คำนวณจุดคุ้มทุน: E-Bike ประหยัดค่าน้ำมันได้จริงแค่ไหน?
- ภาพรวมของการลงทุนในจักรยานไฟฟ้า
- ทำความเข้าใจจุดคุ้มทุนของจักรยานไฟฟ้า (E-Bike)
- ปัจจัยหลักในการคำนวณจุดคุ้มทุน
- วิธีคำนวณจุดคุ้มทุน: E-Bike ประหยัดค่าน้ำมันได้จริงแค่ไหน?
- เปรียบเทียบค่าใช้จ่ายระยะยาว: จักรยานไฟฟ้า vs. มอเตอร์ไซค์
- ข้อควรพิจารณาและความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น
- สรุป: E-Bike ทางเลือกที่คุ้มค่าในระยะยาว
ในยุคที่ค่าครองชีพและราคาน้ำมันมีความผันผวนสูง การมองหาทางเลือกการเดินทางที่ประหยัดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจึงกลายเป็นเรื่องสำคัญ จักรยานไฟฟ้า หรือ E-Bike ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในฐานะยานพาหนะที่ตอบโจทย์ทั้งการใช้งานในเมืองและการลดค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญที่หลายคนสงสัยคือ การลงทุนซื้อ E-Bike สักคันจะคุ้มค่าเมื่อใด และจะช่วยประหยัดเงินจากค่าน้ำมันได้มากน้อยเพียงใด
ภาพรวมของการลงทุนในจักรยานไฟฟ้า
- การคำนวณจุดคุ้มทุนคือการเปรียบเทียบต้นทุนเริ่มต้นของ E-Bike กับจำนวนเงินที่ประหยัดได้จากค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน (น้ำมัน) ในแต่ละเดือน
- ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อระยะเวลาคืนทุน ได้แก่ ราคาของจักรยานไฟฟ้า, ระยะทางการใช้งานในแต่ละวัน, อัตราสิ้นเปลืองของยานพาหนะเดิม และราคาน้ำมัน ณ ปัจจุบัน
- การเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายไม่ได้จำกัดอยู่แค่ค่าพลังงาน แต่ยังรวมถึงค่าบำรุงรักษาในระยะยาว ซึ่งจักรยานไฟฟ้ามักมีต้นทุนต่ำกว่ารถจักรยานยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาป
- ระยะเวลาคืนทุนอาจสั้นเพียงไม่กี่เดือนสำหรับผู้ที่ใช้งานหนัก เช่น พนักงานส่งของ หรืออาจใช้เวลาหลายปีสำหรับผู้ที่ใช้งานไม่บ่อยนัก
- การวิเคราะห์ความคุ้มค่าช่วยให้ผู้ที่สนใจสามารถตัดสินใจลงทุนได้อย่างมีข้อมูลและเห็นภาพทางการเงินที่ชัดเจนยิ่งขึ้น
การวิเคราะห์เพื่อ คำนวณจุดคุ้มทุน: E-Bike ประหยัดค่าน้ำมันได้จริงแค่ไหน? เป็นกระบวนการประเมินทางการเงินที่ช่วยให้ผู้บริโภคเข้าใจว่าเมื่อใดที่เงินที่ประหยัดได้จากการไม่ต้องเติมน้ำมันจะเท่ากับราคาของจักรยานไฟฟ้าที่จ่ายไป แนวคิดนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการเปลี่ยนจากรถจักรยานยนต์มาใช้จักรยานไฟฟ้าเพื่อลดค่าใช้จ่ายรายเดือน โดยการคำนวณจะพิจารณาจากต้นทุนเริ่มต้น, ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่ลดลง, และค่าบำรุงรักษา เพื่อให้ได้ภาพรวมของความคุ้มค่าในระยะยาว การทำความเข้าใจในประเด็นเหล่านี้จะช่วยให้สามารถตัดสินใจได้อย่างมั่นใจว่า E-Bike คือทางเลือกที่เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์และสถานะทางการเงินของตนเองหรือไม่
