รัฐหนุน EV: E-Bike จะได้รับส่วนลดเหมือนรถยนต์ไฟฟ้าไหม?
- ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับสถานะของ E-Bike ในนโยบาย EV
- เจาะลึกนโยบายสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าของไทย
- รายละเอียดสิทธิประโยชน์ทางภาษีและเงินอุดหนุนสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าประเภทต่างๆ
- วิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบ: ทำไม E-Bike จึงยังไม่ได้รับอานิสงส์
- ทิศทางในอนาคตและคำแนะนำสำหรับผู้บริโภค
- บทสรุปภาพรวมนโยบาย EV ต่อ E-Bike
- ค้นหาจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่เหมาะสม
ท่ามกลางกระแสความตื่นตัวด้านยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ทั่วโลก นโยบายของภาครัฐได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นตลาดและจูงใจให้ผู้บริโภคเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานสะอาด หนึ่งในคำถามที่ได้รับความสนใจอย่างมากคือ รัฐหนุน EV: E-Bike จะได้รับส่วนลดเหมือนรถยนต์ไฟฟ้าไหม? ซึ่งสะท้อนความต้องการของผู้ใช้งานยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็กที่กำลังมองหาการสนับสนุนจากภาครัฐ เพื่อให้การเข้าถึงเทคโนโลยีเป็นไปได้ง่ายและคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น บทความนี้จะเจาะลึกถึงรายละเอียดของมาตรการสนับสนุน EV ของไทยในปัจจุบัน วิเคราะห์สถานะของจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) และประเมินแนวโน้มในอนาคต
ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับสถานะของ E-Bike ในนโยบาย EV
- มาตรการหลักมุ่งเน้นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่: นโยบายสนับสนุน EV ของไทย เช่น EV 3.5 มุ่งเน้นไปที่รถยนต์ไฟฟ้า (BEV) และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าเป็นหลัก เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตในระดับภูมิภาค
- E-Bike ยังไม่ถูกรวมในมาตรการลดหย่อนภาษี: ณ ปัจจุบัน จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้ายังไม่ได้รับการลดหย่อนภาษีนำเข้า ภาษีสรรพสามิต หรือเงินอุดหนุนโดยตรงเหมือนกับยานยนต์ไฟฟ้าประเภทอื่น ๆ
- นโยบายมีความชัดเจนสำหรับรถยนต์และมอเตอร์ไซค์: รถยนต์ไฟฟ้าได้รับสิทธิประโยชน์สูงสุดทั้งการลดภาษีและเงินอุดหนุนหลักแสนบาท ในขณะที่รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าได้รับเงินอุดหนุนและส่วนลดภาษีในอัตราที่กำหนด
- อนาคตยังมีความเป็นไปได้: แม้ปัจจุบันจะยังไม่มีมาตรการเฉพาะ แต่มีความเป็นไปได้ว่าในนโยบายระยะถัดไปหลังปี 2568 อาจมีการพิจารณารวมยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กอย่าง E-Bike เข้าไว้ด้วย
- ผู้บริโภคควรติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิด: สำหรับผู้ที่สนใจซื้อ E-Bike ควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมสรรพสามิต หรือคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อรับทราบข้อมูลล่าสุด
เจาะลึกนโยบายสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าของไทย
การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าเป็นวาระสำคัญที่รัฐบาลทั่วโลกให้ความสนใจ และประเทศไทยก็เช่นกัน ด้วยการออกนโยบายและมาตรการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมและกระตุ้นการใช้งานในภาคประชาชน แต่ขอบเขตของการสนับสนุนครอบคลุมยานพาหนะประเภทใดบ้าง และมีเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์อย่างไร คือสิ่งที่ต้องทำความเข้าใจให้ชัดเจน
