จบ EV 3.5! นโยบายใหม่ 2026 ส่งผลต่อ E-Bike อย่างไร?
ขณะที่มาตรการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าเฟสแรก (EV 3.0) กำลังจะสิ้นสุดลงในวันที่ 31 ธันวาคม 2568 รัฐบาลได้ประกาศมาตรการต่อเนื่องในชื่อ EV 3.5 ซึ่งจะเริ่มใช้ในปี 2569-2570 ท่ามกลางความสนใจที่เพิ่มขึ้นต่อยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภท เกิดคำถามสำคัญว่า จบ EV 3.5! นโยบายใหม่ 2026 ส่งผลต่อ E-Bike อย่างไร? เนื่องจากมาตรการดังกล่าวได้สร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญต่อตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย การทำความเข้าใจขอบเขตและรายละเอียดของนโยบายใหม่จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้บริโภคและผู้ประกอบการในตลาดยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก เช่น จักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า
ประเด็นสำคัญของนโยบาย EV 3.5
- มาตรการ EV 3.5 (ปี 2569-2570) เป็นนโยบายต่อเนื่องจาก EV 3.0 โดยมุ่งเน้นการสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) และรถกระบะไฟฟ้าเป็นหลัก เพื่อส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาค
- นโยบายใหม่นี้ไม่ได้ระบุถึงการสนับสนุนจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) หรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าโดยตรง ทำให้ยังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับเงินอุดหนุนหรือสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าสองล้อขนาดเล็ก
- สาระสำคัญของ EV 3.5 คือการปรับลดเงินอุดหนุนสำหรับรถยนต์นั่งไฟฟ้าเหลือสูงสุด 100,000 บาทต่อคัน (จากเดิม 150,000 บาท) พร้อมทั้งเพิ่มความยืดหยุ่นในเงื่อนไขการผลิตชดเชยการนำเข้า
- แม้ไม่มีมาตรการสนับสนุนโดยตรง แต่การเติบโตของระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าโดยรวมอาจส่งผลทางอ้อมต่อตลาด E-Bike เช่น ต้นทุนชิ้นส่วนที่ลดลง และการรับรู้ของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น
- ผู้ที่สนใจซื้อจักรยานไฟฟ้าในปี 2569 และปีถัดไป ควรติดตามประกาศจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ซึ่งอาจมีมาตรการเฉพาะสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กออกมาในอนาคต
ภาพรวมมาตรการ EV 3.5: ทิศทางยานยนต์ไฟฟ้าไทยปี 2569-2570
มาตรการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า ระยะที่ 2 หรือ EV 3.5 ถือเป็นก้าวต่อไปของภาครัฐในการผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศ หลังจากที่มาตรการ EV 3.0 ประสบความสำเร็จในการกระตุ้นตลาดและดึงดูดการลงทุน การทำความเข้าใจในเป้าหมายและทิศทางของนโยบายใหม่นี้ จะช่วยให้เห็นภาพรวมของอุตสาหกรรมและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภท
นิยามและเป้าหมายหลัก
EV 3.5 คือชุดมาตรการที่คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ด EV) และคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบ เพื่อใช้ส่งเสริมการใช้และการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 2 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ถึง 31 ธันวาคม 2570 โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อรักษาแรงส่งของตลาดให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง และที่สำคัญคือการส่งเสริมให้ประเทศไทยกลายเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนที่สำคัญของโลกตามเป้าหมาย 30@30 ที่ตั้งเป้าผลิตรถยนต์ที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ (Zero Emission Vehicle: ZEV) ให้ได้อย่างน้อย 30% ของการผลิตยานยนต์ทั้งหมดภายในปี พ.ศ. 2573
มาตรการนี้มุ่งเน้นการสร้างสมดุลระหว่างการกระตุ้นอุปสงค์ในประเทศผ่านเงินอุดหนุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษี กับการส่งเสริมอุปทานผ่านเงื่อนไขที่จูงใจให้ค่ายรถยนต์ตั้งฐานการผลิตในประเทศ ซึ่งเป็นการวางรากฐานอุตสาหกรรมให้แข็งแกร่งในระยะยาว
