มาตรการ EV 3.5: E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าได้อะไร?
- สรุปประเด็นสำคัญจากมาตรการ EV 3.5
- ภาพรวมของนโยบายรถไฟฟ้า EV 3.5
- มาตรการ EV 3.5: E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าได้อะไร?
- เปรียบเทียบสิทธิประโยชน์ระหว่างยานยนต์ไฟฟ้าประเภทต่างๆ
- ผลกระทบต่อตลาดและทิศทางอุตสาหกรรม EV ในไทย
- ข้อควรพิจารณาสำหรับผู้ที่สนใจซื้อ E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า
- สรุปและแนวทางการเลือกซื้อยานยนต์ไฟฟ้าสองล้อ
มาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าเฟสที่สอง หรือที่รู้จักกันในชื่อ “มาตรการ EV 3.5” ได้เริ่มมีผลบังคับใช้เพื่อส่งเสริมการใช้และการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง คำถามสำคัญที่ผู้บริโภคจำนวนมากสงสัยคือ ภายใต้มาตรการ EV 3.5: E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าได้อะไร? บทความนี้จะวิเคราะห์รายละเอียดของนโยบายดังกล่าว เพื่อให้ความกระจ่างเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ เงินอุดหนุน และเงื่อนไขต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ไฟฟ้าสองล้อโดยเฉพาะ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ที่สนใจสามารถตัดสินใจเลือกซื้อได้อย่างคุ้มค่าและสอดคล้องกับนโยบายภาครัฐ
สรุปประเด็นสำคัญจากมาตรการ EV 3.5
- การจัดประเภทยานยนต์: E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ไม่ได้ถูกแยกเป็นหมวดหมู่เฉพาะ แต่ถูกจัดรวมอยู่ในกลุ่ม “รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า” ซึ่งมีสิทธิ์ได้รับเงินอุดหนุนภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด
- เงินอุดหนุน: รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่เข้าเกณฑ์จะได้รับเงินอุดหนุน 10,000 บาทต่อคัน ตลอดระยะเวลาของมาตรการ (พ.ศ. 2567-2570)
- เงื่อนไขหลัก: คุณสมบัติสำคัญในการรับเงินอุดหนุนคือ ต้องเป็นรถที่ผลิตในประเทศไทย มีราคาจำหน่ายไม่เกิน 150,000 บาท และมีขนาดแบตเตอรี่ตั้งแต่ 3 กิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh) ขึ้นไป
- เป้าหมายนโยบาย: มาตรการนี้มุ่งเน้นการส่งเสริมฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศเป็นหลัก เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรม EV ของไทยในระยะยาว
- สิทธิประโยชน์ทางภาษี: ข้อมูล ณ ปัจจุบันยังไม่มีการระบุถึงการลดหย่อนภาษีนำเข้าหรือภาษีสรรพสามิตสำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะ โดยสิทธิประโยชน์จะเน้นไปที่เงินอุดหนุนเป็นหลัก
ภาพรวมของนโยบายรถไฟฟ้า EV 3.5
นโยบายส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าของภาครัฐได้เดินทางมาถึงช่วงที่สองภายใต้ชื่อ “EV 3.5” ซึ่งเป็นการต่อยอดความสำเร็จและปรับปรุงข้อกำหนดจากมาตรการ EV 3.0 เดิม เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ตลาดและเป้าหมายการเป็นศูนย์กลางการผลิต EV ในภูมิภาค การทำความเข้าใจภาพรวมของมาตรการนี้จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้บริโภคและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม
วัตถุประสงค์หลักและกรอบเวลา
มาตรการ EV 3.5 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2567 และจะสิ้นสุดในวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2570 รวมระยะเวลาทั้งสิ้น 4 ปี วัตถุประสงค์หลักของมาตรการนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การกระตุ้นให้เกิดการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในวงกว้างเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าที่แข็งแกร่งและยั่งยืน โดยมีเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ดังนี้:
