีกขั้น การผสมผสานระหว่างเซ็นเซอร์อัจฉริยะ, ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง (ADAS), และการเชื่อมต่อแบบ V2X กำลังจะเปลี่ยนโฉมหน้าของยานพาหนะไฟฟ้าสองล้อให้กลายเป็นผู้ช่วยอัจฉริยะบนท้องถนน
ภาพรวมเทคโนโลยี AI ในจักรยานไฟฟ้า
- ความปลอดภัยเชิงรุก: ระบบ AI ใช้เซ็นเซอร์ตรวจจับสภาพแวดล้อมรอบตัว เพื่อเปิดใช้งานระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ การเตือนจุดบอด และการควบคุมการทรงตัว ป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้น
- การเชื่อมต่ออัจฉริยะ: เทคโนโลยี Vehicle-to-Everything (V2X) ช่วยให้ E-Bike สามารถสื่อสารกับยานพาหนะอื่น ๆ และโครงสร้างพื้นฐานของเมือง เช่น สัญญาณไฟจราจร เพื่อลดความเสี่ยงในบริเวณทางแยก
- การป้องกันการโจรกรรมขั้นสูง: ระบบล็อกอัจฉริยะใช้เทคโนโลยีชีวมาตร (Biometrics) เช่น ลายนิ้วมือ พร้อมระบบแจ้งเตือนการงัดแงะ และการติดตามตำแหน่งผ่าน GPS แบบเรียลไทม์
- ประสิทธิภาพและประสบการณ์การขับขี่ที่ดีขึ้น: AI ช่วยจัดการการใช้พลังงานแบตเตอรี่ให้เหมาะสมที่สุด วางแผนเส้นทางที่มีประสิทธิภาพ และรองรับคำสั่งเสียงเพื่อการควบคุมที่สะดวกและปลอดภัย
นิยามใหม่ของความปลอดภัย: E-Bike ยุคใหม่กับระบบ AI
E-Bike ยุคใหม่: ขับขี่ปลอดภัยขึ้นด้วยระบบ AI อัจฉริยะ ได้กลายเป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนายานพาหนะไฟฟ้าส่วนบุคคลแห่งอนาคต การนำปัญญาประดิษฐ์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบควบคุมหลัก ไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มฟังก์ชันเสริม แต่เป็นการสร้างนิยามใหม่ของความปลอดภัยบนท้องถนน เทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยลดความผิดพลาดที่เกิดจากมนุษย์ (Human Error) ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของอุบัติเหตุจำนวนมาก โดยเฉพาะในการสัญจรที่ซับซ้อนของเมืองใหญ่
ความสำคัญของเทคโนโลยีนี้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อพิจารณาจากจำนวนผู้ใช้งานจักรยานไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก ตั้งแต่กลุ่มคนทำงานที่ใช้ในการเดินทางประจำวัน ไปจนถึงผู้สูงอายุและนักปั่นเพื่อการสันทนาการ การมีระบบที่สามารถคาดการณ์และตอบสนองต่ออันตรายได้โดยอัตโนมัติจึงเป็นสิ่งจำเป็น เมื่อเข้าสู่ปี 2026 ผู้ผลิตจักรยานไฟฟ้าชั้นนำหลายราย เช่น Movcan, Mihogo, HOVSCO, และ Hezzo ได้เริ่มนำเทคโนโลยี AI เหล่านี้มาติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน เพื่อสร้างความมั่นใจและมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ปลอดภัยที่สุดให้กับผู้ใช้งานทุกคน
ระบบเซ็นเซอร์อัจฉริยะ: ดวงตาและสมองกลของจักรยานไฟฟ้า
หัวใจสำคัญของจักรยานไฟฟ้าอัจฉริยะคือเครือข่ายเซ็นเซอร์ที่ทำงานร่วมกันเสมือนเป็นระบบประสาทสัมผัสของยานพาหนะ โดยมี AI ทำหน้าที่เป็นสมองกลในการประมวลผลข้อมูลและสั่งการอย่างรวดเร็วและแม่นยำ เซ็นเซอร์เหล่านี้ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลจากทั้งตัวผู้ขับขี่และสภาพแวดล้อมภายนอกอย่างต่อเนื่อง
