รัฐหนุน EV! เจาะลึกมาตรการลดหย่อนภาษี E-Bike ปี 2026
หัวข้อเกี่ยวกับ รัฐหนุน EV! เจาะลึกมาตรการลดหย่อนภาษี E-Bike ปี 2026 ได้รับความสนใจอย่างสูงในกลุ่มผู้บริโภคที่มองหายานพาหนะทางเลือกที่ประหยัดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม จากข้อมูล ณ ปลายปี 2568 ยังไม่มีการประกาศมาตรการลดหย่อนภาษีโดยตรงสำหรับจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าสำหรับปี 2569 อย่างเป็นทางการ การทำความเข้าใจกรอบนโยบายยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่มีอยู่จึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อประเมินแนวโน้มและโอกาสที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
ภาพรวมสถานการณ์นโยบาย EV สำหรับ E-Bike
การส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าของภาครัฐได้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และผลักดันให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิต EV ในภูมิภาค แต่มาตรการส่วนใหญ่ยังคงมุ่งเน้นไปที่ยานยนต์ขนาดใหญ่เป็นหลัก เพื่อให้เห็นภาพรวมที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับนโยบายปัจจุบันที่เกี่ยวข้องกับ E-Bike มีดังนี้
- ยังไม่มีมาตรการเฉพาะทาง: ในปัจจุบันยังไม่มีมาตรการอุดหนุนหรือลดหย่อนภาษีที่ระบุเฉพาะสำหรับจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าสำหรับปี 2569 อย่างเป็นทางการ
- นโยบาย EV 3.5 มุ่งเน้นภาพใหญ่: มาตรการ EV 3.5 ที่จะเริ่มใช้ในปี 2569 เน้นการส่งเสริมการผลิตรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศเป็นหลัก แม้จะมีผู้ผลิตบางรายเข้าร่วมโครงการเพื่อพัฒนาจักรยานยนต์ไฟฟ้า แต่ยังไม่มีรายละเอียดด้านสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับผู้ซื้อ E-Bike รายย่อย
- แนวโน้มในอนาคต: ทิศทางการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก หรือ Micro-mobility มีความเป็นไปได้สูงในอนาคต เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ของประเทศ
- ความสำคัญของการติดตามข้อมูล: ผู้ที่สนใจซื้อ E-Bike ควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เช่น คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ด EV) และกรมสรรพากร เพื่อรับข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบันที่สุด
กระแสความนิยมในยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก เช่น จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า กำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเป็นทางเลือกการเดินทางที่คล่องตัว ประหยัดค่าใช้จ่าย และช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในเขตเมือง ด้วยเหตุนี้ คำถามเกี่ยวกับมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ โดยเฉพาะการลดหย่อนภาษี จึงกลายเป็นประเด็นที่อยู่ในความสนใจของสาธารณชน บทความนี้จะทำการวิเคราะห์นโยบายยานยนต์ไฟฟ้าที่มีอยู่ในปัจจุบัน เพื่อฉายภาพให้เห็นถึงสถานการณ์และแนวโน้มที่เป็นไปได้สำหรับมาตรการสนับสนุน E-Bike ในปี 2569 และปีต่อๆ ไป