ทำความเข้าใจจุดคุ้มทุนของจักรยานไฟฟ้า (E-Bike)
จุดคุ้มทุน (Break-Even Point) ในบริบทของจักรยานไฟฟ้า หมายถึง จุดที่มูลค่าของเงินที่ประหยัดได้ทั้งหมด (ส่วนใหญ่มาจากค่าน้ำมัน) มีค่าเท่ากับต้นทุนเริ่มต้นในการซื้อจักรยานไฟฟ้า หรือชุดติดตั้งไฟฟ้า หลังจากผ่านจุดนี้ไปแล้ว ทุกกิโลเมตรที่เดินทางด้วย E-Bike จะถือเป็นกำไรหรือเงินออมที่เกิดขึ้นจริง การทำความเข้าใจแนวคิดนี้จึงเป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญที่สุดสำหรับทุกคนที่กำลังพิจารณาเปลี่ยนยานพาหนะเพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย
ความสำคัญของการคำนวณจุดคุ้มทุนในยุคปัจจุบัน
ในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันที่ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การวางแผนค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางกลายเป็นสิ่งจำเป็น การคำนวณจุดคุ้มทุนไม่ได้เป็นเพียงการเปรียบเทียบตัวเลข แต่ยังเป็นการวางแผนทางการเงินส่วนบุคคลในระยะยาว ช่วยให้เห็นภาพว่าการลงทุนในเทคโนโลยีพลังงานไฟฟ้าจะให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าเมื่อใด การวิเคราะห์นี้ยังช่วยสร้างความมั่นใจว่าการตัดสินใจซื้อไม่ได้เกิดจากกระแสนิยม แต่มาจากข้อมูลและการประเมินอย่างรอบด้าน ซึ่งจะนำไปสู่ความพึงพอใจในการใช้งานและความมั่นคงทางการเงินในอนาคต โดยเฉพาะในปี 2026 ที่คาดการณ์ว่าต้นทุนพลังงานจะยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อค่าครองชีพ
กลุ่มผู้ใช้งานที่ได้รับประโยชน์สูงสุด
แม้ว่าจักรยานไฟฟ้าจะเหมาะกับผู้คนหลากหลายกลุ่ม แต่มีบางกลุ่มที่สามารถไปถึงจุดคุ้มทุนได้รวดเร็วกว่ากลุ่มอื่นอย่างเห็นได้ชัด ได้แก่:
- พนักงานส่งของ (Delivery Riders): กลุ่มผู้ใช้งานที่มีระยะทางการเดินทางต่อวันสูงมาก การเปลี่ยนมาใช้ E-Bike จะช่วยลดค่าใช้จ่ายค่าน้ำมันได้อย่างมหาศาล ทำให้ส่วนต่างของรายรับและรายจ่ายเพิ่มขึ้น และคืนทุนได้ในเวลาอันสั้น
- นักเรียน นักศึกษา และพนักงานออฟฟิศ: ผู้ที่เดินทางไป-กลับในเส้นทางประจำทุกวัน แม้ระยะทางอาจไม่ไกลมาก แต่การสะสมระยะทางในแต่ละเดือนก็เพียงพอที่จะสร้างความแตกต่างของค่าใช้จ่ายได้อย่างมีนัยสำคัญ
- ผู้ที่อาศัยในเขตเมืองที่มีการจราจรหนาแน่น: E-Bike มีความคล่องตัวสูง สามารถหลีกเลี่ยงรถติดได้ดีกว่ารถยนต์ ทำให้ประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่สิ้นเปลืองไปกับการจอดนิ่ง
ปัจจัยหลักในการคำนวณจุดคุ้มทุน
เพื่อให้การคำนวณจุดคุ้มทุนมีความแม่นยำและสะท้อนความเป็นจริงมากที่สุด จำเป็นต้องพิจารณาปัจจัยสำคัญต่างๆ ที่ประกอบกันเป็นต้นทุนและผลประโยชน์อย่างละเอียด
ต้นทุนเริ่มต้นของจักรยานไฟฟ้า
ต้นทุนเริ่มต้นคือค่าใช้จ่ายก้อนแรกที่ต้องลงทุน ซึ่งเป็นตัวตั้งต้นของการคำนวณทั้งหมด โดยทั่วไปจะแบ่งได้เป็น 2 รูปแบบหลัก:
- การซื้อจักรยานไฟฟ้าสำเร็จรูป: ราคาจะแตกต่างกันไปตามยี่ห้อ, คุณภาพ, ขนาดแบตเตอรี่, และกำลังมอเตอร์ ซึ่งมีตั้งแต่หลักหมื่นต้นๆ ไปจนถึงหลายหมื่นบาท
- การซื้อชุดติดตั้งไฟฟ้า (E-Bike Conversion Kit): เป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่มีจักรยานธรรมดาอยู่แล้วและต้องการดัดแปลงให้เป็นระบบไฟฟ้า ชุดคิทเหล่านี้มักมีราคาถูกกว่าการซื้อรถใหม่ทั้งคัน โดยอาจมีราคาเริ่มต้นที่ประมาณ 30,000 บาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่มักใช้เป็นเกณฑ์ในการคำนวณเบื้องต้น
ค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน: น้ำมัน vs. ไฟฟ้า
ส่วนนี้คือหัวใจของการประหยัด การเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายด้านพลังงานระหว่างรถจักรยานยนต์ที่ใช้น้ำมันกับจักรยานไฟฟ้าที่ใช้ไฟฟ้าต้องคำนวณจากพื้นฐานการใช้งานจริง
การคำนวณค่าน้ำมันของรถจักรยานยนต์
สูตรการคำนวณค่าน้ำมันรายเดือนสามารถคำนวณได้ดังนี้:
ค่าน้ำมันรายเดือน = (ระยะทางต่อวัน / อัตราสิ้นเปลืองน้ำมัน) x ราคาน้ำมันต่อลิตร x จำนวนวันที่ใช้งาน
ตัวอย่าง: หากขับขี่รถจักรยานยนต์วันละ 50 กิโลเมตร โดยรถมีอัตราสิ้นเปลืองที่ 40 กิโลเมตร/ลิตร และราคาน้ำมันอยู่ที่ 40 บาท/ลิตร จะมีค่าใช้จ่ายต่อวันคือ (50 / 40) x 40 = 50 บาท หากใช้งาน 30 วันต่อเดือน ค่าใช้จ่ายจะอยู่ที่ประมาณ 1,500 บาท
การคำนวณค่าไฟฟ้าสำหรับ E-Bike
ค่าไฟฟ้าในการชาร์จ E-Bike นั้นต่ำกว่าค่าน้ำมันอย่างมาก สูตรการคำนวณมีดังนี้:
ค่าไฟต่อการชาร์จ 1 ครั้ง = ความจุแบตเตอรี่ (kWh) x อัตราค่าไฟฟ้าต่อหน่วย (บาท/kWh)
ตัวอย่าง: จักรยานไฟฟ้ามีแบตเตอรี่ความจุ 0.5 kWh (500 Wh) และอัตราค่าไฟฟ้าบ้านอยู่ที่ 5 บาทต่อหน่วย ค่าใช้จ่ายในการชาร์จจนเต็มหนึ่งครั้งคือ 0.5 x 5 = 2.5 บาท หากแบตเตอรี่ที่ชาร์จเต็มสามารถวิ่งได้ระยะทาง 50 กิโลเมตร เท่ากับว่าค่าใช้จ่ายในการเดินทาง 50 กิโลเมตรเท่ากับ 2.5 บาทเท่านั้น เมื่อเทียบกับรถจักรยานยนต์ที่ใช้เงิน 50 บาทสำหรับระยะทางเดียวกัน จะเห็นส่วนต่างที่ชัดเจน
ค่าบำรุงรักษาและค่าใช้จ่ายแฝง
นอกเหนือจากค่าพลังงานแล้ว ค่าบำรุงรักษาก็เป็นอีกปัจจัยที่ต้องนำมาพิจารณาในระยะยาว
- รถจักรยานยนต์: มีค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาตามระยะทาง เช่น การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง, การเปลี่ยนหัวเทียน, การทำความสะอาดไส้กรองอากาศ และการซ่อมบำรุงเครื่องยนต์ซึ่งมีชิ้นส่วนซับซ้อน
- จักรยานไฟฟ้า: มีโครงสร้างที่เรียบง่ายกว่ามาก การบำรุงรักษาส่วนใหญ่จะเน้นไปที่ส่วนประกอบทางกลไกทั่วไปของจักรยาน เช่น ยาง, ระบบเบรก, และโซ่ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายต่ำกว่า อย่างไรก็ตาม มีค่าใช้จ่ายแฝงที่สำคัญคือ “การเปลี่ยนแบตเตอรี่” ซึ่งมีอายุการใช้งานจำกัด (โดยทั่วไปประมาณ 2-5 ปี ขึ้นอยู่กับคุณภาพและการใช้งาน) และมีราคาสูง การคำนวณความคุ้มค่าในระยะยาวจึงต้องรวมต้นทุนนี้เข้าไปด้วย
วิธีคำนวณจุดคุ้มทุน: E-Bike ประหยัดค่าน้ำมันได้จริงแค่ไหน?
เมื่อเข้าใจปัจจัยพื้นฐานทั้งหมดแล้ว ก็สามารถนำข้อมูลมาประกอบกันเพื่อคำนวณหาระยะเวลาคืนทุนได้อย่างเป็นรูปธรรม
สูตรการคำนวณพื้นฐาน
สูตรที่ง่ายและนิยมใช้กันมากที่สุดในการประเมินจุดคุ้มทุนเบื้องต้นคือ:
ระยะเวลาคุ้มทุน (เดือน) = ราคาเริ่มต้นของ E-Bike / เงินที่ประหยัดได้ต่อเดือน
โดย “เงินที่ประหยัดได้ต่อเดือน” คำนวณมาจาก:
(ค่าน้ำมันของรถจักรยานยนต์ต่อเดือน) – (ค่าไฟฟ้าของ E-Bike ต่อเดือน)
สูตรนี้เป็นการประมาณการที่รวดเร็วและให้ภาพรวมที่ชัดเจน เหมาะสำหรับการตัดสินใจในเบื้องต้น
ตัวอย่างการคำนวณสถานการณ์จริง
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น ลองพิจารณาจากสถานการณ์การใช้งานที่แตกต่างกัน 2 รูปแบบ
กรณีที่ 1: ผู้ใช้งานหนัก (พนักงานส่งของ)
จากข้อมูลตัวอย่างในอดีต พบว่าผู้ใช้งานหนักสามารถประหยัดค่าน้ำมันได้ถึง 5,000 บาทต่อเดือน หากนำมาคำนวณกับต้นทุนการติดตั้งชุดคิทไฟฟ้าที่ 30,000 บาท จะได้ผลลัพธ์ดังนี้:
- ต้นทุนเริ่มต้น: 30,000 บาท
- เงินที่ประหยัดได้ต่อเดือน: 5,000 บาท
- ระยะเวลาคุ้มทุน: 30,000 / 5,000 = 6 เดือน
ในกรณีนี้ การลงทุนจะคืนทุนภายในเวลาเพียงครึ่งปี หลังจากนั้นเงิน 5,000 บาทที่เคยเป็นค่าใช้จ่ายจะกลายเป็นเงินออมในแต่ละเดือน
กรณีที่ 2: ผู้ใช้งานทั่วไปในเมือง (พนักงานออฟฟิศ)
สำหรับผู้ที่เดินทางไปทำงานในระยะทางไม่ไกลมาก ตัวเลขจะแตกต่างออกไป:
- สมมติฐาน:
- ซื้อ E-Bike ราคา 25,000 บาท
- เดินทางไป-กลับ วันละ 25 กิโลเมตร ใช้งาน 22 วันต่อเดือน (จันทร์-ศุกร์)
