มาตรการ EV 4.0: ซื้อ E-Bike ลดหย่อนภาษีได้เท่าไหร่?
- ภาพรวมมาตรการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในประเทศไทย
- สรุปสาระสำคัญของมาตรการ EV 3.0 และ EV 3.5
- เปรียบเทียบเงินอุดหนุนระหว่างมาตรการ EV 3.0 และ EV 3.5
- สถานะของจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) ในนโยบายส่งเสริม EV
- ทิศทางและข้อเสนอสู่อนาคต: มาตรการ EV 4.0
- ผลกระทบจากการสิ้นสุดมาตรการ EV 3.0 ต่อตลาด
- การวางแผนเลือกซื้อ E-Bike และยานยนต์ไฟฟ้าในปี 2569
ท่ามกลางกระแสความตื่นตัวด้านยานยนต์ไฟฟ้าทั่วโลก ประเทศไทยได้ผลักดันนโยบายสนับสนุนอย่างต่อเนื่องเพื่อก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตในภูมิภาค คำถามสำคัญที่ผู้บริโภคจำนวนมากกำลังจับตามองคือ มาตรการ EV 4.0: ซื้อ E-Bike ลดหย่อนภาษีได้เท่าไหร่? ซึ่งเป็นประเด็นที่ส่งผลโดยตรงต่อการตัดสินใจซื้อยานยนต์ไฟฟ้าสองล้อในอนาคตอันใกล้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมาตรการ EV 3.0 กำลังจะสิ้นสุดลงในปี 2568
- ณ ปัจจุบัน ยังไม่มีการประกาศรายละเอียดของมาตรการ EV 4.0 อย่างเป็นทางการจากภาครัฐ ข้อมูลที่มีอยู่เป็นเพียงข้อเสนอแนะจากภาคเอกชน
- มาตรการ EV 3.0 และ EV 3.5 ที่บังคับใช้อยู่ ไม่ได้ระบุสิทธิประโยชน์ด้านการลดหย่อนภาษีหรือเงินอุดหนุนสำหรับจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) โดยเฉพาะเจาะจง
- มาตรการ EV 3.0 จะสิ้นสุดในวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ซึ่งอาจส่งผลให้ราคารถยนต์ไฟฟ้าที่นำเข้าปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
- แม้ไม่มีเงินอุดหนุนโดยตรง แต่ภาครัฐตั้งเป้าให้มีจำนวนรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าสะสมในประเทศกว่า 622,000 คัน ภายในปี 2568 ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดในกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้าทั้งหมด
- ผู้ที่สนใจซื้อ E-Bike หรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ควรติดตามประกาศนโยบายจากคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติอย่างใกล้ชิด เพื่อวางแผนการซื้อให้ได้รับความคุ้มค่าสูงสุด
ภาพรวมมาตรการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในประเทศไทย
การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle: EV) ถือเป็นวาระสำคัญระดับโลกที่ส่งผลกระทบต่อทั้งภาคอุตสาหกรรมและพฤติกรรมผู้บริโภค สำหรับประเทศไทย รัฐบาลได้แสดงเจตนารมณ์ที่ชัดเจนในการผลักดันให้ประเทศเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนที่สำคัญของโลก หรือ “EV Hub” แห่งภูมิภาคอาเซียน เพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว จึงได้มีการออกมาตรการสนับสนุนเป็นระยะๆ เพื่อกระตุ้นตลาดและสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตของอุตสาหกรรม EV
ประเด็นที่อยู่ในความสนใจของสาธารณชนอย่างกว้างขวางคือ มาตรการ EV 4.0: ซื้อ E-Bike ลดหย่อนภาษีได้เท่าไหร่? ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความคาดหวังของผู้บริโภคต่อสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ใช้งานจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในเขตเมือง อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เข้าใจถึงที่มาที่ไปและแนวโน้มของนโยบายในอนาคต จำเป็นต้องย้อนกลับไปพิจารณามาตรการที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน นั่นคือ มาตรการ EV 3.0 และ EV 3.5 ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการกำหนดทิศทางของตลาด EV ไทยในช่วงที่ผ่านมา
มาตรการเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างแรงจูงใจหลายด้าน ทั้งการลดหย่อนภาษีนำเข้าและภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์ EV รวมถึงการมอบเงินอุดหนุนแก่ผู้ซื้อ เพื่อทำให้ราคายานยนต์ไฟฟ้าใกล้เคียงกับรถยนต์สันดาปภายในมากขึ้น และเร่งให้เกิดการยอมรับในวงกว้าง โดยนโยบายดังกล่าวครอบคลุมยานยนต์ไฟฟ้าหลายประเภท ตั้งแต่รถยนต์นั่งส่วนบุคคล รถกระบะ ไปจนถึงรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า แต่รายละเอียดและเงื่อนไขของสิทธิประโยชน์สำหรับยานพาหนะแต่ละประเภทนั้นมีความแตกต่างกันไป การทำความเข้าใจโครงสร้างของมาตรการปัจจุบันจึงเป็นกุญแจสำคัญในการประเมินแนวโน้มของมาตรการ EV 4.0 ที่กำลังจะมาถึง
สรุปสาระสำคัญของมาตรการ EV 3.0 และ EV 3.5
เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับภูมิทัศน์ของนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าในไทย การพิจารณารายละเอียดของมาตรการ EV 3.0 และ EV 3.5 ถือเป็นสิ่งจำเป็น เนื่องจากเป็นมาตรการหลักที่ขับเคลื่อนตลาดในช่วงปี 2565-2568 และเป็นบรรทัดฐานสำหรับนโยบายในอนาคต
มาตรการ EV 3.0: จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง
มาตรการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า ระยะที่ 1 หรือ EV 3.0 เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2565 และจะสิ้นสุดลงในวันที่ 31 ธันวาคม 2568 มาตรการนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญซึ่งสร้างแรงกระเพื่อมให้กับตลาด EV ในประเทศไทยอย่างมหาศาล สาระสำคัญของมาตรการนี้คือการใช้เครื่องมือทางภาษีและเงินอุดหนุนเพื่อลดภาระของผู้ซื้อและกระตุ้นให้ค่ายรถยนต์นำรถ EV เข้ามาทำตลาดมากขึ้น
หัวใจหลักของ EV 3.0 คือการลดอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่นำเข้าทั้งคัน (CBU) จาก 8% เหลือเพียง 2% ควบคู่ไปกับการให้เงินอุดหนุนแก่ผู้ซื้อสูงสุดถึง 150,000 บาทต่อคัน (สำหรับรถยนต์ที่มีแบตเตอรี่ขนาด 30 kWh ขึ้นไป) เงื่อนไขดังกล่าวทำให้ราคารถยนต์ไฟฟ้าที่จำหน่ายในประเทศลดลงอย่างมาก ส่งผลให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ตาม มาตรการนี้มีเงื่อนไขสำคัญคือ ผู้ผลิตที่ได้รับสิทธิประโยชน์จะต้องตั้งโรงงานและผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นเดียวกันเพื่อชดเชยการนำเข้าในอัตราส่วนที่กำหนดภายในระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่มุ่งดึงดูดการลงทุนและสร้างฐานการผลิตในระยะยาว
มาตรการ EV 3.5: การต่อยอดและปรับเงื่อนไข
หลังจากความสำเร็จของ EV 3.0 คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติมาตรการ EV 3.5 ซึ่งจะเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2567 ถึง 2570 เพื่อรักษาความต่อเนื่องของนโยบายและปรับปรุงเงื่อนไขบางประการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ตลาดที่เปลี่ยนไป แม้ว่าหลักการโดยรวมจะยังคงเน้นการสนับสนุนผ่านเงินอุดหนุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษี แต่มีการปรับลดวงเงินอุดหนุนลงและเพิ่มเงื่อนไขด้านการผลิตในประเทศที่เข้มข้นขึ้น
ภายใต้มาตรการ EV 3.5 เงินอุดหนุนสำหรับรถยนต์นั่งไฟฟ้าที่มีขนาดแบตเตอรี่ 50 kWh ขึ้นไป จะอยู่ที่ 50,000 บาทต่อคัน ซึ่งลดลงจากเพดานสูงสุดในมาตรการ EV 3.0 นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มประเภทรถกระบะไฟฟ้าเข้ามาในมาตรการ โดยให้เงินอุดหนุน 100,000 บาท สำหรับรถที่มีขนาดแบตเตอรี่ 50 kWh ขึ้นไป และต้องผลิตในประเทศเท่านั้น มาตรการนี้ยังเพิ่มความยืดหยุ่นในเงื่อนไขการผลิตชดเชยและให้อำนาจกรมสรรพสามิตในการออกกฎระเบียบเพิ่มเติมเพื่อป้องกันการแข่งขันด้านราคาที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งทั้งหมดนี้สะท้อนถึงเป้าหมายของภาครัฐที่ต้องการเปลี่ยนจากการกระตุ้นตลาดในระยะแรกไปสู่การสร้างความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมในระยะยาว
เปรียบเทียบเงินอุดหนุนระหว่างมาตรการ EV 3.0 และ EV 3.5
เพื่อให้เห็นภาพความแตกต่างของสิทธิประโยชน์ที่ผู้บริโภคจะได้รับภายใต้นโยบายทั้งสองระยะ การเปรียบเทียบวงเงินอุดหนุนสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าประเภทต่างๆ เป็นวิธีที่ชัดเจนที่สุด ตารางด้านล่างนี้สรุปรายละเอียดเงินอุดหนุนต่อคันภายใต้มาตรการ EV 3.0 และ EV 3.5
| ประเภทและขนาดแบตเตอรี่ | เงินอุดหนุน (EV 3.0) | เงินอุดหนุน (EV 3.5) |
|---|---|---|
| รถยนต์นั่ง (ราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท) แบตเตอรี่ ≥30 kWh | 150,000 บาท | – |
| รถยนต์นั่ง (ราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท) แบตเตอรี่ ≥50 kWh | 150,000 บาท | 50,000 บาท |
| รถกระบะไฟฟ้า แบตเตอรี่ ≥50 kWh (ผลิตในประเทศ) | – | 100,000 บาท |
| รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า (ราคาไม่เกิน 150,000 บาท) | 18,000 บาท | 10,000 บาท |
จากตารางจะเห็นได้ว่า มาตรการ EV 3.5 มีการปรับลดวงเงินอุดหนุนสำหรับรถยนต์นั่งลงอย่างชัดเจน แต่ในขณะเดียวกันก็ได้เพิ่มการสนับสนุนสำหรับรถกระบะไฟฟ้า ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงในประเทศไทย การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนถึงการปรับนโยบายให้มุ่งเน้นการสร้างฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ในประเทศมากขึ้น
สถานะของจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) ในนโยบายส่งเสริม EV
แม้ว่ามาตรการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าจะครอบคลุมภาพรวมของอุตสาหกรรม แต่เมื่อเจาะลึกลงไปในรายละเอียดเกี่ยวกับยานยนต์สองล้ออย่างจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า กลับพบว่ายังมีความไม่ชัดเจนในหลายมิติ ซึ่งเป็นที่มาของคำถามสำคัญว่า มาตรการ EV 4.0: ซื้อ E-Bike ลดหย่อนภาษีได้เท่าไหร่?
เป้าหมายการผลิตและจำนวนจักรยานยนต์ไฟฟ้า
สิ่งที่น่าสนใจคือ ภายใต้เป้าหมายรวมของนโยบาย 30@30 (เป้าหมายผลิตรถ ZEV ให้ได้อย่างน้อย 30% ของการผลิตยานยนต์ทั้งหมดในปี ค.ศ. 2030) ภาครัฐได้ตั้งเป้าหมายจำนวนยานยนต์ไฟฟ้าสะสมในประเทศภายในปี 2568 (ค.ศ. 2025) ไว้ที่ 1,055,000 คัน โดยแบ่งเป็น:
- รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า: 622,000 คัน
- รถยนต์/รถปิกอัพไฟฟ้า: 402,000 คัน
- รถบัส/รถบรรทุกไฟฟ้า: 31,000 คัน
ข้อมูลนี้ชี้ให้เห็นว่า รัฐบาลเล็งเห็นถึงศักยภาพและให้ความสำคัญกับตลาดรถสองล้อไฟฟ้าเป็นอย่างมาก โดยตั้งเป้าให้มีจำนวนมากกว่ารถยนต์ไฟฟ้าประเภทอื่นรวมกันเสียอีก ซึ่งสอดคล้องกับลักษณะการใช้งานของคนไทยที่นิยมใช้รถจักรยานยนต์ในการเดินทางในชีวิตประจำวัน อย่างไรก็ตาม เป้าหมายเชิงปริมาณนี้กลับไม่ได้มาพร้อมกับมาตรการสนับสนุนด้านภาษีหรือเงินอุดหนุนที่ชัดเจนสำหรับ E-Bike โดยเฉพาะ
