ค่าไฟชาร์จ E-Bike ต่อเดือน เทียบน้ำมัน ประหยัดเท่าไหร่?
- สรุปประเด็นสำคัญ: E-Bike ประหยัดจริงหรือไม่
- ทำไมการเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายจึงสำคัญในยุคปัจจุบัน
- หลักการคำนวณค่าไฟชาร์จ E-Bike อย่างละเอียด
- เปรียบเทียบชัดๆ: ค่าไฟชาร์จ E-Bike ต่อเดือน เทียบน้ำมัน ประหยัดเท่าไหร่?
- ปัจจัยเพิ่มเติมที่ส่งผลต่อค่าใช้จ่ายจริง
- บทสรุป: E-Bike ทางเลือกที่คุ้มค่าและยั่งยืน
- ค้นหา E-Bike ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคุณ
การพิจารณาค่าใช้จ่ายด้านพลังงานเป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกยานพาหนะสำหรับเดินทางในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเปรียบเทียบระหว่างจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) และมอเตอร์ไซค์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน คำถามที่ว่า ค่าไฟชาร์จ E-Bike ต่อเดือน เทียบน้ำมัน ประหยัดเท่าไหร่? จึงกลายเป็นหัวข้อที่ได้รับความสนใจอย่างสูง เนื่องจากเกี่ยวข้องโดยตรงกับค่าครองชีพและแนวโน้มการใช้พลังงานสะอาดที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก บทความนี้จะวิเคราะห์และคำนวณค่าใช้จ่ายอย่างละเอียด เพื่อให้เห็นภาพความแตกต่างของค่าพลังงานระหว่างยานพาหนะทั้งสองประเภทอย่างชัดเจน
สรุปประเด็นสำคัญ: E-Bike ประหยัดจริงหรือไม่
- ค่าใช้จ่ายต่อกิโลเมตรต่ำมาก: ค่าไฟฟ้าในการชาร์จ E-Bike คิดเป็นเพียงเศษเสี้ยวของค่าน้ำมันมอเตอร์ไซค์เมื่อเทียบในระยะทางเท่ากัน โดยทั่วไปมีค่าใช้จ่ายเพียงไม่กี่สตางค์ต่อกิโลเมตร
- ประหยัดค่าใช้จ่ายรายเดือนอย่างมีนัยสำคัญ: เมื่อคำนวณค่าใช้จ่ายในการเดินทางตลอดทั้งเดือน ผู้ใช้ E-Bike สามารถลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้มากกว่า 90% เมื่อเทียบกับการใช้มอเตอร์ไซค์น้ำมัน
- การคำนวณไม่ซับซ้อน: การประเมินค่าไฟสามารถทำได้ด้วยตนเองโดยใช้ข้อมูลพื้นฐานเพียง 3 อย่าง ได้แก่ ความจุแบตเตอรี่ (kWh) ระยะทางที่ใช้งานต่อเดือน (กม.) และอัตราค่าไฟฟ้าต่อหน่วย (บาท/kWh)
- ปัจจัยแวดล้อมมีผลต่อค่าใช้จ่าย: อัตราค่าไฟฟ้าตามจริง พฤติกรรมการชาร์จ สภาพการขับขี่ และการบำรุงรักษา เป็นตัวแปรที่ส่งผลต่อต้นทุนรวมในระยะยาว ซึ่งควรนำมาพิจารณาประกอบการตัดสินใจ
การเปลี่ยนมาใช้จักรยานไฟฟ้า หรือ E-Bike กำลังเป็นกระแสที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่เพียงเพราะเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นทางเลือกที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางได้อย่างมหาศาล ท่ามกลางสถานการณ์ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีความผันผวนและมีแนวโน้มสูงขึ้น การทำความเข้าใจเกี่ยวกับต้นทุนด้านพลังงานของ E-Bike จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ที่กำลังมองหายานพาหนะที่ตอบโจทย์ทั้งด้านเศรษฐกิจและไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ การวิเคราะห์นี้จะช่วยให้ผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน นักศึกษา พนักงานออฟฟิศ หรือผู้ประกอบอาชีพอิสระ สามารถตัดสินใจเลือกยานพาหนะที่เหมาะสมกับความต้องการและคุ้มค่าที่สุดในระยะยาว
ทำไมการเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายจึงสำคัญในยุคปัจจุบัน
ในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันที่ค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การบริหารจัดการค่าใช้จ่ายส่วนบุคคลกลายเป็นสิ่งสำคัญอันดับต้นๆ สำหรับทุกคน ค่าใช้จ่ายในการเดินทางถือเป็นหนึ่งในรายจ่ายหลักที่ส่งผลกระทบต่อสถานะทางการเงินโดยตรง การเลือกใช้ยานพาหนะที่มีประสิทธิภาพและประหยัดพลังงานจึงไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็นกลยุทธ์ในการสร้างความมั่นคงทางการเงิน
ราคาน้ำมันที่ไม่มีเสถียรภาพเป็นปัจจัยกระตุ้นสำคัญที่ทำให้ผู้คนหันมามองหาทางเลือกอื่น นอกเหนือจากมอเตอร์ไซค์ที่ใช้น้ำมันซึ่งเคยเป็นพาหนะหลักในการเดินทางระยะใกล้ถึงปานกลาง จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) ได้เข้ามาเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ ด้วยต้นทุนด้านพลังงานที่ต่ำกว่าอย่างเห็นได้ชัด การเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายระหว่างสองตัวเลือกนี้จึงช่วยให้ผู้บริโภคสามารถวางแผนการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพและลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นลงได้ การตระหนักรู้ถึงตัวเลขความประหยัดที่แท้จริงช่วยให้การตัดสินใจซื้อยานพาหนะคันใหม่เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าและสอดคล้องกับเป้าหมายทางการเงินในระยะยาว
หลักการคำนวณค่าไฟชาร์จ E-Bike อย่างละเอียด
เพื่อตอบคำถามว่า ค่าไฟชาร์จ E-Bike ต่อเดือน เทียบน้ำมัน ประหยัดเท่าไหร่? ได้อย่างแม่นยำ การทำความเข้าใจวิธีคำนวณค่าไฟฟ้าเป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญที่สุด กระบวนการคำนวณนั้นไม่ซับซ้อนและสามารถทำได้ด้วยข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับตัวรถและอัตราค่าไฟฟ้าในครัวเรือน
ปัจจัยสำคัญที่ต้องรู้ก่อนเริ่มคำนวณ
ก่อนจะเริ่มคำนวณ จำเป็นต้องทราบข้อมูลจำเพาะ 4 ประการ ดังนี้:
- ความจุแบตเตอรี่ (Battery Capacity): ข้อมูลนี้ระบุปริมาณพลังงานที่แบตเตอรี่สามารถเก็บได้ มีหน่วยเป็น วัตต์-ชั่วโมง (Wh) หรือ กิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh) ซึ่ง 1 kWh เท่ากับ 1,000 Wh หากสเปคของ E-Bike ระบุเป็นโวลต์ (V) และแอมป์-ชั่วโมง (Ah) สามารถคำนวณหาค่า Wh ได้จากสูตร: ความจุ (Wh) = แรงดันไฟฟ้า (V) × ความจุไฟฟ้า (Ah)
ตัวอย่างเช่น แบตเตอรี่ขนาด 48V 20Ah จะมีความจุเท่ากับ 48 × 20 = 960 Wh หรือ 0.96 kWh - ประสิทธิภาพการชาร์จ (Charging Efficiency): ในระหว่างการชาร์จ จะมีการสูญเสียพลังงานเกิดขึ้นในรูปของความร้อน ทั้งในเครื่องชาร์จและตัวแบตเตอรี่ โดยทั่วไปแล้ว การสูญเสียนี้จะอยู่ที่ประมาณ 10-20% ดังนั้น เพื่อให้การคำนวณใกล้เคียงความจริงที่สุด ควรเผื่อค่าสูญเสียนี้เข้าไปด้วย โดยการนำพลังงานที่ใช้ทั้งหมดมาคูณด้วย 1.1 หรือ 1.2
- ระยะทางที่ใช้งานต่อเดือน (Monthly Distance): คือระยะทางรวมทั้งหมดที่คาดว่าจะเดินทางด้วย E-Bike ในหนึ่งเดือน ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญในการคำนวณค่าใช้จ่ายรวม
- อัตราค่าไฟฟ้า (Electricity Rate): คือค่าไฟฟ้าต่อหน่วย (kWh) ที่เรียกเก็บโดยการไฟฟ้า ซึ่งสามารถตรวจสอบได้จากบิลค่าไฟล่าสุด อัตราค่าไฟในประเทศไทยอาจแตกต่างกันไปตามประเภทมิเตอร์ (เช่น มิเตอร์ปกติ หรือมิเตอร์แบบ TOU – Time of Use) และปริมาณการใช้งาน โดยทั่วไป อัตราค่าไฟฟ้าสำหรับบ้านพักอาศัยจะอยู่ที่ประมาณ 4-5 บาทต่อหน่วย (บาท/kWh)
ขั้นตอนการคำนวณค่าไฟจักรยานไฟฟ้า: ตัวอย่างฉบับสมบูรณ์
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น ลองดูตัวอย่างการคำนวณตามขั้นตอน โดยใช้ข้อมูลสมมติดังนี้:
- E-Bike: แบตเตอรี่ 48V 20Ah (0.96 kWh)
- ระยะทางต่อการชาร์จเต็ม 1 ครั้ง: 40 กิโลเมตร
- ระยะทางใช้งานต่อเดือน: 600 กิโลเมตร
- อัตราค่าไฟฟ้า: 4 บาทต่อหน่วย (kWh)
ขั้นตอนที่ 1: หาอัตราการใช้พลังงานต่อกิโลเมตร (kWh/km)
ขั้นแรก คำนวณว่าการเดินทาง 1 กิโลเมตรใช้พลังงานไฟฟ้าเท่าไหร่
อัตราการใช้พลังงาน = ความจุแบตเตอรี่ (kWh) ÷ ระยะทางต่อการชาร์จ (km)
= 0.96 kWh ÷ 40 km = 0.024 kWh/km
ขั้นตอนที่ 2: คำนวณปริมาณพลังงานที่ใช้ทั้งหมดต่อเดือน (kWh/month)
นำอัตราการใช้พลังงานที่ได้จากขั้นตอนแรก มาคูณกับระยะทางที่ใช้งานทั้งหมดในหนึ่งเดือน
พลังงานทั้งหมดต่อเดือน = อัตราการใช้พลังงาน (kWh/km) × ระยะทางต่อเดือน (km)
= 0.024 kWh/km × 600 km = 14.4 kWh/month
ขั้นตอนที่ 3: คำนวณค่าไฟฟ้าต่อเดือน (บาท/เดือน)
นำปริมาณพลังงานที่ใช้ทั้งหมดต่อเดือน มาคูณกับอัตราค่าไฟฟ้าต่อหน่วย และอย่าลืมเผื่อค่าประสิทธิภาพการชาร์จ (สมมติว่าเผื่อ 15% หรือคูณ 1.15)
ค่าไฟต่อเดือน = พลังงานทั้งหมดต่อเดือน (kWh) × อัตราค่าไฟ (บาท/kWh) × ตัวคูณประสิทธิภาพ
= 14.4 kWh × 4 บาท/kWh × 1.15 ≈ 66.24 บาท/เดือน
จากตัวอย่างนี้ จะเห็นได้ว่าค่าใช้จ่ายในการชาร์จ E-Bike สำหรับการเดินทาง 600 กิโลเมตรต่อเดือน อยู่ที่ประมาณ 66 บาทเท่านั้น ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิงของยานพาหนะประเภทอื่น
เปรียบเทียบชัดๆ: ค่าไฟชาร์จ E-Bike ต่อเดือน เทียบน้ำมัน ประหยัดเท่าไหร่?
หลังจากทราบวิธีคำนวณค่าไฟของ E-Bike แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการนำตัวเลขดังกล่าวมาเปรียบเทียบกับค่าใช้จ่ายของมอเตอร์ไซค์ที่ใช้น้ำมัน เพื่อให้เห็นส่วนต่างความประหยัดที่ชัดเจน
วิธีประเมินค่าใช้จ่ายของมอเตอร์ไซค์น้ำมัน
การคำนวณค่าใช้จ่ายของมอเตอร์ไซค์น้ำมันจะขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัยหลัก คือ อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมัน (กิโลเมตร/ลิตร) และราคาน้ำมันต่อลิตร
สูตรการคำนวณค่าใช้จ่ายต่อกิโลเมตร:
ค่าใช้จ่ายต่อกิโลเมตร (บาท/km) = ราคาน้ำมัน (บาท/ลิตร) ÷ อัตราสิ้นเปลือง (km/ลิตร)
ตัวอย่างสมมติ:
- มอเตอร์ไซค์: อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย 40 กิโลเมตร/ลิตร
- ราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95: 40 บาท/ลิตร
ค่าใช้จ่ายต่อกิโลเมตร = 40 บาท/ลิตร ÷ 40 km/ลิตร = 1.0 บาท/km
เมื่อได้ค่าใช้จ่ายต่อกิโลเมตรแล้ว ก็นำไปคูณกับระยะทางที่ใช้งานต่อเดือน (600 กิโลเมตร) เพื่อหาค่าใช้จ่ายรวม
ค่าใช้จ่ายต่อเดือน = 1.0 บาท/km × 600 km = 600 บาท/เดือน
ตารางเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายต่อกิโลเมตรและต่อเดือน
เพื่อให้เห็นภาพความแตกต่างได้ง่ายขึ้น สามารถสรุปข้อมูลจากตัวอย่างการคำนวณทั้งสองประเภทได้ดังตารางต่อไปนี้
| รายการ | จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) | มอเตอร์ไซค์น้ำมัน |
|---|---|---|
| ค่าใช้จ่ายต่อกิโลเมตร | ประมาณ 0.11 บาท/กม. | 1.0 บาท/กม. |
| ค่าใช้จ่ายต่อเดือน (600 กม.) | ประมาณ 66 บาท/เดือน | 600 บาท/เดือน |
| ส่วนต่างค่าใช้จ่ายต่อเดือน | ประหยัดได้ประมาณ 534 บาท/เดือน | |
| เปอร์เซ็นต์ความประหยัด | ประหยัดกว่าประมาณ 89% | |
สรุปส่วนต่างและเปอร์เซ็นต์ความประหยัดที่น่าทึ่ง
จากตารางเปรียบเทียบ จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าการเลือกใช้จักรยานไฟฟ้าสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้อย่างมหาศาล ส่วนต่างค่าใช้จ่ายรายเดือนสูงถึง 534 บาท หรือคิดเป็นความประหยัดได้เกือบ 90% เมื่อเทียบกับการใช้มอเตอร์ไซค์น้ำมันในเงื่อนไขเดียวกัน
การเปลี่ยนมาใช้ E-Bike สามารถช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้มากกว่า 500 บาทต่อเดือน หรือมากกว่า 6,000 บาทต่อปี เพียงแค่พิจารณาจากค่าเชื้อเพลิงและค่าไฟฟ้าเท่านั้น
ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของ E-Bike ในการเป็นยานพาหนะที่ช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพได้อย่างแท้จริง โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ต้องเดินทางเป็นประจำทุกวัน
ปัจจัยเพิ่มเติมที่ส่งผลต่อค่าใช้จ่ายจริง
แม้ว่าการคำนวณข้างต้นจะให้ภาพรวมที่ชัดเจน แต่ในความเป็นจริงยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่อาจส่งผลให้ค่าใช้จ่ายแตกต่างไปจากที่ประเมินไว้ได้ การทำความเข้าใจปัจจัยเหล่านี้จะช่วยให้สามารถคาดการณ์และบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น
อัตราค่าไฟฟ้าและพฤติกรรมการชาร์จ
อัตราค่าไฟฟ้าที่ใช้ในการคำนวณเป็นเพียงค่าเฉลี่ย ในความเป็นจริง อัตราค่าไฟฟ้าอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามประกาศของการไฟฟ้าฯ และขึ้นอยู่กับประเภทของมิเตอร์ไฟฟ้า ตัวอย่างเช่น หากใช้มิเตอร์แบบ TOU (Time of Use) การชาร์จในช่วง Off-Peak (เช่น หลังสี่ทุ่มถึงเก้าโมงเช้า) จะมีอัตราค่าไฟที่ถูกกว่าช่วง Peak อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการชาร์จลงได้อีก นอกจากนี้ พฤติกรรมการชาร์จที่ไม่เหมาะสม เช่น การปล่อยให้แบตเตอรี่หมดเกลี้ยงบ่อยครั้ง หรือการเสียบสายชาร์จทิ้งไว้ข้ามคืนเป็นประจำ อาจส่งผลต่ออายุการใช้งานและประสิทธิภาพของแบตเตอรี่ในระยะยาว ทำให้สิ้นเปลืองพลังงานมากขึ้น
ประสิทธิภาพแบตเตอรี่และสไตล์การขับขี่
ระยะทางที่ E-Bike สามารถวิ่งได้ต่อการชาร์จหนึ่งครั้งนั้นขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย สไตล์การขับขี่มีผลอย่างมาก การขับขี่ด้วยความเร็วสูงตลอดเวลา การเร่งความเร็วอย่างรุนแรง หรือการขับในเส้นทางที่เป็นเนินชัน จะทำให้แบตเตอรี่หมดเร็วกว่าปกติ เช่นเดียวกับน้ำหนักบรรทุก หากมีการบรรทุกของหนักหรือมีผู้ซ้อนท้าย ก็จะส่งผลให้ระยะทางลดลงเช่นกัน สภาพของถนน เช่น ถนนขรุขระหรือการจราจรที่ติดขัด ก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้สิ้นเปลืองพลังงานมากขึ้น ดังนั้น ระยะทาง 40 กิโลเมตรต่อการชาร์จในตัวอย่างจึงเป็นเพียงค่าประมาณการ ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามสถานการณ์การใช้งานจริง
ค่าบำรุงรักษาและต้นทุนรวมในระยะยาว (TCO)
การเปรียบเทียบในบทความนี้เน้นที่ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานเป็นหลัก แต่หากต้องการพิจารณาต้นทุนรวมในการเป็นเจ้าของ (Total Cost of Ownership – TCO) จะต้องนำค่าบำรุงรักษาเข้ามาคำนวณด้วย มอเตอร์ไซค์น้ำมันมีค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาตามระยะทาง เช่น การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง หัวเทียน หรือไส้กรองอากาศ ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเป็นประจำ ในทางกลับกัน E-Bike มีชิ้นส่วนเคลื่อนไหวน้อยกว่า ทำให้มีค่าบำรุงรักษาจุกจิกน้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ที่สุดของ E-Bike คือการเปลี่ยนแบตเตอรี่เมื่อเสื่อมสภาพ ซึ่งมักจะมีอายุการใช้งานประมาณ 2-5 ปี ขึ้นอยู่กับคุณภาพและลักษณะการใช้งาน การนำค่าใช้จ่ายเหล่านี้มาพิจารณาประกอบ จะทำให้เห็นภาพรวมความคุ้มค่าในระยะยาวได้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
บทสรุป: E-Bike ทางเลือกที่คุ้มค่าและยั่งยืน
จากการวิเคราะห์และเปรียบเทียบข้อมูลทั้งหมด สามารถสรุปได้อย่างชัดเจนว่า จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) เป็นทางเลือกในการเดินทางที่มอบความประหยัดด้านค่าใช้จ่ายพลังงานได้อย่างโดดเด่นเมื่อเทียบกับมอเตอร์ไซค์ที่ใช้น้ำมัน ด้วยต้นทุนค่าไฟฟ้าต่อกิโลเมตรที่ต่ำมาก ทำให้ค่าใช้จ่ายรายเดือนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งอาจช่วยประหยัดเงินได้หลายพันบาทต่อปี การคำนวณค่าใช้จ่ายนั้นสามารถทำได้ไม่ยาก โดยอาศัยข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับแบตเตอรี่และอัตราค่าไฟฟ้า
แม้ว่าจะมีปัจจัยอื่น ๆ เช่น ค่าบำรุงรักษาและราคาเริ่มต้นของตัวรถที่ต้องพิจารณา แต่ในแง่ของค่าใช้จ่ายด้านพลังงานซึ่งเป็นรายจ่ายประจำที่เกิดขึ้นทุกวัน E-Bike ถือเป็นผู้ชนะอย่างไม่ต้องสงสัย ดังนั้น สำหรับผู้ที่กำลังมองหายานพาหนะที่ช่วยลดภาระค่าครองชีพ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ในเมือง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จักรยานไฟฟ้าจึงเป็นคำตอบที่น่าสนใจและคุ้มค่าอย่างยิ่ง
ค้นหา E-Bike ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคุณ
GIANT Shopping Mall คือศูนย์รวมจักรยานไฟฟ้า สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า และ E-Bike ที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองทุกความต้องการในการเดินทางอย่างครบครัน ไม่ว่าคุณจะมองหาพาหนะสำหรับการเดินทางในชีวิตประจำวัน การขับขี่เพื่อสันทนาการ หรือเพื่อการใช้งานเฉพาะด้าน ที่นี่มีผลิตภัณฑ์คุณภาพหลากหลายรุ่นให้เลือกสรร
สามารถเข้ามาเยี่ยมชมและทดลองขับขี่ได้ที่ร้าน หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมผ่านช่องทางออนไลน์
เวลาทำการ: เปิดทุกวัน จันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
โทรศัพท์: 061-962-2878
ที่ตั้ง: 44 หมู่ 14 ตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น 40000