- รถจักรยานยนต์เดิมมีอัตราสิ้นเปลือง 40 กม./ลิตร ราคาน้ำมัน 40 บาท/ลิตร
- E-Bike มีค่าไฟฟ้าประมาณ 50 บาทต่อเดือน สำหรับการใช้งานเท่ากัน
- การคำนวณ:
- ค่าน้ำมันรายเดือน: ((25 กม./วัน x 22 วัน) / 40 กม./ลิตร) x 40 บาท/ลิตร = 550 บาท
- เงินที่ประหยัดได้ต่อเดือน: 550 บาท (ค่าน้ำมัน) – 50 บาท (ค่าไฟ) = 500 บาท
- ระยะเวลาคุ้มทุน: 25,000 / 500 = 50 เดือน (ประมาณ 4 ปี 2 เดือน)
จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่า ระยะทางการใช้งานคือตัวแปรที่ส่งผลต่อระยะเวลาคืนทุนมากที่สุด
เปรียบเทียบค่าใช้จ่ายระยะยาว: จักรยานไฟฟ้า vs. มอเตอร์ไซค์
เพื่อให้เห็นภาพรวมที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น การเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายสะสมในระยะยาวเป็นสิ่งสำคัญ ตารางด้านล่างนี้แสดงการเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายโดยประมาณสำหรับ “ผู้ใช้งานทั่วไปในเมือง” ในระยะเวลา 3 ปี
| รายการค่าใช้จ่าย | จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) | รถจักรยานยนต์ (Motorcycle) |
|---|---|---|
| ต้นทุนเริ่มต้น | 25,000 บาท | 50,000 บาท (โดยประมาณ) |
| ค่าพลังงานต่อปี | 600 บาท (50 บาท/เดือน x 12) | 6,600 บาท (550 บาท/เดือน x 12) |
| ค่าบำรุงรักษาต่อปี (โดยประมาณ) | 500 บาท (ยาง, เบรก) | 1,500 บาท (น้ำมันเครื่อง, อื่นๆ) |
| ค่าใช้จ่ายรวม 1 ปี | 26,100 บาท | 58,100 บาท |
| ค่าใช้จ่ายสะสม 3 ปี | 25,000 + (1,100 x 3) = 28,300 บาท | 50,000 + (8,100 x 3) = 74,300 บาท |
จากตาราง จะเห็นว่าแม้ E-Bike จะยังไม่ถึงจุดคุ้มทุนเมื่อเทียบกับค่าน้ำมันเพียงอย่างเดียวใน 3 ปี แต่เมื่อพิจารณาค่าใช้จ่ายรวมทั้งหมดเทียบกับการซื้อรถจักรยานยนต์คันใหม่ E-Bike กลับมีค่าใช้จ่ายรวมที่ต่ำกว่าอย่างชัดเจน
ข้อควรพิจารณาและความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น
การคำนวณจุดคุ้มทุนเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ แต่ก็มีปัจจัยภายนอกและความเสี่ยงบางประการที่อาจส่งผลกระทบต่อผลลัพธ์ได้
ระยะทางการใช้งานต่อวัน
นี่คือปัจจัยที่สำคัญที่สุด ดังที่แสดงในตัวอย่างการคำนวณ การวิเคราะห์ความอ่อนไหว (Sensitivity Analysis) แสดงให้เห็นว่ายิ่งระยะทางการใช้งานต่อวันเพิ่มขึ้น ระยะเวลาคืนทุนจะสั้นลงอย่างมาก ในทางกลับกัน หากซื้อ E-Bike มาแล้วใช้งานน้อยมาก การคืนทุนอาจใช้เวลานานจนไม่คุ้มค่ากับการลงทุนเริ่มต้น ดังนั้น การประเมินพฤติกรรมการเดินทางของตนเองอย่างตรงไปตรงมาจึงเป็นสิ่งจำเป็นก่อนตัดสินใจ
