รัฐหนุน EV 3.5! สกู๊ตเตอร์-จักรยานไฟฟ้าได้อะไรบ้าง?
มาตรการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า หรือที่รู้จักในชื่อ EV 3.5 เป็นนโยบายภาครัฐที่มุ่งผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าที่สำคัญในระดับภูมิภาค นโยบายนี้ไม่เพียงแต่ครอบคลุมรถยนต์ไฟฟ้าเท่านั้น แต่ยังมอบสิทธิประโยชน์ที่น่าสนใจให้กับยานยนต์ไฟฟ้าสองล้ออีกด้วย
- เงินอุดหนุนโดยตรง: รัฐบาลมอบเงินอุดหนุนสำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าในอัตรา 5,000 ถึง 10,000 บาทต่อคัน
- เงื่อนไขชัดเจน: ผู้ซื้อจะได้รับสิทธิ์เมื่อซื้อรถที่มีราคาขายปลีกไม่เกิน 150,000 บาท และมีขนาดแบตเตอรี่ตั้งแต่ 3 kWh ขึ้นไป
- ระยะเวลาโครงการ: มาตรการ EV 3.5 มีผลบังคับใช้เป็นเวลา 4 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2567 ถึงสิ้นปี พ.ศ. 2570
- เป้าหมายระยะยาว: นโยบายนี้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ชาติที่ตั้งเป้าให้ 30% ของยานยนต์ที่ผลิตในประเทศเป็นยานยนต์ไฟฟ้าภายในปี พ.ศ. 2573
ท่ามกลางกระแสความตื่นตัวด้านพลังงานสะอาดและการรักษาสิ่งแวดล้อม รัฐบาลไทยได้ออกมาตรการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าเฟสที่สอง หรือ นโยบาย EV 3.5 เพื่อสานต่อความสำเร็จและกระตุ้นการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างต่อเนื่อง คำถามสำคัญที่หลายคนสงสัยคือ ภายใต้นโยบาย รัฐหนุน EV 3.5! สกู๊ตเตอร์-จักรยานไฟฟ้าได้อะไรบ้าง? มาตรการนี้มอบสิทธิประโยชน์ที่จับต้องได้โดยตรงแก่ผู้บริโภคที่สนใจยานพาหนะไฟฟ้าสองล้อ ไม่ว่าจะเป็นสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าสำหรับเดินทางในเมือง หรือรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่ตอบโจทย์การใช้งานหลากหลายรูปแบบ โดยมีเป้าหมายเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ซื้อ ทำให้การเป็นเจ้าของยานยนต์ไฟฟ้าเป็นเรื่องง่ายขึ้น และส่งเสริมให้เกิดการผลิตและประกอบชิ้นส่วนสำคัญภายในประเทศในระยะยาว
บทความนี้จะทำการวิเคราะห์และสรุปรายละเอียดของมาตรการ EV 3.5 โดยเน้นไปที่สิทธิประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าโดยเฉพาะ เพื่อให้ผู้ที่กำลังพิจารณาซื้อ e-bike หรือยานพาหนะสองล้อไฟฟ้าคันใหม่ในปี 2569 และปีต่อๆ ไป สามารถวางแผนการเงินและตัดสินใจได้อย่างคุ้มค่าที่สุด การทำความเข้าใจในเงื่อนไข เงินอุดหนุนรถไฟฟ้า และกรอบเวลาของโครงการ จะช่วยให้ผู้บริโภคไม่พลาดโอกาสในการรับการสนับสนุนจากภาครัฐ ซึ่งนับเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ยานยนต์ไฟฟ้ากลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจและเข้าถึงได้ง่ายกว่าที่เคย
เจาะลึกมาตรการ EV 3.5 คืออะไร?
มาตรการ EV 3.5 คือนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทยระยะที่สอง ที่ดำเนินการต่อเนื่องจากมาตรการ EV 3 ซึ่งสิ้นสุดไปก่อนหน้า โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อรักษาแรงผลักดันในการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้ยานยนต์ไฟฟ้า และสร้างความยั่งยืนให้กับระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศ นโยบายนี้ได้รับการเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) หลังการปรับปรุงรายละเอียดครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 (ค.ศ. 2025) โดยมีกรอบระยะเวลาดำเนินงาน 4 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2567 ถึง พ.ศ. 2570
สาระสำคัญของมาตรการนี้คือการให้เงินอุดหนุนแก่ผู้ซื้อยานยนต์ไฟฟ้าประเภทต่างๆ ควบคู่ไปกับการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ผู้ประกอบการและผู้นำเข้า เพื่อกระตุ้นทั้งด้านอุปทาน (การผลิต) และอุปสงค์ (การซื้อ) ไปพร้อมกัน โดยรัฐบาลได้ออกแบบกลไกให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อป้องกันการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงเกินไป (สงครามราคา) และเพื่อดึงดูดการลงทุนจากผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้ารายใหม่ๆ ให้เข้ามาตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย
ที่มาและเป้าหมายหลักของนโยบาย
นโยบาย EV 3.5 ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อแก้ไขข้อจำกัดบางประการของมาตรการเดิมและเพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยมีเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน ดังนี้:
- ส่งเสริมการผลิตในประเทศ: มาตรการนี้กำหนดเงื่อนไขที่จูงใจให้ผู้ผลิตต้องมีการผลิตหรือประกอบยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศ เพื่อสร้างอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่งและลดการพึ่งพาการนำเข้า ซึ่งรวมถึงการส่งเสริมการผลิตชิ้นส่วนสำคัญอย่างแบตเตอรี่ด้วย
- กระตุ้นการใช้งานอย่างแพร่หลาย: การให้เงินอุดหนุนโดยตรงและสิทธิประโยชน์ทางภาษีช่วยลดราคายานยนต์ไฟฟ้า ทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การเพิ่มจำนวนยานยนต์ไฟฟ้าบนท้องถนนอย่างมีนัยสำคัญ
- ผลักดันสู่ฐานการผลิตระดับโลก: เป้าหมายสูงสุดของรัฐบาลคือการทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าชั้นนำของโลก โดยตั้งเป้าหมาย 30@30 คือ ภายในปี พ.ศ. 2573 (ค.ศ. 2030) การผลิตยานยนต์ในประเทศ 30% จะต้องเป็นยานยนต์ที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ (Zero Emission Vehicle: ZEV)
- สร้างความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม: การเปลี่ยนมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้าจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะฝุ่น PM2.5 ซึ่งเป็นปัญหาสุขภาพที่สำคัญในเขตเมือง
รัฐหนุน EV 3.5! สกู๊ตเตอร์-จักรยานไฟฟ้าได้อะไรบ้าง?
สำหรับผู้ที่สนใจยานพาหนะไฟฟ้าสองล้อ มาตรการ EV 3.5 ถือเป็นข่าวดีอย่างยิ่ง เพราะมีการจัดสรรเงินอุดหนุนสำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะ ซึ่งตามคำนิยามและการจดทะเบียนจะครอบคลุมถึงสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าด้วยเช่นกัน สิ่งนี้ทำให้การซื้อ e-bike หรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าเพื่อใช้งานในชีวิตประจำวันมีความคุ้มค่าและน่าสนใจมากขึ้นอย่างชัดเจน
สิทธิประโยชน์โดยตรงสำหรับรถจักรยานยนต์และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า
สิทธิประโยชน์หลักที่ผู้บริโภคจะได้รับคือ “เงินอุดหนุน” จากภาครัฐ ซึ่งจะช่วยลดราคาซื้อขายปลีกของตัวรถลงได้ทันที โดยเงินส่วนนี้จะถูกส่งผ่านผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการไปยังผู้ซื้อ ทำให้ราคาที่ต้องจ่ายจริงลดลงจากราคาป้ายอย่างเห็นได้ชัด การสนับสนุนนี้มุ่งเป้าไปที่รถสองล้อไฟฟ้าที่ผลิตหรือประกอบในประเทศ เพื่อสร้างประโยชน์หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทย
มาตรการรัฐ EV 3.5 กำหนดเงินอุดหนุนสำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า (รวมสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า) ในอัตราสูงสุดถึง 10,000 บาทต่อคัน ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด เพื่อทำให้ราคารถไฟฟ้า 2 ล้อ เข้าถึงง่ายสำหรับประชาชนทั่วไป
อัตราเงินอุดหนุนที่ผู้ซื้อจะได้รับ
อัตราเงินอุดหนุนที่ผู้ซื้อรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าหรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าจะได้รับนั้น ถูกกำหนดไว้ในช่วง 5,000 – 10,000 บาทต่อคัน โดยจำนวนเงินที่แน่นอนจะขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น ขนาดความจุของแบตเตอรี่ และปีที่จดทะเบียน ซึ่งอาจมีการกำหนดอัตราแบบลดหลั่นในปีท้ายๆ ของโครงการเพื่อกระตุ้นให้เกิดการตัดสินใจซื้อในช่วงแรกของมาตรการ
เกณฑ์และเงื่อนไขสำคัญในการรับสิทธิ์
เพื่อให้ได้รับเงินอุดหนุนตามมาตรการ EV 3.5 ทั้งตัวรถและผู้ผลิตจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้อย่างครบถ้วน ดังนี้:
- ราคาขายปลีก: ตัวรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าหรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ต้องมีราคาขายปลีกแนะนำ (MSRP) ไม่เกิน 150,000 บาทต่อคัน
- ขนาดแบตเตอรี่: ต้องมีขนาดความจุของแบตเตอรี่ ตั้งแต่ 3 กิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh) ขึ้นไป ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่บ่งบอกถึงประสิทธิภาพและระยะทางในการวิ่งที่เหมาะสมกับการใช้งานทั่วไป
- มาตรฐานการผลิต: รถคันดังกล่าวจะต้องถูกผลิตหรือประกอบขึ้นภายในประเทศตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติกำหนด เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมในประเทศ
กรอบระยะเวลาของมาตรการที่ต้องรู้
ผู้ที่สนใจควรทราบถึงกรอบเวลาที่สำคัญของโครงการ เพื่อไม่ให้พลาดสิทธิ์ในการรับเงินอุดหนุน:
- ระยะเวลาโครงการ: มาตรการมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2567 และจะสิ้นสุดลงในวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2570
- กำหนดการจดทะเบียน: ยานยนต์ไฟฟ้าที่ซื้อภายใต้โครงการนี้ จะต้องทำการจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกภายในวันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2571
ภาพรวมสิทธิประโยชน์สำหรับยานยนต์ไฟฟ้าประเภทอื่น
นอกเหนือจากรถสองล้อไฟฟ้าแล้ว มาตรการ EV 3.5 ยังครอบคลุมยานยนต์ไฟฟ้าประเภทอื่นอย่างครบวงจร ทั้งรถยนต์นั่งไฟฟ้าและรถกระบะไฟฟ้า โดยมีโครงสร้างเงินอุดหนุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่แตกต่างกันออกไป เพื่อกระตุ้นตลาดในทุกกลุ่มเป้าหมาย
| ประเภทรถ | เงื่อนไขสำคัญ | อัตราเงินอุดหนุน (บาท/คัน) |
|---|---|---|
| รถยนต์ไฟฟ้า | ราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท, แบตเตอรี่ ≥ 50 kWh | 50,000 – 100,000 (ลดหลั่นตามปี) |
| รถยนต์ไฟฟ้า | ราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท, แบตเตอรี่ < 50 kWh | 20,000 – 50,000 |
| รถกระบะไฟฟ้า | ราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท, แบตเตอรี่ ≥ 50 kWh (ผลิตในประเทศ) | 50,000 – 100,000 |
| รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า | ราคาไม่เกิน 150,000 บาท, แบตเตอรี่ ≥ 3 kWh (ผลิตในประเทศ) | 5,000 – 10,000 |
สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่น่าสนใจ
สำหรับผู้ประกอบการและผู้นำเข้า มาตรการ EV 3.5 ยังมอบสิทธิประโยชน์ด้านภาษีเพื่อช่วยลดต้นทุนและทำให้ราคารถยนต์ไฟฟ้าแข่งขันได้มากขึ้น โดยมีมาตรการเด่นคือ:
- การลดหย่อนภาษี EV (อากรนำเข้า): สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าสำเร็จรูป (CBU) ที่มีราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท จะได้รับการลดอากรนำเข้าสูงสุดถึง 40% ในช่วงปี พ.ศ. 2567-2568
- การลดภาษีสรรพสามิต: รถยนต์ไฟฟ้าที่มีราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท จะได้รับการปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตจาก 8% เหลือเพียง 2% ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อราคาขายปลีกที่ถูกลง
นอกจากนี้ ภาครัฐยังอยู่ระหว่างการพิจารณาปรับปรุงโครงสร้างภาษีที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ซึ่งจะมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป เพื่อสร้างความชัดเจนและส่งเสริมอุตสาหกรรมในระยะยาว
ผลกระทบของนโยบาย EV 3.5 ต่อตลาดและผู้บริโภค
การบังคับใช้นโยบาย EV 3.5 ส่งผลกระทบในวงกว้าง ทั้งในมิติของเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และพฤติกรรมของผู้บริโภค โดยเป็นการสร้างแรงกระเพื่อมที่สำคัญต่อระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าของไทย
การขับเคลื่อนเศรษฐกิจและดึงดูดการลงทุน
เงินอุดหนุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษีเป็นแรงจูงใจสำคัญที่ช่วยกระตุ้นยอดขายยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด ขณะเดียวกัน เงื่อนไขที่ส่งเสริมการผลิตในประเทศยังช่วยดึงดูดให้ผู้ผลิตยานยนต์และชิ้นส่วนรายใหญ่จากทั่วโลกตัดสินใจเข้ามาลงทุนตั้งโรงงานในประเทศไทย มาตรการยังมีความยืดหยุ่น เช่น การอนุญาตให้ผู้ผลิตที่เข้าร่วมมาตรการ EV 3 สามารถขยายการผลิตมายังมาตรการ EV 3.5 ได้ หรือการผ่อนผันให้นับมูลค่าเซลล์แบตเตอรี่ที่นำเข้าเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนได้ชั่วคราว เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถปรับตัวและวางแผนการผลิตชิ้นส่วนในประเทศได้ทัน ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนนำไปสู่การจ้างงาน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าให้ครบวงจร
ข้อควรพิจารณาก่อนตัดสินใจซื้อ
สำหรับผู้บริโภคที่กำลังวางแผนซื้อ e-bike สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า หรือรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ภายใต้มาตรการนี้ มีข้อควรพิจารณาเพิ่มเติมดังนี้:
- ตรวจสอบรุ่นที่เข้าร่วมโครงการ: ก่อนตัดสินใจซื้อ ควรตรวจสอบกับผู้จำหน่ายให้แน่ใจว่ารถรุ่นที่สนใจนั้นผ่านเกณฑ์และเข้าร่วมโครงการ EV 3.5 อย่างเป็นทางการ เพื่อให้มั่นใจว่าจะได้รับสิทธิ์เงินอุดหนุน
- ทำความเข้าใจคำนิยาม: แม้คำว่า “จักรยานไฟฟ้า” จะถูกใช้อย่างแพร่หลาย แต่ในทางกฎหมายและการจดทะเบียน สิทธิประโยชน์นี้จะครอบคลุม “รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า” ซึ่งรวมถึงสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่ต้องจดทะเบียน ส่วนจักรยานไฟฟ้าแบบมีบันไดถีบ (Pedelec) อาจไม่อยู่ในขอบเขตของมาตรการนี้ จึงควรตรวจสอบรายละเอียดให้ชัดเจน
- ติดตามข้อมูลล่าสุด: รายละเอียดของมาตรการอาจมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์เศรษฐกิจและนโยบายของภาครัฐ ควรติดตามข่าวสารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง เช่น คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) หรือกรมสรรพสามิต เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบันที่สุด
บทสรุปและอนาคตของรถสองล้อไฟฟ้าในประเทศไทย
นโยบาย EV 3.5 ถือเป็นก้าวสำคัญของภาครัฐในการผลักดันการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าให้เกิดขึ้นจริงในวงกว้าง โดยเฉพาะในกลุ่มรถจักรยานยนต์และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นยานพาหนะที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในประเทศไทย การมอบเงินอุดหนุนโดยตรง 5,000-10,000 บาท ช่วยลดกำแพงด้านราคาและทำให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีที่สะอาดและประหยัดกว่าได้ง่ายขึ้น
มาตรการนี้ไม่เพียงแต่เป็นประโยชน์ต่อผู้ซื้อ แต่ยังเป็นการวางรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของไทยในระยะยาว ผ่านการส่งเสริมการผลิตและการลงทุนในประเทศ ท่ามกลางการสนับสนุนอย่างจริงจังจากภาครัฐ ขณะนี้จึงนับเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับผู้ที่กำลังพิจารณาเปลี่ยนมาใช้รถสองล้อไฟฟ้า เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางสู่อนาคตที่ยั่งยืน
วางแผนซื้อสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าและ E-Bike คุณภาพ
การเลือกซื้อยานพาหนะไฟฟ้าที่เหมาะสมกับการใช้งานและได้รับมาตรฐานเป็นสิ่งสำคัญ GIANT Shopping Mall คือศูนย์รวมจำหน่ายจักรยานไฟฟ้าทุกประเภท สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า และ E-bike คุณภาพ ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการในการเดินทางยุคใหม่
สามารถติดต่อเพื่อรับคำปรึกษาและข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่อาจเข้าเกณฑ์มาตรการสนับสนุนของภาครัฐได้ที่:
- Facebook: FACEBOOK PAGE
- Line: LINE
- เว็บไซต์: ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม
ที่ตั้งร้าน: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น ขอนแก่น 40000
เบอร์โทรศัพท์: 061-962-2878
เวลาทำการ: เปิดทุกวัน จันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)

