เจาะนโยบาย EV 2026: จักรยานไฟฟ้ามีลุ้นลดหย่อนภาษี?
การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า (EV) กำลังเป็นวาระสำคัญระดับชาติ ทำให้เกิดคำถามว่า นโยบาย EV 2026 จะครอบคลุมถึงยานพาหนะขนาดเล็กอย่างจักรยานไฟฟ้าหรือไม่ และผู้บริโภคจะมีโอกาสได้รับสิทธิ์ลดหย่อนภาษีหรือเงินอุดหนุนจากการซื้อยานพาหนะประเภทนี้หรือไม่ บทความนี้จะวิเคราะห์นโยบายปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคต
ทิศทางนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าของไทย
- มาตรการสนับสนุนปัจจุบัน: รัฐบาลไทยมีโครงการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าหลายรูปแบบ โดยเน้นที่เงินอุดหนุนโดยตรงสำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศผ่านโครงการ EV 3.5
- เป้าหมายระยะยาว: นโยบาย 30@30 ตั้งเป้าให้มีการผลิตยานยนต์ไร้มลพิษ (ZEV) อย่างน้อย 30% ภายในปี 2030 พร้อมกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น
- จักรยานไฟฟ้ายังไม่ชัดเจน: แม้จะมีการสนับสนุนรถสองล้อไฟฟ้า แต่มาตรการในปัจจุบันยังไม่ได้ระบุถึงสิทธิประโยชน์ด้านภาษีหรือเงินอุดหนุนสำหรับ “จักรยานไฟฟ้า” (e-bike) อย่างชัดเจน
- กฎระเบียบด้านความปลอดภัย: การปรับแก้กฎระเบียบล่าสุดเกี่ยวกับจักรยานไฟฟ้ามุ่งเน้นไปที่มาตรฐานความปลอดภัย โดยจำกัดกำลังมอเตอร์ ซึ่งสะท้อนถึงการให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของผู้ใช้งานเป็นหลัก
- ตลาดเติบโตต่อเนื่อง: ตลาดรถสองล้อไฟฟ้าในไทยขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยมีแรงขับเคลื่อนจากทั้งมาตรการของรัฐและการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ จากภาคเอกชน
การวิเคราะห์ เจาะนโยบาย EV 2026: จักรยานไฟฟ้ามีลุ้นลดหย่อนภาษี? ถือเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างสูงในกลุ่มผู้บริโภคที่มองหายานพาหนะทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ท่ามกลางการผลักดันอย่างจริงจังของภาครัฐเพื่อเปลี่ยนประเทศไทยให้เป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาค นโยบายและมาตรการต่างๆ ที่ออกมาจึงถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรการสนับสนุนที่อาจส่งผลโดยตรงต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค เช่น การลดหย่อนภาษีหรือเงินอุดหนุน
บทความนี้จะสำรวจลึกลงไปในรายละเอียดของมาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าที่มีอยู่ในปัจจุบัน โดยเฉพาะโครงการ EV 3.5 และเป้าหมายเชิงนโยบาย 30@30 เพื่อทำความเข้าใจว่ายานพาหนะไฟฟ้าสองล้อประเภทใดบ้างที่ได้รับประโยชน์ และมีเงื่อนไขอย่างไร การทำความเข้าใจสถานะของจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าภายใต้นโยบายเหล่านี้จะช่วยให้ผู้ที่สนใจสามารถประเมินความคุ้มค่าและวางแผนการซื้อได้อย่างมีข้อมูลครบถ้วนที่สุด พร้อมทั้งมองเห็นภาพรวมของทิศทางตลาดในอนาคต
ภาพรวมมาตรการสนับสนุน EV ของไทย
รัฐบาลไทยได้แสดงเจตจำนงที่ชัดเจนในการส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าผ่านการออกมาตรการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นทั้งด้านอุปทาน (การผลิต) และอุปสงค์ (การใช้) ในประเทศ มาตรการเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตของตลาด EV อย่างยั่งยืน ตั้งแต่การส่งเสริมการลงทุนในสายการผลิต ไปจนถึงการสร้างแรงจูงใจให้ผู้บริโภคหันมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น
