รัฐหนุน EV 3.5! จักรยานไฟฟ้ามีสิทธิ์ได้ส่วนลดไหม?
- สรุปประเด็นสำคัญเกี่ยวกับมาตรการ EV 3.5
- ทำความเข้าใจมาตรการ EV 3.5: นโยบายขับเคลื่อนอนาคตยานยนต์ไทย
- ไขข้อสงสัย: จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) ได้รับส่วนลดหรือไม่?
- เจาะลึกเงื่อนไขเงินอุดหนุนสำหรับ “รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า”
- ภาพรวมสิทธิประโยชน์ยานยนต์ไฟฟ้าประเภทอื่นในมาตรการ EV 3.5
- แนวโน้มและคำแนะนำสำหรับผู้ที่สนใจจักรยานไฟฟ้า (E-Bike)
- บทสรุป: วางแผนซื้อยานยนต์ไฟฟ้าอย่างชาญฉลาด
- เลือกซื้อจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่ตอบโจทย์
มาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าเฟส 2 หรือ EV 3.5 ได้สร้างความตื่นตัวในตลาดอีกครั้ง แต่ก็ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า นโยบายรัฐหนุน EV 3.5! จักรยานไฟฟ้ามีสิทธิ์ได้ส่วนลดไหม? บทความนี้จะวิเคราะห์เงื่อนไขและข้อกำหนดอย่างละเอียดเพื่อคลายข้อสงสัยดังกล่าว
สรุปประเด็นสำคัญเกี่ยวกับมาตรการ EV 3.5
- มาตรการ EV 3.5 มุ่งเน้นการให้เงินอุดหนุนแก่ รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ที่จดทะเบียนได้ ไม่รวมถึงจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) หรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า
- รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่เข้าเกณฑ์จะได้รับเงินอุดหนุน 10,000 บาทต่อคัน โดยต้องมีราคาไม่เกิน 150,000 บาท ขนาดแบตเตอรี่ตั้งแต่ 3 kWh ขึ้นไป และเป็นรถที่ผลิตในประเทศ
- นโยบายนี้มีผลบังคับใช้เป็นระยะเวลา 4 ปี ตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2567 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2570 เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในไทยอย่างต่อเนื่อง
- แม้จักรยานไฟฟ้าจะไม่ได้รับเงินอุดหนุนโดยตรง แต่ยังคงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับการเดินทางในเมือง เนื่องจากความคล่องตัว ค่าใช้จ่ายต่ำ และไม่จำเป็นต้องจดทะเบียน
ทำความเข้าใจมาตรการ EV 3.5: นโยบายขับเคลื่อนอนาคตยานยนต์ไทย
การเปิดตัวนโยบายรัฐหนุน EV 3.5 ได้จุดประกายความหวังและสร้างความเคลื่อนไหวในอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ หลายคนอาจยังมีข้อสงสัยว่าแท้จริงแล้วมาตรการนี้คืออะไร และจักรยานไฟฟ้ามีสิทธิ์ได้ส่วนลดไหม? มาตรการนี้เป็นนโยบายต่อเนื่องจาก EV 3.0 ที่ออกแบบมาเพื่อส่งเสริมการใช้และการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศอย่างเป็นระบบ โดยมีเป้าหมายเพื่อผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (EV Hub) ในระดับภูมิภาคอาเซียน นโยบายนี้ไม่เพียงแต่มอบสิทธิประโยชน์ทางภาษีและเงินอุดหนุนแก่ผู้ซื้อเท่านั้น แต่ยังกำหนดเงื่อนไขเพื่อกระตุ้นให้ผู้ผลิตลงทุนตั้งฐานการผลิตในประเทศอีกด้วย
ที่มาและเป้าหมายของนโยบาย
มาตรการ EV 3.5 หรือ “มาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ระยะที่ 2” เป็นการสานต่อนโยบายจากภาครัฐที่ประสบความสำเร็จในระยะแรก (EV 3.0) โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อรักษาแรงขับเคลื่อนของตลาดและสร้างความยั่งยืนให้กับระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าในไทย เป้าหมายสำคัญของนโยบายนี้ประกอบด้วย:
