นโยบายรัฐหนุน EV: ซื้อ E-Bike ตอนนี้ ลดหย่อนภาษีได้?
กระแสความนิยมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในประเทศไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญจากนโยบายภาครัฐ อย่างไรก็ตาม เกิดคำถามและความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนในหมู่ผู้บริโภค โดยเฉพาะประเด็นที่ว่า นโยบายรัฐหนุน EV: ซื้อ E-Bike ตอนนี้ ลดหย่อนภาษีได้? บทความนี้จะวิเคราะห์มาตรการล่าสุดอย่างละเอียด เพื่อให้ข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ที่ผู้ซื้อจะได้รับจริง
ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับนโยบาย EV และการลดหย่อนภาษี
- ณ ปัจจุบัน ยังไม่มีมาตรการที่อนุญาตให้บุคคลธรรมดานำค่าใช้จ่ายในการซื้อจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) หรือรถยนต์ไฟฟ้าไปหักลดหย่อนภาษีเงินได้ส่วนบุคคลโดยตรง
- สิทธิประโยชน์ที่ผู้บริโภคได้รับจากนโยบายรัฐ มาในรูปแบบของเงินอุดหนุนที่ช่วยลดราคาจำหน่าย และการปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับผู้ผลิตและผู้นำเข้า ซึ่งส่งผลให้ราคายานยนต์ไฟฟ้าถูกลง
- คำว่า “ลดภาษี” ที่ปรากฏในข่าวสารเกี่ยวกับ EV มักหมายถึงภาษีสรรพสามิตและอากรขาเข้า ซึ่งเป็นคนละประเภทกับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ผู้มีรายได้ต้องยื่นแบบแสดงรายการประจำปี
- การตัดสินใจซื้อ E-Bike หรือยานยนต์ไฟฟ้าในขณะนี้ ควรพิจารณาจากราคาจำหน่าย ส่วนลด และโปรโมชั่นจากโครงการสนับสนุนของภาครัฐเป็นหลัก ไม่ใช่จากความคาดหวังในการนำไปลดหย่อนภาษีเงินได้
การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าเป็นวาระสำคัญที่รัฐบาลทั่วโลกให้ความสนใจ รวมถึงประเทศไทยที่ได้ออกมาตรการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อกระตุ้นตลาดและผลักดันให้ประเทศเป็นฐานการผลิต EV ที่สำคัญในภูมิภาค นโยบายเหล่านี้สร้างความตื่นตัวให้แก่ผู้บริโภคที่กำลังพิจารณาซื้อยานยนต์ไฟฟ้าประเภทต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า, มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า หรือจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) อย่างไรก็ตาม รายละเอียดของมาตรการ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับ “ภาษี” ยังคงสร้างความสับสนอยู่มาก ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า การซื้อยานยนต์ไฟฟ้าในเวลานี้จะสามารถนำไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้จริงหรือไม่
ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับประเภทของภาษีและรูปแบบการสนับสนุนของภาครัฐจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่วางแผนจะซื้อ E-Bike หรือ EV อื่นๆ เพื่อให้สามารถประเมินความคุ้มค่าและตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูลครบถ้วน โดยไม่ต้องรอคอยสิทธิประโยชน์ที่อาจยังไม่มีอยู่จริงในปัจจุบัน
เจาะลึกมาตรการสนับสนุน EV ของรัฐบาลในปัจจุบัน