- ส่งเสริมการผลิตในประเทศ: กำหนดเงื่อนไขให้ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการต้องมีการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศเพื่อชดเชยการนำเข้า ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่แตกต่างจากมาตรการระยะแรก
- สร้างความยืดหยุ่นให้ตลาด: ปรับลดวงเงินอุดหนุนสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าบางประเภทลง เพื่อให้กลไกตลาดทำงานได้อย่างสมดุลและลดความเสี่ยงจากการพึ่งพานโยบายภาครัฐมากเกินไป
- ขยายขอบเขตการสนับสนุน: ครอบคลุมยานยนต์ไฟฟ้าหลากหลายประเภทมากขึ้น ทั้งรถยนต์นั่งไฟฟ้า รถกระบะไฟฟ้า และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในทุกกลุ่ม
กรอบเวลาระยะยาว 4 ปีนี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้ผู้ประกอบการมีเวลาในการวางแผนการลงทุนและจัดตั้งสายการผลิตในประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันก็สร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคว่านโยบายสนับสนุนจะมีความต่อเนื่องในระยะหนึ่ง
ความต่อเนื่องจากมาตรการ EV 3.0
มาตรการ EV 3.5 ถือเป็นวิวัฒนาการที่สำคัญจาก EV 3.0 โดยยังคงรักษากลไกหลักในการให้เงินอุดหนุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษี แต่มีการปรับเปลี่ยนรายละเอียดเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่ออุตสาหกรรมในภาพรวม การปรับปรุงที่สำคัญคือการเปลี่ยนจุดเน้นจากการกระตุ้นอุปสงค์ผ่านการนำเข้า มาสู่การสร้างอุปทานที่แข็งแกร่งภายในประเทศ
ในมาตรการ EV 3.0 ผู้ประกอบการสามารถนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าทั้งคัน (CBU) มาจำหน่ายเพื่อรับสิทธิ์ได้ โดยมีเงื่อนไขว่าต้องตั้งโรงงานผลิตในประเทศในอนาคต ซึ่งส่งผลให้ตลาด EV เติบโตอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม เพื่อผลักดันให้เกิดการลงทุนอย่างเป็นรูปธรรม มาตรการ EV 3.5 จึงเพิ่มเงื่อนไขการผลิตชดเชยที่เข้มข้นขึ้น สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของภาครัฐในการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยจากผู้บริโภคยานยนต์ไฟฟ้าไปสู่การเป็นผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้าที่สำคัญของโลก ซึ่งเป็นรากฐานของเทรนด์ EV ไทยในระยะยาว
มาตรการ EV 3.5: E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าได้อะไร?
สำหรับผู้ที่สนใจยานยนต์ไฟฟ้าสองล้อ เช่น E-Bike (จักรยานไฟฟ้า) และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า การทำความเข้าใจรายละเอียดเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับยานพาหนะประเภทนี้เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเงื่อนไขและสิทธิประโยชน์มีความแตกต่างจากรถยนต์ไฟฟ้าอย่างชัดเจน
สถานะของยานยนต์ไฟฟ้าสองล้อในมาตรการ
ประเด็นแรกที่ต้องทำความเข้าใจคือ มาตรการ EV 3.5 ไม่ได้ระบุชื่อ “E-Bike” หรือ “สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า” เป็นหมวดหมู่แยกต่างหาก แต่ยานพาหนะเหล่านี้ถูกจัดรวมอยู่ในนิยามของ “รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า” ดังนั้น การจะพิจารณาว่า E-Bike หรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้ารุ่นใดจะได้รับสิทธิประโยชน์หรือไม่นั้น จะต้องอิงตามคุณสมบัติที่กำหนดไว้สำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าเป็นหลัก
การจัดกลุ่มเช่นนี้หมายความว่า ไม่ว่าจะเป็นจักรยานไฟฟ้าที่มีมอเตอร์ช่วยปั่น หรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าเต็มรูปแบบ หากมีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์ที่ภาครัฐกำหนด ก็จะสามารถเข้าร่วมมาตรการและได้รับเงินอุดหนุนได้เช่นเดียวกัน สิ่งนี้สร้างความชัดเจนและเป็นมาตรฐานเดียวกันสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าสองล้อทุกรูปแบบในตลาด
เงื่อนไขการรับเงินอุดหนุนสำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า
สิทธิประโยชน์หลักที่รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า, E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าจะได้รับจากมาตรการ EV 3.5 คือ “เงินอุดหนุน” ซึ่งภาครัฐจะมอบให้แก่ผู้ซื้อผ่านผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ โดยมีมูลค่า 10,000 บาทต่อคัน อย่างไรก็ตาม การจะได้รับเงินอุดหนุนดังกล่าว ยานพาหนะจะต้องมีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไขทุกข้อต่อไปนี้:
- ต้องเป็นรถที่ผลิตในประเทศไทย: นี่คือเงื่อนไขที่สำคัญที่สุดและเป็นหัวใจของมาตรการ ผู้บริโภคที่ต้องการรับสิทธิ์จะต้องเลือกรุ่นที่ผลิตจากโรงงานในประเทศเท่านั้น รุ่นที่นำเข้าทั้งคัน (CBU) จะไม่เข้าเกณฑ์นี้
- ราคาจำหน่ายปลีกไม่เกิน 150,000 บาท: มีการกำหนดเพดานราคาไว้เพื่อให้การสนับสนุนมุ่งเป้าไปที่ยานพาหนะที่ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้
- ขนาดแบตเตอรี่ตั้งแต่ 3 kWh ขึ้นไป: เงื่อนไขนี้ถูกกำหนดขึ้นเพื่อส่งเสริมยานพาหนะที่มีประสิทธิภาพและระยะทางการใช้งานที่เหมาะสมในชีวิตประจำวัน E-Bike หรือสกู๊ตเตอร์ที่มีแบตเตอรี่ขนาดเล็กกว่านี้จะไม่ได้รับสิทธิ์
สิ่งสำคัญที่ผู้ซื้อต้องตระหนักคือ เงินอุดหนุน 10,000 บาท จะมอบให้กับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่ “ผลิตในประเทศไทย” เท่านั้น การตรวจสอบแหล่งผลิตของยานยนต์รุ่นที่สนใจจึงเป็นขั้นตอนที่ไม่ควรมองข้าม
นอกเหนือจากเงินอุดหนุนแล้ว จากข้อมูลที่เปิดเผยมาตรการ EV 3.5 ไม่ได้มีการกล่าวถึงสิทธิประโยชน์ด้านการลดภาษีนำเข้าชิ้นส่วน หรือการลดอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับกลุ่มรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะ ซึ่งแตกต่างจากกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีควบคู่กันไป สะท้อนให้เห็นว่านโยบายสำหรับรถไฟฟ้าสองล้อนั้นมุ่งเน้นไปที่การอุดหนุนราคาขายโดยตรงและการส่งเสริมฐานการผลิตเป็นหลัก
เปรียบเทียบสิทธิประโยชน์ระหว่างยานยนต์ไฟฟ้าประเภทต่างๆ
เพื่อให้เห็นภาพรวมของมาตรการ EV 3.5 ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น การเปรียบเทียบเงินอุดหนุนและเงื่อนไขหลักระหว่างยานยนต์ไฟฟ้าแต่ละประเภทจะช่วยให้ผู้บริโภคเข้าใจถึงลำดับความสำคัญและเป้าหมายของนโยบายที่ภาครัฐต้องการส่งเสริมในแต่ละกลุ่มตลาด
| ประเภทยานพาหนะ | เงื่อนไขหลัก | เงินอุดหนุนต่อคัน |
|---|---|---|
| รถยนต์ไฟฟ้า (ราคา ≤ 2 ล้านบาท) | แบตเตอรี่ ≥ 50 kWh, มีเงื่อนไขการผลิต/นำเข้า | สูงสุด 100,000 บาท (ปี 2567) |
| รถยนต์ไฟฟ้า (ราคา ≤ 2 ล้านบาท) | แบตเตอรี่ < 50 kWh, มีเงื่อนไขการผลิต/นำเข้า | สูงสุด 50,000 บาท (ปี 2567) |
| รถกระบะไฟฟ้า (ราคา ≤ 2 ล้านบาท) | แบตเตอรี่ ≥ 50 kWh, ต้องผลิตในประเทศเท่านั้น | 100,000 บาท |
| รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า (รวม E-Bike/สกู๊ตเตอร์) | ราคา ≤ 150,000 บาท, แบตเตอรี่ ≥ 3 kWh, ต้องผลิตในประเทศเท่านั้น | 10,000 บาท |
จากตารางจะเห็นได้ว่า ทั้งรถกระบะไฟฟ้าและรถจักรยานยนต์ไฟฟ้ามีเงื่อนไขร่วมกันคือ “ต้องผลิตในประเทศเท่านั้น” จึงจะได้รับเงินอุดหนุนตลอดระยะเวลา 4 ปีของมาตรการ ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าภาครัฐต้องการผลักดันให้เกิดการลงทุนในสายการผลิตของยานยนต์สองกลุ่มนี้อย่างจริงจัง ในขณะที่รถยนต์นั่งไฟฟ้ายังคงมีความยืดหยุ่นในการนำเข้าในช่วงแรก แต่ก็มีเงื่อนไขการผลิตชดเชยตามมาเช่นกัน
ผลกระทบต่อตลาดและทิศทางอุตสาหกรรม EV ในไทย
มาตรการ EV 3.5 ไม่ใช่เพียงนโยบายระยะสั้นเพื่อกระตุ้นยอดขาย แต่เป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ที่ส่งผลกระทบต่อทิศทางของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของไทยในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเน้นย้ำเรื่องการผลิตในประเทศ
การส่งเสริมการผลิตในประเทศเป็นหัวใจสำคัญ
การกำหนดให้รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าและรถกระบะไฟฟ้าที่ต้องการรับเงินอุดหนุนต้องผลิตในประเทศเท่านั้น เป็นการบังคับให้ผู้ประกอบการต้องตัดสินใจลงทุนตั้งฐานการผลิตในไทย หากต้องการแข่งขันในตลาดที่มีการสนับสนุนจากภาครัฐ ผลที่ตามมาคือการสร้างงาน สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และเกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรม EV ตั้งแต่การผลิตแบตเตอรี่ มอเตอร์ ไปจนถึงระบบควบคุมต่างๆ
สำหรับตลาด E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า เงื่อนไขนี้จะกระตุ้นให้ผู้ผลิตแบรนด์ไทยหรือแบรนด์ต่างชาติที่สนใจตลาดไทยต้องหันมาพิจารณาการตั้งโรงงานประกอบในประเทศมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้ในอนาคตผู้บริโภคมีตัวเลือกของยานยนต์ไฟฟ้าสองล้อที่ผลิตในไทย (Made in Thailand) หลากหลายขึ้น และอาจมีราคาที่แข่งขันได้มากขึ้นเนื่องจากไม่ต้องเสียภาษีนำเข้าทั้งคัน
ความยืดหยุ่นและการปรับปรุงนโยบาย
แม้มาตรการ EV 3.5 จะมีกรอบการดำเนินงาน 4 ปี แต่ภาครัฐ โดยเฉพาะคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ด EV) ยังคงมีการติดตามและประเมินผลอย่างต่อเนื่อง ดังจะเห็นได้จากการปรับปรุงรายละเอียดปลีกย่อยเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2568 ที่มีการขยายเวลาจดทะเบียนและปรับเกณฑ์บางอย่างเพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นมากขึ้น
แม้การปรับปรุงครั้งนั้นจะยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขสำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า แต่ก็แสดงให้เห็นว่านโยบายรถไฟฟ้าของไทยมีความพร้อมที่จะปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งเป็นปัจจัยบวกที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งผู้ลงทุนและผู้บริโภค
ข้อควรพิจารณาสำหรับผู้ที่สนใจซื้อ E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า
จากข้อมูลทั้งหมด ผู้ที่กำลังวางแผนจะซื้อ E-Bike หรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าโดยคาดหวังว่าจะได้รับเงินอุดหนุนจากมาตรการ EV 3.5 ควรพิจารณาประเด็นต่อไปนี้อย่างรอบคอบ
ตรวจสอบคุณสมบัติให้ถี่ถ้วน
ก่อนตัดสินใจซื้อ ควรตรวจสอบคุณสมบัติของยานยนต์รุ่นที่สนใจกับผู้จำหน่ายให้ชัดเจน โดยใช้เช็กลิสต์ 3 ข้อหลัก ได้แก่
- แหล่งผลิต: ยานยนต์รุ่นนี้ผลิตในประเทศไทยใช่หรือไม่?
