ส่องนโยบายรัฐ ที่อาจทำให้ E-Bike และสกู๊ตเตอร์ถูกลง
- ภาพรวมนโยบายส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าในปัจจุบัน
- กลไกเชิงนโยบายที่อาจนำมาใช้กับ E-Bike และสกู๊ตเตอร์
- บทบาทของมาตรฐานความปลอดภัยต่อราคาและการยอมรับ
- บทเรียนสำคัญจากกรณีศึกษา: ความยั่งยืนเหนือกว่าราคาระยะสั้น
- ทิศทางและแนวโน้มในอนาคตของนโยบาย EV สองล้อ
- สรุปภาพรวมและแนวโน้ม
- เลือกซื้อจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่ได้มาตรฐาน
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา รัฐบาลไทยได้แสดงเจตจำนงค์อย่างชัดเจนในการผลักดันยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิงและแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะฝุ่น PM2.5 อย่างไรก็ตาม มาตรการส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปที่รถยนต์ไฟฟ้าเป็นหลัก คำถามสำคัญที่ตามมาคือ แล้วยานยนต์ไฟฟ้าส่วนบุคคลขนาดเล็กอย่างจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า จะได้รับอานิสงส์จากนโยบายเหล่านี้หรือไม่ บทความนี้จะทำการวิเคราะห์และ ส่องนโยบายรัฐ ที่อาจทำให้ E-Bike และสกู๊ตเตอร์ถูกลง โดยอ้างอิงจากกรอบนโยบาย EV ที่มีอยู่และแนวโน้มที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
- รัฐบาลไทยมีกรอบนโยบายส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าที่ชัดเจน เช่น มาตรการ EV 3.0 ซึ่งใช้กลไกการลดภาษีและเงินอุดหนุนเพื่อกระตุ้นตลาด แม้จะเน้นที่รถยนต์ไฟฟ้า แต่สามารถนำมาปรับใช้กับ E-Bike และสกู๊ตเตอร์ได้
- กลไกหลักที่สามารถทำให้ E-Bike ราคาถูกลง ได้แก่ การลดภาษีนำเข้า, การลดภาษีสรรพสามิต, เงินอุดหนุนโดยตรงต่อคัน, และการส่งเสริมการผลิตชิ้นส่วนสำคัญในประเทศ
- มาตรฐานความปลอดภัยเป็นปัจจัยสำคัญ หากรัฐกำหนดมาตรฐานกลางที่ชัดเจน จะช่วยให้เกิดการผลิตจำนวนมาก (Economies of Scale) ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนต่อหน่วยลดลง
- บทเรียนจากอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าแสดงให้เห็นว่า นโยบายที่ยั่งยืนต้องมาพร้อมกับการกำกับดูแลผู้ประกอบการอย่างเข้มงวด เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับการบริการหลังการขายที่ต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่ราคาที่ถูกลงในระยะสั้น
- แนวโน้มในอนาคตอาจรวมถึงโครงการเฉพาะทาง เช่น การแลกเปลี่ยนมอเตอร์ไซค์เก่าเป็นสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า และการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานอย่างสถานีชาร์จและสับเปลี่ยนแบตเตอรี่
ภาพรวมนโยบายส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าในปัจจุบัน
การวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในการ ส่องนโยบายรัฐ ที่อาจทำให้ E-Bike และสกู๊ตเตอร์ถูกลง จำเป็นต้องเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจกรอบนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทยที่ดำเนินการมาแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรการ EV 3.0 และแผนต่อเนื่องที่กำลังจะมาถึงอย่าง EV 3.5 ซึ่งถือเป็นต้นแบบสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงเครื่องมือและแนวทางที่รัฐบาลใช้ในการแทรกแซงตลาดเพื่อกระตุ้นการเปลี่ยนแปลงไปสู่การใช้พลังงานสะอาด