- ส่งเสริมการลงทุน: กระตุ้นให้ผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้าทั้งในและต่างประเทศตัดสินใจตั้งโรงงานผลิตในประเทศไทย โดยเฉพาะการผลิตชิ้นส่วนสำคัญอย่างแบตเตอรี่
- กระตุ้นอุปสงค์ในประเทศ: ทำให้ราคายานยนต์ไฟฟ้าเข้าถึงง่ายขึ้นผ่านเงินอุดหนุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษี เพื่อเพิ่มจำนวนผู้ใช้งานและสร้างตลาดที่แข็งแกร่ง
- ลดมลพิษและปัญหาสิ่งแวดล้อม: สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านจากรถยนต์สันดาปภายในไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
- สร้างความมั่นคงทางพลังงาน: ลดการพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิงจากต่างประเทศ และหันมาใช้พลังงานไฟฟ้าที่สามารถผลิตได้เองในประเทศ
ระยะเวลาและกรอบการดำเนินงาน
มาตรการ EV 3.5 ได้รับการอนุมัติและมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2567 และจะดำเนินต่อไปเป็นระยะเวลา 4 ปีเต็ม จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2570 กรอบระยะเวลาที่ยาวนานนี้ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งผู้บริโภคและนักลงทุน โดยแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของภาครัฐในการสนับสนุนตลาดอย่างต่อเนื่อง ตลอดช่วงเวลา 4 ปีนี้ เงื่อนไขและจำนวนเงินอุดหนุนสำหรับยานยนต์บางประเภทอาจมีการปรับเปลี่ยนเล็กน้อยตามช่วงเวลา เพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะตลาดและการเติบโตของอุตสาหกรรมในประเทศ
ไขข้อสงสัย: จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) ได้รับส่วนลดหรือไม่?
นี่คือคำถามสำคัญที่ผู้สนใจยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็กจำนวนมากต้องการคำตอบที่ชัดเจน ภายใต้กรอบของมาตรการ EV 3.5 ที่ประกาศออกมานั้น คำตอบคือ จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าไม่เข้าข่ายได้รับเงินอุดหนุน จากภาครัฐ เนื่องจากนโยบายนี้มุ่งเน้นไปที่ยานยนต์ไฟฟ้าที่ต้องมีการจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกเป็นหลัก ซึ่งได้แก่ รถยนต์ไฟฟ้า รถกระบะไฟฟ้า และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า
คำจำกัดความของยานยนต์ไฟฟ้าที่เข้าเกณฑ์
เพื่อให้เกิดความชัดเจน มาตรการ EV 3.5 ได้ระบุประเภทของยานยนต์ไฟฟ้าที่อยู่ในข่ายได้รับสิทธิประโยชน์ไว้อย่างเจาะจง ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่
- รถยนต์นั่งไฟฟ้า (Electric Passenger Car): รถยนต์ส่วนบุคคลที่มีราคาจำหน่ายไม่เกิน 2 ล้านบาท
- รถกระบะไฟฟ้า (Electric Pickup Truck): รถกระบะที่ใช้พลังงานไฟฟ้า มีราคาจำหน่ายไม่เกิน 2 ล้านบาท และต้องผลิตในประเทศเท่านั้น
- รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Motorcycle): รถจักรยานยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า มีราคาจำหน่ายไม่เกิน 150,000 บาท
จะเห็นได้ว่า “จักรยานไฟฟ้า” หรือ E-Bike ไม่ได้ถูกระบุไว้ในประเภทของยานยนต์ที่เข้าเกณฑ์การสนับสนุนนี้
ความแตกต่างสำคัญระหว่าง “จักรยานไฟฟ้า” และ “รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า”
ความสับสนส่วนใหญ่มักเกิดจากการเรียกชื่อที่คล้ายคลึงกัน แต่ในทางเทคนิคและข้อกฎหมาย ยานพาหนะทั้งสองประเภทนี้มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้การได้รับสิทธิ์จากนโยบายภาครัฐแตกต่างกันไปด้วย
