รัฐช่วยจ่าย? ส่องมาตรการ EV ใหม่ หนุน E-Bike ปี 2026
มาตรการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ของภาครัฐได้สร้างแรงกระเพื่อมสำคัญในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยตลอดหลายปีที่ผ่านมา และยังคงเป็นหัวข้อที่ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเข้าสู่ปี 2569 นี้ คำถามที่ว่า “รัฐช่วยจ่าย? ส่องมาตรการ EV ใหม่ หนุน E-Bike ปี 2026” ได้กลายเป็นประเด็นที่ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางกระแสความต้องการยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็กที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
- มาตรการ EV 3.5 ที่มีผลบังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน (พ.ศ. 2567–2570) ได้ให้เงินอุดหนุนสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า, รถกระบะไฟฟ้า และจักรยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญที่อาจนำไปสู่การขยายขอบเขตการสนับสนุนไปยังยานพาหนะสองล้อไฟฟ้าประเภทอื่น
- แนวโน้มการเติบโตของเมือง, ปัญหามลภาวะ, และราคาพลังงานที่ผันผวน เป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็ก เช่น จักรยานไฟฟ้า (Electric Bicycle) และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า (Electric Scooter) กลายเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับการเดินทางในระยะใกล้
- ความเป็นไปได้ของมาตรการสนับสนุนใหม่ในปี 2569 อาจอยู่ในรูปแบบของเงินอุดหนุนโดยตรง, การให้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีสำหรับผู้ซื้อ, หรือการส่งเสริมผู้ผลิตในประเทศ ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อราคาจำหน่ายและทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงได้ง่ายขึ้น
- การขยายนโยบายสนับสนุนไปยังกลุ่ม E-Bike จะไม่เพียงแต่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้บริโภค แต่ยังส่งเสริมเป้าหมายระดับประเทศในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิต EV ในภูมิภาค
การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยกำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้น โดยมีนโยบายภาครัฐเป็นกลไกขับเคลื่อนหลัก คำถามที่ว่า รัฐช่วยจ่าย? ส่องมาตรการ EV ใหม่ หนุน E-Bike ปี 2026 จึงไม่ใช่เพียงข่าวลือ แต่เป็นการคาดการณ์ที่มีเหตุผลสนับสนุนจากทิศทางนโยบายที่ผ่านมาและความต้องการของตลาดในปัจจุบัน บทความนี้จะวิเคราะห์ถึงภาพรวมของมาตรการ EV ที่มีอยู่, แนวโน้มและความเป็นไปได้ที่รัฐบาลจะขยายการสนับสนุนมายังกลุ่มจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้การเดินทางด้วยพลังงานสะอาดกลายเป็นเรื่องใกล้ตัวสำหรับทุกคน
ทำไมมาตรการ EV ปี 2026 จึงน่าจับตามอง
ปี 2569 ถือเป็นช่วงเวลากึ่งกลางของมาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าเฟส 3.5 (EV 3.5) ซึ่งครอบคลุมระยะเวลาตั้งแต่ปี 2567 ถึง 2570 จึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการทบทวนผลการดำเนินงานและพิจารณาปรับปรุงหรือขยายนโยบายเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป ความสำเร็จของการสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้าและจักรยานยนต์ไฟฟ้าในระยะแรกได้สร้างความเชื่อมั่นและกระตุ้นให้เกิดการเรียกร้องให้มีการสนับสนุนยานพาหนะไฟฟ้าประเภทอื่น ๆ เพิ่มเติม โดยเฉพาะกลุ่ม E-Bike ที่ตอบโจทย์การใช้งานในเมืองได้อย่างดีเยี่ยม