- ราคา: ราคาขายปลีกสุดท้ายไม่เกิน 150,000 บาทใช่หรือไม่?
- แบตเตอรี่: มีขนาดความจุตั้งแต่ 3 kWh ขึ้นไปใช่หรือไม่?
หากคำตอบคือ “ใช่” ทั้งสามข้อ ยานยนต์รุ่นนั้นจึงจะมีสิทธิ์ได้รับเงินอุดหนุน 10,000 บาท ซึ่งผู้จำหน่ายที่เข้าร่วมโครงการจะเป็นผู้ดำเนินการในส่วนลดดังกล่าวให้กับผู้ซื้อ
ติดตามข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานภาครัฐ
ดังที่กล่าวไป นโยบายภาครัฐสามารถมีการเปลี่ยนแปลงหรือมีรายละเอียดเพิ่มเติมได้เสมอ เพื่อความถูกต้องและเป็นปัจจุบันของข้อมูล แนะนำให้ผู้ที่สนใจติดตามข่าวสารจากหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง เช่น สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) หรือกรมสรรพสามิต ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการกำกับดูแลมาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า
สรุปและแนวทางการเลือกซื้อยานยนต์ไฟฟ้าสองล้อ
โดยสรุป มาตรการ EV 3.5: E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าได้อะไร? คำตอบคือ ได้รับสิทธิประโยชน์ในรูปแบบ “เงินอุดหนุน” จำนวน 10,000 บาทต่อคัน หากยานยนต์เหล่านั้นเข้าข่ายเป็น “รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า” ที่มีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไขสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ ผลิตในประเทศไทย, ราคาไม่เกิน 150,000 บาท และมีแบตเตอรี่ขนาด 3 kWh ขึ้นไป มาตรการนี้มีเป้าหมายชัดเจนในการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจและสร้างความยั่งยืนให้กับเทรนด์ EV ไทยในระยะยาว
สำหรับผู้ที่กำลังพิจารณาเลือกซื้อยานยนต์ไฟฟ้าสองล้อ การทำความเข้าใจเงื่อนไขเหล่านี้จะช่วยให้สามารถวางแผนและตัดสินใจเลือกซื้อรุ่นที่คุ้มค่าและได้รับประโยชน์สูงสุดจากนโยบายของภาครัฐ การเลือกยานพาหนะที่ไม่เพียงแค่ตอบโจทย์การใช้งาน แต่ยังสอดคล้องกับทิศทางการส่งเสริมของประเทศ ถือเป็นการตัดสินใจที่ชาญฉลาดและมองการณ์ไกล
หากกำลังมองหาจักรยานไฟฟ้า สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า หรือ E-Bike คุณภาพสูงที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองทุกความต้องการในการเดินทาง ที่ GIANT Shopping Mall มีจำหน่ายยานยนต์ไฟฟ้าสองล้อหลากหลายประเภท พร้อมให้คำแนะนำเพื่อให้ได้พาหนะที่เหมาะสมที่สุด
สามารถเยี่ยมชมและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
FACEBOOK PAGE: GIANT Shopping Mall
LINE: @giantshoppingmall
ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม: คลิกที่นี่
เวลาทำการ: ทุกวัน จันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
โทรศัพท์: 061-962-2878
ที่ตั้งร้าน: 44 หมู่ 14 ตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น 40000