นโยบายหลักของไทยมุ่งเน้นไปที่การให้เงินอุดหนุนโดยตรงแก่ผู้ซื้อยานยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศ ควบคู่ไปกับการเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น เช่น สถานีชาร์จ และสถานีสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ใช้งาน
โครงการ EV 3.5 (ปี 2567-2570)
โครงการ EV 3.5 ซึ่งได้รับการอนุมัติในเดือนพฤศจิกายน 2566 ถือเป็นมาตรการสำคัญในการขับเคลื่อนตลาด EV ในระยะ 4 ปีข้างหน้า โดยเปลี่ยนแนวทางจากการลดหย่อนภาษีมาเป็นการให้เงินอุดหนุนโดยตรงแก่ผู้ซื้อ ซึ่งสร้างผลกระทบที่ชัดเจนและรวดเร็วกว่า สำหรับกลุ่มรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า โครงการนี้มีรายละเอียดการสนับสนุนดังนี้:
- เงินอุดหนุนตัวรถ: ผู้ซื้อรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าจะได้รับเงินอุดหนุน 10,000 บาทต่อคัน สำหรับรถที่มีราคาไม่เกิน 150,000 บาท และมีขนาดแบตเตอรี่ตั้งแต่ 3 กิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh) ขึ้นไป
- การสนับสนุนแบตเตอรี่: มีการให้เงินอุดหนุนเพิ่มเติมสำหรับแบตเตอรี่ โดยแบ่งเป็น 2 ระดับ คือ 70,000 บาทสำหรับแบตเตอรี่ขนาดต่ำกว่า 30 kWh และ 150,000 บาทสำหรับแบตเตอรี่ขนาด 30 kWh ขึ้นไป
- เงื่อนไขสำคัญ: สิทธิประโยชน์ทั้งหมดนี้จำกัดไว้สำหรับยานยนต์ที่ผลิตภายในประเทศเท่านั้น เพื่อส่งเสริมให้เกิดการลงทุนและจ้างงานในอุตสาหกรรมการผลิต EV ของไทย
จะเห็นได้ว่ามาตรการ EV 3.5 มุ่งเป้าไปที่ “รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า” ที่มีคุณสมบัติตามที่กำหนดไว้อย่างชัดเจน แต่ยังไม่มีการระบุถึง “จักรยานไฟฟ้า” หรือ e-bike ในโครงการนี้
นโยบาย 30@30 และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
นอกเหนือจากมาตรการระยะสั้นแล้ว รัฐบาลยังมีเป้าหมายระยะยาวภายใต้กรอบนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “นโยบาย 30@30” ซึ่งตั้งเป้าหมายการผลิตยานยนต์ที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ (Zero Emission Vehicle: ZEV) ให้ได้อย่างน้อย 30% ของการผลิตยานยนต์ทั้งหมดภายในปี ค.ศ. 2030 (พ.ศ. 2573)
เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานจึงเป็นองค์ประกอบที่ขาดไม่ได้ โดยรัฐบาลได้วางแผนสนับสนุนการลงทุนในด้านต่างๆ ดังนี้:
- สถานีอัดประจุไฟฟ้า (Fast-Charging Stations): ตั้งเป้าหมายติดตั้งสถานีชาร์จเร็วสำหรับใช้งานสาธารณะจำนวน 12,000 แห่งทั่วประเทศ
- สถานีสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ (Battery-Swapping Stations): สำหรับรองรับกลุ่มผู้ใช้รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะ โดยมีเป้าหมายติดตั้งจำนวน 1,450 แห่ง
- การส่งเสริมการลงทุน: เปิดโอกาสและส่งเสริมการลงทุนตลอดห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรม EV ตั้งแต่การผลิตแบตเตอรี่ ชิ้นส่วนสำคัญ ไปจนถึงเครือข่ายสถานีชาร์จ
การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสร้างระบบนิเวศ EV ที่สมบูรณ์ ซึ่งจะช่วยลดความกังวลของผู้ใช้งานและกระตุ้นให้เกิดการยอมรับในวงกว้าง
จักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าอยู่ตรงไหนในนโยบาย?