ความต่อเนื่องจากมาตรการ EV 3.0
นโยบาย EV 3.5 ถูกออกแบบมาให้มีความต่อเนื่องและปรับปรุงจากข้อกำหนดของ EV 3.0 โดยนำบทเรียนและข้อมูลจากช่วงแรกมาพัฒนาให้สอดคล้องกับสถานการณ์ตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป หลักการสำคัญยังคงเป็นการให้เงินอุดหนุนแก่ผู้ซื้อรถยนต์ไฟฟ้าที่ประกอบหรือผลิตในประเทศ ควบคู่ไปกับการลดหย่อนภาษีสรรพสามิตและอากรขาเข้า อย่างไรก็ตาม มีการปรับเปลี่ยนรายละเอียดบางประการเพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นและเหมาะสมกับสภาวะการแข่งขันในปัจจุบันมากขึ้น เช่น การปรับลดวงเงินอุดหนุน การขยายกรอบเวลาจดทะเบียน และการปรับเงื่อนไขการผลิตชดเชย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของภาครัฐในการค่อยๆ ลดการพึ่งพิงเงินอุดหนุน และปล่อยให้กลไกตลาดทำงานมากขึ้น ขณะที่ยังคงรักษาแรงจูงใจในการลงทุนไว้
เจาะลึกสาระสำคัญ EV 3.5 เทียบกับ EV 3.0
เพื่อให้เห็นภาพความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน การเปรียบเทียบรายละเอียดสำคัญระหว่างมาตรการ EV 3.0 และ EV 3.5 จะช่วยให้เข้าใจทิศทางของนโยบายและผลกระทบต่อตลาดยานยนต์ไฟฟ้าได้ดียิ่งขึ้น
| หัวข้อ | มาตรการ EV 3.0 (ปี 2567-2568) | มาตรการ EV 3.5 (ปี 2569-2570) |
|---|---|---|
| เงินอุดหนุน (รถยนต์นั่ง BEV) | สูงสุด 150,000 บาท/คัน | สูงสุด 100,000 บาท/คัน |
| ประเภทรถที่ครอบคลุมหลัก | รถยนต์นั่งไฟฟ้า (BEV), รถกระบะไฟฟ้า, รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า | รถยนต์นั่งไฟฟ้า (BEV), รถกระบะไฟฟ้า (ไม่ระบุถึงรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า) |
| เงื่อนไขการผลิตชดเชย | นำเข้า 1 คัน ต้องผลิตชดเชยในประเทศ 1 คัน (ขยายได้ถึง 1.5 คัน) ภายในปี 2568 | มีความยืดหยุ่นมากขึ้น สามารถนำยอดผลิตจาก EV 3.0 มานับรวมได้ และขยายเวลาผลิตชดเชย |
| การขยายเวลาจดทะเบียน | รถที่ซื้อภายใน 31 ธ.ค. 2568 ต้องจดทะเบียนภายใน 31 ม.ค. 2569 | รถที่ซื้อภายใน 31 ธ.ค. 2570 ต้องจดทะเบียนภายใน 31 ม.ค. 2571 |
| ภาษีสรรพสามิต (PHEV) | อัตรา 8% ทั่วไป | อัตรา 5% สำหรับรุ่นที่มีระยะทางวิ่งด้วยไฟฟ้า >80 กม. (NEDC) |
วิเคราะห์ผลกระทบ: นโยบายใหม่ 2026 ส่งผลต่อ E-Bike อย่างไร?
นี่คือคำถามสำคัญที่อยู่ในความสนใจของผู้ที่กำลังพิจารณาซื้อจักรยานไฟฟ้าหรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า การวิเคราะห์ข้อมูลจากประกาศล่าสุดของภาครัฐชี้ให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นเกี่ยวกับสถานะของยานยนต์ไฟฟ้าสองล้อในนโยบาย EV 3.5
สถานะของจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) ในมาตรการล่าสุด
จากการตรวจสอบมติคณะรัฐมนตรีและเอกสารที่เกี่ยวข้องกับมาตรการ EV 3.5 พบว่าเนื้อหาหลักของนโยบายมุ่งเน้นไปที่ยานยนต์ไฟฟ้า 4 ล้อเป็นสำคัญ ได้แก่ รถยนต์นั่งส่วนบุคคล (BEV), รถกระบะไฟฟ้า (BEV) และรถยนต์ Plug-in Hybrid (PHEV) บางประเภท ไม่มีการกล่าวถึงหรือระบุเงื่อนไขการสนับสนุนสำหรับจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าโดยตรง
สถานการณ์ปัจจุบันชี้ว่า E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้ายังไม่ถูกรวมอยู่ในแพ็คเกจเงินอุดหนุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษีภายใต้กรอบของ EV 3.5 ซึ่งแตกต่างจากมาตรการ EV 3.0 ที่เคยมีการให้เงินอุดหนุนสำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า
ดังนั้น หากพิจารณาจากข้อมูลที่มีอยู่ ณ ปลายปี 2568 การคาดหวังว่าราคาจักรยานไฟฟ้าจะปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากเงินอุดหนุนของรัฐบาลในปี 2569-2570 จึงอาจยังไม่เกิดขึ้น
ความเป็นไปได้ในอนาคต: จะมีนโยบายเฉพาะทางสำหรับ E-Bike หรือไม่?
