E-Bike 1 ปี ประหยัดกว่ามอไซค์น้ำมันกี่บาท? เทียบให้ชัด!
- ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจ
- บทวิเคราะห์เปรียบเทียบค่าใช้จ่ายระหว่าง E-Bike และมอเตอร์ไซค์น้ำมัน
- เจาะลึกค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน: ตัวเลขที่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ
- ค่าบำรุงรักษา: ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อค่าใช้จ่ายรวม
- ค่าใช้จ่ายแฝงและข้อกฎหมายที่ต้องรู้
- วิเคราะห์จุดคุ้มทุน: เมื่อไหร่ถึงจะเรียกว่า “คุ้ม”?
- บทสรุป: E-Bike คุ้มค่ากว่าจริงหรือ?
- ค้นหา E-Bike ที่ใช่สำหรับคุณ
การตัดสินใจเลือกระหว่างมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า (E-Bike) และมอเตอร์ไซค์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน (มอเตอร์ไซค์น้ำมัน) กลายเป็นประเด็นสำคัญสำหรับผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน โดยมีปัจจัยด้านความประหยัดเป็นตัวแปรหลักในการพิจารณา บทความนี้จะทำการวิเคราะห์และเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายรวมตลอดระยะเวลา 1 ปี เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนว่ายานพาหนะประเภทใดมอบความคุ้มค่าทางการเงินได้มากกว่ากัน
ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจ
- ความประหยัดด้านพลังงาน: E-Bike มีค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน (ค่าไฟฟ้า) ต่ำกว่ามอเตอร์ไซค์น้ำมัน (ค่าน้ำมัน) อย่างมีนัยสำคัญ โดยอาจประหยัดได้มากกว่า 8,760 บาทต่อปี ภายใต้เงื่อนไขการใช้งานที่ใกล้เคียงกัน
- ค่าบำรุงรักษา: โครงสร้างของ E-Bike ที่มีชิ้นส่วนเคลื่อนไหวน้อยกว่าและไม่มีเครื่องยนต์สันดาป ทำให้มีค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาตามระยะทางต่ำกว่ามอเตอร์ไซค์น้ำมันอย่างชัดเจน
- ราคาเริ่มต้นและจุดคุ้มทุน: แม้ว่า E-Bike จะมีราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่สูงกว่า แต่ส่วนต่างของค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและการบำรุงรักษาที่ลดลง สามารถทำให้เกิดจุดคุ้มทุนได้ในระยะเวลาที่ไม่นานเกินไป ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้งาน
- ภาระผูกพันทางกฎหมาย: มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่จดทะเบียนได้นั้น มีภาระในการชำระภาษีประจำปีและจัดทำประกันภัยภาคบังคับ (พ.ร.บ.) เช่นเดียวกับมอเตอร์ไซค์น้ำมันทุกประการ
- ผลกระทบต่อการตัดสินใจ: การใช้งานในระยะทางที่ไกลต่อวัน จะยิ่งเพิ่มความได้เปรียบด้านความประหยัดของ E-Bike ให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น
บทวิเคราะห์เปรียบเทียบค่าใช้จ่ายระหว่าง E-Bike และมอเตอร์ไซค์น้ำมัน
คำถามที่ว่า E-Bike 1 ปี ประหยัดกว่ามอไซค์น้ำมันกี่บาท? เทียบให้ชัด! ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญสำหรับผู้ที่กำลังวางแผนการเดินทางในชีวิตประจำวัน ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ค่าครองชีพและราคาพลังงานมีความผันผวนสูง การเลือกยานพาหนะที่เหมาะสมไม่เพียงแต่ตอบโจทย์ด้านการใช้งาน แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อสถานะทางการเงินในระยะยาวอีกด้วย การเปรียบเทียบนี้จึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ราคาซื้อขาย แต่ครอบคลุมถึงค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานทั้งหมด ตั้งแต่ค่าพลังงาน ค่าบำรุงรักษาตามกำหนด ไปจนถึงค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องตลอดอายุการใช้งาน