การตรวจจับสภาพแวดล้อมและวัตถุรอบทิศทาง
ระบบเซ็นเซอร์ใน E-Bike สมัยใหม่มีความซับซ้อนและหลากหลาย เพื่อให้ครอบคลุมการทำงานในทุกมิติ:
- Proximity Sensors: เซ็นเซอร์ตรวจจับวัตถุระยะใกล้ ทำหน้าที่เป็นดวงตารอบทิศทาง สามารถตรวจจับยานพาหนะ คนเดินเท้า หรือสิ่งกีดขวางที่เข้ามาในระยะอันตราย และส่งข้อมูลให้ AI ประมวลผลเพื่อหลีกเลี่ยงการชน
- High-precision Torque Sensors: เซ็นเซอร์วัดแรงบิดที่มีความแม่นยำสูง สามารถวัดแรงปั่นของผู้ขับขี่ได้มากกว่า 1,000 ครั้งต่อวินาที เพื่อให้ AI ปรับกำลังมอเตอร์ช่วยเหลือได้อย่างราบรื่นและเป็นธรรมชาติที่สุด สร้างประสบการณ์การขับขี่ที่ตอบสนองทันทีและปลอดภัย
- Environmental Sensors: เซ็นเซอร์ตรวจจับสภาพแวดล้อม เช่น อุณหภูมิ ความชื้น และคุณภาพอากาศ (PM2.5) ข้อมูลเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้ AI ปรับสมรรถนะของแบตเตอรี่และมอเตอร์ให้เหมาะสมกับสภาพอากาศ แต่ยังสามารถแจ้งเตือนผู้ขับขี่เกี่ยวกับสภาวะที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้อีกด้วย
ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง (ADAS) ใน E-Bike
เทคโนโลยีที่เคยจำกัดอยู่แค่ในอุตสาหกรรมยานยนต์ กำลังถูกนำมาปรับใช้กับจักรยานไฟฟ้าเพื่อสร้างระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง (Advanced Driver-Assistance Systems หรือ ADAS) ที่ออกแบบมาสำหรับยานพาหนะสองล้อโดยเฉพาะ
จากการทดสอบในสภาพแวดล้อมควบคุม พบว่าระบบ ADAS ใน E-Bike สามารถลดโอกาสการเกิดอุบัติเหตุได้สูงสุดถึง 30% โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่ผู้ขับขี่ไม่ทันสังเกตเห็นอันตราย
- Automatic Emergency Braking (AEB): ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ เมื่อเซ็นเซอร์ตรวจพบวัตถุกีดขวางด้านหน้าในระยะกระชั้นชิดและผู้ขับขี่ยังไม่ตอบสนอง ระบบจะสั่งการให้เบรกทำงานอัตโนมัติเพื่อลดความเร็วหรือหยุดรถ ป้องกันการชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- Blind Spot Detection & Collision Warning: ระบบตรวจจับจุดบอดและการเตือนการชน ใช้เรดาร์และกล้องในการตรวจสอบพื้นที่ด้านข้างและด้านหลังของจักรยาน หากมียานพาหนะอื่นเข้ามาในจุดอับสายตา ระบบจะส่งสัญญาณเตือนผ่านการสั่นที่แฮนด์หรือเสียง เพื่อให้ผู้ขับขี่ระมัดระวังก่อนเปลี่ยนเลน
- Stability Control: ระบบควบคุมการทรงตัว ทำหน้าที่ป้องกันล้อลื่นไถลเมื่อขับขี่บนพื้นผิวที่เปียกลื่นหรือเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง โดย AI จะปรับกำลังของมอเตอร์และแรงเบรกอย่างสมดุลเพื่อรักษาเสถียรภาพและป้องกันการสูญเสียการควบคุม
การเชื่อมต่อแห่งอนาคต: เทคโนโลยี V2X และ Smart City Integration
ความปลอดภัยบนท้องถนนไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวจักรยานเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการสื่อสารและการทำงานร่วมกับสภาพแวดล้อมรอบข้าง เทคโนโลยีการเชื่อมต่ออัจฉริยะกำลังเปลี่ยนให้ E-Bike เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศการสัญจรที่ชาญฉลาดและปลอดภัยยิ่งขึ้น