แม้ว่านโยบายหลักอย่าง มาตรการ EV 3.5 จะมุ่งเน้นไปที่การส่งเสริมอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าและรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าเป็นสำคัญ แต่การทำความเข้าใจในรายละเอียดและเป้าหมายของนโยบายเหล่านี้ จะช่วยให้ผู้บริโภคสามารถประเมินทิศทางในอนาคตและวางแผนการตัดสินใจซื้อได้อย่างมีข้อมูลครบถ้วน โดยจะพิจารณาถึงโครงสร้างภาษีที่เกี่ยวข้อง โอกาส และความท้าทายของนโยบายที่อาจเกิดขึ้น เพื่อให้ผู้ที่สนใจในเทคโนโลยี E-Bike ได้รับข้อมูลที่เป็นกลางและครอบคลุมที่สุด
ถอดรหัสนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าภาครัฐ: EV 3.0 สู่ EV 3.5
เพื่อทำความเข้าใจถึงโอกาสของมาตรการสนับสนุน E-Bike ในอนาคต การพิจารณาถึงนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าที่ผ่านมาและที่กำลังจะเกิดขึ้นเป็นสิ่งจำเป็น เนื่องจากเป็นตัวกำหนดทิศทางของอุตสาหกรรม EV ทั้งระบบในประเทศไทย
มาตรการ EV 3.0: นโยบายที่กำลังจะสิ้นสุด
มาตรการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า ระยะที่ 1 หรือ EV 3.0 ซึ่งจะสิ้นสุดในวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ถือเป็นนโยบายที่ประสบความสำเร็จในการกระตุ้นตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยอย่างมาก โดยมีสาระสำคัญคือการให้เงินอุดหนุนแก่ผู้ซื้อรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) และรถกระบะไฟฟ้า ควบคู่ไปกับการลดอัตราภาษีสรรพสามิตและอากรขาเข้า
ภายใต้มาตรการนี้ รถยนต์ไฟฟ้าจะได้รับเงินอุดหนุนในอัตราที่แตกต่างกันไปตามขนาดของแบตเตอรี่ ซึ่งช่วยให้ราคาจำหน่ายลดลงอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่ต้องทราบคือ มาตรการ EV 3.0 ไม่ได้ครอบคลุมถึงยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กอย่าง E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าโดยตรง สิทธิประโยชน์ทั้งหมดมุ่งเน้นไปที่การสร้างตลาดสำหรับรถยนต์นั่งส่วนบุคคลและรถกระบะไฟฟ้าเป็นหลัก การสิ้นสุดของมาตรการนี้อาจส่งผลให้ราคารถยนต์ไฟฟ้าบางรุ่นปรับตัวสูงขึ้นในปี 2569 ซึ่งอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้ผู้บริโภคหันมาพิจารณายานพาหนะไฟฟ้าทางเลือกอื่นๆ มากขึ้น
มาตรการ EV 3.5: ทิศทางใหม่ของอุตสาหกรรม EV ไทย
มาตรการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า ระยะที่ 2 หรือ EV 3.5 จะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ไปจนถึงปี 2570 โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (Hub) อย่างยั่งยืน นโยบายนี้ปรับเปลี่ยนจากการให้เงินอุดหนุนในอัตราสูง มาเป็นการสร้างเงื่อนไขให้ผู้ประกอบการที่นำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าต้องทำการผลิตชดเชยในประเทศในอัตราส่วนที่กำหนด
แม้ว่าเงินอุดหนุนสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าจะยังคงมีอยู่ แต่จะถูกปรับลดลง ในขณะที่สิทธิประโยชน์ทางภาษียังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดการลงทุน ประเด็นที่น่าสนใจคือ การมีผู้ผลิตรถจักรยานยนต์รายใหญ่อย่างไทยฮอนด้าเข้าร่วมลงนามในมาตรการนี้ เพื่อพัฒนาและผลิตรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นถึงการขยายขอบเขตการสนับสนุนมาสู่ยานยนต์สองล้อ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการระบุรายละเอียดที่ชัดเจนเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีหรือเงินอุดหนุนสำหรับผู้ซื้อ E-Bike หรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ภายใต้กรอบของ EV 3.5 ในปัจจุบัน ซึ่งหมายความว่านโยบายยังคงเน้นที่การส่งเสริมฝั่งผู้ผลิตเป็นหลัก
