วิเคราะห์: นโยบายรัฐปี 2026 ดันราคา E-Bike ถูกลงจริงหรือ?
- ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับนโยบาย E-Bike ปี 2026
- ภาพรวมมาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าภาครัฐ
- เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างนโยบาย EV 3.0 และ EV 3.5
- ผลกระทบโดยตรงของนโยบายต่อราคา E-Bike
- ปัจจัยแวดล้อมอื่น ๆ ที่มีผลต่อราคา E-Bike ในระยะยาว
- ภาพรวมตลาดและระดับราคา E-Bike ในปัจจุบัน
- บทวิเคราะห์: ข้อดีและข้อจำกัดของนโยบายปี 2026
- สรุป: ควรซื้อ E-Bike ตอนนี้หรือรอปี 2026
- เลือกซื้อจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่ตอบโจทย์
มาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ของภาครัฐเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขและจำนวนเงินอุดหนุน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการตัดสินใจของผู้บริโภค บทความนี้จะทำการวิเคราะห์เจาะลึกถึงประเด็นสำคัญที่ว่า นโยบายรัฐปี 2026 ดันราคา E-Bike ถูกลงจริงหรือ? เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ชัดเจนเกี่ยวกับผลกระทบของมาตรการ EV 3.5 ที่จะเริ่มใช้ในปี 2569 ต่อราคาจักรยานยนต์ไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าในตลาดประเทศไทย
ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับนโยบาย E-Bike ปี 2026
- เงินอุดหนุน 10,000 บาท: นโยบาย EV 3.5 ที่จะใช้ในปี 2569 (ค.ศ. 2026) มอบเงินอุดหนุนสำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าเป็นจำนวน 10,000 บาทต่อคัน ซึ่งเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายสุดท้ายที่ผู้บริโภคต้องชำระ
- ไม่ใช่การลดราคาจากผู้ผลิต: ส่วนลดดังกล่าวเป็นเงินอุดหนุนจากภาครัฐ ไม่ใช่การลดราคาจากป้ายราคาของตัวผลิตภัณฑ์โดยตรง แต่เป็นกลไกที่ช่วยให้ผู้บริโภคจ่ายน้อยลง ณ จุดขาย
- ส่วนลดที่ปรับลดลง: จำนวนเงินอุดหนุน 10,000 บาทในปี 2569 ถือว่าลดลงจากมาตรการ EV 3.0 ในช่วงก่อนหน้า (สิ้นสุดปี 2568) ที่ให้ส่วนลดสูงสุดถึง 18,000 บาทต่อคัน ซึ่งอาจส่งผลต่อแรงจูงใจของผู้ซื้อ
- ปัจจัยระยะยาวมีความสำคัญ: นอกจากเงินอุดหนุนจากภาครัฐแล้ว ปัจจัยอื่น ๆ เช่น การตั้งฐานการผลิตในประเทศ, การพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่ และการขยายโครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จ จะเป็นตัวแปรสำคัญที่ส่งผลต่อราคา E-Bike ในระยะยาว
- ตลาดมีแนวโน้มเติบโต: แม้เงินอุดหนุนจะลดลง แต่นโยบายโดยรวมยังคงช่วยกระตุ้นตลาด EV ในภาพใหญ่ ทำให้ผู้ผลิตและผู้ประกอบการวางแผนรุกตลาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้น
ภาพรวมมาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าภาครัฐ
การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าเป็นวาระสำคัญระดับโลกและระดับประเทศ รัฐบาลไทยได้ออกมาตรการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องเพื่อผลักดันให้เกิดการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าในวงกว้าง ลดการปล่อยมลพิษ และสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ที่ยั่งยืน การทำความเข้าใจที่มาและเป้าหมายของนโยบายเหล่านี้จะช่วยให้เห็นภาพรวมของทิศทางตลาด E-Bike ในอนาคตได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