เป้าหมายและที่มาของมาตรการ EV
นโยบายสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าของไทยไม่ได้เกิดขึ้นอย่างไร้ทิศทาง แต่มีรากฐานมาจากเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ที่เรียกว่า “นโยบาย 30@30” ซึ่งเป็นความมุ่งมั่นที่จะผลักดันให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนที่สำคัญของโลก โดยตั้งเป้าหมายให้การผลิตรถยนต์ที่ไม่มีการปล่อยมลพิษ (Zero Emission Vehicle: ZEV) มีสัดส่วนอย่างน้อย 30% ของการผลิตยานยนต์ทั้งหมดภายในปี ค.ศ. 2030 หรือ พ.ศ. 2573
เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว รัฐบาลจึงได้ออกมาตรการสนับสนุนเป็นระยะๆ เช่น มาตรการ EV 3.0 ที่สิ้นสุดไป และต่อเนื่องมาจนถึงมาตรการ EV 3.5 ในปัจจุบัน ซึ่งครอบคลุมช่วงปี 2567-2568 มาตรการเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างแรงจูงใจสองด้านหลัก คือ 1) ดึงดูดการลงทุนจากผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้าชั้นนำของโลกให้เข้ามาตั้งฐานการผลิตในประเทศ และ 2) กระตุ้นอุปสงค์ในประเทศ ทำให้ราคายานยนต์ไฟฟ้าเข้าถึงง่ายขึ้นสำหรับผู้บริโภคทั่วไป ผ่านเครื่องมือทางภาษีและเงินอุดหนุนโดยตรง เป้าหมายระยะสั้นที่สำคัญคือการผลิตรถ EV ให้ได้ 50,000 คันภายในปี 2568 ซึ่งเป็นหมุดหมายสำคัญในการแสดงศักยภาพของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย
ใครคือกลุ่มเป้าหมายหลักของนโยบายนี้
เมื่อพิจารณาจากโครงสร้างของสิทธิประโยชน์ จะเห็นได้ว่ากลุ่มเป้าหมายหลักของนโยบายสนับสนุน EV ในปัจจุบันคือผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมยานยนต์ขนาดใหญ่และผู้บริโภคที่ต้องการซื้อรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า การลดภาษีนำเข้าและภาษีสรรพสามิตอย่างมหาศาลสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังค่ายรถยนต์ต่างๆ ให้เข้ามาลงทุนและทำตลาดในประเทศไทยอย่างจริงจัง ขณะเดียวกัน เงินอุดหนุนราคาขายปลีกก็เป็นแม่เหล็กดึงดูดผู้ซื้อรายย่อยโดยตรง ทำให้กำแพงด้านราคายานยนต์ไฟฟ้าลดต่ำลงอย่างมีนัยสำคัญ
ในส่วนของรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า แม้สิทธิประโยชน์จะมีมูลค่าน้อยกว่ารถยนต์ แต่ก็ยังคงสะท้อนถึงความพยายามที่จะส่งเสริมตลาดนี้ ซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่และมีความสำคัญต่อการเดินทางในชีวิตประจำวันของคนไทยจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม ยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กประเภทอื่น เช่น จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) หรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ยังไม่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มเป้าหมายหลักของมาตรการเหล่านี้ เนื่องจากนโยบายมุ่งเน้นไปที่การสร้างฐานอุตสาหกรรมการผลิตที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงและมีโครงสร้างซัพพลายเชนที่ซับซ้อนกว่า
รายละเอียดสิทธิประโยชน์ทางภาษีและเงินอุดหนุนสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าประเภทต่างๆ
เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้น การเปรียบเทียบสิทธิประโยชน์ที่ยานยนต์ไฟฟ้าแต่ละประเภทได้รับภายใต้มาตรการปัจจุบัน จะช่วยให้เข้าใจได้ว่าเหตุใดคำถามเกี่ยวกับ E-Bike จึงเกิดขึ้น และสถานะของยานพาหนะประเภทนี้อยู่ตรงจุดไหนของนโยบายภาครัฐ
| ประเภทยานยนต์ไฟฟ้า | สิทธิประโยชน์ทางภาษี | เงินอุดหนุน (ต่อคัน) |
|---|---|---|
| รถยนต์ไฟฟ้า (BEV) | ลดภาษีนำเข้าเหลือ 0% (จาก 80%) ลดภาษีสรรพสามิตเหลือ 2% (จาก 40%) |
สูงสุด 100,000 บาท (สำหรับรถราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท และเงื่อนไขอื่นๆ) |
| รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า | ลดภาษีสรรพสามิต 50% (เหลือ 1%) | 10,000 บาท (สำหรับผู้ใช้รายบุคคล) |
| จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) | ไม่มีมาตรการลดหย่อนโดยเฉพาะ | ไม่มีเงินอุดหนุนโดยตรง |
กลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า (BEV)
รถยนต์ไฟฟ้าประเภทแบตเตอรี่ (Battery Electric Vehicle: BEV) คือผู้ที่ได้รับสิทธิประโยชน์สูงสุดภายใต้นโยบาย EV 3.5 มาตรการที่โดดเด่นที่สุดคือการลดภาษีนำเข้าจากอัตราปกติที่สูงถึง 80% เหลือเพียง 0% สำหรับรถยนต์ที่นำเข้ามาทั้งคัน (CBU) และการลดอัตราภาษีสรรพสามิตจาก 40% เหลือเพียง 2% สำหรับรถยนต์ที่มีขนาดแบตเตอรี่ 50 kWh ขึ้นไป นอกจากนี้ ยังมีเงินอุดหนุนโดยตรงสำหรับผู้ซื้อสูงสุดถึง 100,000 บาทต่อคัน สำหรับรถยนต์ที่มีราคาขายปลีกไม่เกิน 2 ล้านบาท ซึ่งมาตรการเหล่านี้มีผลอย่างยิ่งในการทำให้ราคาจำหน่ายของรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยปรับตัวลดลงมาอยู่ในระดับที่แข่งขันกับรถยนต์สันดาปภายในได้
กลุ่มรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า
สำหรับตลาดรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าซึ่งมีขนาดใหญ่และใกล้ชิดกับวิถีชีวิตคนไทย รัฐบาลได้ให้การสนับสนุนผ่านโครงการ EV 3.0 ที่ต่อเนื่องมาจนถึงปี 2568 โดยมอบเงินอุดหนุนจำนวน 10,000 บาทต่อคันสำหรับผู้ซื้อรายบุคคล และมีการลดภาษีสรรพสามิตลง 50% ทำให้อัตราภาษีเหลือเพียง 1% เท่านั้น แม้ว่ามูลค่าการสนับสนุนจะไม่สูงเท่ารถยนต์ แต่ก็ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยกระตุ้นให้ผู้บริโภคหันมาพิจารณาใช้รถจักรยานยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น และส่งเสริมให้ผู้ผลิตในประเทศเริ่มพัฒนาและนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ สู่ตลาด
สถานะปัจจุบันของจักรยานไฟฟ้า (E-Bike)
เมื่อพิจารณาจากตารางเปรียบเทียบและรายละเอียดของมาตรการ จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ยังไม่ถูกระบุไว้ในมาตรการสนับสนุนหลักของรัฐบาล ซึ่งหมายความว่ายานพาหนะกลุ่มนี้ยังไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ด้านการลดหย่อนภาษีหรือเงินอุดหนุนโดยตรงจากหน่วยงานภาครัฐอย่างกรมสรรพสามิตหรือ BOI
ณ ปัจจุบัน ยังไม่มีประกาศอย่างเป็นทางการที่ระบุว่าจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) ได้รับส่วนลดทางภาษีหรือเงินอุดหนุนในลักษณะเดียวกับรถยนต์ไฟฟ้าและรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า เนื่องจากนโยบายหลักมุ่งเน้นการส่งเสริมอุตสาหกรรมการผลิตยานยนต์ขนาดใหญ่เป็นสำคัญ
สาเหตุหลักมาจากเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของนโยบายที่ต้องการสร้างประเทศไทยให้เป็นฐานการผลิตยานยนต์สมัยใหม่ ซึ่งอุตสาหกรรมรถยนต์และรถจักรยานยนต์มีห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ที่ใหญ่และซับซ้อนกว่า สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและก่อให้เกิดการจ้างงานในวงกว้างได้มากกว่าอุตสาหกรรมจักรยานไฟฟ้า ด้วยเหตุนี้ ทรัพยากรและมาตรการจูงใจจึงถูกทุ่มเทไปยังกลุ่มยานยนต์ที่เป็นเป้าหมายหลักก่อน
วิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบ: ทำไม E-Bike จึงยังไม่ได้รับอานิสงส์
การที่ E-Bike ยังไม่ถูกรวมอยู่ในมาตรการสนับสนุนหลักของไทย อาจสร้างความประหลาดใจให้กับผู้บริโภคบางส่วน โดยเฉพาะเมื่อมองไปยังบริบทของต่างประเทศที่เริ่มให้ความสำคัญกับยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็กมากขึ้น การวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบจะช่วยให้เห็นความแตกต่างในแนวทางและยุทธศาสตร์ของแต่ละประเทศ
มุมมองนโยบายจากต่างประเทศ
ในหลายประเทศแถบยุโรปและอเมริกาเหนือ การส่งเสริมการใช้ E-Bike เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการสัญจรในเมือง (Urban Mobility) ที่มุ่งลดปัญหาการจราจรติดขัดและมลพิษทางอากาศ ตัวอย่างเช่น ในสหรัฐอเมริกา มีการเสนอมาตรการให้เครดิตภาษี (Federal Tax Credit) สำหรับการซื้อ E-Bike มูลค่าสูงสุดถึง 1,500 ดอลลาร์สหรัฐในบางรัฐ แม้ว่าบางโครงการอาจมีการหยุดชะงักไปบ้าง แต่ก็สะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดที่มองว่า E-Bike เป็นเครื่องมือสำคัญในการเดินทางระยะสั้น (First-mile/Last-mile) และเป็นทางเลือกที่ยั่งยืนสำหรับคนเมือง นโยบายในลักษณะนี้มุ่งเน้นไปที่ประโยชน์ต่อผู้ใช้งานปลายทางและสิ่งแวดล้อมในระดับจุลภาคเป็นหลัก
ความแตกต่างเชิงยุทธศาสตร์ของนโยบายไทย
ในทางกลับกัน นโยบายของประเทศไทยมีเป้าหมายเชิงเศรษฐกิจมหภาคที่ชัดเจน คือการรักษาและต่อยอดความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมยานยนต์ของภูมิภาค การสนับสนุนจึงถูกออกแบบมาเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับฐานการผลิต (Production Base) มากกว่าการส่งเสริมการใช้งานส่วนบุคคลขนาดเล็ก (Personal Mobility) โดยตรง การลงทุนในโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าหนึ่งแห่งสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ การจ้างงาน และการถ่ายทอดเทคโนโลยีได้มหาศาล ซึ่งเป็นผลกระทบที่นโยบายต้องการเห็นเป็นอันดับแรก ดังนั้น การที่ E-Bike ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าชิ้นส่วนมาประกอบและมีมูลค่าทางอุตสาหกรรมโดยรวมน้อยกว่า ยังไม่ได้รับการสนับสนุนจึงเป็นสิ่งที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติดังกล่าว
ทิศทางในอนาคตและคำแนะนำสำหรับผู้บริโภค
แม้สถานการณ์ปัจจุบันจะยังไม่มีข่าวดีสำหรับผู้ที่รอคอยส่วนลด E-Bike จากภาครัฐ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าประตูแห่งโอกาสจะปิดลงถาวร แนวโน้มด้านพลังงานสะอาดและการขนส่งที่ยั่งยืนอาจนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงในอนาคต
โอกาสของ E-Bike ในนโยบายระยะถัดไป