| คุณสมบัติ | มาตรการ EV 3.0 (ถึง 31 ธ.ค. 2568) | มาตรการ EV 3.5 (1 ม.ค. 2569 – 31 ธ.ค. 2570) |
|---|---|---|
| เป้าหมายหลัก | กระตุ้นตลาดและสร้างความต้องการในประเทศ | ผลักดันการผลิตในประเทศ (Thailand EV Hub) |
| เงินอุดหนุน (รถยนต์) | สูง (สูงสุด 150,000 บาท ในช่วงแรก) | ปรับลดลง (สูงสุด 100,000 บาท) |
| ยานพาหนะที่ครอบคลุม | รถยนต์ไฟฟ้า (BEV), รถกระบะไฟฟ้า | รถยนต์ไฟฟ้า (BEV), รถกระบะไฟฟ้า, รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า (ฝั่งผู้ผลิต) |
| เงื่อนไขการผลิตชดเชย | มีเงื่อนไขการผลิตชดเชยการนำเข้า | เงื่อนไขการผลิตชดเชยเข้มข้นขึ้น (อัตราส่วน 1:2 หรือ 1:3) |
| การสนับสนุน E-Bike | ไม่มีการระบุโดยตรง | ไม่มีการระบุสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ซื้อโดยตรง |
โครงสร้างภาษี EV ปัจจุบันและผลกระทบในปี 2569
โครงสร้างภาษีเป็นเครื่องมือสำคัญที่ภาครัฐใช้ในการส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมาย การทำความเข้าใจอัตราภาษีที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ไฟฟ้าในปัจจุบัน จะช่วยให้เห็นภาพรวมของนโยบายและแนวโน้มที่อาจปรับใช้กับ E-Bike ได้ในอนาคต
อัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าประเภทต่างๆ
ปัจจุบัน ภาครัฐได้มีการปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าหลายประเภทเพื่อจูงใจให้เกิดการใช้งานและการผลิตในประเทศ โดยมีรายละเอียดดังนี้:
- รถยนต์ไฟฟ้า (BEV): อัตราภาษีสรรพสามิตลดลงจาก 8% เหลือเพียง 2% ซึ่งมีผลถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568
- รถกระบะไฟฟ้า: ได้รับการยกเว้นภาษีสรรพสามิต (อัตรา 0%) เพื่อส่งเสริมการใช้งานในภาคโลจิสติกส์และการพาณิชย์
- รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV): ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป จะมีการปรับโครงสร้างภาษีใหม่ โดยรถที่สามารถวิ่งด้วยไฟฟ้าได้ไกลกว่า 80 กิโลเมตร จะยังคงเสียภาษีในอัตรา 5% ส่วนรถที่มีระยะวิ่งด้วยไฟฟ้าต่ำกว่า 80 กิโลเมตร จะถูกปรับอัตราภาษีขึ้นเป็น 10%
จะเห็นได้ว่าโครงสร้างภาษีเหล่านี้ถูกออกแบบมาสำหรับยานยนต์ขนาดใหญ่โดยเฉพาะ และ ยังไม่มีการกำหนดอัตราภาษีสรรพสามิตพิเศษสำหรับ E-Bike หรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม รูปแบบการใช้นโยบายภาษีดังกล่าวอาจเป็นต้นแบบสำหรับการออกมาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กในอนาคต หากภาครัฐต้องการส่งเสริมการใช้งานอย่างจริงจัง
การลดหย่อนภาษีส่วนบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรง
ในปี 2569 คาดว่าจะมีการปรับปรุงเกณฑ์การลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในหมวดการลงทุน เช่น กองทุนรวมเพื่อการออม (RMF), กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG), และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ โดยมีแนวคิดในการปรับเพดานการลดหย่อนให้สอดคล้องกับระดับรายได้ของผู้เสียภาษี