การเปลี่ยนผ่านจากเทคโนโลยีเครื่องยนต์สันดาปไปสู่ระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้ากำลังเป็นกระแสหลักทั่วโลก ซึ่งประเทศไทยก็ได้รับอิทธิพลนี้เช่นกัน E-Bike หรือมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า กลายเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ขับขี่ในเมืองที่ต้องการความคล่องตัว เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และที่สำคัญคือความประหยัด อย่างไรก็ตาม มอเตอร์ไซค์น้ำมันยังคงเป็นตัวเลือกที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ด้วยความคุ้นเคยของเทคโนโลยี สถานีบริการที่ครอบคลุม และราคาเริ่มต้นที่เข้าถึงง่ายกว่าในบางรุ่น ดังนั้น การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงตัวเลขอย่างละเอียดจึงเป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดที่จะช่วยให้ผู้บริโภคสามารถตัดสินใจได้อย่างมีเหตุผลและสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของตนเองมากที่สุด
เจาะลึกค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน: ตัวเลขที่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ
ปัจจัยแรกและเป็นปัจจัยที่สร้างความแตกต่างด้านค่าใช้จ่ายที่ชัดเจนที่สุดคือ “ค่าพลังงาน” ซึ่งสำหรับมอเตอร์ไซค์น้ำมันคือ “ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง” และสำหรับ E-Bike คือ “ค่าไฟฟ้า” ในการชาร์จแบตเตอรี่ ความแตกต่างของต้นทุนต่อหน่วยของพลังงานทั้งสองประเภทนี้ ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายต่อกิโลเมตรแตกต่างกันอย่างมาก
สมมติฐานการคำนวณ: เพื่อความโปร่งใสและเข้าใจง่าย
เพื่อให้การเปรียบเทียบมีความชัดเจนและสามารถอ้างอิงได้ การคำนวณจะอยู่บนพื้นฐานของสมมติฐานที่เป็นกลางและใกล้เคียงกับความเป็นจริงในการใช้งานทั่วไป ดังนี้:
- ระยะทางการใช้งาน: กำหนดไว้ที่ 50 กิโลเมตรต่อวัน ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยสำหรับการเดินทางไป-กลับในเขตเมือง หรือคิดเป็นระยะทางรวม 18,250 กิโลเมตรต่อปี
- ราคาน้ำมัน: กำหนดราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์ไว้ที่ 36 บาทต่อลิตร
- อัตราสิ้นเปลืองมอเตอร์ไซค์น้ำมัน: กำหนดให้อยู่ที่ 60 กิโลเมตรต่อลิตร ซึ่งเป็นอัตราที่มีประสิทธิภาพสูงสำหรับรถมอเตอร์ไซค์ขนาดเล็ก
- ราคาค่าไฟฟ้า: กำหนดอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับบ้านพักอาศัยไว้ที่ 4.5 บาทต่อหน่วย (kWh)
- อัตราสิ้นเปลือง E-Bike: อ้างอิงจากข้อมูลจำเพาะของ E-Bike รุ่นหนึ่ง ที่สามารถวิ่งได้ระยะทาง 150 กิโลเมตรต่อการใช้ไฟฟ้า 4 kWh
หมายเหตุ: ตัวเลขเหล่านี้เป็นเพียงค่าประมาณการเพื่อใช้ในการเปรียบเทียบ ราคาพลังงานและอัตราสิ้นเปลืองจริงอาจแตกต่างกันไปตามรุ่นของยานพาหนะ สภาพการจราจร และพฤติกรรมการขับขี่
ตารางเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายพลังงาน: E-Bike vs มอเตอร์ไซค์น้ำมัน
