ผ่อน E-Bike vs เติมน้ำมัน: 1 ปีประหยัดเงินได้กี่บาท?
- ประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณา
- บทวิเคราะห์เปรียบเทียบค่าใช้จ่ายระหว่าง E-Bike และมอเตอร์ไซค์น้ำมัน
- ทำไมการเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายจึงสำคัญในยุคปัจจุบัน?
- เจาะลึกค่าใช้จ่ายของ E-Bike: มากกว่าแค่ค่าผ่อน
- วิเคราะห์ค่าใช้จ่ายของมอเตอร์ไซค์น้ำมัน: ความคุ้นเคยที่มาพร้อมค่าใช้จ่ายแฝง
- ตารางเปรียบเทียบ: ผ่อน E-Bike vs เติมน้ำมัน เห็นภาพชัดใน 1 ปี
- กรณีศึกษาและปัจจัยที่มีผลต่อการประหยัด
- ข้อจำกัดและความเสี่ยงที่ควรทราบ
- บทสรุป: E-Bike คือคำตอบของการเดินทางที่ประหยัดจริงหรือ?
- ค้นหา E-Bike ที่ใช่สำหรับคุณ
การตัดสินใจเลือกระหว่างยานพาหนะไฟฟ้าและยานพาหนะที่ใช้น้ำมันกลายเป็นหัวข้อสำคัญสำหรับผู้ที่ต้องการลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง คำถามที่ว่า ผ่อน E-Bike vs เติมน้ำมัน: 1 ปีประหยัดเงินได้กี่บาท? สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการข้อมูลที่ชัดเจนเพื่อประกอบการตัดสินใจ การวิเคราะห์นี้จะเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายทั้งหมดในรอบหนึ่งปีระหว่างการผ่อนชำระจักรยานยนต์ไฟฟ้า (E-Bike) ควบคู่กับค่าไฟฟ้า และค่าใช้จ่ายในการเติมน้ำมันพร้อมค่าบำรุงรักษาของมอเตอร์ไซค์ทั่วไป เพื่อให้เห็นภาพรวมทางการเงินที่แท้จริง
ประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณา
- ค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน: ค่าไฟฟ้าสำหรับการชาร์จ E-Bike นั้นต่ำกว่าค่าใช้จ่ายในการเติมน้ำมันอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการสร้างส่วนต่างของเงินออม
- ค่าบำรุงรักษา: E-Bike มีชิ้นส่วนเคลื่อนไหวน้อยกว่ามอเตอร์ไซค์ที่ใช้น้ำมัน ทำให้ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาตลอดปีต่ำกว่า เช่น ไม่ต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องหรือหัวเทียน
- ต้นทุนเริ่มต้นและการผ่อนชำระ: แม้ว่า E-Bike อาจมีราคาสูงกว่าในบางรุ่น แต่ตัวเลือกการผ่อนชำระช่วยให้สามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น และค่าใช้จ่ายรายเดือนอาจถูกชดเชยด้วยเงินที่ประหยัดได้จากค่าน้ำมัน
- ผลกระทบจากพฤติกรรมการใช้งาน: ระยะทางที่ใช้ในแต่ละวันและลักษณะการขับขี่เป็นตัวแปรสำคัญที่มีผลโดยตรงต่อค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและอัตราการประหยัดสุทธิ
- ค่าใช้จ่ายแฝงและระยะยาว: ควรพิจารณาถึงค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนแบตเตอรี่ของ E-Bike ในระยะยาว แม้จะไม่ใช่ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในปีแรก แต่ก็เป็นต้นทุนที่สำคัญตลอดอายุการใช้งานของรถ
บทวิเคราะห์เปรียบเทียบค่าใช้จ่ายระหว่าง E-Bike และมอเตอร์ไซค์น้ำมัน
บทความนี้จะทำการวิเคราะห์และเปรียบเทียบอย่างละเอียดเกี่ยวกับประเด็น ผ่อน E-Bike vs เติมน้ำมัน: 1 ปีประหยัดเงินได้กี่บาท? โดยนำเสนอข้อมูลจากมุมมองทางการเงินที่ครอบคลุมทุกมิติ ตั้งแต่ค่าใช้จ่ายเริ่มต้นไปจนถึงค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานตลอดระยะเวลาหนึ่งปีเต็ม การเปรียบเทียบนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเครื่องมือช่วยในการตัดสินใจสำหรับผู้บริโภคที่กำลังพิจารณาเปลี่ยนมาใช้ยานพาหนะไฟฟ้า โดยให้ความสำคัญกับข้อมูลที่เป็นจริงและสามารถนำไปปรับใช้ได้กับสถานการณ์ส่วนบุคคล
ทำไมการเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายจึงสำคัญในยุคปัจจุบัน?
ในภาวะที่ราคาน้ำมันมีความผันผวนสูงและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในปี 2026 การควบคุมรายจ่ายด้านการเดินทางจึงกลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับครัวเรือนจำนวนมาก การมองหาทางเลือกที่ช่วยลดภาระทางการเงินกลายเป็นเรื่องสำคัญ และยานพาหนะไฟฟ้าอย่าง E-Bike หรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าก็ได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ การเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายอย่างเป็นระบบจึงไม่ใช่แค่การพิจารณาเรื่องเทคโนโลยีใหม่ แต่เป็นการวางแผนทางการเงินที่ชาญฉลาดสำหรับอนาคต การวิเคราะห์นี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับกลุ่มคนที่ใช้รถจักรยานยนต์เป็นประจำทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นพนักงานออฟฟิศ นักศึกษา หรือผู้ประกอบอาชีพอิสระที่ต้องเดินทางในระยะทางสั้นถึงปานกลาง การทำความเข้าใจต้นทุนรวมที่แท้จริงจะช่วยให้สามารถเลือกยานพาหนะที่ตอบโจทย์ทั้งด้านการใช้งานและความคุ้มค่าทางการเงินในระยะยาวได้ดีที่สุด
เจาะลึกค่าใช้จ่ายของ E-Bike: มากกว่าแค่ค่าผ่อน
การประเมินความคุ้มค่าของ E-Bike ต้องมองให้ลึกกว่าแค่ราคาซื้อหรือยอดผ่อนชำระรายเดือน แต่ต้องพิจารณาองค์ประกอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่จะเกิดขึ้นตลอดการใช้งาน ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นสามส่วนหลัก ได้แก่ ค่าใช้จ่ายเริ่มต้น, ค่าพลังงาน และค่าบำรุงรักษา
ค่าใช้จ่ายเริ่มต้น: ราคาและการผ่อนชำระ
ราคาจำหน่ายของ E-Bike อาจเป็นปัจจัยแรกที่ผู้ซื้อพิจารณา ซึ่งปัจจุบันมีให้เลือกหลากหลายรุ่นและราคา เพื่อให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ผู้จำหน่ายส่วนใหญ่มักมีโปรแกรมการผ่อนชำระ ทำให้ผู้ซื้อไม่ต้องชำระเงินก้อนใหญ่ในครั้งเดียว แม้ว่าการผ่อนชำระจะทำให้มีภาระรายเดือน แต่เมื่อนำไปหักลบกับค่าใช้จ่ายด้านน้ำมันที่ประหยัดได้ อาจพบว่าภาระทางการเงินโดยรวมไม่ได้เพิ่มขึ้นมากนัก หรือในบางกรณีอาจน้อยกว่าค่าใช้จ่ายเดิมด้วยซ้ำ การเลือกแผน จักรยานไฟฟ้าผ่อน จึงเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยให้สามารถเปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาดได้โดยไม่กระทบสภาพคล่องทางการเงินมากจนเกินไป
ค่าพลังงาน: คำนวณค่าไฟฟ้าในการชาร์จ
หัวใจสำคัญของการประหยัดคือค่าพลังงาน จากข้อมูลพบว่าการชาร์จ E-Bike หนึ่งครั้งจนเต็ม ซึ่งสามารถวิ่งได้ระยะทางประมาณ 30-40 กิโลเมตร มีค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าเพียงประมาณ 5 บาทเท่านั้น หากคำนวณการใช้งานในแต่ละวัน โดยเฉลี่ยแล้วอาจใช้ไฟฟ้าเพียง 1-2 หน่วย หรือคิดเป็นเงินประมาณ 5-10 บาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายในการเติมน้ำมันสำหรับระยะทางที่เท่ากัน ค่าใช้จ่าย e-bike ในส่วนของพลังงานจึงเป็นจุดเด่นที่ชัดเจนที่สุด ทำให้ผู้ใช้งานสามารถเห็นผลต่างของเงินออมได้ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มใช้งาน
ค่าบำรุงรักษา: ประหยัดระยะยาวที่มองไม่เห็น
E-Bike มีโครงสร้างที่ไม่ซับซ้อนเท่ามอเตอร์ไซค์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน ไม่มีส่วนประกอบที่ต้องบำรุงรักษาบ่อยครั้ง เช่น น้ำมันเครื่อง, หัวเทียน, ไส้กรองอากาศ หรือโซ่สเตอร์ที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ ทำให้ค่าบำรุงรักษาตามระยะทางแทบไม่มีเลย นอกจากนี้ ยานพาหนะไฟฟ้าบางประเภทยังได้รับการยกเว้นหรือมีค่าใช้จ่ายด้านภาษีและ พ.ร.บ. ที่ต่ำกว่า ซึ่งถือเป็นการประหยัดทางอ้อมที่หลายคนอาจมองข้าม แม้จะต้องพิจารณาถึงค่าเปลี่ยนแบตเตอรี่ในระยะยาว แต่สำหรับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในปีแรกนั้น E-Bike ถือว่ามีค่าบำรุงรักษาที่ต่ำกว่าอย่างเห็นได้ชัด
วิเคราะห์ค่าใช้จ่ายของมอเตอร์ไซค์น้ำมัน: ความคุ้นเคยที่มาพร้อมค่าใช้จ่ายแฝง
มอเตอร์ไซค์ที่ใช้น้ำมันเป็นยานพาหนะที่คนไทยคุ้นเคยเป็นอย่างดี มีข้อดีในด้านความสะดวกในการเติมเชื้อเพลิงและศูนย์บริการที่แพร่หลาย อย่างไรก็ตาม ความคุ้นเคยนี้มาพร้อมกับค่าใช้จ่ายต่อเนื่องหลายรายการที่ส่งผลต่อภาระทางการเงินโดยรวม
ค่าเชื้อเพลิง: รายจ่ายหลักในแต่ละวัน
ค่าใช้จ่ายที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือค่าน้ำมัน จากการประเมินโดยอิงตามราคาเชื้อเพลิงที่ลิตรละ 35-40 บาท ผู้ใช้มอเตอร์ไซค์ทั่วไปอาจมีค่าใช้จ่ายส่วนนี้ประมาณ 50-100 บาทต่อวัน ขึ้นอยู่กับระยะทางและอัตราสิ้นเปลืองของรถแต่ละรุ่น เมื่อคำนวณเป็นรายเดือนและรายปี ค่าใช้จ่ายส่วนนี้จะกลายเป็นเงินก้อนใหญ่ ซึ่งแตกต่างจาก E-Bike ที่มีค่าพลังงานต่ำกว่าหลายเท่าตัว ความผันผวนของราคาน้ำมันยังเป็นปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ ทำให้การวางแผนค่าใช้จ่ายทำได้ยากกว่า
ค่าบำรุงรักษาตามระยะทาง
เครื่องยนต์สันดาปต้องการการบำรุงรักษาอย่างสม่ำเสมอเพื่อคงประสิทธิภาพและยืดอายุการใช้งาน ซึ่งรวมถึงการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องทุกๆ 1,000-4,000 กิโลเมตร, การเปลี่ยนหัวเทียน, การทำความสะอาดหรือเปลี่ยนไส้กรองอากาศ และการดูแลระบบส่งกำลัง เช่น โซ่และสเตอร์ ค่าใช้จ่ายเหล่านี้แม้จะเกิดขึ้นไม่บ่อยเท่าการเติมน้ำมัน แต่เมื่อรวมกันตลอดทั้งปีก็เป็นจำนวนเงินที่ไม่น้อย และถือเป็นต้นทุนคงที่ที่ผู้ใช้มอเตอร์ไซค์น้ำมันต้องแบกรับ
ค่าใช้จ่ายอื่นๆ: ภาษีและ พ.ร.บ.
นอกเหนือจากค่าเชื้อเพลิงและค่าบำรุงรักษาแล้ว ผู้ครอบครองรถจักรยานยนต์ยังมีหน้าที่ต้องชำระภาษีรถประจำปีและจัดทำประกันภัยภาคบังคับ (พ.ร.บ.) ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายคงที่ที่เกิดขึ้นทุกปี แม้จำนวนเงินจะไม่สูงมาก แต่ก็เป็นอีกหนึ่งรายการที่ต้องนำมาพิจารณาในการเปรียบเทียบต้นทุนรวมกับยานพาหนะไฟฟ้า
ตารางเปรียบเทียบ: ผ่อน E-Bike vs เติมน้ำมัน เห็นภาพชัดใน 1 ปี
| รายการค่าใช้จ่าย | E-Bike (จักรยานยนต์ไฟฟ้า) | มอเตอร์ไซค์น้ำมัน |
|---|---|---|
| ค่าผ่อนชำระ (เฉลี่ยต่อเดือน) | ประมาณ 1,500 – 3,000 บาท | ประมาณ 1,500 – 3,500 บาท |
| ค่าพลังงาน (เฉลี่ยต่อวัน) | 5 – 10 บาท (ค่าไฟฟ้า) | 60 – 100 บาท (ค่าน้ำมัน) |
| ค่าพลังงาน (เฉลี่ยต่อเดือน) | 150 – 300 บาท | 1,800 – 3,000 บาท |
| ค่าพลังงาน (รวม 1 ปี) | 1,800 – 3,600 บาท | 21,600 – 36,000 บาท |
| ค่าบำรุงรักษา (รวม 1 ปี) | ~ 500 บาท (เช็คสภาพทั่วไป) | ~ 2,000 – 3,500 บาท (น้ำมันเครื่อง, อื่นๆ) |
| ค่าภาษี และ พ.ร.บ. (ต่อปี) | ต่ำกว่าหรือได้รับการยกเว้น | ~ 300 – 600 บาท |
| รวมค่าใช้จ่ายดำเนินงาน (1 ปี ไม่รวมค่าผ่อน) | ~ 2,300 – 4,100 บาท | ~ 23,900 – 40,100 บาท |
| ส่วนต่างที่ประหยัดได้ต่อปี | ประมาณ 21,600 – 36,000 บาท | |
กรณีศึกษาและปัจจัยที่มีผลต่อการประหยัด
ตัวเลขการประหยัดที่แท้จริงไม่ได้ขึ้นอยู่กับประเภทของรถเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องโดยตรงกับพฤติกรรมการใช้งานและปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ การทำความเข้าใจองค์ประกอบเหล่านี้จะช่วยให้สามารถ คำนวณค่าเดินทาง ได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น
จากเสียงผู้ใช้จริง: ประหยัดได้แค่ไหน?
ข้อมูลจากผู้ใช้งานจริงเป็นเครื่องยืนยันถึงศักยภาพในการประหยัดของ E-Bike ได้เป็นอย่างดี มีกรณีศึกษาของผู้ที่เปลี่ยนมาใช้ E-Bike สำหรับการเดินทางระยะสั้นในชีวิตประจำวัน เช่น การเดินทางไป-กลับที่ทำงาน หรือรับส่งคนในระยะทางไม่ไกล พบว่าสามารถลดค่าใช้จ่ายรายวันลงได้ถึง 60 บาท เมื่อเทียบกับการใช้มอเตอร์ไซค์น้ำมัน
ผู้ใช้งานจริงยืนยันว่าสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้ถึง 60 บาทต่อวัน หรือคิดเป็นเงินออมกว่า 21,900 บาทต่อปี เพียงแค่เปลี่ยนจากการใช้รถน้ำมันมาเป็น E-Bike สำหรับการเดินทางในชีวิตประจำวัน
ในขณะที่ผู้ใช้งานยานพาหนะไฟฟ้าประเภทอื่น เช่น รถไฟฟ้า 4 ล้อขนาดเล็ก สำหรับการส่งของในซอยหรือหมู่บ้าน รายงานว่าสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้เฉลี่ย 500-1,000 บาทต่อเดือน หรือ 6,000-12,000 บาทต่อปี จากการที่ไม่ต้องเติมน้ำมันเลย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการเลือกใช้ รถไฟฟ้าประหยัด ได้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการใช้งานในระยะทางสั้นๆ เป็นประจำ
ปัจจัยส่วนบุคคลที่ต้องพิจารณา
การประหยัดที่แต่ละบุคคลจะได้รับนั้นแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ดังนี้:
- ระยะทางการใช้งาน: เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด ยิ่งระยะทางที่ใช้ในแต่ละวันมากเท่าไหร่ ส่วนต่างของค่าพลังงานระหว่างไฟฟ้าและน้ำมันก็จะยิ่งสูงขึ้น ส่งผลให้ประหยัดได้มากขึ้น
- ราคาน้ำมันและค่าไฟฟ้า: อัตราค่าไฟฟ้าในแต่ละพื้นที่และราคาน้ำมันที่ผันผวน ณ เวลานั้นๆ มีผลโดยตรงต่อการคำนวณความคุ้มค่า
- ลักษณะการขับขี่: การขับขี่ด้วยความเร็วคงที่และไม่กระชากจะช่วยให้ประหยัดพลังงานได้ดีกว่า ทั้งในรถไฟฟ้าและรถน้ำมัน
- รุ่นของยานพาหนะ: E-Bike และมอเตอร์ไซค์แต่ละรุ่นมีอัตราการสิ้นเปลืองพลังงานที่แตกต่างกัน การเลือกรุ่นที่เหมาะสมกับการใช้งานจึงเป็นสิ่งสำคัญ
ข้อจำกัดและความเสี่ยงที่ควรทราบ
แม้ว่า E-Bike จะมีข้อดีด้านความประหยัดอย่างชัดเจน แต่ก็ยังมีข้อจำกัดและความท้าทายบางประการที่ผู้ที่สนใจควรพิจารณาประกอบการตัดสินใจ เพื่อให้ได้ภาพรวมที่สมบูรณ์และหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
อายุการใช้งานแบตเตอรี่และค่าเปลี่ยน
แบตเตอรี่คือหัวใจของ E-Bike และเป็นชิ้นส่วนที่มีราคาสูงที่สุด แม้ว่าเทคโนโลยีแบตเตอรี่ในปัจจุบันจะพัฒนาไปมากและมีความทนทานสูง แต่ก็มีอายุการใช้งานที่จำกัด โดยทั่วไปจะเสื่อมสภาพลงตามจำนวนรอบการชาร์จและการใช้งาน เมื่อถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยน ค่าใช้จ่ายอาจสูงถึงหลายพันหรือหลักหมื่นบาท ขึ้นอยู่กับขนาดและประเภทของแบตเตอรี่ ดังนั้น แม้ค่าใช้จ่ายนี้จะไม่เกิดขึ้นในปีแรก แต่ก็ควรนำมาคำนวณเป็นต้นทุนระยะยาวในการเป็นเจ้าของ E-Bike ด้วย
โครงสร้างพื้นฐาน: สถานีชาร์จเทียบกับปั๊มน้ำมัน
ข้อได้เปรียบที่สำคัญของมอเตอร์ไซค์น้ำมันคือเครือข่ายสถานีบริการน้ำมันที่ครอบคลุมและใช้เวลาในการเติมเพียงไม่กี่นาที ในทางกลับกัน แม้ว่า E-Bike ส่วนใหญ่จะสามารถชาร์จไฟที่บ้านได้อย่างสะดวก แต่การเดินทางไกลอาจมีข้อจำกัด เนื่องจากสถานีชาร์จสาธารณะยังไม่แพร่หลายเท่าปั๊มน้ำมัน และระยะเวลาในการชาร์จจนเต็มอาจใช้เวลาหลายชั่วโมง ผู้ใช้งานจึงต้องวางแผนการเดินทางอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะเมื่อต้องเดินทางออกนอกเส้นทางประจำ
บทสรุป: E-Bike คือคำตอบของการเดินทางที่ประหยัดจริงหรือ?
จากการวิเคราะห์เปรียบเทียบระหว่าง ผ่อน E-Bike vs เติมน้ำมัน สามารถสรุปได้ว่า E-Bike เป็นทางเลือกที่มอบความประหยัดทางการเงินได้อย่างมีนัยสำคัญในระยะเวลา 1 ปี โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ใช้งานในการเดินทางระยะสั้นถึงปานกลางเป็นประจำทุกวัน ส่วนต่างของเงินออมที่เกิดขึ้นนั้นมาจากค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่ต่ำกว่าอย่างชัดเจน ประกอบกับค่าบำรุงรักษาที่น้อยกว่ามาก ข้อมูลจากผู้ใช้งานจริงชี้ให้เห็นว่าสามารถประหยัดเงินได้ตั้งแต่ 6,000 บาทไปจนถึงมากกว่า 21,900 บาทต่อปี
แม้ว่าจะมีต้นทุนด้านแบตเตอรี่ในระยะยาวและข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานอยู่บ้าง แต่ผลประโยชน์ด้านการเงินที่ได้รับในปีแรกก็มีความน่าสนใจอย่างยิ่ง การเลือกใช้ E-Bike จึงไม่ใช่เป็นเพียงกระแสความนิยม แต่เป็นการตัดสินใจลงทุนที่ชาญฉลาดเพื่อลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางและสร้างความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว
ค้นหา E-Bike ที่ใช่สำหรับคุณ
หากการวิเคราะห์นี้ทำให้เกิดความสนใจในการเปลี่ยนมาใช้ยานพาหนะไฟฟ้าเพื่อความประหยัดที่ยั่งยืน การเลือก E-Bike ที่เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์และการใช้งานคือก้าวต่อไปที่สำคัญ
ที่ GIANT Shopping Mall คือศูนย์รวมจักรยานไฟฟ้าทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า หรือ E-bike ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการในการเดินทางอย่างครบครัน
สามารถเข้ามาชมสินค้าจริงและรับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญได้ที่ร้าน หรือติดต่อผ่านช่องทางออนไลน์
เวลาทำการ: ทุกวัน จันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
โทรศัพท์: 061-962-2878
ที่ตั้งร้าน: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ตำบล เมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น ขอนแก่น 40000