กลุ่มบุคคลที่ควรให้ความสนใจต่อเรื่องนี้เป็นพิเศษประกอบด้วยประชาชนทั่วไปที่อาศัยอยู่ในเขตเมือง, นักเรียน, นักศึกษา, พนักงานออฟฟิศ, รวมถึงผู้ประกอบอาชีพที่ต้องเดินทางบ่อยครั้งในระยะทางไม่ไกล เช่น พนักงานส่งของ (Rider) เนื่องจากยานพาหนะเหล่านี้ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้อย่างมหาศาล อีกทั้งยังมีความคล่องตัวสูงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ความสำคัญของมาตรการนี้จึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่การลดราคาสินค้า แต่ยังเป็นการส่งเสริมวิถีชีวิตแบบใหม่ที่ยั่งยืนและชาญฉลาด ซึ่งจะส่งผลดีต่อภาพรวมของประเทศทั้งในมิติเศรษฐกิจ, สังคม และสิ่งแวดล้อม
ทบทวนมาตรการ EV 3.5: รากฐานสู่นโยบาย E-Bike ในอนาคต
ก่อนที่จะวิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้ของนโยบายใหม่ในปี 2569 การทำความเข้าใจในรายละเอียดของมาตรการ EV 3.5 ที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติไว้เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2567 ถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากมาตรการนี้คือกรอบการทำงานหลักที่กำหนดทิศทางการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าของไทยในปัจจุบัน และเป็นต้นแบบที่สามารถนำไปปรับใช้กับยานพาหนะประเภทอื่นได้
เป้าหมายหลักและภาพรวมของ EV 3.5
มาตรการ EV 3.5 ถูกออกแบบมาเพื่อต่อยอดความสำเร็จจากมาตรการ EV 3 เดิม โดยมุ่งเน้นการสร้างความยั่งยืนให้กับระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศ เป้าหมายหลักไม่ได้หยุดอยู่แค่การกระตุ้นยอดขาย แต่ครอบคลุมถึงการผลักดันให้ประเทศไทยกลายเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าที่สำคัญของโลก (EV Hub) โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญดังนี้:
- ส่งเสริมการผลิตในประเทศ: กำหนดเงื่อนไขให้ผู้ที่ได้รับการส่งเสริมการนำเข้า (CBU) ต้องมีการผลิตชดเชยในประเทศในอัตราส่วนที่กำหนด เพื่อสร้างการลงทุนและถ่ายทอดเทคโนโลยี
- สร้างความยืดหยุ่นให้ตลาด: ปรับปรุงเงื่อนไขเพื่อลดความเสี่ยงจากภาวะอุปทานส่วนเกินและการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงเกินไป ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของอุตสาหกรรมในระยะยาว
- ปรับโครงสร้างภาษี: มีการพิจารณาปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าทั้งระบบ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง
- สร้างความต่อเนื่องของนโยบาย: การกำหนดกรอบเวลานาน 4 ปี (2567-2570) ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและผู้บริโภคในการวางแผนระยะยาว
สรุปเงินอุดหนุนสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าประเภทต่างๆ
หัวใจสำคัญของมาตรการ EV 3.5 คือการให้เงินอุดหนุนแก่ผู้ซื้อยานยนต์ไฟฟ้าประเภทต่างๆ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายและทำให้ราคาจำหน่ายสามารถแข่งขันกับรถยนต์สันดาปภายในได้ โดยมีรายละเอียดแตกต่างกันไปตามประเภทของยานพาหนะ, ขนาดแบตเตอรี่ และปีที่ซื้อ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการบริหารจัดการงบประมาณและทิศทางการส่งเสริมที่ชัดเจน
