ส่องนโยบายรัฐ 2570: ซื้อ E-Bike ลดหย่อนภาษีได้เท่าไหร่?
- สรุปประเด็นสำคัญเกี่ยวกับนโยบายภาษี E-Bike ปี 2570
- ภาพรวมมาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า EV 3.5
- เจาะลึกสิทธิประโยชน์: E-Bike อยู่ตรงไหนในนโยบาย?
- ตารางเปรียบเทียบสิทธิประโยชน์ยานยนต์ไฟฟ้าภายใต้ EV 3.5
- การลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา: ความหวังของผู้ซื้อ E-Bike
- เงื่อนไขและขอบเขตโดยรวมของมาตรการ EV 3.5
- บทสรุปและแนวทางการวางแผนซื้อ E-Bike อย่างคุ้มค่า
ท่ามกลางกระแสความตื่นตัวด้านยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และการส่งเสริมจากภาครัฐอย่างต่อเนื่อง หลายคนอาจกำลังพิจารณาเปลี่ยนมาใช้จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) เป็นทางเลือกในการเดินทางที่ประหยัดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม คำถามสำคัญที่เกิดขึ้นคือ นโยบายรัฐในปี 2570 จะมีมาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับการซื้อ E-Bike หรือไม่ และจะได้รับสิทธิประโยชน์มากน้อยเพียงใด บทความนี้จะวิเคราะห์ข้อมูลล่าสุดเพื่อตอบข้อสงสัยดังกล่าว
สรุปประเด็นสำคัญเกี่ยวกับนโยบายภาษี E-Bike ปี 2570
- ไม่มีการลดหย่อนภาษีโดยตรง: จากข้อมูลภายใต้มาตรการ EV 3.5 (พ.ศ. 2567–2570) ยังไม่มีการระบุสิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาโดยตรงสำหรับการซื้อจักรยานไฟฟ้า (E-Bike)
- สิทธิประโยชน์ทางอ้อม: ผู้บริโภคอาจได้รับประโยชน์ทางอ้อมจากราคา E-Bike ที่ถูกลง เนื่องจากผู้ผลิตและผู้นำเข้าได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี เช่น การลดภาษีสรรพสามิต และการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก BOI
- เงินอุดหนุนเน้นยานยนต์ไฟฟ้าขนาดใหญ่: มาตรการอุดหนุนโดยตรงจากรัฐมุ่งเน้นไปที่รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า, รถยนต์นั่งไฟฟ้า, และรถกระบะไฟฟ้าเป็นหลัก ไม่ครอบคลุมถึงจักรยานไฟฟ้า
- มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอาจเกี่ยวข้อง: โครงการอย่าง Easy E-Receipt อาจเปิดโอกาสให้ใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีได้ แต่ไม่ได้เจาะจงสำหรับ E-Bike โดยเฉพาะ และมีเงื่อนไขจำกัด
- นโยบายอาจเปลี่ยนแปลง: ควรติดตามประกาศล่าสุดจากหน่วยงานภาครัฐ เช่น กรมสรรพสามิต หรือ BOI เนื่องจากนโยบายอาจมีการปรับปรุงเพิ่มเติมในอนาคต
ภาพรวมมาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า EV 3.5
เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับ E-Bike จำเป็นต้องพิจารณาจากภาพรวมของนโยบายหลักที่รัฐบาลใช้ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศ นั่นคือ มาตรการ EV 3.5 ซึ่งเป็นนโยบายต่อเนื่องที่มีเป้าหมายชัดเจนในการผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นฐานการผลิต EV ที่สำคัญในภูมิภาค
ความหมายและความสำคัญของมาตรการ EV 3.5
มาตรการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า ระยะที่ 2 หรือที่รู้จักกันในชื่อ “EV 3.5” เป็นนโยบายที่ครอบคลุมช่วงปี พ.ศ. 2567 ถึง 2570 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาแรงผลักดันและสร้างความต่อเนื่องจากมาตรการ EV 3.0 ที่สิ้นสุดไป มาตรการนี้ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงแค่การกระตุ้นการซื้อของผู้บริโภค แต่ยังให้ความสำคัญกับการสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศอย่างครบวงจร ตั้งแต่การผลิตชิ้นส่วนสำคัญอย่างแบตเตอรี่ ไปจนถึงการประกอบยานยนต์ประเภทต่างๆ ในประเทศ
หัวใจสำคัญของ EV 3.5 คือการสร้างสมดุลระหว่างการนำเข้ายานยนต์ไฟฟ้าสำเร็จรูป (CBU) และการส่งเสริมการผลิตในประเทศ โดยกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ที่ได้รับสิทธิประโยชน์จากการนำเข้า ต้องมีแผนการผลิตเพื่อชดเชยในอัตราส่วนที่กำหนดภายในปี 2569–2570 ซึ่งกลไกนี้จะช่วยดึงดูดการลงทุนและถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ภาคอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว
เป้าหมายหลักในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม EV ของไทย
เป้าหมายของรัฐบาลภายใต้มาตรการนี้มีความชัดเจนและทะเยอทะยาน โดยต้องการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็น:
- การสร้างอุปสงค์ในประเทศ: ผ่านเงินอุดหนุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษี เพื่อทำให้ราคาของยานยนต์ไฟฟ้าเข้าถึงง่ายขึ้น และกระตุ้นให้ผู้บริโภคหันมาใช้ EV มากขึ้น
- การดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ: โดยใช้สิทธิประโยชน์จากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เป็นเครื่องมือหลักในการเชิญชวนผู้ผลิตยานยนต์และชิ้นส่วนระดับโลกให้มาตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย
- การพัฒนาอุตสาหกรรมชิ้นส่วน: ส่งเสริมการผลิตชิ้นส่วนสำคัญ โดยเฉพาะแบตเตอรี่ ซึ่งถือเป็นหัวใจของยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าและสร้างความมั่นคงในห่วงโซ่อุปทาน
- การลดมลพิษและเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม: การเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้าเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ชาติในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะฝุ่น PM2.5
แม้ว่าเป้าหมายเหล่านี้จะดูครอบคลุมยานยนต์ไฟฟ้าในภาพกว้าง แต่การพิจารณาว่าจักรยานไฟฟ้า หรือ E-Bike จะได้รับอานิสงส์จากนโยบายนี้มากน้อยเพียงใด จำเป็นต้องเจาะลึกลงไปในรายละเอียดของแต่ละสิทธิประโยชน์
เจาะลึกสิทธิประโยชน์: E-Bike อยู่ตรงไหนในนโยบาย?
เมื่อพิจารณาในรายละเอียดของมาตรการ EV 3.5 จะพบว่าสิทธิประโยชน์ถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนหลัก คือ เงินอุดหนุนที่ส่งตรงถึงผู้ซื้อ และสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่มอบให้กับผู้ประกอบการ ซึ่งแต่ละส่วนมีผลต่อราคาของ E-Bike แตกต่างกันไป
เงินอุดหนุนโดยตรงสำหรับผู้ซื้อ (ยานยนต์ไฟฟ้าประเภทอื่น)
สำหรับคำถามที่ว่า ส่องนโยบายรัฐ 2570: ซื้อ E-Bike ลดหย่อนภาษีได้เท่าไหร่? คำตอบที่ชัดเจนที่สุดในส่วนของเงินอุดหนุนโดยตรงคือ ยังไม่มี มาตรการ EV 3.5 ได้กำหนดเงินอุดหนุนสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าประเภทอื่นไว้อย่างชัดเจน ดังนี้:
- รถยนต์นั่งไฟฟ้า (BEV): ได้รับเงินอุดหนุนสูงสุด 50,000 บาทต่อคัน สำหรับรถที่มีราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท และมีขนาดแบตเตอรี่ตั้งแต่ 50 kWh ขึ้นไป
- รถกระบะไฟฟ้า: ได้รับเงินอุดหนุนสูงสุด 100,000 บาทต่อคัน สำหรับรถที่มีราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท และขนาดแบตเตอรี่ตั้งแต่ 50 kWh ขึ้นไป
- รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า: ได้รับเงินอุดหนุนสูงสุด 10,000 บาทต่อคัน สำหรับรถที่มีราคาไม่เกิน 150,000 บาท และมีขนาดแบตเตอรี่ตั้งแต่ 3 kWh ขึ้นไป
จะเห็นได้ว่า “จักรยานไฟฟ้า” (E-Bike) ไม่ได้ถูกระบุอยู่ในกลุ่มที่ได้รับเงินอุดหนุนโดยตรงจากภาครัฐ ซึ่งหมายความว่าผู้ที่ซื้อ E-Bike จะไม่ได้รับเงินสนับสนุนในลักษณะเดียวกับผู้ซื้อรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า การที่นโยบายมุ่งเน้นไปที่ยานพาหนะขนาดใหญ่กว่า อาจเป็นเพราะต้องการสร้างผลกระทบต่อการลดใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในภาพรวมได้มากกว่าในระยะแรก
สิทธิประโยชน์ทางอ้อมสำหรับ E-Bike ผ่านผู้ผลิตและผู้นำเข้า
แม้จะไม่มีเงินอุดหนุนโดยตรง แต่ E-Bike กลับได้รับประโยชน์อย่างมีนัยสำคัญผ่านกลไกทางภาษีที่มอบให้กับฝั่งผู้ผลิตและผู้นำเข้า ซึ่งสิทธิประโยชน์เหล่านี้จะส่งผลให้ต้นทุนการผลิตและการนำเข้าลดลง และท้ายที่สุดอาจสะท้อนมายังราคาขายปลีกที่ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น
กิจการผลิตจักรยานไฟฟ้า (Electric Bicycle) ได้รับการส่งเสริมจาก BOI โดยได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นเวลา 3-4 ปี ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดต้นทุนการผลิตและทำให้ราคาจำหน่าย E-Bike ในประเทศน่าสนใจยิ่งขึ้น
สิทธิประโยชน์หลักๆ ในส่วนนี้ประกอบด้วย:
- การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล (BOI): คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้จัดให้กิจการผลิตจักรยานไฟฟ้าอยู่ในกลุ่มที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน โดยผู้ประกอบการจะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นเวลา 3 ปี และอาจเพิ่มเป็น 4 ปี หากตั้งโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมที่กำหนด การลดภาระภาษีในส่วนนี้ช่วยให้ผู้ผลิตสามารถทำราคาแข่งขันได้ดีขึ้น
- การลดภาษีสรรพสามิต: สำหรับยานยนต์ไฟฟ้าประเภทอื่น เช่น รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ภาษีสรรพสามิตถูกปรับลดลงเหลือเพียง 1% จากอัตราปกติ 8% แม้จะไม่ได้ระบุถึง E-Bike โดยตรง แต่ทิศทางนโยบายที่สนับสนุน EV โดยรวมก็เป็นสัญญาณบวกต่ออุตสาหกรรม
- การลดอากรนำเข้า: สำหรับผู้ประกอบการที่นำเข้ายานยนต์ไฟฟ้าสำเร็จรูป (CBU) ที่มีราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท จะได้รับการลดอากรนำเข้าสูงสุดถึง 40% โดยมีเงื่อนไขว่าต้องมีแผนการผลิตในประเทศเพื่อชดเชยตามอัตราส่วนที่กำหนดภายในปี 2569–2570 มาตรการนี้ช่วยให้ E-Bike นำเข้ามีราคาที่จับต้องได้มากขึ้นในช่วงเริ่มต้น ก่อนที่ฐานการผลิตในประเทศจะแข็งแกร่ง
ดังนั้น แม้ผู้ซื้อจะไม่ได้รับเงินคืนหรือการลดหย่อนภาษีโดยตรง แต่ผลจากมาตรการเหล่านี้คือการทำให้ E-Bike มีราคาจำหน่ายที่ต่ำลงกว่าที่ควรจะเป็นหากไม่มีนโยบายสนับสนุนจากภาครัฐ ซึ่งถือเป็นประโยชน์ทางอ้อมที่สำคัญอย่างยิ่ง
ตารางเปรียบเทียบสิทธิประโยชน์ยานยนต์ไฟฟ้าภายใต้ EV 3.5
| ประเภทยานยนต์ไฟฟ้า | สิทธิประโยชน์สำหรับผู้ซื้อ | สิทธิประโยชน์สำหรับผู้ผลิต/ผู้นำเข้า |
|---|---|---|
| จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) | ไม่มีเงินอุดหนุนโดยตรง (อาจใช้สิทธิ์ลดหย่อนจากมาตรการอื่น เช่น Easy E-Receipt ได้ หากเข้าเงื่อนไข) |
BOI: ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 3-4 ปี (ส่งผลให้ราคาขายปลีกลดลง) |
| รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า | เงินอุดหนุนสูงสุด 10,000 บาท/คัน | ภาษีสรรพสามิต: ลดเหลือ 1% อากรนำเข้า: ลดหย่อนตามเงื่อนไข |
| รถยนต์นั่งไฟฟ้า (BEV) | เงินอุดหนุน 50,000 บาท/คัน | ภาษีสรรพสามิต: อัตราพิเศษ อากรนำเข้า: ลดสูงสุด 40% (CBU) |
| รถกระบะไฟฟ้า | เงินอุดหนุนสูงสุด 100,000 บาท/คัน | ภาษีสรรพสามิต: อัตราพิเศษ อากรนำเข้า: ลดหย่อนตามเงื่อนไข |
การลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา: ความหวังของผู้ซื้อ E-Bike
นอกเหนือจากมาตรการ EV 3.5 ที่เน้นโครงสร้างอุตสาหกรรมเป็นหลัก ผู้เสียภาษีจำนวนมากยังคงคาดหวังมาตรการที่สามารถนำไปใช้ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้โดยตรง ซึ่งอาจมาจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นของรัฐบาล
วิเคราะห์มาตรการ Easy E-Receipt 2.0 กับ E-Bike
หนึ่งในมาตรการที่ใกล้เคียงที่สุดคือโครงการ “Easy E-Receipt” ซึ่งในเวอร์ชัน 2.0 (คาดการณ์สำหรับปี 2568) เปิดให้บุคคลธรรมดาสามารถหักลดหย่อนค่าซื้อสินค้าหรือบริการในประเทศได้สูงสุดถึง 50,000 บาท หากได้รับใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) หรือใบรับอิเล็กทรอนิกส์ (e-Receipt)
ในทางทฤษฎี หากผู้จำหน่าย E-Bike เข้าร่วมระบบ e-Tax Invoice ผู้ซื้อก็อาจสามารถนำค่าใช้จ่ายในการซื้อ E-Bike ไปใช้ลดหย่อนภาษีภายใต้โครงการนี้ได้ อย่างไรก็ตาม มีข้อควรพิจารณาดังนี้:
- ไม่ใช่มาตรการเฉพาะทาง: Easy E-Receipt เป็นมาตรการกระตุ้นการบริโภคทั่วไป ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อสนับสนุน E-Bike โดยเฉพาะ ซึ่งหมายความว่าไม่มีสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมใดๆ
- ข้อจำกัดด้านเวลา: โครงการนี้มักมีระยะเวลาจำกัด เช่น ช่วงต้นปี (16 ม.ค. – 28 ก.พ. 2568) ผู้ที่ต้องการซื้อ E-Bike เพื่อใช้สิทธิ์จึงต้องวางแผนให้ดี
- เงื่อนไขผู้ขาย: สิทธิ์ในการลดหย่อนขึ้นอยู่กับว่าร้านค้าหรือผู้จำหน่าย E-Bike นั้นสามารถออก e-Tax Invoice หรือ e-Receipt ได้หรือไม่
ดังนั้น การใช้สิทธิ์จาก Easy E-Receipt จึงเป็นเพียง “โอกาส” ที่อาจเกิดขึ้นได้ แต่ไม่ใช่สิทธิประโยชน์ที่รับประกันสำหรับการซื้อ E-Bike โดยตรงเหมือนเงินอุดหนุนยานยนต์ไฟฟ้าประเภทอื่น
สถานะปัจจุบันและอนาคตของนโยบายลดหย่อนภาษีสำหรับ E-Bike
ณ เดือนมกราคม ปี 2570 จากข้อมูลที่มีอยู่ ยังไม่มีการประกาศนโยบายลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่เจาะจงสำหรับการซื้อ E-Bike โดยตรง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลยังคงให้ความสำคัญกับการสร้างฐานการผลิตและตลาดสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าขนาดใหญ่เป็นลำดับแรก
อย่างไรก็ตาม แนวโน้มในอนาคตอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ หากกระแสความนิยม E-Bike เติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และภาครัฐเล็งเห็นถึงประโยชน์ในการส่งเสริมการเดินทางระยะสั้น (last-mile transportation) เพื่อลดปัญหาการจราจรและมลพิษในเขตเมือง การออกมาตรการสนับสนุนผู้ซื้อรายย่อยโดยตรงก็อาจเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ในอนาคต ดังนั้น การติดตามข่าวสารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้ที่วางแผนจะซื้อ E-Bike
เงื่อนไขและขอบเขตโดยรวมของมาตรการ EV 3.5
เพื่อให้เห็นภาพรวมที่สมบูรณ์ การทำความเข้าใจเงื่อนไขและขอบเขตของมาตรการ EV 3.5 เป็นสิ่งจำเป็น ผู้ประกอบการที่ต้องการเข้าร่วมและรับสิทธิประโยชน์ต่างๆ จะต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดที่กรมสรรพสามิตและ BOI วางไว้ ซึ่งรวมถึง:
- การอนุมัติจากกรมสรรพสามิต: ผู้ผลิตและผู้นำเข้าต้องได้รับอนุมัติเข้าร่วมมาตรการจากกรมสรรพสามิตก่อนจึงจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี
- แผนการผลิตชดเชย: กรณีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าสำเร็จรูป (CBU) จะต้องมีแผนการผลิตในประเทศเพื่อชดเชยภายในระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมการลงทุน
- มาตรฐานยานยนต์: ยานยนต์ไฟฟ้าบางประเภทต้องมีคุณสมบัติตามที่กำหนด เช่น แรงดันไฟฟ้าไม่ต่ำกว่า 48 โวลต์ หรือมีขนาดแบตเตอรี่ตามเกณฑ์ขั้นต่ำ
- การส่งเสริมของ BOI: การสนับสนุนจาก BOI ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ E-Bike แต่ยังครอบคลุมถึงรถสามล้อไฟฟ้า และที่สำคัญคือการผลิตแบตเตอรี่ ซึ่งอาจได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุดถึง 8 ปี
บทสรุปและแนวทางการวางแผนซื้อ E-Bike อย่างคุ้มค่า
โดยสรุปแล้ว คำตอบสำหรับคำถาม “ส่องนโยบายรัฐ 2570: ซื้อ E-Bike ลดหย่อนภาษีได้เท่าไหร่?” คือ ณ ปัจจุบัน ยังไม่มีมาตรการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาโดยตรง สำหรับการซื้อจักรยานไฟฟ้า สิทธิประโยชน์หลักที่ E-Bike ได้รับนั้นเป็นประโยชน์ทางอ้อมที่ส่งผ่านผู้ผลิตและผู้นำเข้า ซึ่งช่วยทำให้ราคาจำหน่ายในตลาดถูกลง
สำหรับผู้ที่สนใจซื้อ E-Bike ในช่วงปี 2570 แนวทางที่ดีที่สุดคือการเลือกซื้อจากผู้ผลิตหรือผู้จำหน่ายที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI เนื่องจากมีแนวโน้มที่จะได้สินค้าในราคาที่คุ้มค่ากว่า นอกจากนี้ ควรจับตาดูมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นที่อาจเปิดโอกาสให้ใช้ลดหย่อนภาษีได้ แม้จะไม่ใช่มาตรการสำหรับ EV โดยตรงก็ตาม การวางแผนและติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิดจะช่วยให้ตัดสินใจซื้อ E-Bike ได้อย่างคุ้มค่าที่สุดในยุคแห่งการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด
สำหรับผู้ที่กำลังมองหาจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า หรือยานพาหนะไฟฟ้าที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ GIANT Shopping Mall คือศูนย์รวมที่ครบครัน พร้อมด้วยทีมงานผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมให้คำแนะนำเพื่อช่วยให้ท่านได้ยานพาหนะที่เหมาะสมและคุ้มค่าที่สุด
สามารถเข้ามาเยี่ยมชมสินค้าจริงหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่:
- ที่ตั้งร้าน: 44 หมู่ 14 ตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น 40000
- เวลาทำการ: วันจันทร์ – เสาร์ เวลา 9.00 – 18.00 น.
- โทรศัพท์: 061-962-2878
- ช่องทางออนไลน์: ติดต่อผ่าน FACEBOOK PAGE, LINE หรือ ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม ผ่านทางเว็บไซต์