V2X (Vehicle-to-Everything): การสื่อสารเพื่อลดอุบัติเหตุ
เทคโนโลยี V2X คือการสื่อสารไร้สายระหว่างยานพาหนะกับทุกสิ่ง (Vehicle-to-Everything) ซึ่งช่วยให้ E-Bike สามารถ “พูดคุย” กับรถยนต์, รถจักรยานยนต์, สัญญาณไฟจราจร และแม้กระทั่งคนเดินเท้าที่ใช้สมาร์ทโฟนที่มีเทคโนโลยีเดียวกัน การสื่อสารนี้ช่วยให้ AI ของจักรยานสามารถรับรู้ถึงอันตรายที่มองไม่เห็น เช่น รถยนต์ที่กำลังจะวิ่งฝ่าไฟแดงออกมาจากทางแยก หรือรถที่กำลังจะเลี้ยวตัดหน้า ผลการทดสอบในเมืองอัมสเตอร์ดัมพบว่า การใช้เทคโนโลยี V2X สามารถลดอุบัติเหตุบริเวณทางแยกได้ถึง 30%
การผสานรวมกับเมืองอัจฉริยะ (Smart City Integration)
E-Bike ที่มีระบบ AI สามารถเชื่อมต่อกับโครงสร้างพื้นฐานของเมืองอัจฉริยะ (Smart City) เพื่ออำนวยความสะดวกและเพิ่มความปลอดภัย ตัวอย่างเช่น การเชื่อมต่อกับระบบสัญญาณไฟจราจรเพื่อคำนวณความเร็วที่เหมาะสมในการขับขี่ผ่านไฟเขียวได้อย่างต่อเนื่อง (Green Wave) หรือการเชื่อมต่อกับระบบที่จอดรถและสถานีชาร์จอัจฉริยะเพื่อค้นหาและจองพื้นที่ว่างล่วงหน้า
การติดตามและเชื่อมต่อส่วนบุคคลผ่าน IoT
การเชื่อมต่อผ่าน Internet of Things (IoT) ทำให้ E-Bike เป็นมากกว่ายานพาหนะ แต่เป็นอุปกรณ์อัจฉริยะส่วนตัว
- GPS Tracking: ระบบติดตามตำแหน่งแบบเรียลไทม์ไม่เพียงแต่มีประโยชน์ในการนำทาง แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการป้องกันการโจรกรรม หากจักรยานถูกเคลื่อนย้ายโดยไม่ได้รับอนุญาต ระบบจะส่งการแจ้งเตือนไปยังสมาร์ทโฟนของเจ้าของทันที พร้อมทั้งสามารถติดตามตำแหน่งและสั่งล็อกการทำงานของจักรยานจากระยะไกลได้
- IoT Connectivity: E-Bike สามารถซิงค์ข้อมูลกับสมาร์ทโฟนหรือนาฬิกาออกกำลังกาย เพื่อบันทึกข้อมูลการขับขี่ เช่น ระยะทาง, ความเร็ว, แคลอรี่ที่เผาผลาญ และอัตราการเต้นของหัวใจ นอกจากนี้ AI ยังสามารถวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านี้เพื่อคาดการณ์ช่วงเวลาที่ต้องบำรุงรักษาจักรยานได้อีกด้วย
ยกระดับความปลอดภัยในการจอด: ระบบล็อกและกันขโมยด้วย AI
การป้องกันการโจรกรรมเป็นอีกหนึ่งมิติของความปลอดภัยที่ AI เข้ามามีบทบาทสำคัญ ระบบล็อกและรักษาความปลอดภัยใน E-Bike ยุคใหม่ได้พัฒนาไปไกลกว่าการใช้กุญแจแบบดั้งเดิม โดยเปลี่ยนมาใช้เทคโนโลยีที่ทั้งสะดวกและปลอดภัยกว่า
| คุณสมบัติ | คำอธิบาย | ประโยชน์หลัก |
|---|---|---|
| Biometric Authentication | ระบบยืนยันตัวตนด้วยชีวมาตร เช่น เซ็นเซอร์ลายนิ้วมือที่สามารถบันทึกได้ถึง 40 รอย และสแกนได้ในเวลาเพียง 0.5 วินาที | ความปลอดภัยสูง ปลดล็อกได้รวดเร็ว ไม่ต้องพกกุญแจ และป้องกันการปลอมแปลงได้ดีเยี่ยม |
| Intelligent Locking | ระบบล็อกอัตโนมัติเมื่อเจ้าของเดินห่างจากตัวรถ และปลดล็อกอัตโนมัติเมื่อเข้าใกล้ โดยใช้การเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน | เพิ่มความสะดวกสบายและป้องกันการลืมล็อกรถ ลดความเสี่ยงในการถูกโจรกรรม |
| Anti-tamper Alarms | เซ็นเซอร์ตรวจจับการสั่นสะเทือนหรือการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ จะส่งเสียงสัญญาณเตือนภัยความดัง 85+ เดซิเบล และแจ้งเตือนไปยังสมาร์ทโฟน | ยับยั้งการโจรกรรมตั้งแต่เริ่มต้น และแจ้งให้เจ้าของทราบเหตุการณ์ได้ทันทีแม้จะอยู่ไกล |