นโยบายส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าของรัฐบาลไทยครอบคลุมหลายมิติ โดยมุ่งเน้นไปที่การทำให้ราคาของ EV สามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น เพื่อแข่งขันกับรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) ประโยชน์ส่วนใหญ่จึงส่งผ่านไปยังผู้บริโภคในรูปแบบของ “ราคาที่ถูกลง” ณ จุดขาย ไม่ใช่การให้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีในภายหลัง
การสนับสนุนสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (BEV)
สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า 4 ล้อ ภายใต้มาตรการ EV 2.0 (พ.ศ. 2565–2568) และมาตรการต่อเนื่อง รัฐบาลได้ให้สิทธิประโยชน์แก่บริษัทผู้ผลิตและผู้นำเข้าที่เข้าร่วมโครงการและลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ซึ่งประกอบด้วย:
- เงินอุดหนุนต่อคัน: รัฐบาลมอบเงินอุดหนุนให้แก่บริษัทรถยนต์โดยตรง เพื่อนำไปเป็นส่วนลดจากราคาขายปลีกให้แก่ผู้ซื้อ
- การลดอัตราภาษีสรรพสามิต: มีการปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าจาก 8% เหลือเพียง 2% และสำหรับรถกระบะไฟฟ้าเหลือ 0% ซึ่งมีผลจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568 การลดภาษีส่วนนี้ช่วยให้ต้นทุนของผู้ผลิตลดลงและส่งผลต่อราคาจำหน่าย最终
- การลดอากรขาเข้า: สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่นำเข้าทั้งคัน (CBU) มีการลดอากรขาเข้าสูงสุดถึง 40% (สิ้นสุดปี 2566) เพื่อกระตุ้นตลาดในช่วงเริ่มต้น
ผลลัพธ์จากมาตรการเหล่านี้คือ ผู้บริโภคสามารถซื้อรถยนต์ไฟฟ้าได้ในราคาที่ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น แต่สิ่งสำคัญคือ ผู้ซื้อไม่สามารถนำจำนวนเงินที่จ่ายไปซื้อรถมาบันทึกในแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.) เพื่อขอหักลดหย่อนภาษีได้
สิทธิประโยชน์สำหรับมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าและ E-Bike
ในส่วนของรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า หรือที่เรียกกันว่า EV Bike ซึ่งรวมถึง E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ก็มีมาตรการส่งเสริมในลักษณะเดียวกัน คือเน้นการลดราคาจำหน่าย ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ กรณีของค่ายรถจักรยานยนต์ที่เข้าร่วมโครงการกับกรมสรรพสามิต ซึ่งลูกค้าจะได้รับส่วนลดจากราคาขายปลีกโดยตรง เช่น ส่วนลดสูงสุดประมาณ 18,000 บาทต่อคัน ขึ้นอยู่กับรุ่นและเงื่อนไขของแต่ละบริษัท
ดังนั้น รูปแบบการสนับสนุนจึงเป็นการ “ลดราคา ณ จุดขาย” ผ่านกลไกเงินอุดหนุนของรัฐบาล ไม่ใช่การให้ผู้ซื้อนำใบเสร็จไปยื่นเพื่อ “หักลดหย่อนภาษีเงินได้” ในช่วงสิ้นปีภาษี
โครงสร้างภาษีใหม่ภายใต้มาตรการ EV 3.0–3.5
คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบในหลักการปรับปรุงมาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า EV 3.0 และ 3.5 พร้อมทั้งโครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่ เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค EV อย่างเต็มรูปแบบ มาตรการเหล่านี้ยังคงเน้นไปที่ “ภาษีสรรพสามิต” ซึ่งเป็นภาษีที่ผู้ผลิตและผู้นำเข้าเป็นผู้รับผิดชอบ การปรับโครงสร้างนี้มีเป้าหมายเพื่อจูงใจให้เกิดการผลิตและจำหน่าย EV ในประเทศมากขึ้น โดยกำหนดอัตราภาษีสำหรับรถ EV ให้ต่ำกว่ารถยนต์สันดาปอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งจะส่งผลให้ราคาขายในตลาดมีแนวโน้มลดลงอีกในระยะยาว แต่ก็ยังคงไม่เกี่ยวข้องกับการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของผู้ซื้อโดยตรง
ไขข้อสับสน: “ลดหย่อนภาษี” ในบริบทของยานยนต์ไฟฟ้า
ความสับสนส่วนใหญ่เกิดจากการใช้คำว่า “ลดภาษี” ซึ่งมีความหมายแตกต่างกันไปตามประเภทของภาษี การทำความเข้าใจความแตกต่างของภาษีแต่ละประเภทจะช่วยให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นว่าประโยชน์ที่ผู้ซื้อ EV ได้รับนั้นมาจากส่วนใด
| ประเภทภาษี | เกี่ยวข้องกับใคร | การประยุกต์ใช้กับ EV ในปัจจุบัน |
|---|---|---|
| ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา | ผู้มีรายได้ทุกคน (คนทำงาน, ฟรีแลนซ์) ที่ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด. | ณ ปัจจุบัน (ม.ค. 2569) ไม่มีรายการให้หักลดหย่อนจากการซื้อรถ EV หรือ E-Bike โดยตรง |
| ภาษีสรรพสามิต | ผู้ผลิตในประเทศ หรือผู้นำเข้ารถยนต์/รถจักรยานยนต์ | รัฐบาลลดอัตราภาษีสำหรับรถ EV เพื่อให้ต้นทุนของผู้ผลิตต่ำลง ส่งผลให้ราคาจำหน่าย ณ โชว์รูมถูกลงสำหรับผู้บริโภค |
| อากรขาเข้า | ผู้นำเข้ารถยนต์สำเร็จรูป (CBU) | รัฐบาลลดหรือยกเว้นอากรขาเข้ารถ EV ตามเงื่อนไขของราคาและรุ่นรถ เพื่อทำให้รถนำเข้ามีราคาที่แข่งขันได้ในช่วงแรกของตลาด |
ดังนั้น ประโยชน์ที่ผู้ซื้อได้รับจากการสนับสนุนของภาครัฐจึงเกิดขึ้น “ณ เวลาที่ซื้อ” ในรูปแบบของราคาที่ถูกลง ไม่ใช่การนำใบเสร็จไปใช้สิทธิ์ลดหย่อนใน “ขั้นตอนการยื่นภาษีประจำปี” เหมือนรายการลดหย่อนอื่นๆ เช่น กองทุน RMF, SSF หรือค่าเบี้ยประกันชีวิต
มาตรการลดหย่อนภาษีด้านพลังงานอื่นที่เกี่ยวข้อง
แม้จะไม่มีมาตรการลดหย่อนภาษีโดยตรงสำหรับการซื้อ EV ของบุคคลธรรมดา แต่ในภาพรวมของนโยบายด้านพลังงาน รัฐบาลมีมาตรการทางภาษีเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานอยู่บ้าง แต่กลุ่มเป้าหมายหลักคือภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม (นิติบุคคล) ตัวอย่างเช่น:
- การลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล: ธุรกิจที่ลงทุนในเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพในการประหยัดพลังงาน สามารถนำเงินลงทุนดังกล่าวมาหักเป็นรายจ่ายได้ 1.5 เท่า หรือคิดเป็นการลดหย่อนภาษีได้ 50% ของเงินลงทุน
- เงื่อนไขอุปกรณ์: เครื่องจักรหรืออุปกรณ์นั้นจะต้องได้รับการรับรองฉลากประสิทธิภาพพลังงานสูง (เบอร์ 5) จากกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.)