การปรับปรุงโครงสร้างภาษีส่วนบุคคลนี้เป็นไปเพื่อส่งเสริมการออมและการลงทุนระยะยาว และ ไม่มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับการซื้อยานยนต์ไฟฟ้าหรือ E-Bike การกล่าวถึงประเด็นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อชี้ให้เห็นว่า ในขณะที่มีการทบทวนโครงสร้างภาษีในหลายมิติ แต่การลดหย่อนภาษีจากการซื้อ E-Bike ยังไม่ถูกบรรจุเป็นวาระสำคัญในปัจจุบัน
แม้ว่านโยบายปัจจุบันจะยังไม่ครอบคลุม E-Bike โดยตรง แต่ทิศทางการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าที่ชัดเจนของภาครัฐ ถือเป็นสัญญาณบวกที่ชี้ให้เห็นถึงโอกาสในการขยายการสนับสนุนมาสู่ยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กในอนาคตอันใกล้
อนาคตของ E-Bike ในประเทศไทย: การวิเคราะห์และคาดการณ์
จากข้อมูลนโยบายและโครงสร้างภาษีที่มีอยู่ สามารถวิเคราะห์ถึงแนวโน้มและโอกาสของตลาด E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าในประเทศไทยได้ดังนี้
โอกาสและความเป็นไปได้ของมาตรการสนับสนุนในอนาคต
เป้าหมายหลักของประเทศไทยในการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี พ.ศ. 2593 (ค.ศ. 2050) เป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้การส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภทมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก (Micro-mobility) เช่น E-Bike มีบทบาทสำคัญในการลดมลพิษและการจราจรติดขัดในเขตเมือง ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ
การที่มาตรการ EV 3.5 เริ่มขยายขอบเขตมายังรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญซึ่งอาจนำไปสู่การพิจารณายานยนต์สองล้อประเภทอื่นๆ ในอนาคต มีความเป็นไปได้สูงว่าในนโยบายส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าระยะถัดไป (เช่น EV 4.0) อาจมีการบรรจุมาตรการสนับสนุนสำหรับ E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าเข้าไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของเงินอุดหนุนโดยตรง, การลดหย่อนภาษีสำหรับผู้ซื้อ, หรือการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศ เพื่อทำให้ราคาจำหน่ายถูกลงและเข้าถึงได้ง่ายขึ้น
ความท้าทายและปัจจัยที่ต้องพิจารณา
อย่างไรก็ตาม การออกมาตรการสนับสนุนสำหรับ E-Bike ก็มีความท้าทายหลายประการที่ภาครัฐต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ:
- การกำหนดนิยามและมาตรฐาน: จำเป็นต้องมีการกำหนดคำจำกัดความที่ชัดเจนสำหรับ “จักรยานไฟฟ้า” ที่จะได้รับสิทธิประโยชน์ เช่น กำลังมอเตอร์, ความเร็วสูงสุด, และมาตรฐานความปลอดภัย เพื่อป้องกันการนำเข้าสินค้าที่ไม่มีคุณภาพและการสวมสิทธิ์
- การกำกับดูแล: ต้องมีกลไกการกำกับดูแลตลาดที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้แน่ใจว่าสิทธิประโยชน์ตกถึงผู้บริโภคอย่างแท้จริง และไม่เกิดการบิดเบือนราคาในตลาด
- โครงสร้างพื้นฐาน: การส่งเสริมการใช้งานจำเป็นต้องควบคู่ไปกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง เช่น เลนจักรยานที่ปลอดภัย และจุดชาร์จสาธารณะ
ดังนั้น การตัดสินใจออกมาตรการใดๆ จำเป็นต้องใช้เวลาในการศึกษาและพิจารณาผลกระทบในทุกมิติ
แนวทางสำหรับผู้บริโภคที่สนใจ E-Bike
ในสถานการณ์ที่นโยบายยังไม่มีความชัดเจน ผู้บริโภคที่สนใจซื้อ E-Bike ควรพิจารณาปัจจัยต่างๆ เพื่อประกอบการตัดสินใจอย่างเหมาะสม
หลักเกณฑ์การตัดสินใจเลือกซื้อในปัจจุบัน