ความชัดเจนด้านสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับ E-Bike
จากการตรวจสอบข้อมูลมาตรการ EV 3.0 และ EV 3.5 ที่ประกาศออกมาอย่างเป็นทางการ พบว่าไม่มีการระบุถึงการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือเงินอุดหนุนที่เจาะจงสำหรับ “จักรยานไฟฟ้า” หรือ E-Bike โดยตรง แม้มาตรการจะครอบคลุม “รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า” ที่มีเงินอุดหนุน 18,000 บาท (ใน EV 3.0) และ 10,000 บาท (ใน EV 3.5) แต่คำนิยามและคุณสมบัติของรถที่เข้าเกณฑ์มักจะหมายถึงรถจักรยานยนต์ที่ต้องจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก ซึ่งจักรยานไฟฟ้าหรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าส่วนใหญ่ในท้องตลาดอาจไม่เข้าข่ายเงื่อนไขดังกล่าว
ดังนั้น สำหรับผู้ที่กำลังพิจารณาซื้อ E-Bike หรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า คำตอบในปัจจุบันคือยังไม่มีสิทธิประโยชน์ด้านการลดหย่อนภาษีหรือเงินอุดหนุนโดยตรงภายใต้มาตรการที่บังคับใช้อยู่ ซึ่งเป็นช่องว่างทางนโยบายที่ภาคเอกชนและผู้บริโภคต่างคาดหวังว่าจะได้รับการแก้ไขในมาตรการ EV 4.0 ที่กำลังจะเกิดขึ้น
ทิศทางและข้อเสนอสู่อนาคต: มาตรการ EV 4.0
เมื่อมาตรการ EV 3.0 กำลังจะสิ้นสุดลง การมองไปข้างหน้าสู่มาตรการ EV 4.0 (หรืออาจใช้ชื่อว่า EV 4.5) จึงกลายเป็นหัวข้อที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในแวดวงอุตสาหกรรมยานยนต์ แม้จะยังไม่มีประกาศอย่างเป็นทางการ แต่ข้อเสนอแนะจากภาคเอกชนได้เริ่มฉายภาพให้เห็นถึงทิศทางและความคาดหวังต่อนโยบายระยะต่อไป
ข้อเสนอจากภาคเอกชนเพื่อความต่อเนื่อง
ผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่อย่าง BYD รวมถึงสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาออกมาตรการ EV 4.0 เพื่อสร้างความต่อเนื่องและรักษาโมเมนตัมการเติบโตของตลาด EV ในประเทศ ข้อเสนอสำคัญมุ่งเน้นไปที่การสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและผู้บริโภค โดยมีประเด็นหลักดังนี้:
- การเพิ่มสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ (Local Content): ผลักดันให้มีการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศไทยเพิ่มขึ้นจากปัจจุบัน เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ในประเทศให้เติบโตไปพร้อมกัน
- การสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน: เร่งขยายเครือข่ายสถานีชาร์จให้ครอบคลุมและเพียงพอต่อความต้องการ รวมถึงการพัฒนาศูนย์บริการที่ใช้เทคโนโลยี AI และศูนย์ทดสอบแบตเตอรี่มาตรฐานสูง
- การจัดการแบตเตอรี่ใช้แล้ว: วางระบบการจัดการซากแบตเตอรี่อย่างครบวงจร เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน
การยกระดับสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิต EV ในภูมิภาค
เป้าหมายของมาตรการ EV 4.0 ที่ภาคเอกชนคาดหวัง ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การกระตุ้นยอดขายในประเทศ แต่คือการยกระดับประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกยานยนต์ไฟฟ้า (NEV Hub) ของภูมิภาคอย่างแท้จริง แม้ว่าประเทศไทยอาจมีความท้าทายในด้านกำลังซื้อของผู้บริโภคภายในประเทศ แต่ศักยภาพในการเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออกยังคงแข็งแกร่ง การมีนโยบายที่ชัดเจนและต่อเนื่องจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะดึงดูดการลงทุนจากผู้ผลิตระดับโลกให้เข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทยต่อไป
ผลกระทบจากการสิ้นสุดมาตรการ EV 3.0 ต่อตลาด
การสิ้นสุดของมาตรการ EV 3.0 ในวันที่ 31 ธันวาคม 2568 จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคารถยนต์ไฟฟ้าที่นำเข้ามาจำหน่าย โดยเฉพาะรถยนต์ที่นำเข้าทั้งคัน (CBU) จะต้องกลับไปเสียภาษีสรรพสามิตในอัตราปกติ 8-10% (จากเดิมที่ลดเหลือ 2%) และจะไม่ได้รับเงินอุดหนุนอีกต่อไป ซึ่งคาดว่าจะทำให้ราคารถยนต์ไฟฟ้าปรับตัวสูงขึ้นราว 120,000 ถึง 300,000 บาทต่อคัน ขึ้นอยู่กับรุ่นและราคาจำหน่าย
ปรากฏการณ์ที่น่าสนใจคือ ในปี 2568 คาดว่ายอดการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศจะเติบโตสูงถึง 1,974% เนื่องจากผู้ผลิตที่เข้าร่วมโครงการ EV 3.0 ต้องเร่งผลิตรถเพื่อชดเชยยอดนำเข้าก่อนที่มาตรการจะหมดอายุ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มอุปทานรถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศเข้าสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก
สถานการณ์ดังกล่าวสร้างทั้งความท้าทายและความไม่แน่นอนให้กับผู้บริโภคที่กำลังวางแผนซื้อรถยนต์ไฟฟ้า การตัดสินใจซื้อในช่วงเปลี่ยนผ่านนโยบายจึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ และนี่คือเหตุผลที่ทุกฝ่ายต่างจับตารอความชัดเจนของมาตรการ EV 4.0 ที่จะเป็นตัวกำหนดทิศทางราคาและตลาด EV ของไทยในอีกหลายปีข้างหน้า
การวางแผนเลือกซื้อ E-Bike และยานยนต์ไฟฟ้าในปี 2569
โดยสรุป สำหรับคำถามที่ว่า มาตรการ EV 4.0: ซื้อ E-Bike ลดหย่อนภาษีได้เท่าไหร่? คำตอบ ณ วันที่ 29 ธันวาคม 2568 คือยังไม่มีข้อมูลอย่างเป็นทางการจากภาครัฐ มาตรการที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบันยังไม่ได้ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีหรือเงินอุดหนุนโดยตรงแก่ผู้ซื้อจักรยานไฟฟ้าหรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าเป็นการเฉพาะ
อย่างไรก็ตาม ผู้ที่สนใจในยานยนต์ไฟฟ้าสองล้อไม่ควรละเลยการติดตามข่าวสาร เนื่องจากเป้าหมายของภาครัฐที่ต้องการส่งเสริมให้มีรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าจำนวนมากในประเทศ อาจนำไปสู่การออกมาตรการสนับสนุนเพิ่มเติมในอนาคต การติดตามประกาศจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมสรรพสามิต และคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ด EV) เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการวางแผนการซื้อให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด
สำหรับผู้ที่กำลังมองหาจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) หรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าคุณภาพ ที่ GIANT Shopping Mall เราคือศูนย์รวมยานยนต์ไฟฟ้าสองล้อที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์การเดินทางในเมือง พร้อมทีมงานผู้เชี่ยวชาญที่สามารถให้คำแนะนำและข้อมูลที่เป็นประโยชน์เพื่อประกอบการตัดสินใจ
สามารถเข้ามาเลือกชมสินค้าและรับคำปรึกษาได้ที่ร้าน GIANT Shopping Mall หรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่:
ที่ตั้งร้าน: 44 หมู่ 14 ตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น 40000
เวลาทำการ: วันจันทร์ – เสาร์ เวลา 9.00 – 18.00 น.
โทร: 061-962-2878
ติดตามข่าวสารและโปรโมชั่นได้ทาง FACEBOOK PAGE หรือพูดคุยกับเราโดยตรงผ่าน LINE และสามารถ ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม ผ่านเว็บไซต์ของเราได้ตลอดเวลา