มาตรการ EV 3.0 ซึ่งเริ่มดำเนินการในช่วงปี 2565-2568 มีเป้าหมายหลักเพื่อเร่งให้ราคายานยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) สามารถแข่งขันกับรถยนต์สันดาปภายในได้ กลไกสำคัญที่ถูกนำมาใช้ประกอบด้วย:
- การลดภาษีนำเข้า: สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าสำเร็จรูป (CBU) ที่นำเข้าจากต่างประเทศ ได้มีการปรับลดอัตราอากรศุลกากรลงอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่อาจสูงถึง 80% ในบางกรณี เหลือเพียง 20-40% และหากมีข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ก็อาจเหลือ 0% ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อราคาขายปลีก
- การลดภาษีสรรพสามิต: อัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าถูกปรับลดลงจาก 8% เหลือเพียง 2% ทำให้ต้นทุนรวมของผู้ประกอบการลดลง และสามารถตั้งราคาจำหน่ายที่น่าดึงดูดใจผู้บริโภคมากขึ้น
- เงินอุดหนุนโดยตรง: รัฐบาลจัดสรรงบประมาณเพื่อมอบเงินอุดหนุนให้กับผู้ซื้อรถยนต์ไฟฟ้าที่เข้าเกณฑ์ โดยมีวงเงินตั้งแต่ 70,000 ถึง 150,000 บาทต่อคัน ขึ้นอยู่กับขนาดของแบตเตอรี่ ซึ่งเงินจำนวนนี้จะถูกหักออกจากราคาขาย ณ จุดจำหน่ายทันที
อย่างไรก็ตาม สิทธิประโยชน์เหล่านี้ไม่ได้มอบให้โดยไม่มีเงื่อนไข รัฐบาลได้กำหนดข้อบังคับที่สำคัญคือ ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าที่ได้รับสิทธิประโยชน์จะต้องมีแผนการลงทุนเพื่อตั้งฐานการผลิตหรือประกอบรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นนั้นๆ ในประเทศไทยภายในระยะเวลาที่กำหนด เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมในระยะยาว กรณีศึกษาที่ชัดเจนคือการที่กรมสรรพสามิตดำเนินการทางกฎหมายเพื่อเรียกคืนเงินอุดหนุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ายี่ห้อหนึ่ง หลังจากที่ไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขการผลิตในประเทศได้ตามข้อตกลง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความจริงจังในการบังคับใช้มาตรการ
แม้ว่ามาตรการเหล่านี้จะมุ่งเป้าไปที่รถยนต์ไฟฟ้าเป็นหลัก แต่เครื่องมือเชิงนโยบายทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการลดภาษี การให้เงินอุดหนุน หรือการกำหนดเงื่อนไขการผลิตในประเทศ ล้วนเป็นพิมพ์เขียวที่สามารถนำมาปรับใช้กับยานยนต์ไฟฟ้าประเภทอื่น รวมถึง E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าได้ หากภาครัฐเล็งเห็นถึงความสำคัญและต้องการส่งเสริมอย่างจริงจังในอนาคต
กลไกเชิงนโยบายที่อาจนำมาใช้กับ E-Bike และสกู๊ตเตอร์
จากโครงสร้างนโยบาย EV 3.0 สามารถถอดแบบกลไกที่จะช่วยลดราคาจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าได้อย่างเป็นรูปธรรม หากรัฐบาลตัดสินใจขยายขอบเขตการสนับสนุนมายังกลุ่มยานยนต์สองล้อไฟฟ้า โดยแต่ละกลไกมีศักยภาพในการส่งผลกระทบต่อราคาแตกต่างกันไป
การปรับลดภาษีนำเข้าและภาษีศุลกากร