จากสมมติฐานข้างต้น สามารถคำนวณและเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในแต่ละช่วงเวลาได้ดังตารางต่อไปนี้:
| ประเภทค่าใช้จ่าย | มอเตอร์ไซค์น้ำมัน | E-Bike (มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า) | ส่วนต่างความประหยัด |
|---|---|---|---|
| ค่าใช้จ่ายต่อกิโลเมตร | 0.60 บาท | 0.12 บาท | 0.48 บาท |
| ค่าใช้จ่ายต่อวัน (50 กม.) | 30 บาท | 6 บาท | 24 บาท |
| ค่าใช้จ่ายต่อปี (18,250 กม.) | 10,950 บาท | 2,190 บาท | 8,760 บาท |
| ค่าใช้จ่ายสะสม 5 ปี | 54,750 บาท | 10,950 บาท | 43,800 บาท |
จากตารางจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า E-Bike มีความได้เปรียบด้านค่าใช้จ่ายพลังงานอย่างมาก
เพียงแค่ปีแรกของการใช้งาน E-Bike สามารถสร้างส่วนต่างความประหยัดเฉพาะค่าพลังงานได้สูงถึง 8,760 บาท และเมื่อพิจารณาในระยะยาว 5 ปี ส่วนต่างนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 43,800 บาท ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่ไม่น้อยเลยทีเดียว
ในอีกมุมหนึ่ง หากเปรียบเทียบเป็นสัดส่วนจะพบว่าค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของ E-Bike คิดเป็นเพียง 1 ใน 5 หรือประมาณ 20% ของค่าใช้จ่ายของมอเตอร์ไซค์น้ำมันเท่านั้น หรืออาจกล่าวได้ว่าประหยัดกว่าถึง 10 เท่าในบางสถานการณ์ เช่น หากผู้ใช้มอเตอร์ไซค์น้ำมันเคยเติมน้ำมันเดือนละ 500 บาท เมื่อเปลี่ยนมาใช้ E-Bike ในระยะทางเท่ากัน จะเสียค่าไฟฟ้าเพียงประมาณเดือนละ 50 บาท
ค่าบำรุงรักษา: ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อค่าใช้จ่ายรวม
นอกเหนือจากค่าพลังงานแล้ว ค่าบำรุงรักษาถือเป็นค่าใช้จ่ายแฝงที่สำคัญซึ่งส่งผลต่อต้นทุนการเป็นเจ้าของยานพาหนะในระยะยาว โครงสร้างทางวิศวกรรมที่แตกต่างกันของยานพาหนะทั้งสองประเภท ทำให้มีรายการและค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
รายการบำรุงรักษาของมอเตอร์ไซค์น้ำมัน
มอเตอร์ไซค์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปมีชิ้นส่วนเคลื่อนไหวจำนวนมากที่ทำงานภายใต้ความร้อนและความดันสูง ทำให้ต้องการการดูแลอย่างสม่ำเสมอ รายการบำรุงรักษาหลักๆ ได้แก่:
- การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง: เป็นหัวใจสำคัญของการบำรุงรักษาเครื่องยนต์ ต้องทำทุกๆ 3,000–5,000 กิโลเมตร เพื่อหล่อลื่นและระบายความร้อนชิ้นส่วนภายใน
- การเปลี่ยนหัวเทียน: ทำหน้าที่จุดระเบิดในห้องเผาไหม้ มีอายุการใช้งานจำกัดและต้องเปลี่ยนตามระยะ
- การทำความสะอาด/เปลี่ยนไส้กรองอากาศ: ดักจับฝุ่นละอองไม่ให้เข้าไปในเครื่องยนต์ หากอุดตันจะทำให้เครื่องยนต์ทำงานไม่มีประสิทธิภาพ
- การบำรุงรักษาระบบส่งกำลัง: สำหรับรถที่ใช้โซ่ จะต้องมีการหล่อลื่น ตั้งความตึง และเปลี่ยนชุดโซ่-สเตอร์เมื่อสึกหรอ
- การตรวจสอบและตั้งวาล์ว: เพื่อให้การจุดระเบิดและการคายไอเสียเป็นไปอย่างสมบูรณ์
ค่าใช้จ่ายเหล่านี้รวมกันแล้วอาจเป็นเงินหลายพันบาทต่อปี ขึ้นอยู่กับรุ่นรถและศูนย์บริการ
รายการบำรุงรักษาของ E-Bike
ในทางกลับกัน E-Bike มีโครงสร้างที่เรียบง่ายกว่ามาก โดยมีมอเตอร์ไฟฟ้าเป็นหัวใจในการขับเคลื่อน ซึ่งแทบจะไม่ต้องการการบำรุงรักษาเลยตลอดอายุการใช้งาน ทำให้ตัดค่าใช้จ่ายหลายรายการของมอเตอร์ไซค์น้ำมันออกไปได้ทั้งหมด:
- ไม่มีน้ำมันเครื่อง: ไม่ต้องมีการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องหรือไส้กรองน้ำมันเครื่อง
- ไม่มีหัวเทียนและไส้กรองอากาศ: ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์เหล่านี้
- ไม่มีระบบไอเสีย: ไม่ต้องกังวลเรื่องท่อไอเสียอุดตันหรือผุพัง
- ระบบส่งกำลังที่เรียบง่าย: E-Bike หลายรุ่นใช้ระบบขับเคลื่อนตรงจากมอเตอร์ (Hub Motor) ทำให้ไม่มีโซ่-สเตอร์ให้ต้องดูแล
รายการบำรุงรักษาหลักของ E-Bike จะเน้นไปที่ชิ้นส่วนสิ้นเปลืองทั่วไปที่ยานพาหนะทุกชนิดมีเหมือนกัน เช่น ผ้าเบรก, ยาง, และระบบไฟส่องสว่าง ซึ่งมีค่าใช้จ่ายไม่สูงนัก อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ต้องพิจารณาในระยะยาวคือ “แบตเตอรี่” ซึ่งมีอายุการใช้งานจำกัดและมีราคาสูงเมื่อถึงเวลาต้องเปลี่ยน แต่โดยทั่วไปแล้ว แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนในปัจจุบันมีอายุการใช้งานยาวนานหลายปีหรือหลายหมื่นกิโลเมตร ซึ่งเมื่อนำมาเฉลี่ยเป็นค่าใช้จ่ายต่อปีแล้ว ก็ยังคงทำให้ E-Bike มีความได้เปรียบด้านค่าบำรุงรักษาโดยรวมอยู่ดี
ค่าใช้จ่ายแฝงและข้อกฎหมายที่ต้องรู้
การเป็นเจ้าของยานพาหนะไม่ได้มีเพียงค่าพลังงานและค่าบำรุงรักษา แต่ยังรวมถึงค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่กฎหมายกำหนด ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ซื้อต้องนำมาพิจารณาประกอบการตัดสินใจ
ภาษีประจำปี และ พ.ร.บ.: ความรับผิดชอบที่เหมือนกัน
สิ่งสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจคือ E-Bike ในที่นี้หมายถึง “มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า” ที่สามารถจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกได้ ไม่ใช่ “จักรยานไฟฟ้า” ที่มีกำลังมอเตอร์ต่ำ ดังนั้น มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าจึงมีสถานะทางกฎหมายเทียบเท่ากับมอเตอร์ไซค์น้ำมัน ซึ่งหมายความว่าเจ้าของรถมีหน้าที่ต้องดำเนินการดังนี้:
- ชำระภาษีรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลประจำปี: อัตราภาษีจะคำนวณตามกฎเกณฑ์ของกรมการขนส่งฯ
- จัดทำประกันภัยภาคบังคับ (พ.ร.บ.): เพื่อให้ความคุ้มครองแก่ผู้ประสบภัยจากรถตามที่กฎหมายกำหนด
- ใบอนุญาตขับขี่: ผู้ขับขี่ต้องมีใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล
ดังนั้น ในหมวดของค่าใช้จ่ายด้านภาษีและ พ.ร.บ. นั้น ยานพาหนะทั้งสองประเภทมีภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่แตกต่างกัน
ค่าเสื่อมราคาและมูลค่าการขายต่อ
ค่าเสื่อมราคาเป็นต้นทุนที่มองไม่เห็นแต่เกิดขึ้นจริงตลอดเวลา โดยทั่วไปแล้ว ยานพาหนะทุกชนิดมีมูลค่าลดลงเมื่อเวลาผ่านไป มอเตอร์ไซค์น้ำมันรุ่นที่ได้รับความนิยมในตลาดมักจะมีราคาขายต่อที่ดีและมีสภาพคล่องสูง ในขณะที่ตลาดมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ามือสองยังถือว่าเป็นตลาดที่ค่อนข้างใหม่ ทำให้การคาดการณ์ราคาขายต่ออาจทำได้ยากกว่า อย่างไรก็ตาม แนวโน้มความนิยมในยานพาหนะไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาจส่งผลให้มูลค่าการขายต่อของ E-Bike ในอนาคตมีเสถียรภาพมากขึ้น
วิเคราะห์จุดคุ้มทุน: เมื่อไหร่ถึงจะเรียกว่า “คุ้ม”?