อายุการใช้งานและค่าเปลี่ยนแบตเตอรี่
แบตเตอรี่คือหัวใจและเป็นชิ้นส่วนที่มีราคาสูงที่สุดของ E-Bike เมื่อเวลาผ่านไป ประสิทธิภาพของแบตเตอรี่จะลดลงและจำเป็นต้องเปลี่ยนใหม่ในที่สุด หากระยะเวลาคืนทุนที่คำนวณได้ยาวนานกว่าอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ อาจหมายความว่าการลงทุนนั้นไม่คุ้มค่า ดังนั้น ควรเลือกซื้อ E-Bike ที่ใช้แบตเตอรี่คุณภาพดี มีการรับประกัน และสอบถามราคาแบตเตอรี่สำรองไว้ล่วงหน้าเพื่อนำมาประกอบการพิจารณาต้นทุนตลอดอายุการใช้งาน
ความผันผวนของราคาน้ำมันและค่าไฟฟ้า
การคำนวณจุดคุ้มทุนอิงจากราคาพลังงาน ณ ปัจจุบัน หากในอนาคตราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอย่างกะทันหัน จะส่งผลให้ระยะเวลาคืนทุนของ E-Bike สั้นลงและมีความน่าสนใจมากขึ้น ในทางกลับกัน หากค่าไฟฟ้ามีการปรับขึ้น ก็อาจส่งผลกระทบต่อส่วนต่างของเงินที่ประหยัดได้เล็กน้อย อย่างไรก็ตาม โดยทั่วไปแล้วต้นทุนค่าไฟฟ้ายังคงต่ำกว่าค่าน้ำมันอย่างมีนัยสำคัญ
สรุป: E-Bike ทางเลือกที่คุ้มค่าในระยะยาว
การคำนวณจุดคุ้มทุนของจักรยานไฟฟ้าเพื่อดูว่าจะประหยัดค่าน้ำมันได้จริงแค่ไหนนั้น แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า E-Bike เป็นทางเลือกการเดินทางที่มีศักยภาพสูงในการลดค่าใช้จ่ายในระยะยาว แม้ว่าระยะเวลาคืนทุนจะขึ้นอยู่กับปัจจัยเฉพาะบุคคลอย่างยิ่ง โดยเฉพาะราคาเริ่มต้นและระยะทางการใช้งาน แต่ผลประโยชน์ด้านการประหยัดค่าพลังงานและค่าบำรุงรักษานั้นเป็นสิ่งที่จับต้องได้
สำหรับผู้ที่ใช้งานยานพาหนะเป็นประจำทุกวัน การเปลี่ยนมาใช้ E-Bike ไม่เพียงแต่จะช่วยให้ถึงจุดคุ้มทุนได้เร็วขึ้น แต่ยังช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและส่งเสริมสุขภาพจากการได้ออกกำลังกายไปในตัว การตัดสินใจลงทุนจึงควรพิจารณาจากข้อมูลการใช้งานจริงของตนเอง เพื่อให้มั่นใจว่า E-Bike จะเป็นคำตอบที่ใช่ทั้งในด้านการเงินและไลฟ์สไตล์
สำหรับผู้ที่สนใจจักรยานไฟฟ้า สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า หรือ E-Bike ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการ สามารถเยี่ยมชมและเลือกซื้อได้ที่ GIANT Shopping Mall ศูนย์รวมจักรยานไฟฟ้าครบวงจร
ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม:
FACEBOOK PAGE
LINE
ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม
เวลาทำการ: ทุกวัน จันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
โทร: 061-962-2878
ที่ตั้งร้าน: 44 หมู่ 14 ตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น 40000