ปัจจุบัน การนำเข้าจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าแบบสำเร็จรูปต้องเสียภาษีศุลกากรในอัตราที่แตกต่างกันไปตามพิกัดและแหล่งกำเนิดสินค้า หากรัฐบาลประกาศลดอัตราภาษีนำเข้าสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าสองล้อเป็นการเฉพาะ เช่น ลดจากอัตราปกติ 10-30% ลงเหลือ 0-5% จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนของผู้นำเข้า ทำให้สามารถกำหนดราคาขายปลีกในประเทศได้ต่ำลง ซึ่งเป็นมาตรการที่เห็นผลรวดเร็วและชัดเจนที่สุดสำหรับผู้บริโภค คล้ายกับที่เคยเกิดขึ้นกับรถยนต์ไฟฟ้าในช่วงแรกของมาตรการ EV 3.0
การลดหย่อนภาษีสรรพสามิต
ภาษีสรรพสามิตเป็นภาษีที่เก็บจากสินค้าบางประเภทที่อาจส่งผลกระทบต่อสังคมหรือสิ่งแวดล้อม ในทางกลับกัน รัฐสามารถใช้เป็นเครื่องมือส่งเสริมสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้เช่นกัน หากมีการกำหนดให้ E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าเป็นสินค้าในกลุ่ม “ส่งเสริมการลดมลพิษ” และประกาศลดอัตราภาษีสรรพสามิตลง หรือยกเว้นให้ทั้งหมด ราคาจำหน่ายสุดท้ายที่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วก็จะถูกลงตามไปด้วย มาตรการนี้ช่วยลดภาระของผู้ผลิตและผู้นำเข้า และส่งผ่านประโยชน์ไปยังผู้ซื้อโดยตรง
มาตรการอุดหนุนราคาโดยตรง (Subsidy)
นี่คือโมเดลที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการกระตุ้นยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า หากรัฐบาลนำมาปรับใช้กับ E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า อาจอยู่ในรูปแบบของเงินอุดหนุนต่อคัน เช่น สนับสนุนคันละ 3,000-10,000 บาท ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติ เช่น ขนาดแบตเตอรี่ หรือกำลังมอเตอร์ โดยผู้ซื้อจะได้รับส่วนลด ณ จุดขายทันที ซึ่งเป็นแรงจูงใจที่ทรงพลังอย่างมาก มาตรการนี้ไม่เพียงแต่ทำให้ราคาถูกลง แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนจากภาครัฐว่ากำลังสนับสนุนการใช้ยานพาหนะประเภทนี้อย่างจริงจัง
การส่งเสริมการผลิตในประเทศ (Local Content)
เพื่อความยั่งยืนในระยะยาว นโยบายอาจผูกสิทธิประโยชน์ต่างๆ เช่น เงินอุดหนุนหรือการลดภาษี เข้ากับเงื่อนไขการลงทุนผลิตในประเทศ คล้ายกับโมเดลของรถยนต์ไฟฟ้า รัฐอาจให้สิทธิประโยชน์เพิ่มเติมแก่ผู้ประกอบการที่ตั้งโรงงานประกอบ E-Bike หรือผลิตชิ้นส่วนสำคัญ เช่น แบตเตอรี่, มอเตอร์ หรือชุดควบคุมในประเทศไทย การทำเช่นนี้จะช่วยลดต้นทุนการผลิตในระยะยาว ลดการพึ่งพาการนำเข้า สร้างงาน และพัฒนาองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าในประเทศ ซึ่งจะส่งผลให้ราคาสินค้ามีเสถียรภาพและเข้าถึงง่ายขึ้นในอนาคต
| กลไกเชิงนโยบาย | รูปแบบการดำเนินการ | ผลกระทบต่อราคาขายปลีก | เงื่อนไขสำคัญ |
|---|---|---|---|
| ลดภาษีนำเข้า | ปรับลดอัตราอากรศุลกากรสำหรับสินค้านำเข้าสำเร็จรูป (CBU) | ลดลงโดยตรงตามอัตราภาษีที่หายไป (เห็นผลเร็ว) | อาจต้องเป็นสินค้ารุ่นที่ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยที่กำหนด |
| ลดภาษีสรรพสามิต | ปรับลดอัตราภาษีสำหรับสินค้าที่ผลิตหรือนำเข้า | ลดลงโดยสะท้อนจากต้นทุนรวมที่ต่ำลงของผู้ประกอบการ | ต้องมีการจำแนกพิกัดสินค้าให้ชัดเจน |
| เงินอุดหนุนโดยตรง | รัฐให้เงินสนับสนุนต่อคัน โดยหักเป็นส่วนลด ณ จุดขาย | ลดลงทันทีตามจำนวนเงินที่รัฐอุดหนุน (จูงใจสูง) | ต้องมีการคัดกรองผู้ประกอบการและผูกเงื่อนไขการผลิต/บริการ |
| ส่งเสริมการผลิตในประเทศ | ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี/การลงทุน แก่ผู้ผลิตในไทย | อาจไม่ลดลงทันที แต่ราคาจะค่อยๆ ลดลงและมีเสถียรภาพในระยะยาว | ต้องมีปริมาณความต้องการในตลาดที่สูงพอให้คุ้มค่าการลงทุน |
บทบาทของมาตรฐานความปลอดภัยต่อราคาและการยอมรับ
นอกเหนือจากมาตรการทางการเงินและภาษีแล้ว นโยบายด้านมาตรฐานและความปลอดภัยถือเป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญที่สามารถส่งผลกระทบต่อราคาและการยอมรับ E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าในวงกว้าง การกำหนดเกณฑ์มาตรฐานที่ชัดเจนและเหมาะสมไม่เพียงแต่ช่วยคุ้มครองผู้บริโภค แต่ยังสามารถช่วยลดต้นทุนการผลิตในระยะยาวได้อีกด้วย
ตัวอย่างจากต่างประเทศ เช่น ในออสเตรเลีย แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการกำกับดูแลมาตรฐาน หลังจากที่เคยผ่อนปรนกฎเกณฑ์การนำเข้า ส่งผลให้มีจักรยานไฟฟ้ากำลังสูงและความเร็วเกินกำหนดทะลักเข้าสู่ตลาด สร้างความเสี่ยงต่อความปลอดภัยบนท้องถนน โดยเฉพาะกับเด็กและผู้ใช้ทางเท้า ทำให้ในเวลาต่อมารัฐบาลต้องกลับมาบังคับใช้มาตรฐานที่เข้มงวดขึ้น เช่น:
- จำกัดกำลังมอเตอร์: กำหนดให้กำลังมอเตอร์ไฟฟ้าไม่เกิน 250 วัตต์ สำหรับจักรยานไฟฟ้าที่ใช้งานทั่วไป
- จำกัดความเร็ว: ระบบช่วยส่งกำลังไฟฟ้าต้องตัดการทำงานเมื่อความเร็วเกิน 25 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
- กำหนดประเภทของระบบ: เน้นให้เป็นระบบช่วยปั่น (Pedal Assist) ที่มอเตอร์จะทำงานเมื่อมีการออกแรงปั่น มากกว่าระบบคันเร่ง (Throttle) ที่ทำงานเหมือนมอเตอร์ไซค์
ในบริบทของประเทศไทย หากมีการกำหนด มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ที่ชัดเจนสำหรับ E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า จะเกิดประโยชน์ในเชิงเศรษฐศาสตร์ได้หลายประการ ประการแรก ผู้ผลิตและผู้นำเข้าจะทราบทิศทางที่ชัดเจน ทำให้สามารถวางแผนการผลิตและนำเข้าโมเดลที่เป็นไปตามมาตรฐานเดียวกันในปริมาณมาก ซึ่งนำไปสู่ “การประหยัดจากขนาด” (Economies of Scale) ทำให้ต้นทุนต่อหน่วยลดต่ำลง ประการที่สอง มาตรฐานจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค กระตุ้นให้เกิดความต้องการในตลาดเพิ่มขึ้น และเมื่อตลาดขยายตัว การแข่งขันระหว่างผู้ขายก็จะส่งผลดีต่อราคาในที่สุด
ในทางกลับกัน หากการกำหนดมาตรฐานมีความซับซ้อนเกินไป หรือบังคับให้ต้องติดตั้งอุปกรณ์ที่มีราคาสูงโดยไม่มีมาตรการอื่นมาช่วยชดเชย ก็อาจส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นและถูกส่งผ่านมายังราคาขายได้เช่นกัน ดังนั้น การสร้างสมดุลระหว่างความปลอดภัยที่จำเป็นกับต้นทุนที่สมเหตุสมผลจึงเป็นหัวใจสำคัญของนโยบายด้านมาตรฐานที่มีประสิทธิภาพ
บทเรียนสำคัญจากกรณีศึกษา: ความยั่งยืนเหนือกว่าราคาระยะสั้น