จะเห็นได้ว่ามาตรการเหล่านี้มุ่งเน้นการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานในระดับโรงงานและสถานประกอบการ ซึ่งยังไม่มีการขยายผลมาสู่การซื้อสินค้าเพื่อการอุปโภคบริโภคส่วนบุคคลอย่าง E-Bike หรือรถยนต์ไฟฟ้า (ข้อมูล ณ สิ้นปี 2568)
แนวโน้มอนาคตและสิ่งที่ควรจับตามอง
การที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการของมาตรการ EV 3.5 และปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าของโลก หากในอนาคตรัฐบาลต้องการเร่งอัตราการใช้งาน EV ในภาคประชาชนให้สูงขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ ก็มีความเป็นไปได้ที่จะพิจารณาออกมาตรการจูงใจเพิ่มเติม
มาตรการในลักษณะของการให้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเมื่อซื้อ EV อาจเป็นหนึ่งในทางเลือกที่ถูกนำมาพิจารณาได้ อย่างไรก็ตาม ณ ปัจจุบัน ยังไม่มีการประกาศหรือปรากฏรายละเอียดของมาตรการดังกล่าวในร่างนโยบายที่เปิดเผยต่อสาธารณะแต่อย่างใด นอกจากนี้ มาตรการทางภาษีล่าสุดที่มีการกล่าวถึง เช่น การจัดตั้งบัญชีลงทุน TISA ก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการออมและการลงทุน ไม่มีความเชื่อมโยงกับการซื้อยานยนต์ไฟฟ้า
ดังนั้น ผู้ที่สนใจควรติดตามประกาศจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง เช่น กรมสรรพากร เกี่ยวกับรายการหักลดหย่อนภาษีประจำปี และประกาศในราชกิจจานุเบกษาเกี่ยวกับมาตรการ EV ใหม่ๆ อย่างใกล้ชิด
สรุป: ควรซื้อ E-Bike ตอนนี้เพื่อสิทธิประโยชน์ทางภาษีหรือไม่
จากข้อมูลและมาตรการภาครัฐที่มีผลบังคับใช้ในปัจจุบัน สามารถสรุปได้อย่างชัดเจนว่า การตัดสินใจซื้อ E-Bike หรือยานยนต์ไฟฟ้า ไม่ควรตั้งอยู่บนความคาดหวังที่จะนำไปลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เพราะยังไม่มีนโยบายดังกล่าวรองรับ
สิทธิประโยชน์ที่มีอยู่อย่างแน่นอนในตอนนี้ คือ:
- ส่วนลดจากเงินอุดหนุน: สำหรับ E-Bike และมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าบางรุ่นที่เข้าร่วมโครงการกับรัฐบาล ผู้ซื้อจะได้รับส่วนลดโดยตรงจากราคาขาย ซึ่งช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายเริ่มต้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- ราคาที่เข้าถึงง่ายขึ้น: ผลจากโครงสร้างภาษีสรรพสามิตและอากรขาเข้าที่เอื้อต่อยานยนต์ไฟฟ้า ทำให้ราคาจำหน่ายโดยรวมของ EV ในตลาดต่ำกว่าที่ควรจะเป็นหากไม่มีมาตรการเหล่านี้
ดังนั้น การเปรียบเทียบระหว่างการซื้อ E-Bike ในวันนี้กับรอปีถัดไป จึงควรพิจารณาที่โปรโมชั่น ส่วนลดเงินอุดหนุน และราคาจำหน่าย ณ ปัจจุบันเป็นหลัก ไม่ใช่การรอสิทธิ์ลดหย่อนภาษีเงินได้ที่ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่และเมื่อใด
สำหรับผู้ที่กำลังพิจารณาซื้อจักรยานไฟฟ้า สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า หรือ E-Bike ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ การเลือกซื้อจากผู้จำหน่ายที่น่าเชื่อถือและมีผลิตภัณฑ์หลากหลายเป็นสิ่งสำคัญ GIANT Shopping Mall คือศูนย์รวมจักรยานไฟฟ้าทุกประเภท ที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองทุกความต้องการ พร้อมทีมงานที่ให้คำแนะนำอย่างมืออาชีพ
ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่:
ที่ตั้งร้าน: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น ขอนแก่น 40000
เวลาทำการ: วันจันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
โทร: 061-962-2878
ช่องทางออนไลน์: FACEBOOK PAGE, LINE หรือ ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม ผ่านทางเว็บไซต์