แม้ว่า E-Bike จะมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่ต่ำกว่า แต่ก็มักจะมีราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่สูงกว่ามอเตอร์ไซค์น้ำมันในพิกัดเดียวกัน ดังนั้น คำถามสำคัญคือ “ต้องใช้งานนานแค่ไหน ส่วนต่างของราคาที่จ่ายเพิ่มไปในตอนแรกจึงจะถูกชดเชยด้วยค่าใช้จ่ายที่ประหยัดได้?” นี่คือการวิเคราะห์ “จุดคุ้มทุน” (Breakeven Point)
วิธีการคำนวณระยะเวลาคืนทุนเบื้องต้น
สามารถคำนวณระยะเวลาคืนทุนอย่างง่ายได้โดยใช้สูตร:
ระยะเวลาคืนทุน (ปี) = ส่วนต่างราคาเริ่มต้น / (ค่าใช้จ่ายที่ประหยัดได้ต่อปี)
ตัวอย่าง:
- สมมติว่า E-Bike รุ่นหนึ่งมีราคาสูงกว่ามอเตอร์ไซค์น้ำมันรุ่นเปรียบเทียบอยู่ 20,000 บาท
- จากข้อมูลข้างต้น E-Bike ประหยัดค่าพลังงานได้ปีละ 8,760 บาท
- สมมติว่าประหยัดค่าบำรุงรักษาได้อีกปีละประมาณ 1,240 บาท (เช่น ค่าน้ำมันเครื่องและอื่นๆ)
- รวมค่าใช้จ่ายที่ประหยัดได้ต่อปี = 8,760 + 1,240 = 10,000 บาท
ดังนั้น ระยะเวลาคืนทุน = 20,000 / 10,000 = 2 ปี
ในกรณีนี้ หมายความว่าหลังจากใช้งาน E-Bike ไปแล้ว 2 ปี ส่วนต่างราคา 20,000 บาทที่จ่ายไปในตอนแรกจะถูกชดเชยทั้งหมด และตั้งแต่ปีที่ 3 เป็นต้นไป ผู้ใช้งานจะเริ่มได้รับผลกำไรจากความประหยัดอย่างแท้จริง
ปัจจัยที่ส่งผลต่อความคุ้มค่าโดยตรง
จุดคุ้มทุนนี้สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามปัจจัยหลายอย่าง:
- ระยะทางการใช้งาน: ยิ่งขับขี่ในแต่ละวันเป็นระยะทางไกลเท่าไหร่ ก็จะยิ่งประหยัดค่าพลังงานได้มากขึ้นเท่านั้น และจะถึงจุดคุ้มทุนเร็วขึ้น หากใช้งานน้อยกว่า 50 กม./วัน ระยะเวลาคืนทุนก็จะนานขึ้นตามสัดส่วน
- ราคาน้ำมัน: หากราคาน้ำมันในอนาคตปรับตัวสูงขึ้น ความได้เปรียบของ E-Bike จะยิ่งชัดเจน และจุดคุ้มทุนจะมาถึงเร็วขึ้น
- ส่วนต่างราคาเริ่มต้น: หากสามารถซื้อ E-Bike ในราคาที่ไม่ต่างจากมอเตอร์ไซค์น้ำมันมากนัก หรือมีนโยบายสนับสนุนจากภาครัฐ ก็จะทำให้ระยะเวลาคืนทุนสั้นลงอย่างมาก
บทสรุป: E-Bike คุ้มค่ากว่าจริงหรือ?
จากข้อมูลและการวิเคราะห์ทั้งหมด สามารถสรุปได้ว่า ในเชิงตัวเลขทางการเงินระยะยาว E-Bike มีความคุ้มค่าและประหยัดกว่ามอเตอร์ไซค์น้ำมันอย่างชัดเจน โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักคือค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่ต่ำกว่าอย่างมหาศาล และค่าบำรุงรักษาที่น้อยกว่าอย่างมีนัยสำคัญ แม้จะต้องแลกมาด้วยราคาเริ่มต้นที่อาจสูงกว่า แต่สำหรับผู้ที่ใช้งานยานพาหนะเป็นประจำทุกวัน โดยเฉพาะผู้ที่เดินทางเป็นระยะทางไกล การลงทุนใน E-Bike สามารถคืนทุนได้ภายในระยะเวลาไม่กี่ปี และหลังจากนั้นคือผลกำไรจากความประหยัดที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
การตัดสินใจสุดท้ายขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้งาน งบประมาณเริ่มต้น และมุมมองการลงทุนของผู้บริโภคแต่ละราย หากมองหาความประหยัดสูงสุดในการใช้งานระยะยาว และมีรูปแบบการเดินทางที่แน่นอนในแต่ละวัน E-Bike ถือเป็นคำตอบที่น่าสนใจและตอบโจทย์ได้อย่างลงตัว
ค้นหา E-Bike ที่ใช่สำหรับคุณ
GIANT Shopping Mall คือศูนย์รวมจักรยานไฟฟ้า สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า และ E-Bike ที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองทุกความต้องการในการเดินทางที่ทันสมัยและประหยัด พร้อมทีมงานผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมให้คำปรึกษาเพื่อช่วยให้เลือกรุ่นที่เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของคุณมากที่สุด
ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่:
- FACEBOOK PAGE
- LINE
- โทรศัพท์: 061-962-2878
- ที่ตั้งร้าน: 44 หมู่ 14 ตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น 40000
- เวลาทำการ: วันจันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
- เว็บไซต์: ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม

