นโยบาย EV 4.0: ซื้อจักรยานไฟฟ้าปี 2026 ได้ลดหย่อนภาษี?
ท่ามกลางกระแสความตื่นตัวด้านยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ทั่วโลก ประเทศไทยกำลังก้าวสู่ระยะต่อไปของนโยบายสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า หรือที่รู้จักในชื่อ “EV 4.0” ซึ่งคาดว่าจะเริ่มใช้ในปี 2569-2570 คำถามสำคัญที่ผู้บริโภคจำนวนมากให้ความสนใจคือ นโยบาย EV 4.0: ซื้อจักรยานไฟฟ้าปี 2026 ได้ลดหย่อนภาษี? บทความนี้จะวิเคราะห์ข้อมูลล่าสุดจากทุกภาคส่วนเพื่อประเมินความเป็นไปได้ของมาตรการสนับสนุนสำหรับจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าในอนาคต
ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับนโยบาย EV 4.0 และจักรยานไฟฟ้า
- สถานะนโยบาย: นโยบาย EV 4.0 ยังอยู่ในขั้นตอนการหารือและยังไม่มีการประกาศรายละเอียดอย่างเป็นทางการ ณ วันที่ 7 มกราคม 2569 ข้อมูลที่มีอยู่มาจากข้อเสนอของภาคเอกชนและแผนงานเบื้องต้นของภาครัฐ
- ทิศทางของรัฐบาล: แนวโน้มหลักของรัฐบาลมุ่งเน้นการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภทในระยะยาว ผ่านการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตและการสร้างระบบนิเวศ (EcoSystem) ที่สมบูรณ์ ซึ่งอาจรวมถึงยานยนต์ไฟฟ้าสองล้อ
- มาตรการในอดีต: นโยบาย EV 3.0 และ EV 3.5 ที่ผ่านมาเน้นให้เงินอุดหนุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่รถยนต์ไฟฟ้าเป็นหลัก ในขณะที่รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าได้รับการสนับสนุนในรูปแบบอื่น เช่น สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ
- ความไม่แน่นอน: ยังไม่มีการยืนยันที่ชัดเจนว่าจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าจะได้รับสิทธิประโยชน์ด้านการลดหย่อนภาษีหรือเงินอุดหนุนโดยตรงภายใต้นโยบาย EV 4.0 ในปี 2569
- ข้อแนะนำ: ผู้ที่สนใจควรติดตามการประกาศอย่างเป็นทางการจากคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ด EV) หรือกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบันที่สุด
ภาพรวมของนโยบายส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย
การเปลี่ยนผ่านจากรถยนต์สันดาปภายในไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้าเป็นวาระสำคัญระดับชาติของไทย รัฐบาลได้ออกมาตรการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องเพื่อกระตุ้นตลาดและดึงดูดการลงทุน โดยมีเป้าหมายเพื่อลดมลพิษและผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาค การทำความเข้าใจมาตรการที่ผ่านมาจะช่วยให้เห็นภาพทิศทางของนโยบาย EV 4.0 ที่กำลังจะมาถึงได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
ทบทวนมาตรการ EV 3.0 และ EV 3.5: รากฐานสำคัญ
มาตรการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าในระยะแรก (EV 3.0) ซึ่งครอบคลุมช่วงปี 2565-2568 และต่อด้วย EV 3.5 ได้สร้างแรงกระเพื่อมสำคัญให้กับตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในไทย โดยมีมาตรการหลักที่มุ่งเน้นไปที่รถยนต์นั่งไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) เป็นสำคัญ
มาตรการหลักในเฟส EV 3.0 และ 3.5 คือการให้เงินอุดหนุนสูงสุดถึง 100,000 บาทต่อคันสำหรับรถยนต์นั่ง BEV ควบคู่ไปกับการลดหย่อนภาษีนำเข้าและภาษีสรรพสามิต ซึ่งส่งผลให้ราคาจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าเข้าถึงง่ายขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และกระตุ้นยอดจดทะเบียนให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด
อย่างไรก็ตาม สำหรับกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้าสองล้อ เช่น รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า จักรยานไฟฟ้า และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า มาตรการสนับสนุนยังไม่เด่นชัดเท่ารถยนต์ โดยการสนับสนุนส่วนใหญ่มาจากหน่วยงานอย่างกรมสรรพสามิตที่เน้นการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานอย่างสถานีชาร์จบางส่วน ยังไม่มีมาตรการลดหย่อนภาษีหรือเงินอุดหนุนโดยตรงสำหรับการซื้อยานพาหนะประเภทนี้ ซึ่งเป็นจุดที่ผู้บริโภคและผู้ประกอบการต่างจับตามองว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงในนโยบาย EV 4.0 หรือไม่
ก้าวต่อไปสู่ EV 4.0: เป้าหมายและทิศทาง
นโยบาย EV 4.0 คือมาตรการระยะต่อไปที่คาดว่าจะเริ่มดำเนินการในปี 2569 โดยมีเป้าหมายที่ใหญ่และครอบคลุมกว่าเดิม นั่นคือการผลักดันให้ประเทศไทยเป็น “ศูนย์กลางยานยนต์พลังงานใหม่” หรือ NEV Hub (New Energy Vehicle Hub) อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งไม่ได้หมายถึงแค่การส่งเสริมการใช้ แต่รวมถึงการผลิต การวิจัยและพัฒนา และการสร้างระบบนิเวศทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง
ความคาดหวังหลักต่อนโยบายนี้คือการสร้างความต่อเนื่องและความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนที่เข้ามาตั้งฐานการผลิตในประเทศตามเงื่อนไขของมาตรการ EV 3.5 ที่บังคับให้มีการผลิตชดเชยการนำเข้า นอกจากนี้ ยังมีการคาดการณ์ว่า EV 4.0 จะขยายขอบเขตการสนับสนุนให้ครอบคลุมยานยนต์ไฟฟ้าประเภทอื่นๆ มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้าปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) รถเพื่อการพาณิชย์ และที่สำคัญคือกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้าสองล้อ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริงและทั่วถึง
เจาะลึกสถานะล่าสุดของนโยบาย EV 4.0
แม้จะยังไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการ แต่ความเคลื่อนไหวจากทั้งภาคเอกชนและภาครัฐได้ให้เบาะแสสำคัญเกี่ยวกับทิศทางของนโยบาย EV 4.0 การทำความเข้าใจข้อเสนอและแผนงานเหล่านี้จะช่วยให้สามารถประเมินความเป็นไปได้ต่างๆ รวมถึงโอกาสสำหรับจักรยานไฟฟ้าได้ดียิ่งขึ้น
เสียงสะท้อนจากภาคเอกชน
ผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่อย่าง BYD และองค์กรตัวแทนภาคอุตสาหกรรม เช่น สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้แสดงจุดยืนและยื่นข้อเสนอต่อรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง โดยมีใจความสำคัญคือการขอให้รัฐบาลสานต่อมาตรการสนับสนุนจาก EV 3.0 และ EV 3.5 ไปสู่ EV 4.0 เพื่อรักษาโมเมนตัมการเติบโตของตลาดและสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนที่ได้ตัดสินใจลงทุนสร้างโรงงานผลิตในประเทศไทย
ข้อเสนอเหล่านี้มุ่งเน้นไปที่การสร้างเสถียรภาพของนโยบายในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอส่วนใหญ่ยังคงให้น้ำหนักกับตลาดรถยนต์ไฟฟ้าเป็นหลัก และยังไม่ได้ระบุรายละเอียดที่ชัดเจนเกี่ยวกับการลดหย่อนภาษีหรือเงินอุดหนุนสำหรับจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าโดยตรง แต่การเรียกร้องให้มีนโยบายที่ต่อเนื่องก็ถือเป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นถึงความต้องการสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าโดยรวม
แผนการดำเนินงานของคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ด EV)
บอร์ด EV ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการกำหนดทิศทางนโยบาย ได้วางกรอบการดำเนินงานไว้เป็นสองระยะ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่ครอบคลุมมากขึ้น
- แผนระยะเร่งด่วน: มุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ เช่น การขยายสถานีชาร์จให้ครอบคลุม, การจัดตั้งศูนย์ทดสอบแบตเตอรี่มาตรฐานสากล, และการวางระบบจัดการซากแบตเตอรี่ที่ใช้แล้วอย่างมีประสิทธิภาพ แผนระยะนี้ครอบคลุมการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าทั้งประเภทสองล้อ, สามล้อ และสี่ล้อ ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่าภาครัฐเล็งเห็นความสำคัญของยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก
- แผนระยะยาว (1-5 ปี): เป็นส่วนที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับช่วงเวลาของนโยบาย EV 4.0 (ปี 2569 เป็นต้นไป) โดยมีเป้าหมายหลักคือการ “ปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิต” และการพัฒนาระบบนิเวศ (EcoSystem) ทั้งหมดเพื่อส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าพลังงานสะอาดอย่างยั่งยืน การระบุว่าจะปรับโครงสร้างภาษีและครอบคลุม “ยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภท” ถือเป็นความหวังที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้ที่รอคอยมาตรการสนับสนุนจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า
จากแผนงานดังกล่าว แม้จะยังไม่มีคำว่า “ลดหย่อนภาษีจักรยานไฟฟ้า” ออกมาอย่างชัดเจน แต่ทิศทางนโยบายที่เปิดกว้างและมุ่งเน้นการสร้างระบบนิเวศที่สมบูรณ์สำหรับ EV ทุกชนิด ก็เป็นสัญญาณเชิงบวกว่ายานยนต์ไฟฟ้าสองล้อมีโอกาสที่จะถูกรวมอยู่ในมาตรการสนับสนุนในอนาคต
| หัวข้อเปรียบเทียบ | นโยบาย EV 3.0 / 3.5 (2565-2568) | ทิศทางที่คาดการณ์ในนโยบาย EV 4.0 (2569 เป็นต้นไป) |
|---|---|---|
| กลุ่มเป้าหมายหลัก | รถยนต์นั่งไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) | ยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภท (BEV, PHEV, สองล้อ, รถเพื่อการพาณิชย์) |
| มาตรการสนับสนุนหลัก | เงินอุดหนุนโดยตรง, ลดภาษีนำเข้าและสรรพสามิตรถยนต์ | ปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิต, มาตรการสนับสนุนด้านอุปสงค์และอุปทาน |
| การสนับสนุนจักรยาน/สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า | จำกัด (ส่วนใหญ่เป็นสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ) | มีความเป็นไปได้สูงที่จะถูกรวมอยู่ในมาตรการ แต่ยังไม่ยืนยันรูปแบบ |
| เป้าหมายเชิงนโยบาย | กระตุ้นการใช้และการนำเข้า EV ในระยะแรก | ผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางการผลิต (NEV Hub) และสร้างระบบนิเวศที่ยั่งยืน |
จักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าในนโยบาย EV 4.0: โอกาสและความเป็นไปได้
คำถามสำคัญคือ นโยบาย EV 4.0: ซื้อจักรยานไฟฟ้าปี 2026 ได้ลดหย่อนภาษี? แม้จะยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน แต่การวิเคราะห์แนวโน้มตลาดและทิศทางของนโยบายสามารถให้ภาพความเป็นไปได้ที่น่าสนใจ
ปี 2026: จุดเปลี่ยนสำคัญของตลาด EV ไทย
ปี 2569 หรือ 2026 ถูกมองว่าเป็น “จุดเปลี่ยน” (Tipping Point) ของตลาดยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยด้วยเหตุผลหลายประการ ประการแรกคือ ราคาจำหน่ายของรถยนต์ไฟฟ้าคาดว่าจะลดลงจนใกล้เคียงกับรถยนต์ที่ใช้น้ำมันมากขึ้น ทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจเปลี่ยนผ่านได้ง่ายขึ้น ประการที่สองคือ เงื่อนไขของนโยบาย EV 3.5 ที่บังคับให้ผู้ประกอบการที่นำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าต้องเริ่มทำการผลิตชดเชยในประเทศในอัตราส่วน 1:2 หรือ 1:3 ภายในปี 2569-2570 ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการแข่งขันในตลาดสูงขึ้น มีตัวเลือกหลากหลาย และเกิดการจ้างงานและถ่ายทอดเทคโนโลยีในประเทศ
ในบริบทนี้ การส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าสองล้อจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นยานพาหนะที่เข้าถึงง่ายสำหรับคนส่วนใหญ่และตอบโจทย์การเดินทางในเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากรัฐบาลต้องการบรรลุเป้าหมายการลดคาร์บอนและการเป็น NEV Hub อย่างแท้จริง การออกมาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าสองล้อ ไม่ว่าจะเป็นการลดหย่อนภาษีหรือเงินอุดหนุน ก็จะเป็นกลยุทธ์ที่สมเหตุสมผลอย่างยิ่ง
การพัฒนาระบบนิเวศ (EcoSystem) ที่เอื้อต่อยานยนต์ไฟฟ้าสองล้อ
แผนระยะยาวของบอร์ด EV ที่เน้นการสร้าง “ระบบนิเวศ” ที่สมบูรณ์ เป็นอีกหนึ่งสัญญาณบวกที่สำคัญ ระบบนิเวศดังกล่าวไม่ได้หมายถึงแค่สถานีชาร์จสำหรับรถยนต์ แต่รวมถึงจุดสลับแบตเตอรี่ (Battery Swapping Station) สำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า, ศูนย์รีไซเคิลแบตเตอรี่, และการพัฒนาบุคลากรที่มีทักษะด้านยานยนต์ไฟฟ้า การพัฒนาระบบนิเวศที่ครอบคลุมเช่นนี้ ย่อมต้องคำนึงถึงผู้ใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าสองล้อซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่ของประเทศ ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้สูงที่นโยบาย EV 4.0 จะมีมาตรการทางการเงินบางอย่างเข้ามาสนับสนุนเพื่อให้ประชาชนหันมาใช้ยานพาหนะกลุ่มนี้มากขึ้น และทำให้ระบบนิเวศที่ลงทุนไปถูกใช้งานอย่างคุ้มค่า
ความไม่แน่นอนที่ยังคงอยู่: ต้องรอประกาศอย่างเป็นทางการ
แม้ว่าแนวโน้มและทิศทางนโยบายจะดูเป็นไปในเชิงบวก แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือข้อมูลทั้งหมดยังเป็นเพียงการคาดการณ์จากแผนงานและข้อเสนอเบื้องต้นเท่านั้น ยังไม่มีการลงมติหรือประกาศอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่รับผิดชอบ ดังนั้น ผู้บริโภคที่กำลังวางแผนซื้อจักรยานไฟฟ้าหรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าโดยหวังจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีในปี 2569 จึงจำเป็นต้องติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด การตัดสินใจซื้อในปัจจุบันควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของความต้องการใช้งานและราคา ณ ปัจจุบันเป็นหลัก
สรุป: ควรซื้อจักรยานไฟฟ้าเลยหรือรอมาตรการรัฐ
โดยสรุปแล้ว คำถามที่ว่า “นโยบาย EV 4.0 จะทำให้การซื้อจักรยานไฟฟ้าในปี 2026 ได้รับการลดหย่อนภาษีหรือไม่” ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน 100% ในขณะนี้ อย่างไรก็ตาม ทิศทางนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางยานยนต์พลังงานใหม่และส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภทอย่างเป็นระบบ ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่าจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้ามีโอกาสสูงที่จะได้รับการสนับสนุนในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งในอนาคต
การตัดสินใจว่าจะซื้อในตอนนี้หรือรอความชัดเจนของนโยบาย ขึ้นอยู่กับความจำเป็นและความพร้อมของแต่ละบุคคล การซื้อในปัจจุบันหมายถึงการได้ใช้ยานพาหนะที่ประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมทันที ซึ่งตอบโจทย์การเดินทางในยุคที่ราคาน้ำมันผันผวน
สำหรับผู้ที่กำลังมองหาจักรยานไฟฟ้า, สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า หรือ E-bike คุณภาพ ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการในการเดินทาง GIANT Shopping Mall คือศูนย์รวมยานยนต์ไฟฟ้าสองล้อครบวงจร พร้อมให้คำปรึกษาและบริการโดยผู้เชี่ยวชาญ สามารถเข้ามาเลือกชมและทดลองขับได้
ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม: ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม
FACEBOOK PAGE: FACEBOOK PAGE
LINE: LINE
เวลาทำการ: ทุกวัน จันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
โทร: 061-962-2878
ที่ตั้งร้าน: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ตำบล เมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น ขอนแก่น 40000