ทำความเข้าใจเป้าหมายและที่มาของนโยบาย EV
นโยบายสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า หรือที่รู้จักกันในชื่อ “มาตรการ EV” มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะปัญหาฝุ่น PM2.5 ในเขตเมือง นอกจากนี้ยังมีเป้าหมายเชิงเศรษฐกิจในการผลักดันให้ประเทศไทยกลายเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนที่สำคัญในภูมิภาคอาเซียน มาตรการเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างแรงจูงใจทั้งในฝั่งผู้บริโภคและผู้ผลิต ผ่านกลไกต่าง ๆ เช่น การให้เงินอุดหนุน, การลดหย่อนภาษีสรรพสามิตและอากรขาเข้า, รวมถึงการส่งเสริมการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น
เจาะลึกมาตรการ EV 3.5 สำหรับปี 2026
สำหรับปี 2569 (ค.ศ. 2026) ประเทศไทยจะอยู่ภายใต้กรอบของ มาตรการ EV 3.5 ซึ่งเป็นโครงการต่อเนื่องที่ครอบคลุมระยะเวลาตั้งแต่ปี 2568 ถึง 2571 (ค.ศ. 2025-2028) หัวใจสำคัญของมาตรการนี้สำหรับกลุ่มรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า (E-Bike) คือการมอบเงินอุดหนุนจากภาครัฐจำนวน 10,000 บาทต่อคัน ให้แก่ผู้ซื้อที่ซื้อรถรุ่นที่ผ่านเกณฑ์ที่กำหนด นโยบายนี้ถูกออกแบบมาเพื่อต่อยอดความสำเร็จจากมาตรการ EV 3.0 โดยยังคงรักษาระดับแรงจูงใจในการซื้อ แม้จะมีการปรับลดวงเงินอุดหนุนลง เพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะตลาดที่เริ่มเติบโตและมีความแข็งแกร่งมากขึ้น
เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างนโยบาย EV 3.0 และ EV 3.5
เพื่อให้เห็นภาพผลกระทบต่อราคาที่ชัดเจน การเปรียบเทียบรายละเอียดระหว่างมาตรการเดิม (EV 3.0) และมาตรการใหม่ (EV 3.5) เป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากความเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลโดยตรงต่อการคำนวณต้นทุนสุดท้ายที่ผู้บริโภคต้องรับผิดชอบ
จำนวนเงินอุดหนุนที่เปลี่ยนแปลงไป
ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือจำนวนเงินอุดหนุนสำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ในมาตรการ EV 3.0 ซึ่งบังคับใช้จนถึงสิ้นปี 2568 รัฐบาลให้เงินอุดหนุนสูงสุดถึง 18,000 บาทต่อคัน ในขณะที่มาตรการ EV 3.5 ที่จะเริ่มใช้ในปี 2569 เป็นต้นไป ได้ปรับลดวงเงินอุดหนุนลงเหลือ 10,000 บาทต่อคัน การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางของภาครัฐที่ต้องการค่อย ๆ ลดการพึ่งพิงเงินอุดหนุน และปล่อยให้กลไกตลาดทำงานมากขึ้นเมื่ออุตสาหกรรมมีความพร้อม
| มาตรการ | ช่วงเวลาบังคับใช้ | เงินอุดหนุนสูงสุด (ต่อคัน) |
|---|---|---|
| EV 3.0 | ปัจจุบัน – สิ้นปี 2568 | 18,000 บาท |
| EV 3.5 | ปี 2568 – 2571 (ครอบคลุมปี 2569) | 10,000 บาท |
เงื่อนไขและข้อกำหนดสำหรับจักรยานยนต์ไฟฟ้า
นอกเหนือจากเงินอุดหนุนแล้ว ภาครัฐยังได้กำหนดคุณสมบัติขั้นต่ำของรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่จะเข้าร่วมโครงการ เพื่อให้มั่นใจว่ายานพาหนะที่ได้รับการส่งเสริมมีคุณภาพและประสิทธิภาพตามมาตรฐาน โดยกรมสรรพสามิตได้วางเงื่อนไขเพิ่มเติมว่า รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีหรือเงินอุดหนุนจะต้องมีคุณสมบัติอย่างใดอย่างหนึ่งดังนี้:
- ใช้แบตเตอรี่ประเภทลิเธียม-ไอออน (Lithium-ion) ที่มีความจุตั้งแต่ 3 กิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh) ขึ้นไป
- หรือ มีระยะทางวิ่งสูงสุดต่อการชาร์จหนึ่งครั้งไม่น้อยกว่า 75 กิโลเมตร
เงื่อนไขเหล่านี้มีขึ้นเพื่อส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีแบตเตอรี่ที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพสูง ซึ่งจะส่งผลดีต่อประสบการณ์การใช้งานของผู้บริโภคในระยะยาว
ผลกระทบโดยตรงของนโยบายต่อราคา E-Bike
คำถามสำคัญคือ นโยบายนี้จะทำให้ราคา E-Bike ถูกลงจริงหรือไม่? คำตอบคือ “ใช่” ในมุมของผู้บริโภคที่ต้องจ่ายเงินซื้อ แต่กลไกของมันมีความซับซ้อนกว่าการลดราคาป้ายจากผู้ผลิตโดยตรง
กลไกการทำงานของส่วนลด 10,000 บาท
เงินอุดหนุน 10,000 บาท ไม่ได้หมายความว่าผู้ผลิตจะลดราคารถจักรยานยนต์ไฟฟ้าทุกรุ่นลง 10,000 บาท แต่หมายความว่าเมื่อผู้บริโภคตัดสินใจซื้อรถรุ่นที่เข้าร่วมโครงการ รัฐบาลจะมอบเงินอุดหนุนจำนวนดังกล่าวผ่านผู้ประกอบการ ทำให้ราคาที่ผู้บริโภคต้องจ่ายจริง (Net Price) ลดลง 10,000 บาทจากราคาขายปลีกที่ตั้งไว้ ยกตัวอย่างเช่น หาก E-Bike รุ่นหนึ่งตั้งราคาขายไว้ที่ 65,000 บาท เมื่อใช้สิทธิ์ตามมาตรการ EV 3.5 ผู้ซื้อจะจ่ายเงินเพียง 55,000 บาท
ตัวอย่างการคำนวณราคาที่ผู้บริโภคจ่ายจริง
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น ลองพิจารณารถจักรยานยนต์ไฟฟ้ารุ่นหนึ่งที่มีราคาตลาดอยู่ที่ประมาณ 41,790 บาท ซึ่งเป็นราคาที่อาจเคยได้รับส่วนลดจากมาตรการ EV 3.0 มาแล้ว เมื่อเข้าสู่ยุคของมาตรการ EV 3.5 ในปี 2569 หากรถรุ่นนี้ยังคงเข้าร่วมโครงการ ราคาที่ผู้บริโภคจะต้องจ่ายจะคำนวณจากราคาเต็ม หักลบด้วยเงินอุดหนุน 10,000 บาท ดังนั้น แม้ราคาตั้งต้นจากผู้ผลิตจะเท่าเดิม แต่ภาระค่าใช้จ่ายของผู้ซื้อจะลดลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งทำให้ E-Bike กลายเป็นตัวเลือกที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้นสำหรับคนทั่วไป
เงินอุดหนุนจากภาครัฐเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยลดกำแพงด้านราคา ทำให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าได้ง่ายขึ้น และกระตุ้นให้ตลาดเติบโตอย่างก้าวกระโดด
มุมมองจากภาคธุรกิจและผู้ผลิต
นโยบายของภาครัฐส่งผลให้ภาคธุรกิจมีความเชื่อมั่นและวางแผนการตลาดเชิงรุกมากขึ้น ผู้ผลิตบางราย เช่น AJ EV ได้แสดงวิสัยทัศน์ที่จะใช้ประโยชน์จากเงินอุดหนุนนี้เพื่อกระตุ้นยอดขายให้เติบโตถึง 200% ในปี 2568 และต่อเนื่องไปยังปี 2569 โดยมุ่งเน้นไปที่การทำราคาให้เข้าถึงง่าย ควบคู่ไปกับการสร้างความเชื่อมั่นด้านบริการหลังการขาย นอกจากนี้ ภาคบริการอย่าง Grab ก็ได้ตั้งเป้าหมายให้ไรเดอร์เปลี่ยนมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้าถึง 10% ภายในปี 2569 เพื่อขานรับนโยบายและลดต้นทุนด้านพลังงาน ซึ่งจะสร้างความต้องการ E-Bike ในตลาดเพิ่มขึ้นอีกทางหนึ่ง
ปัจจัยแวดล้อมอื่น ๆ ที่มีผลต่อราคา E-Bike ในระยะยาว
แม้เงินอุดหนุนจะเป็นปัจจัยสำคัญในระยะสั้น แต่แนวโน้มราคา E-Bike ในระยะยาวยังขึ้นอยู่กับปัจจัยเชิงโครงสร้างอีกหลายประการ ซึ่งจะส่งผลต่อต้นทุนการผลิตและราคาขายในที่สุด
การส่งเสริมการลงทุนและฐานการผลิตในประเทศ
การที่ประเทศไทยมีนโยบายสนับสนุนที่ชัดเจน ได้ดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศให้เข้ามาตั้งฐานการผลิต E-Bike และชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้อง ตัวอย่างเช่น การร่วมทุนระหว่างบริษัทไทยและจีนเพื่อตั้งโรงงานผลิต E-Bike สำหรับส่งออกไปยังตลาดอาเซียน การมีฐานการผลิตในประเทศจะช่วยลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์และภาษีนำเข้า ทำให้ผู้ผลิตสามารถทำราคาที่แข่งขันได้มากขึ้นในระยะยาว
การพัฒนาระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า (Ecosystem)
สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้ออกมาตรการส่งเสริมการลงทุนในตลอดทั้งระบบนิเวศของยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งไม่จำกัดอยู่แค่ตัวรถ แต่ยังครอบคลุมถึงชิ้นส่วนสำคัญอย่างแบตเตอรี่, มอเตอร์ไฟฟ้า, และระบบควบคุม เมื่อมีผู้ผลิตชิ้นส่วนเหล่านี้ในประเทศมากขึ้น จะเกิดการแข่งขันและนวัตกรรม ทำให้ต้นทุนชิ้นส่วนหลักลดลง ซึ่งจะสะท้อนไปยังราคาขายปลีกของ E-Bike ในท้ายที่สุด นอกจากนี้ การที่หน่วยงานอย่างไทยฮอนด้าและการไฟฟ้าฯ ร่วมมือกันผลักดันการสร้างโครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จและสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ ก็จะช่วยลดความกังวลและต้นทุนการใช้งานของผู้บริโภคได้อีกด้วย
ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีแบตเตอรี่
แบตเตอรี่ถือเป็นหัวใจและเป็นชิ้นส่วนที่มีต้นทุนสูงที่สุดใน E-Bike ปัจจุบัน เทคโนโลยีแบตเตอรี่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว ทั้งในด้านการเพิ่มความจุ (ทำให้วิ่งได้ไกลขึ้น) และการลดระยะเวลาในการชาร์จ แม้ว่าในปัจจุบันเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยจะยังคงมีราคาสูง แต่ในอนาคตเมื่อมีการผลิตในปริมาณมาก (Mass Production) และมีนวัตกรรมใหม่ ๆ เกิดขึ้น ต้นทุนของแบตเตอรี่มีแนวโน้มที่จะลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทำให้ราคา E-Bike ถูกลงอย่างยั่งยืน
ภาพรวมตลาดและระดับราคา E-Bike ในปัจจุบัน
เพื่อประกอบการตัดสินใจ การสำรวจภาพรวมราคาและสมรรถนะของ E-Bike ที่มีจำหน่ายในตลาดปัจจุบัน (ข้อมูลอ้างอิงช่วงปี 2567-2568 ก่อนบังคับใช้ส่วนลดปี 2569) จะช่วยให้เห็นถึงทางเลือกที่หลากหลายและระดับราคาที่แตกต่างกันไปตามคุณสมบัติ
ตัวอย่างช่วงราคาและสมรรถนะ
ตลาด E-Bike ในปัจจุบันมีความหลากหลาย ตั้งแต่รุ่นเริ่มต้นที่เน้นการใช้งานในเมือง ไปจนถึงรุ่นสมรรถนะสูงที่สามารถใช้งานเดินทางไกลได้ โดยมีช่วงราคาและคุณสมบัติแตกต่างกันดังนี้
| กลุ่มรถ | ช่วงราคา (บาท) | ความเร็วสูงสุด (กม./ชม.) | ระยะทางต่อการชาร์จ (กม.) |
|---|---|---|---|
| กลุ่มเริ่มต้น (Entry-Level) | 39,800 – 69,900 | 60 – 90 | 70 – 90 |
| กลุ่มระดับกลาง (Mid-Range) | 70,000 – 119,000 | 80 – 90 | 65 – 100 |
| กลุ่มสมรรถนะสูง (High-Performance) | 149,900 – 154,900 | 80 – 100 | 100 – 120 |
หมายเหตุ: ระยะทางต่อการชาร์จอาจแตกต่างกันไปตามมาตรฐานการทดสอบ เช่น WMTC หรือ NEDC และพฤติกรรมการขับขี่จริง
บทวิเคราะห์: ข้อดีและข้อจำกัดของนโยบายปี 2026
นโยบาย EV 3.5 มีทั้งข้อดีที่ช่วยขับเคลื่อนตลาดและข้อจำกัดบางประการที่ผู้บริโภคควรนำมาพิจารณาประกอบการตัดสินใจ
ข้อดี: กระตุ้นตลาดและเพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภค
ข้อดีที่ชัดเจนที่สุดคือการทำให้ราคาซื้อ E-Bike ถูกลง 10,000 บาท ซึ่งช่วยลดอุปสรรคทางการเงินและกระตุ้นให้ผู้บริโภคที่กำลังลังเลตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้าได้ง่ายขึ้น การที่รัฐบาลยังคงนโยบายสนับสนุนอย่างต่อเนื่องเป็นการส่งสัญญาณบวกไปยังผู้ผลิตและนักลงทุน ทำให้เกิดความมั่นใจในการขยายธุรกิจ นำเสนอรุ่นใหม่ ๆ เข้าสู่ตลาด และพัฒนาบริการหลังการขาย ซึ่งท้ายที่สุดแล้วผู้บริโภคก็จะเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากตัวเลือกที่หลากหลายและบริการที่ดีขึ้น
ข้อจำกัด: แรงจูงใจที่ลดลงและปัจจัยด้านราคาเทคโนโลยี
ในทางกลับกัน การปรับลดเงินอุดหนุนจาก 18,000 บาทในมาตรการเดิมลงมาเหลือ 10,000 บาท อาจทำให้แรงจูงใจของผู้บริโภคบางกลุ่มลดลง โดยเฉพาะกลุ่มที่เปรียบเทียบสิทธิประโยชน์กับช่วงก่อนหน้า นอกจากนี้ ราคาของ E-Bike ยังคงผันแปรตามเทคโนโลยีเป็นหลัก โดยเฉพาะรุ่นที่มีสมรรถนะสูง วิ่งได้ไกล และชาร์จได้เร็ว ก็ยังคงมีราคาสูง ซึ่งอาจยังเกินกำลังซื้อของผู้บริโภคในวงกว้าง แม้จะได้รับเงินอุดหนุนแล้วก็ตาม อีกทั้งนโยบายอาจมีการปรับเปลี่ยนได้ในอนาคตตามสถานการณ์เศรษฐกิจและทิศทางของตลาด ซึ่งเป็นความไม่แน่นอนที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
สรุป: ควรซื้อ E-Bike ตอนนี้หรือรอปี 2026
จากการวิเคราะห์ทั้งหมด สรุปได้ว่า นโยบายรัฐปี 2026 ดันราคา E-Bike ถูกลงจริง ในแง่ของจำนวนเงินที่ผู้บริโภคต้องจ่าย ณ วันที่ซื้อ โดยจะได้รับส่วนลดทันที 10,000 บาท อย่างไรก็ตาม จำนวนเงินอุดหนุนนี้ลดลงจากมาตรการเดิมที่ให้ถึง 18,000 บาท
การตัดสินใจว่าจะซื้อในช่วงที่ยังได้รับส่วนลด 18,000 บาท (ภายในปี 2568) หรือรอซื้อในปี 2569 ที่ได้รับส่วนลด 10,000 บาท ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแต่ละบุคคล หากมีรุ่นที่ต้องการและโปรโมชันที่น่าสนใจในช่วงปัจจุบัน การตัดสินใจซื้อเพื่อรับส่วนลดที่มากกว่าอาจเป็นทางเลือกที่คุ้มค่า แต่หากยังไม่รีบ การรอถึงปี 2569 อาจได้เห็น E-Bike รุ่นใหม่ ๆ ที่มีเทคโนโลยีที่ดีกว่าเข้าสู่ตลาด ประกอบกับแนวโน้มราคาในระยะยาวที่อาจปรับตัวลดลงจากปัจจัยด้านการผลิตในประเทศและการแข่งขันที่สูงขึ้น
ท้ายที่สุดแล้ว นโยบาย EV 3.5 เป็นกลไกสำคัญที่ทำให้จักรยานยนต์ไฟฟ้ามีราคาที่จับต้องได้มากขึ้น และเป็นส่วนหนึ่งของภาพใหญ่ในการผลักดันประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน
เลือกซื้อจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่ตอบโจทย์
การเลือกยานพาหนะไฟฟ้าที่เหมาะสมกับการใช้งานเป็นสิ่งสำคัญ GIANT Shopping Mall คือศูนย์รวมจักรยานไฟฟ้าทุกประเภท สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า และ E-bike ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์และความต้องการ พร้อมทีมงานผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมให้คำแนะนำเพื่อให้ได้ยานพาหนะที่คุ้มค่าและลงตัวที่สุด
ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่:
- Facebook: FACEBOOK PAGE
- Line: LINE
- Website: ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม
เวลาทำการ: เปิดทุกวัน จันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
โทรศัพท์: 061-962-2878
ที่ตั้ง: 44 หมู่ 14 ตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น 40000