สิ่งสำคัญที่ใช้จำแนกคือ “จักรยานไฟฟ้า” ยังคงมีบันไดสำหรับปั่นเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อน โดยมีมอเตอร์ไฟฟ้าทำหน้าที่เป็นระบบช่วยผ่อนแรง ในขณะที่ “รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า” ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว ไม่มีบันไดสำหรับปั่น และต้องจดทะเบียนเป็นยานพาหนะตามกฎหมาย
- จักรยานไฟฟ้า (E-Bike): ถูกจัดอยู่ในกลุ่มจักรยาน มีโครงสร้างพื้นฐานเหมือนจักรยานทั่วไป แต่ติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่เพื่อช่วยทุ่นแรงในการปั่น ผู้ใช้งานยังสามารถปั่นแบบปกติได้หากไม่ต้องการใช้ระบบไฟฟ้า ยานพาหนะประเภทนี้มักมีความเร็วไม่สูงมาก และตามกฎหมายปัจจุบันไม่จำเป็นต้องจดทะเบียนหรือทำใบขับขี่
- รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Motorcycle): มีลักษณะและการใช้งานเหมือนกับรถจักรยานยนต์ที่ใช้น้ำมันทุกประการ เพียงแต่เปลี่ยนจากเครื่องยนต์สันดาปมาเป็นมอเตอร์ไฟฟ้า ผู้ขับขี่ต้องมีใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์ และตัวรถต้องผ่านการตรวจสภาพและจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก มีแผ่นป้ายทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย
ด้วยความแตกต่างทางกฎหมายและการจดทะเบียนนี้เอง มาตรการ EV 3.5 จึงครอบคลุมเฉพาะ “รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า” ที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบทะเบียนยานพาหนะของประเทศ
เจาะลึกเงื่อนไขเงินอุดหนุนสำหรับ “รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า”
สำหรับผู้ที่สนใจซื้อ “รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า” การทำความเข้าใจเงื่อนไขและคุณสมบัติที่กำหนดไว้ในมาตรการ EV 3.5 ถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้แน่ใจว่าจะได้รับเงินอุดหนุนจำนวน 10,000 บาทต่อคันอย่างครบถ้วน โดยเงื่อนไขหลักๆ จะเน้นไปที่ราคาจำหน่าย ขนาดของแบตเตอรี่ และแหล่งที่มาของการผลิต
เกณฑ์ด้านราคาและขนาดแบตเตอรี่
เพื่อให้เงินอุดหนุนกระจายไปสู่ผู้บริโภคในวงกว้างและส่งเสริมเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพ รัฐบาลได้กำหนดเกณฑ์มาตรฐานสำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าไว้ดังนี้:
- ราคาจำหน่ายปลีก: ต้องมีราคาไม่เกิน 150,000 บาท (หนึ่งแสนห้าหมื่นบาทถ้วน) เพื่อให้เป็นยานพาหนะที่ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้
- ขนาดความจุแบตเตอรี่: ต้องมีขนาดตั้งแต่ 3 กิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh) ขึ้นไป เกณฑ์นี้ถูกตั้งขึ้นเพื่อรับประกันว่ารถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่ได้รับเงินอุดหนุนจะมีระยะทางการวิ่งต่อการชาร์จหนึ่งครั้งที่เพียงพอต่อการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน และส่งเสริมการใช้แบตเตอรี่ที่มีคุณภาพสูง
ผู้ซื้อควรตรวจสอบข้อมูลจำเพาะทางเทคนิค (Specification) ของรถรุ่นที่สนใจกับผู้จัดจำหน่ายอย่างละเอียด เพื่อยืนยันว่ารถคันดังกล่าวมีคุณสมบัติตรงตามข้อกำหนดทั้งสองข้อนี้
เงื่อนไขการผลิตภายในประเทศ
อีกหนึ่งเงื่อนไขที่มีความสำคัญอย่างยิ่งและเป็นหัวใจของมาตรการ EV 3.5 คือการส่งเสริมอุตสาหกรรมในประเทศ รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่จะได้รับเงินอุดหนุนจะต้องเป็นรถที่ผลิตหรือประกอบในประเทศไทย (Completely Knocked Down – CKD) เท่านั้น เงื่อนไขนี้มีจุดประสงค์เพื่อดึงดูดการลงทุนจากผู้ผลิตแบรนด์ต่างๆ ให้เข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทย สร้างงาน และถ่ายทอดเทคโนโลยี ซึ่งจะช่วยพัฒนาระบบนิเวศของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว ดังนั้น รถที่นำเข้ามาทั้งคัน (Completely Built Up – CBU) จะไม่เข้าข่ายได้รับเงินอุดหนุนส่วนนี้
ภาพรวมสิทธิประโยชน์ยานยนต์ไฟฟ้าประเภทอื่นในมาตรการ EV 3.5
นอกเหนือจากรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าแล้ว มาตรการ EV 3.5 ยังครอบคลุมถึงรถยนต์ไฟฟ้าและรถกระบะไฟฟ้าด้วย โดยมีการกำหนดวงเงินอุดหนุนและเงื่อนไขที่แตกต่างกันไปตามประเภทและคุณสมบัติของรถ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงกลยุทธ์ของภาครัฐในการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าทุกกลุ่มตลาด
เปรียบเทียบเงินอุดหนุนระหว่างยานยนต์ประเภทต่างๆ
เพื่อให้เห็นภาพรวมที่ชัดเจน สามารถเปรียบเทียบเงินอุดหนุนและเงื่อนไขหลักของยานยนต์ไฟฟ้าแต่ละประเภทภายใต้มาตรการ EV 3.5 ได้ดังตารางต่อไปนี้
| ประเภทรถ | เงื่อนไขหลัก | เงินอุดหนุน (บาท/คัน) |
|---|---|---|
| รถยนต์ไฟฟ้า (ราคา ≤ 2 ล้านบาท) | แบตเตอรี่ ≥ 50 kWh | ปี 2567: 100,000 ปี 2568: 75,000 ปี 2569-2570: 50,000 |
| รถยนต์ไฟฟ้า (ราคา ≤ 2 ล้านบาท) | แบตเตอรี่ < 50 kWh | ปี 2567: 50,000 ปี 2568: 35,000 ปี 2569-2570: 25,000 |
| รถกระบะไฟฟ้า (ราคา ≤ 2 ล้านบาท) | แบตเตอรี่ ≥ 50 kWh (ผลิตในประเทศ) | 100,000 (คงที่ตลอด 4 ปี) |
| รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า | ราคา ≤ 150,000 บาท, แบตเตอรี่ ≥ 3 kWh (ผลิตในประเทศ) | 10,000 (คงที่ตลอด 4 ปี) |
การเปลี่ยนแปลงจากมาตรการ EV 3.0 สู่ EV 3.5
เมื่อเปรียบเทียบกับมาตรการ EV 3.0 ในระยะแรก จะเห็นการปรับเปลี่ยนที่สำคัญหลายประการใน EV 3.5 ซึ่งสะท้อนถึงการปรับนโยบายให้สอดคล้องกับสถานการณ์ตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป:
- วงเงินอุดหนุน: เงินอุดหนุนสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าโดยรวมลดลงจากในเฟสแรก (ซึ่งเคยให้สูงสุดถึง 150,000 บาท) เพื่อปรับสมดุลของงบประมาณและกระตุ้นให้ผู้ผลิตพึ่งพากลไกตลาดมากขึ้น
- เกณฑ์ขนาดแบตเตอรี่: มีการปรับเพิ่มขนาดแบตเตอรี่ขั้นต่ำสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (จาก 30 kWh เป็น 50 kWh สำหรับเงินอุดหนุนสูงสุด) เพื่อส่งเสริมการใช้รถที่มีระยะทางวิ่งไกลขึ้นและมีเทคโนโลยีที่สูงขึ้น
- ระยะเวลาโครงการ: มาตรการ EV 3.5 ขยายระยะเวลาการสนับสนุนเป็น 4 ปี ซึ่งยาวนานกว่าเฟสแรก เพื่อสร้างเสถียรภาพและความต่อเนื่องของนโยบาย
แนวโน้มและคำแนะนำสำหรับผู้ที่สนใจจักรยานไฟฟ้า (E-Bike)
แม้ว่าจักรยานไฟฟ้าจะไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายของเงินอุดหนุนในมาตรการ EV 3.5 แต่ความนิยมในยานพาหนะประเภทนี้ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ด้วยข้อดีหลายประการที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตในเมืองสมัยใหม่ ผู้ที่กำลังพิจารณาซื้อ E-Bike จึงควรพิจารณาปัจจัยอื่นๆ นอกเหนือจากเงินสนับสนุนจากภาครัฐ
เหตุผลที่ E-Bike ยังคงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ
จักรยานไฟฟ้ามีจุดเด่นหลายด้านที่ทำให้เป็นยานพาหนะทางเลือกที่คุ้มค่าและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะสำหรับการเดินทางในระยะสั้นถึงปานกลาง:
- ความประหยัด: ค่าใช้จ่ายในการชาร์จไฟฟ้าต่ำกว่าค่าใช้จ่ายในการเติมน้ำมันอย่างมาก นอกจากนี้ ค่าบำรุงรักษายังน้อยกว่ารถจักรยานยนต์ทั่วไป เนื่องจากไม่มีเครื่องยนต์ที่ซับซ้อน