แม้ว่า EV 3.5 จะไม่ครอบคลุม E-Bike แต่ก็ยังมีความเป็นไปได้ที่ภาครัฐจะออกมาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กแยกต่างหากในอนาคต โดยหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการออกมาตรการส่งเสริมการลงทุนและการผลิตคือ คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ซึ่งอาจพิจารณาออกมาตรการเฉพาะทางเพื่อสนับสนุนการผลิต E-Bike และชิ้นส่วนในประเทศ หรืออาจมีการออกมาตรการด้านภาษีเพื่อลดต้นทุนการนำเข้าชิ้นส่วนสำคัญ เช่น แบตเตอรี่และมอเตอร์ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ผลิตสามารถทำราคาจำหน่ายที่เข้าถึงง่ายขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ยังคงเป็นการคาดการณ์และต้องรอติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป
ผลกระทบทางอ้อมต่อตลาดจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์
ถึงแม้จะไม่มีเงินอุดหนุนโดยตรง แต่นโยบาย EV 3.5 และการเติบโตของตลาดยานยนต์ไฟฟ้าโดยรวมยังคงส่งผลดีทางอ้อมต่อตลาด E-Bike ได้หลายประการ:
- การรับรู้ของผู้บริโภค (Consumer Awareness): การโปรโมทและการเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้า ทำให้ผู้บริโภคทั่วไปคุ้นเคยและเปิดรับเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น ซึ่งส่งผลให้ความสนใจในจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
- การพัฒนาของระบบนิเวศ (Ecosystem Development): เมื่อมีการลงทุนในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น เช่น โรงงานผลิตแบตเตอรี่ สถานีชาร์จ และเทคโนโลยีมอเตอร์ไฟฟ้า อาจทำให้เกิดการประหยัดต่อขนาด (Economies of Scale) ส่งผลให้ต้นทุนการผลิต E-Bike ในระยะยาวมีแนวโน้มลดลง
- การแข่งขันในตลาด (Market Competition): การเติบโตของตลาดดึงดูดผู้เล่นรายใหม่ๆ เข้ามามากขึ้น ทำให้เกิดการแข่งขันด้านราคา นวัตกรรม และคุณภาพของสินค้า ซึ่งท้ายที่สุดแล้วผู้บริโภคจะเป็นผู้ได้รับประโยชน์
สิ่งที่ผู้บริโภคควรพิจารณาก่อนซื้อ E-Bike ในปี 2569
สำหรับผู้ที่กำลังวางแผนซื้อจักรยานไฟฟ้าหรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าในช่วงเปลี่ยนผ่านนโยบาย การทำความเข้าใจปัจจัยที่มีผลต่อตลาดและเตรียมความพร้อมอย่างรอบด้านจะช่วยให้ตัดสินใจได้อย่างคุ้มค่าที่สุด
แนวโน้มราคาและปัจจัยขับเคลื่อนตลาด
เนื่องจากมาตรการ EV 3.5 ไม่ได้ให้เงินอุดหนุนโดยตรง ปัจจัยหลักที่จะส่งผลต่อ ราคาสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า และจักรยานไฟฟ้าในปี 2569 จะมาจากกลไกตลาดเป็นสำคัญ ซึ่งประกอบด้วย:
- ต้นทุนวัตถุดิบ: ราคาของแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ยังคงเป็นตัวแปรสำคัญ
- อัตราแลกเปลี่ยน: สำหรับสินค้านำเข้าหรือชิ้นส่วนที่นำเข้าจากต่างประเทศ อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราจะมีผลโดยตรงต่อราคาจำหน่าย
- ภาษีนำเข้า: ภาษีรถไฟฟ้า ขนาดเล็กยังคงเป็นไปตามอัตราปกติ หากไม่มีการประกาศเปลี่ยนแปลงจากภาครัฐ
- การแข่งขันของผู้จำหน่าย: การจัดโปรโมชันและกลยุทธ์ด้านราคาของผู้จำหน่ายแต่ละรายจะเป็นปัจจัยหลักที่ผู้ซื้อสัมผัสได้โดยตรง
คำแนะนำสำหรับผู้ที่วางแผนซื้อ
สำหรับผู้ที่กำลังพิจารณา ซื้อจักรยานไฟฟ้า 2026 ควรดำเนินการดังนี้:
- ติดตามข่าวสาร: เฝ้าระวังประกาศอย่างเป็นทางการจากบอร์ด EV, BOI หรือกระทรวงการคลัง เกี่ยวกับมาตรการที่อาจเกี่ยวข้องกับยานยนต์ไฟฟ้าสองล้อ
- เปรียบเทียบคุณสมบัติ: อย่ารอเพียงเพราะคาดหวังว่าราคาจะลดลงจากนโยบายรัฐ แต่ให้มุ่งเน้นไปที่การเปรียบเทียบคุณสมบัติของสินค้า เช่น ระยะทางที่วิ่งได้ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง, คุณภาพของแบตเตอรี่, ความเร็วสูงสุด, และมาตรฐานความปลอดภัย
- พิจารณาบริการหลังการขาย: เลือกซื้อจากผู้จำหน่ายที่น่าเชื่อถือ มีการรับประกันสินค้าที่ชัดเจน และมีศูนย์บริการที่สามารถให้ความช่วยเหลือได้จริง
- ประเมินความคุ้มค่าปัจจุบัน: หากพบสินค้าที่ตอบโจทย์การใช้งานและอยู่ในงบประมาณที่เหมาะสม การตัดสินใจซื้อโดยพิจารณาจากราคาและโปรโมชัน ณ ปัจจุบันอาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการรอคอยนโยบายที่ยังไม่มีความแน่นอน
บทสรุปและแนวโน้มตลาดยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก
โดยสรุป มาตรการ EV 3.5 ที่จะเริ่มใช้ในปี 2569-2570 นั้น มุ่งเน้นการสนับสนุนอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าและรถกระบะไฟฟ้าเป็นหลัก และไม่ได้ครอบคลุมถึงจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) หรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าโดยตรง ซึ่งหมายความว่ายังไม่มี เงินอุดหนุน EV หรือสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ชัดเจนสำหรับยานยนต์ไฟฟ้ากลุ่มนี้ภายใต้กรอบนโยบายดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม เทรนด์รถไฟฟ้าไทย โดยรวมยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง และการพัฒนาระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าในภาพใหญ่อาจส่งผลดีทางอ้อมต่อตลาด E-Bike ในระยะยาว ทั้งในด้านต้นทุนเทคโนโลยีที่ถูกลงและการยอมรับของผู้บริโภคที่กว้างขวางขึ้น สำหรับผู้ที่สนใจซื้อ E-Bike ในช่วงปี 2569 ควรให้ความสำคัญกับการเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและบริการหลังการขายที่ดีจากผู้จำหน่ายที่ไว้วางใจได้ พร้อมทั้งติดตามข่าวสารจากภาครัฐอย่างใกล้ชิดหากมีมาตรการสนับสนุนเพิ่มเติมในอนาคต
ในช่วงเวลาที่นโยบายยังมีความไม่แน่นอน การเลือกซื้อจากผู้เชี่ยวชาญที่มีความพร้อมด้านสินค้าและบริการจึงเป็นสิ่งสำคัญ GIANT Shopping Mall คือศูนย์รวมจักรยานไฟฟ้า สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า และ E-Bike หลากหลายประเภท ที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองทุกความต้องการในการเดินทางยุคใหม่ พร้อมทีมงานที่สามารถให้คำแนะนำอย่างมืออาชีพ
สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือเลือกชมสินค้าได้ที่:
FACEBOOK PAGE: https://www.facebook.com/giantshoppingmall
LINE: @giantshoppingmall
เว็บไซต์และข้อมูลติดต่อ: ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม
เวลาทำการ: จันทร์ – เสาร์ (9.00 – 18.00 น.)
โทร: 061-962-2878
ที่ตั้ง: 44 หมู่ 14 ตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น 40000