| Solar-powered Security | ระบบรักษาความปลอดภัยบางรุ่นมีการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ขนาดเล็ก เพื่อให้ระบบยังคงทำงานได้แม้แบตเตอรี่หลักจะหมด | เพิ่มความน่าเชื่อถือของระบบกันขโมย ทำให้ทำงานได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องกังวลเรื่องพลังงาน |
เพิ่มการมองเห็นและทัศนวิสัยด้วยระบบแสงสว่างอัจฉริยะ
ทัศนวิสัยเป็นปัจจัยพื้นฐานของความปลอดภัยบนท้องถนน โดยเฉพาะในช่วงเวลากลางคืนหรือในสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวย ระบบแสงสว่างที่ควบคุมด้วย AI ใน E-Bike รุ่นใหม่ถูกออกแบบมาให้มีความสามารถมากกว่าการเปิด-ปิดไฟธรรมดา
- Adaptive Lighting: ระบบไฟหน้าอัจฉริยะสามารถปรับความสว่างและองศาการส่องสว่างได้อัตโนมัติตามสภาพแสงรอบข้างและความเร็วในการขับขี่ เช่น เพิ่มความสว่างเมื่อเข้าสู่ที่มืด หรือปรับองศาไฟให้ต่ำลงเมื่อมีรถสวนมาเพื่อป้องกันแสงแยงตา
- Integrated Lights and Turn Signals: การออกแบบที่ผสานไฟเลี้ยวและไฟเบรกเข้ากับตัวเฟรมของจักรยานอย่างกลมกลืน ช่วยให้ผู้ใช้ถนนคนอื่น ๆ สามารถคาดเดาทิศทางการเคลื่อนที่ของผู้ขับขี่ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุจากการสื่อสารที่ไม่ชัดเจน
- Emergency Strobe Mode: ในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุหรือจักรยานหยุดกะทันหัน ระบบสามารถเปิดไฟกระพริบฉุกเฉิน (Strobe Mode) โดยอัตโนมัติ เพื่อแจ้งเตือนยานพาหนะที่ตามมาข้างหลังให้เพิ่มความระมัดระวัง
AI เพื่อประสิทธิภาพการขับขี่และการจัดการพลังงาน
นอกเหนือจากมิติด้านความปลอดภัยแล้ว ปัญญาประดิษฐ์ยังมีบทบาทสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการขับขี่และยืดอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของ E-Bike
การจัดการแบตเตอรี่และพลังงานอย่างชาญฉลาด
ระบบจัดการแบตเตอรี่ (Battery Management System – BMS) ที่ควบคุมด้วย AI สามารถเรียนรู้พฤติกรรมการขับขี่ของผู้ใช้และสภาพเส้นทางที่ใช้เป็นประจำ เพื่อจัดสรรการใช้พลังงานไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพสูงสุด AI จะปรับเปลี่ยนโหมดการขับขี่ (Eco, Normal, Sport) ให้อัตโนมัติ เพื่อให้ได้ระยะทางที่ไกลที่สุดต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันปัญหาที่อาจเกิดกับแบตเตอรี่ เช่น การชาร์จไฟเกิน หรืออุณหภูมิสูงเกินไป ซึ่งจะช่วยยืดอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ได้เป็นอย่างดี
การควบคุมด้วยเสียงและการวางแผนเส้นทาง
เพื่อลดการละสายตาจากท้องถนน E-Bike อัจฉริยะจึงมาพร้อมระบบควบคุมด้วยเสียง (Voice Control) ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถสั่งการฟังก์ชันต่าง ๆ เช่น การเปิด-ปิดไฟ, การเปลี่ยนโหมดขับขี่ หรือการใช้ระบบนำทาง โดยไม่ต้องปล่อยมือจากแฮนด์ ซึ่งเป็นการเพิ่มความปลอดภัยอย่างมาก