- ความสะดวกและคล่องตัว: ขนาดที่กะทัดรัดทำให้สามารถเดินทางในสภาพการจราจรที่หนาแน่นได้ดี หาที่จอดรถง่าย และสามารถใช้เส้นทางลัดหรือทางสำหรับจักรยานได้
- เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม: การใช้งาน E-Bike ไม่ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศหรือเสียง ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในเขตเมือง
- ส่งเสริมสุขภาพ: แม้จะมีระบบไฟฟ้าช่วย แต่ผู้ใช้งานยังคงต้องออกแรงปั่น ซึ่งถือเป็นการออกกำลังกายในระดับเบาถึงปานกลางไปในตัว
- ไม่มีข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ: ไม่ต้องทำใบขับขี่ ไม่ต้องจดทะเบียน และไม่ต้องเสียภาษีประจำปี ทำให้ขั้นตอนการเป็นเจ้าของไม่ยุ่งยาก
การวางแผนซื้อในอนาคตและสิ่งที่ควรพิจารณา
สำหรับผู้ที่วางแผนจะซื้อจักรยานไฟฟ้า หรือรอติดตามนโยบายในอนาคต เช่น โอกาสในการซื้อรถ EV ในปี 2026 ควรติดตามข่าวสารจากหน่วยงานภาครัฐอย่างต่อเนื่อง เพราะมีความเป็นไปได้ที่ในอนาคตอาจมีมาตรการส่งเสริมยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็กออกมาเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม ในการตัดสินใจซื้อปัจจุบัน ควรพิจารณาจากความต้องการใช้งานจริงเป็นหลัก และเลือกผลิตภัณฑ์จากผู้จำหน่ายที่น่าเชื่อถือ มีบริการหลังการขาย และมีการรับประกันที่ชัดเจน โดยเฉพาะในส่วนของแบตเตอรี่และมอเตอร์ไฟฟ้าซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของตัวรถ
บทสรุป: วางแผนซื้อยานยนต์ไฟฟ้าอย่างชาญฉลาด
โดยสรุปแล้ว คำตอบสำหรับคำถามที่ว่า “รัฐหนุน EV 3.5! จักรยานไฟฟ้ามีสิทธิ์ได้ส่วนลดไหม?” นั้นมีความชัดเจนว่า สิทธิ์ในการรับเงินอุดหนุนจำกัดอยู่แค่เพียงรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ที่มีคุณสมบัติตรงตามข้อกำหนดของภาครัฐเท่านั้น โดยไม่ครอบคลุมถึงจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับประเภทของยานยนต์และเงื่อนไขของนโยบายเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้บริโภคในการวางแผนการซื้อ
มาตรการ EV 3.5 เป็นนโยบายที่มีเป้าหมายชัดเจนในการผลักดันอุตสาหกรรมการผลิตและส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าที่ต้องจดทะเบียนในประเทศ แม้ว่าจักรยานไฟฟ้าจะไม่อยู่ในข่ายการสนับสนุนครั้งนี้ แต่ก็ยังคงเป็นทางเลือกที่โดดเด่นสำหรับการเดินทางในเมืองด้วยข้อดีด้านความประหยัด ความคล่องตัว และความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผู้บริโภคควรตัดสินใจเลือกยานพาหนะที่เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์และความต้องการของตนเอง โดยพิจารณาจากข้อมูลทั้งหมดอย่างรอบด้าน
เลือกซื้อจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่ตอบโจทย์
สำหรับผู้ที่มองหาจักรยานไฟฟ้า สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า หรือ E-Bike คุณภาพ ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการในการเดินทาง สามารถปรึกษาและเลือกชมสินค้าได้ที่ GIANT Shopping Mall ศูนย์รวมจักรยานไฟฟ้าที่ครบวงจร พร้อมทีมงานผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมให้คำแนะนำ
ช่องทางการติดต่อ:
เวลาทำการ: เปิดทุกวัน จันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
เบอร์โทรศัพท์: 061-962-2878
ที่ตั้งร้าน: 44 หมู่ 14 ตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น 40000