การรอคอยมาตรการสนับสนุนที่ยังไม่ได้รับการยืนยันอาจทำให้เสียโอกาสในการใช้งาน การตัดสินใจซื้อ E-Bike ในปัจจุบันควรอยู่บนพื้นฐานของความคุ้มค่าและประโยชน์ใช้สอยที่ได้รับทันที โดยควรพิจารณาปัจจัยต่อไปนี้:
- คุณภาพและประสิทธิภาพ: เลือกผลิตภัณฑ์จากแบรนด์ที่น่าเชื่อถือ มีมาตรฐานการผลิตที่ดี โดยเฉพาะคุณภาพของแบตเตอรี่และมอเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อระยะทางและอายุการใช้งาน
- การบริการหลังการขาย: ตรวจสอบเงื่อนไขการรับประกัน และความพร้อมของศูนย์บริการและอะไหล่ เพื่อความมั่นใจในการใช้งานระยะยาว
- ความคุ้มค่าด้านค่าใช้จ่าย: แม้จะยังไม่มีเงินอุดหนุน แต่ต้นทุนการใช้งาน E-Bike ต่อกิโลเมตรนั้นต่ำกว่ารถที่ใช้น้ำมันอย่างมาก การคำนวณจุดคุ้มทุนจากค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและการบำรุงรักษาจะช่วยให้เห็นภาพความประหยัดได้ชัดเจนขึ้น
- ตอบโจทย์การใช้งาน: เลือก E-Bike ที่มีรูปแบบและฟังก์ชันเหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ เช่น การเดินทางในเมือง, การออกกำลังกาย หรือการใช้งานในชีวิตประจำวัน
การติดตามข้อมูลข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ
เพื่อหลีกเลี่ยงข้อมูลที่ไม่ถูกต้องหรือข่าวลือ ควรติดตามข่าวสารเกี่ยวกับนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าจากแหล่งข้อมูลที่เป็นทางการของภาครัฐโดยตรง เช่น เว็บไซต์ของคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ, กรมสรรพสามิต, และกรมสรรพากร การติดตามประกาศจากหน่วยงานเหล่านี้จะช่วยให้ได้รับข้อมูลที่แม่นยำและสามารถวางแผนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
บทสรุปและแนวโน้มในอนาคต
โดยสรุป ประเด็นเรื่อง รัฐหนุน EV! เจาะลึกมาตรการลดหย่อนภาษี E-Bike ปี 2026 ยังคงเป็นเรื่องของอนาคตที่ต้องรอการประกาศอย่างเป็นทางการ ณ ปัจจุบันยังไม่มีมาตรการเฉพาะทางสำหรับยานยนต์ไฟฟ้ากลุ่มนี้ นโยบาย EV 3.5 ที่กำลังจะเริ่มใช้มุ่งเน้นการส่งเสริมอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม ทิศทางนโยบายที่มุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน ทำให้มีความเป็นไปได้สูงที่ภาครัฐจะขยายการสนับสนุนมาสู่ยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กในระยะต่อไป
สำหรับผู้บริโภคที่สนใจ การตัดสินใจเลือกซื้อ E-Bike ในปัจจุบันควรพิจารณาจากความคุ้มค่าในด้านการใช้งานและคุณภาพของผลิตภัณฑ์เป็นสำคัญ การเลือกใช้ยานพาหนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมถือเป็นการเริ่มต้นที่ดีได้ทันที โดยไม่ต้องรอมาตรการในอนาคต
สำหรับผู้ที่พร้อมจะเปลี่ยนมาใช้การเดินทางด้วยพลังงานสะอาด GIANT Shopping Mall คือศูนย์รวมจักรยานไฟฟ้า สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า และ E-Bike หลากหลายประเภท ที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองทุกความต้องการในการเดินทาง ด้วยผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงและการบริการที่น่าเชื่อถือ
สามารถติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม หรือเข้าชมสินค้าได้ที่:
FACEBOOK PAGE: https://www.facebook.com/giantshoppingmall
LINE: @giantshopping
เว็บไซต์: ติดต่อเรา
เวลาทำการ: จันทร์ – เสาร์ (9.00 – 18.00 น.)
โทรศัพท์: 061-962-2878
ที่ตั้ง: 44 หมู่ 14 ตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น 40000