หลังจากมาตรการ EV 3.5 สิ้นสุดลงในปี 2568 มีความเป็นไปได้สูงที่รัฐบาลจะออกมาตรการสนับสนุนระยะต่อไปเพื่อรักษาแรงส่งของตลาด เมื่ออุตสาหกรรมรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าเริ่มตั้งหลักได้อย่างมั่นคงแล้ว อาจมีการขยายขอบเขตของนโยบายให้ครอบคลุมยานยนต์ไฟฟ้าประเภทอื่น ๆ มากขึ้น รวมถึง E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า โดยอาจมาในรูปแบบของโครงการนำร่อง หรือมาตรการสนับสนุนที่เน้นส่งเสริมการใช้งานในพื้นที่เฉพาะ เช่น ในเขตเมืองท่องเที่ยว หรือภายในนิคมอุตสาหกรรม เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างเมืองอัจฉริยะ (Smart City) การเติบโตของตลาด E-Bike ในภาคประชาชนอาจเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่กดดันให้ภาครัฐหันมาพิจารณาให้การสนับสนุนในอนาคต
ข้อควรพิจารณาก่อนตัดสินใจซื้อ E-Bike ในปัจจุบัน
สำหรับผู้บริโภคที่สนใจซื้อ E-Bike ในช่วงเวลานี้ คำแนะนำที่ดีที่สุดคือการตัดสินใจโดยอิงจากราคาและคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ในปัจจุบัน โดยไม่คาดหวังเงินอุดหนุนหรือส่วนลดจากภาครัฐในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม การเลือกซื้อ E-Bike ก็ยังคงมีความคุ้มค่าในตัวเอง จากการประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานเมื่อเทียบกับยานพาหนะที่ใช้น้ำมัน และความสะดวกคล่องตัวในการเดินทางในเมือง สิ่งสำคัญคือควรติดตามข่าวสารและประกาศจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะเว็บไซต์ของกรมสรรพสามิต และคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือที่สุดหากมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายในอนาคต
บทสรุปภาพรวมนโยบาย EV ต่อ E-Bike
โดยสรุป สำหรับคำถามที่ว่า รัฐหนุน EV: E-Bike จะได้รับส่วนลดเหมือนรถยนต์ไฟฟ้าไหม? คำตอบ ณ วันที่ 7 มกราคม 2569 คือ “ยังไม่ได้รับ” มาตรการสนับสนุนของรัฐบาลไทยในปัจจุบันมุ่งเน้นไปที่การผลักดันอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าเป็นหลัก เพื่อบรรลุเป้าหมายการเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าของภูมิภาค ทำให้ยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กอย่าง E-Bike ยังไม่ถูกรวมอยู่ในมาตรการลดหย่อนภาษีหรือเงินอุดหนุนโดยตรง อย่างไรก็ตาม ด้วยกระแสความนิยมที่เพิ่มขึ้นและแนวโน้มด้านการสัญจรที่ยั่งยืน ยังคงมีความเป็นไปได้ที่ E-Bike อาจได้รับการพิจารณาในนโยบายระยะถัดไป ผู้ที่สนใจจึงควรติดตามข้อมูลจากภาครัฐอย่างต่อเนื่อง
ค้นหาจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่เหมาะสม
แม้จะยังไม่มีส่วนลดจากภาครัฐ แต่การเลือกใช้จักรยานไฟฟ้าหรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้ายังคงเป็นทางเลือกที่ชาญฉลาดในการประหยัดค่าใช้จ่ายและเพิ่มความสะดวกสบายในการเดินทาง สำหรับผู้ที่กำลังมองหายานพาหนะไฟฟ้าคุณภาพที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ GIANT Shopping Mall คือศูนย์รวมจักรยานไฟฟ้าทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า หรือ E-bike ที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองทุกความต้องการใช้งาน
สามารถเข้ามาเลือกชมและทดลองขับขี่ได้ที่ร้าน หรือ ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม ผ่านช่องทางต่างๆ:
- Facebook: FACEBOOK PAGE
- LINE: LINE
- เบอร์โทรศัพท์: 061-962-2878
- เวลาทำการ: วันจันทร์ – วันเสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
- ที่ตั้งร้าน: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น 40000