| ประเภทยานยนต์ | เงื่อนไข | เงินอุดหนุนต่อคัน (บาท) |
|---|---|---|
| รถยนต์ไฟฟ้า (ราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท) | แบตเตอรี่ ≥ 50 kWh | ปี 2567: 100,000 ปี 2568: 75,000 ปี 2569-2570: 50,000 |
| รถยนต์ไฟฟ้า (ราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท) | แบตเตอรี่ < 50 kWh | ปี 2567: 50,000 ปี 2568: 35,000 ปี 2569-2570: 25,000 |
| รถกระบะไฟฟ้า (ราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท) | แบตเตอรี่ ≥ 50 kWh (ผลิตในประเทศ) | 100,000 (ตลอดโครงการ) |
| จักรยานยนต์ไฟฟ้า (ราคาไม่เกิน 1.5 แสนบาท) | แบตเตอรี่ ≥ 3 kWh (ผลิตในประเทศ) | 18,000 (ตลอดโครงการ) |
กลไกด้านภาษี: ตัวแปรสำคัญในการลดราคา
นอกเหนือจากเงินอุดหนุนโดยตรงแล้ว มาตรการด้านภาษียังมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการทำให้ราคายานยนต์ไฟฟ้าถูกลงอย่างเห็นได้ชัด กลไกหลักที่ภาครัฐนำมาใช้ประกอบด้วย:
- การลดภาษีสรรพสามิต: สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า มีการปรับลดอัตราภาษีจาก 8% เหลือเพียง 2% ขณะที่รถกระบะไฟฟ้าได้รับการยกเว้นภาษีสรรพสามิต (0%) ซึ่งมาตรการนี้มีผลถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568 และอาจมีการพิจารณาขยายระยะเวลาต่อไป
- การลดอากรนำเข้า: สำหรับรถยนต์สำเร็จรูป (CBU) ที่นำเข้าจากต่างประเทศ มีการลดอากรนำเข้าสูงสุดถึง 40% ในช่วงแรกของมาตรการ เพื่อกระตุ้นให้เกิดความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ในตลาดและสร้างการรับรู้ให้แก่ผู้บริโภค ก่อนจะผลักดันให้เกิดการผลิตในประเทศตามเงื่อนไข
การสนับสนุนสำหรับ “จักรยานยนต์ไฟฟ้า” ภายใต้มาตรการ EV 3.5 ถือเป็นต้นแบบที่ชัดเจนที่สุด ซึ่งแสดงให้เห็นว่าภาครัฐเล็งเห็นความสำคัญของยานพาหนะสองล้อไฟฟ้าและมีกลไกที่พร้อมจะให้การสนับสนุนอยู่แล้ว
วิเคราะห์ความเป็นไปได้: รัฐช่วยจ่าย? ส่องมาตรการ EV ใหม่ หนุน E-Bike ปี 2026
จากโครงสร้างของมาตรการ EV 3.5 ที่ครอบคลุมยานพาหนะไฟฟ้าหลายประเภท ทำให้การคาดการณ์ว่ารัฐบาลอาจขยายขอบเขตการสนับสนุนมายัง “E-Bike” ประเภทอื่น ๆ ในปี 2569 มีความเป็นไปได้สูง อย่างไรก็ตาม การจะวิเคราะห์เรื่องนี้ให้ลึกซึ้งจำเป็นต้องทำความเข้าใจนิยามและบริบทของตลาดให้ชัดเจนเสียก่อน
นิยามของ “E-Bike” ในบริบทนโยบาย: จักรยานไฟฟ้า vs. จักรยานยนต์ไฟฟ้า
ในปัจจุบัน คำว่า “E-Bike” มักถูกใช้ในความหมายกว้างๆ แต่ในเชิงนโยบายและการกำกับดูแล ยานพาหนะสองล้อไฟฟ้าสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทหลัก:
- จักรยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Motorcycle): คือยานพาหนะที่ถูกระบุไว้ในมาตรการ EV 3.5 อย่างชัดเจน มีลักษณะคล้ายรถจักรยานยนต์ทั่วไป ใช้การบิดคันเร่งเพื่อขับเคลื่อน ต้องมีการจดทะเบียนและผู้ขับขี่ต้องมีใบอนุญาตขับขี่ตามกฎหมาย
- จักรยานไฟฟ้า (Electric Bicycle) และ สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า (Electric Scooter): เป็นยานพาหนะขนาดเล็กกว่า มีทั้งแบบที่ใช้การปั่นช่วย (Pedal-Assist) และแบบที่มีคันเร่งไฟฟ้าความเร็วต่ำ (Throttle) โดยทั่วไปมักมีความเร็วไม่สูงมากและยังไม่มีกฎหมายควบคุมการจดทะเบียนที่ชัดเจนเท่าจักรยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งยานพาหนะกลุ่มนี้เองที่เป็นเป้าหมายของการเรียกร้องให้ภาครัฐเข้ามาสนับสนุนเพิ่มเติม
ดังนั้น เมื่อพูดถึง “มาตรการหนุน E-Bike ปี 2026” ประเด็นหลักจึงอยู่ที่การขยายการสนับสนุนจากกลุ่มแรก (จักรยานยนต์ไฟฟ้า) มาสู่กลุ่มที่สอง (จักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์) ซึ่งมีฐานผู้ใช้งานที่แตกต่างและกว้างขวางกว่า
ปัจจัยหนุนและสัญญาณเชิงบวกต่อการขยายนโยบาย
มีเหตุผลหลายประการที่สนับสนุนแนวคิดที่ว่ารัฐบาลจะพิจารณาให้การอุดหนุนจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าอย่างจริงจัง:
- เทรนด์การเดินทางในเมือง (Urban Mobility): ปัญหาการจราจรติดขัดและที่จอดรถในเมืองใหญ่ ทำให้ผู้คนมองหาทางเลือกการเดินทางที่คล่องตัวและประหยัด E-Bike ตอบโจทย์นี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
- เป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม: การส่งเสริม E-Bike สอดคล้องโดยตรงกับเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และแก้ไขปัญหามลพิษ PM2.5 ของประเทศ
- ต้นทุนการเป็นเจ้าของต่ำ: เมื่อเทียบกับรถยนต์หรือจักรยานยนต์ไฟฟ้า E-Bike มีราคาเริ่มต้นที่ต่ำกว่ามาก ทำให้การให้เงินอุดหนุนในจำนวนที่ไม่สูงนัก (เช่น 3,000 – 5,000 บาท) สามารถสร้างผลกระทบในวงกว้างและจูงใจผู้บริโภคจำนวนมากได้
- ต่อยอดความสำเร็จเดิม: กลไกการอุดหนุนจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่มีอยู่แล้วสามารถนำมาปรับใช้กับจักรยานไฟฟ้าได้ไม่ยาก ทำให้ภาครัฐไม่ต้องเริ่มต้นจากศูนย์
รูปแบบการสนับสนุนที่เป็นไปได้สำหรับจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์
หากมีการสนับสนุนเกิดขึ้นจริง รูปแบบของมาตรการอาจมีความหลากหลายเพื่อให้เหมาะสมกับประเภทและราคาสินค้า โดยมีความเป็นไปได้ดังนี้:
- เงินอุดหนุนโดยตรง (Direct Subsidy): เป็นรูปแบบที่เข้าใจง่ายและเห็นผลเร็วที่สุด โดยอาจกำหนดเงินอุดหนุนเป็นจำนวนคงที่ต่อคันสำหรับ E-Bike ที่มีคุณสมบัติตามที่กำหนด (เช่น ผลิตในประเทศ, ผ่านมาตรฐานความปลอดภัย)
- การลดหย่อนภาษี (Tax Deduction): อาจเป็นการให้สิทธิ์ผู้ซื้อนำค่าใช้จ่ายในการซื้อจักรยานไฟฟ้าไปลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งเป็นอีกหนึ่งมาตรการที่ได้รับความนิยมในการกระตุ้นการใช้จ่าย
- การสนับสนุนผู้ผลิต (Manufacturer Incentives): ภาครัฐอาจให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีหรือเงินทุนแก่ผู้ประกอบการที่ลงทุนตั้งโรงงานผลิต E-Bike และชิ้นส่วนในประเทศ เพื่อสร้างอุตสาหกรรมให้แข็งแกร่งและลดต้นทุนในระยะยาว
ผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นหากมีมาตรการสนับสนุน E-Bike
การขยายนโยบายสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าให้ครอบคลุมถึงจักรยานและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า จะก่อให้เกิดผลกระทบเชิงบวกในหลายมิติ ทั้งต่อตัวผู้บริโภค, ระบบเศรษฐกิจ และสังคมโดยรวม
ต่อผู้บริโภค: โอกาสเข้าถึงยานพาหนะไฟฟ้าในราคาที่จับต้องได้
ผลกระทบที่ชัดเจนที่สุดคือราคาจำหน่ายที่ลดลง ทำให้ประชาชนกลุ่มใหญ่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีการเดินทางที่สะอาดและประหยัดได้ง่ายขึ้น การเป็นเจ้าของ E-Bike ไม่เพียงแต่ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางประจำวัน (ค่าเชื้อเพลิง, ค่าบำรุงรักษา) แต่ยังมอบอิสระและความสะดวกสบายในการเดินทางระยะสั้นถึงปานกลาง ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนเมืองได้อย่างมีนัยสำคัญ
ต่อตลาดและอุตสาหกรรม: กระตุ้นการเติบโตและการแข่งขัน
มาตรการสนับสนุนจะเปรียบเสมือนการจุดประกายให้ตลาด E-Bike ในประเทศไทยเติบโตแบบก้าวกระโดด คาดว่าจะเกิดการลงทุนจากทั้งผู้ผลิตรายเดิมและผู้เล่นรายใหม่เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายและมีคุณภาพออกมาแข่งขันกัน ส่งผลให้เกิดการจ้างงาน, การพัฒนาทักษะแรงงาน และการสร้างนวัตกรรมในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้อง เช่น แบตเตอรี่, มอเตอร์ และระบบควบคุม ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับเป้าหมายการเป็น EV Hub ของประเทศ
ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม: สู่ทางเลือกการเดินทางที่ยั่งยืน
การเปลี่ยนมาใช้ E-Bike จำนวนมากจะช่วยลดปัญหามลพิษทางอากาศและเสียงในเขตเมืองได้อย่างเป็นรูปธรรม อีกทั้งยังช่วยบรรเทาความแออัดของการจราจรบนท้องถนน การส่งเสริมให้ E-Bike เป็นส่วนหนึ่งของระบบคมนาคมขนส่งสาธารณะ (เช่น การใช้เดินทางไปยังสถานีรถไฟฟ้า) จะช่วยสร้างระบบการเดินทางที่เชื่อมโยงและยั่งยืนมากขึ้นในระยะยาว
บทสรุปและแนวทางสำหรับผู้ที่สนใจ E-Bike ในปี 2026
โดยสรุปแล้ว แม้ว่า ณ ต้นปี 2569 จะยังไม่มีการประกาศมาตรการสนับสนุนจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าอย่างเป็นทางการ แต่ทิศทางและแนวโน้มต่าง ๆ ล้วนชี้ไปในทิศทางบวก คำถาม “รัฐช่วยจ่าย? ส่องมาตรการ EV ใหม่ หนุน E-Bike ปี 2026” จึงมีโอกาสสูงที่จะกลายเป็นความจริงในไม่ช้า ด้วยแรงหนุนจากกรอบนโยบาย EV 3.5 ที่แข็งแกร่ง, ความต้องการของตลาด และเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศ สิ่งที่ผู้บริโภคและผู้ประกอบการควรทำในตอนนี้คือการติดตามข่าวสารจากหน่วยงานภาครัฐอย่างใกล้ชิด และเตรียมความพร้อมเพื่อรับประโยชน์จากนโยบายดังกล่าวเมื่อมีการประกาศใช้อย่างเป็นทางการ
สำหรับผู้ที่กำลังพิจารณาซื้อจักรยานไฟฟ้าหรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าเพื่อเตรียมพร้อมรับเทรนด์ในอนาคต การเลือกหาข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญและผู้จัดจำหน่ายที่น่าเชื่อถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับการใช้งานและมีคุณภาพตามมาตรฐาน
GIANT Shopping Mall คือหนึ่งในผู้จัดจำหน่ายชั้นนำที่มีความเชี่ยวชาญด้านยานพาหนะไฟฟ้าส่วนบุคคลโดยเฉพาะ มีผลิตภัณฑ์ให้เลือกหลากหลาย ทั้งจักรยานไฟฟ้าทุกประเภท, สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า, และ E-bike ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการและไลฟ์สไตล์ พร้อมทีมงานที่สามารถให้คำแนะนำอย่างมืออาชีพ
สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญได้ที่:
- FACEBOOK PAGE: https://www.facebook.com/giantshoppingmall
- LINE: @giantshoppingmall
- ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม: คลิกที่นี่
ที่ตั้งร้าน: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น ขอนแก่น 40000
เวลาทำการ: วันจันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
โทร: 061-962-2878