นอกจากนี้ ระบบวางแผนเส้นทางด้วย AI (AI Route Planning) ยังสามารถคำนวณเส้นทางที่ดีที่สุดโดยพิจารณาจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น สภาพการจราจร, ความลาดชันของเส้นทาง และปริมาณแบตเตอรี่ที่เหลืออยู่ เพื่อให้แน่ใจว่าผู้ขับขี่จะสามารถเดินทางถึงจุดหมายได้อย่างปลอดภัยและมีพลังงานเพียงพอ
ทิศทางตลาดและกฎระเบียบในปี 2026
แนวโน้มที่ชัดเจนในปี 2025 และมุ่งสู่ปี 2026 คือเทคโนโลยี AI จะไม่ได้เป็นเพียงฟีเจอร์สำหรับ E-Bike ระดับพรีเมียมอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ที่พบได้ในจักรยานไฟฟ้ารุ่นกลางถึงรุ่นเริ่มต้น แบรนด์ผู้ผลิตอย่าง Mihogo (รุ่น Mini), Air750 Max, Cyke, Revolt, Tamobyke, และ Varun กำลังแข่งขันกันในการนำเสนอเทคโนโลยีเหล่านี้เพื่อสร้างความแตกต่างและตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยมากขึ้น
ขณะเดียวกัน หน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลกก็เริ่มให้ความสำคัญกับมาตรฐานความปลอดภัยของยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็กมากขึ้น ตัวอย่างเช่น คณะกรรมการความปลอดภัยสินค้าอุปโภคบริโภคของสหรัฐอเมริกา (CPSC) เตรียมออกกฎระเบียบที่เข้มงวดเกี่ยวกับความปลอดภัยของแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนในช่วงกลางปี 2025 ซึ่งจะผลักดันให้ผู้ผลิตต้องใช้เทคโนโลยีการจัดการแบตเตอรี่ที่ควบคุมด้วย AI ที่มีคุณภาพสูงขึ้น เพื่อให้ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยใหม่นี้
สรุป: อนาคตของการขับขี่ที่ปลอดภัยและชาญฉลาด
โดยสรุปแล้ว เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์กำลังปฏิวัติวงการจักรยานไฟฟ้าอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน โดยเปลี่ยนจากยานพาหนะที่อาศัยทักษะและสัญชาตญาณของผู้ขับขี่เป็นหลัก ไปสู่การเป็นพาหนะอัจฉริยะที่มีระบบช่วยเหลือเชิงรุก สามารถคาดการณ์และป้องกันอันตรายได้ด้วยตัวเอง ตั้งแต่ระบบเบรกอัตโนมัติ, การเตือนจุดบอด, การเชื่อมต่อกับเมืองอัจฉริยะ ไปจนถึงระบบกันขโมยไบโอเมตริกซ์ ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของอนาคตการสัญจรที่ชาญฉลาดและปลอดภัยยิ่งขึ้น การมาถึงของ E-Bike ยุคใหม่: ขับขี่ปลอดภัยขึ้นด้วยระบบ AI อัจฉริยะ ไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่เป็นการมอบความอุ่นใจและความมั่นใจให้กับผู้ใช้งานบนท้องถนนทุกคน
สำหรับผู้ที่สนใจในเทคโนโลยีจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ล่าสุด ที่มาพร้อมนวัตกรรมเพื่อความปลอดภัยและความสะดวกสบาย สามารถเข้ามาเลือกชมและรับคำปรึกษาได้ที่ GIANT Shopping Mall ศูนย์รวมจักรยานไฟฟ้าทุกประเภท สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า และ E-Bike ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการในการเดินทางของคุณ
ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม:
FACEBOOK PAGE
LINE
ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม
เวลาทำการ: เปิดทุกวัน จันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
โทรศัพท์: 061-962-2878
ที่ตั้ง: 44 หมู่ 14 ตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น 40000