แม้ว่าภาพรวมนโยบาย EV ของไทยจะมีความก้าวหน้าอย่างมาก แต่เมื่อพิจารณาในรายละเอียดจะพบว่าสิทธิประโยชน์ส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปที่รถยนต์ไฟฟ้าและรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าเป็นหลัก สำหรับยานพาหนะขนาดเล็กอย่างจักรยานไฟฟ้า (e-bike) และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า สถานะในนโยบายยังคงไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับการลดหย่อนภาษีหรือเงินอุดหนุนโดยตรง
การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบล่าสุด
ในเดือนพฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา ได้มีการปรับปรุงมาตรฐานกำลังของมอเตอร์สำหรับจักรยานไฟฟ้า โดยลดกำลังมอเตอร์สูงสุดจาก 500 วัตต์ เหลือ 250 วัตต์ การเปลี่ยนแปลงนี้มีนัยสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นการกำหนดนิยามของ “จักรยานไฟฟ้า” ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น และแยกออกจากยานพาหนะประเภทอื่น
นอกจากนี้ กฎระเบียบยังระบุว่ามอเตอร์จะต้องทำงานในลักษณะ “ช่วยปั่น” (Pedal Assist) เท่านั้น หมายความว่ามอเตอร์จะทำงานเมื่อผู้ขับขี่ออกแรงปั่น และไม่สามารถใช้คันเร่ง (Throttle-based acceleration) เพื่อขับเคลื่อนรถได้โดยไม่ต้องปั่น การปรับปรุงนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการใช้งานและป้องกันไม่ให้จักรยานไฟฟ้าถูกจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกับรถจักรยานยนต์ ซึ่งต้องมีข้อบังคับด้านการจดทะเบียนและใบขับขี่ที่เข้มงวดกว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจึงสะท้อนถึงการให้ความสำคัญกับด้านความปลอดภัยมากกว่าการออกมาตรการทางภาษี
ข้อจำกัดและเงื่อนไขปัจจุบัน
จากข้อมูลนโยบายที่มีอยู่ ณ ปัจจุบัน สามารถสรุปสถานะของจักรยานไฟฟ้าได้ดังนี้:
- ไม่เข้าข่ายโครงการ EV 3.5: จักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าไม่เข้าเงื่อนไขการรับเงินอุดหนุน 10,000 บาท เนื่องจากโครงการระบุคุณสมบัติของ “รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า” ที่ต้องมีแบตเตอรี่ขนาด 3 kWh ขึ้นไป ซึ่งสูงกว่ามาตรฐานของจักรยานไฟฟ้าโดยทั่วไป
- ไม่มีมาตรการลดหย่อนภาษีโดยตรง: ยังไม่มีการประกาศมาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับบุคคลธรรมดาในการซื้อจักรยานไฟฟ้าเป็นการเฉพาะ
- กฎระเบียบเน้นด้านความปลอดภัย: การกำกับดูแลจักรยานไฟฟ้าในปัจจุบันมุ่งเน้นไปที่การกำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคเป็นหลัก
ดังนั้น สำหรับคำถามที่ว่าจักรยานไฟฟ้าจะมีลุ้นลดหย่อนภาษีในปี 2026 หรือไม่นั้น คำตอบในปัจจุบันคือยังไม่มีสัญญาณที่ชัดเจนจากภาครัฐ อย่างไรก็ตาม ทิศทางของนโยบายในอนาคตอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ หากมีการผลักดันให้การเดินทางในระยะใกล้ (Last-mile connectivity) เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์เมืองอัจฉริยะ (Smart City) ที่กว้างขึ้น
เปรียบเทียบสิทธิประโยชน์ระหว่างรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าและจักรยานไฟฟ้า
เพื่อให้เห็นภาพความแตกต่างของมาตรการสนับสนุนที่มีต่อยานยนต์ไฟฟ้าสองล้อแต่ละประเภทได้ชัดเจนยิ่งขึ้น การเปรียบเทียบสิทธิประโยชน์และเงื่อนไขตามนโยบายปัจจุบันเป็นสิ่งจำเป็น ตารางด้านล่างนี้สรุปประเด็นสำคัญระหว่างรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าและจักรยานไฟฟ้า
| หัวข้อเปรียบเทียบ | รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า | จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) |
|---|---|---|
| เงินอุดหนุน (โครงการ EV 3.5) | ได้รับ 10,000 บาท/คัน (สำหรับรถที่ผลิตในประเทศ) | ไม่เข้าข่ายและไม่ได้รับเงินอุดหนุน |
| ข้อกำหนดหลักเพื่อรับสิทธิ์ | ราคาไม่เกิน 150,000 บาท, แบตเตอรี่ ≥ 3 kWh | ไม่มีข้อกำหนด เนื่องจากยังไม่มีมาตรการ |
| การลดหย่อนภาษี | ไม่มีมาตรการลดหย่อนภาษีโดยตรงสำหรับผู้ซื้อรายย่อย แต่มีเงินอุดหนุนแทน | ยังไม่มีมาตรการลดหย่อนภาษีโดยตรง |
| กฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง | อยู่ภายใต้กฎหมายรถจักรยานยนต์, ต้องจดทะเบียน, ผู้ขับขี่ต้องมีใบอนุญาต | กำลังมอเตอร์ไม่เกิน 250W, ระบบช่วยปั่นเท่านั้น, ไม่ต้องจดทะเบียน |
| สถานะปัจจุบันในนโยบาย | เป็นกลุ่มเป้าหมายหลักในการส่งเสริมของภาครัฐ | ยังไม่ถูกระบุเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักในมาตรการสนับสนุนด้านการเงิน |
จากตารางจะเห็นได้ว่านโยบายของรัฐบาลในปัจจุบันให้ความสำคัญและมอบสิทธิประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมแก่กลุ่มผู้ซื้อรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าอย่างชัดเจน ขณะที่กลุ่มจักรยานไฟฟ้ายังคงเป็นตลาดที่เติบโตด้วยกลไกของตัวเอง โดยมีกฎระเบียบที่มุ่งเน้นด้านความปลอดภัยเป็นหลัก
แนวโน้มตลาดและอนาคตของยานยนต์ไฟฟ้าสองล้อในไทย
แม้ว่ามาตรการสนับสนุนจะยังไม่ครอบคลุมถึงจักรยานไฟฟ้า แต่ตลาดโดยรวมของยานยนต์ไฟฟ้าสองล้อในประเทศไทยยังคงมีแนวโน้มการเติบโตที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนจากทั้งฝั่งนโยบายของรัฐและพลวัตของภาคเอกชน ซึ่งต่างก็มีส่วนช่วยสร้างการรับรู้และกระตุ้นความต้องการของผู้บริโภค
การเติบโตของตลาด
ตลาดรถสองล้อไฟฟ้ากำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลมาจากความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่สูงขึ้น ทำให้ผู้บริโภคเริ่มมองหายานพาหนะทางเลือกที่ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทางประจำวัน เงินอุดหนุนสำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าจากภาครัฐเป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้ราคาจำหน่ายน่าสนใจและเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ส่งผลให้ผู้บริโภคตัดสินใจเปลี่ยนจากรถจักรยานยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปมาเป็นระบบไฟฟ้าได้ง่ายขึ้น
ปัจจัยขับเคลื่อนจากภาคเอกชน
ภาคเอกชนมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนตลาด ผู้ผลิตหลายรายได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่มีความหลากหลายเพื่อตอบสนองความต้องการที่แตกต่างกันของผู้บริโภค ตัวอย่างเช่น ในงาน Motor Expo 2026 ผู้ผลิตอย่าง EM Bike ได้นำเสนอรถจักรยานยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ๆ ที่มีกำลังมอเตอร์ตั้งแต่ 250 วัตต์ ไปจนถึง 2,000 วัตต์ ซึ่งครอบคลุมการใช้งานตั้งแต่การเดินทางในเมืองไปจนถึงการใช้งานที่ต้องการสมรรถนะสูงขึ้น
ระดับราคาของผลิตภัณฑ์เหล่านี้ก็มีความหลากหลาย โดยเริ่มต้นที่ประมาณ 54,900 บาท ซึ่งเป็นราคาที่สามารถแข่งขันได้กับรถจักรยานยนต์ทั่วไป การแข่งขันและการพัฒนานวัตกรรมจากภาคเอกชนนี้ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภค แต่ยังช่วยผลักดันให้เกิดการยอมรับเทคโนโลยี EV ในวงกว้างอีกด้วย แม้จะยังไม่มีมาตรการสนับสนุนโดยตรงสำหรับจักรยานไฟฟ้า แต่การเติบโตของตลาดรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าอาจสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการพิจารณานโยบายสำหรับยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็กในอนาคต
สรุป: โอกาสของจักรยานไฟฟ้าในการลดหย่อนภาษีปี 2026
จากการวิเคราะห์นโยบาย EV ของรัฐบาลไทย ณ ปัจจุบัน สามารถสรุปได้ว่ามาตรการสนับสนุนด้านการเงิน ไม่ว่าจะเป็นเงินอุดหนุนหรือการลดหย่อนภาษี มุ่งเน้นไปที่กลุ่มรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ไฟฟ้าเป็นหลัก โดยมีเงื่อนไขด้านคุณสมบัติและแหล่งผลิตที่ชัดเจนภายใต้โครงการ EV 3.5
สำหรับจักรยานไฟฟ้า (e-bike) และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า แม้จะเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า แต่ยังไม่ถูกระบุให้เป็นกลุ่มเป้าหมายหลักที่จะได้รับสิทธิประโยชน์ด้านภาษีหรือเงินอุดหนุนในปี 2026 การกำกับดูแลในปัจจุบันเน้นไปที่การกำหนดมาตรฐานความปลอดภัย เช่น การจำกัดกำลังมอเตอร์ไว้ที่ 250 วัตต์ และต้องเป็นระบบช่วยปั่น ซึ่งเป็นการแยกประเภทออกจากรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าอย่างชัดเจน
ดังนั้น โอกาสที่ผู้ซื้อจักรยานไฟฟ้าจะได้รับสิทธิ์ลดหย่อนภาษีในปี 2026 ยังคงมีความเป็นไปได้น้อยเมื่อพิจารณาจากกรอบนโยบายปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม การเติบโตของตลาดและการผลักดันจากภาคเอกชนอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ภาครัฐหันมาพิจารณามาตรการส่งเสริมสำหรับยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็กในอนาคต เพื่อสนับสนุนการเดินทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างครบวงจร
สำหรับผู้ที่กำลังพิจารณาซื้อยานพาหนะไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นจักรยานไฟฟ้า สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า หรือ E-bike การเลือกซื้อจากผู้จัดจำหน่ายที่มีความเชี่ยวชาญและมีผลิตภัณฑ์ให้เลือกหลากหลายเป็นสิ่งสำคัญ GIANT Shopping Mall คือศูนย์รวมจักรยานและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการในการเดินทางของคุณ
สามารถเข้ามาเลือกชมและทดลองขับขี่ได้ที่ร้าน หรือ ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม ผ่านช่องทางต่างๆ:
- FACEBOOK PAGE: giantshoppingmall
- LINE: @giantshoppingmall
- โทรศัพท์: 061-962-2878
- เวลาทำการ: วันจันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
- ที่ตั้งร้าน: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ตำบล เมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น ขอนแก่น 40000