การผลักดันให้สินค้าราคาถูกลงด้วยเงินอุดหนุนจากภาครัฐนั้นมีด้านที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะในเรื่องของความยั่งยืนและการคุ้มครองผู้บริโภคในระยะยาว กรณีศึกษาของบริษัท NETA ในประเทศไทยเป็นอุทาหรณ์ที่ชัดเจนในเรื่องนี้ และให้บทเรียนสำคัญหากจะมีการนำโมเดลคล้ายกันมาใช้กับตลาด E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า
บริษัทดังกล่าวได้รับสิทธิประโยชน์จากมาตรการ EV 3.0 อย่างเต็มที่ ทั้งการลดภาษีนำเข้าและเงินอุดหนุนโดยตรงต่อคัน คิดเป็นมูลค่ารวมกว่าสองพันล้านบาทจากยอดขายหลายหมื่นคัน แต่เมื่อบริษัทแม่ในต่างประเทศประสบปัญหาและไม่สามารถดำเนินตามแผนการตั้งสายการผลิตในประเทศไทยได้ตามเงื่อนไขที่ผูกไว้กับภาครัฐ ผลกระทบที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่แค่เรื่องทางการเงินระหว่างรัฐและบริษัท แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้บริโภคที่ซื้อรถไปแล้ว ซึ่งอาจเผชิญกับความไม่แน่นอนในด้านการบริการหลังการขาย การรับประกัน และการหาอะไหล่ในอนาคต
บทเรียนที่ได้จากกรณีนี้ สามารถนำมาปรับใช้กับการวางนโยบายส่งเสริม E-Bike และสกู๊ตเตอร์ได้ดังนี้:
- การคัดกรองผู้ประกอบการ: หากรัฐจะให้เงินอุดหนุน จำเป็นต้องมีกระบวนการตรวจสอบสถานะทางการเงิน ความมั่นคง และแผนธุรกิจของผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าอย่างเข้มข้น เพื่อให้แน่ใจว่าบริษัทมีความสามารถที่จะดำเนินธุรกิจและให้บริการลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง
- เงื่อนไขผูกพันที่ชัดเจน: ข้อตกลงในการรับสิทธิประโยชน์ต้องครอบคลุมถึงภาระผูกพันด้านการบริการหลังการขาย การสต็อกอะไหล่ และการจัดตั้งศูนย์บริการที่เพียงพอ เพื่อไม่ให้ผู้บริโภคถูกทิ้งไว้ข้างหลังหากธุรกิจประสบปัญหา
- มองต้นทุนรวมในการเป็นเจ้าของ (Total Cost of Ownership): นโยบายที่ดีไม่ควรพิจารณาแค่ราคาซื้อเริ่มต้น แต่ต้องคำนึงถึงต้นทุนตลอดอายุการใช้งานของผู้บริโภคด้วย ราคาที่ถูกลงในวันแรกอาจไม่มีความหมาย หากในระยะยาวผู้ใช้ต้องจ่ายค่าซ่อมบำรุงที่แพงเกินจริง หรือไม่สามารถหาอะไหล่ได้
ดังนั้น การสร้างตลาด E-Bike และสกู๊ตเตอร์ที่ยั่งยืนจึงต้องอาศัยการกำกับดูแลที่แข็งแกร่งควบคู่ไปกับมาตรการส่งเสริม เพื่อให้แน่ใจว่าประโยชน์จะตกอยู่กับผู้บริโภคและสังคมโดยรวมอย่างแท้จริง ไม่ใช่เป็นเพียงมาตรการกระตุ้นยอดขายในระยะสั้นเท่านั้น
ทิศทางและแนวโน้มในอนาคตของนโยบาย EV สองล้อ
เมื่อพิจารณาจากทิศทางนโยบาย EV ของไทย ประกอบกับกระแสความนิยมยานพาหนะขนาดเล็ก (Micromobility) ทั่วโลก สามารถคาดการณ์ถึงรูปแบบนโยบายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตเพื่อส่งเสริม E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าอย่างจริงจังได้ แม้ว่า ณ วันที่ 9 มกราคม 2569 จะยังไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการ แต่แนวโน้มที่เป็นไปได้สูงมีดังนี้:
- มาตรการทางภาษีแบบเจาะจง: มีความเป็นไปได้ที่จะเห็นการประกาศลดหรือยกเว้นภาษีนำเข้าและภาษีสรรพสามิตสำหรับ E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัยที่รัฐกำหนด เช่น จำกัดความเร็วและกำลังมอเตอร์ เพื่อส่งเสริมการนำเข้าและผลิตสินค้ารุ่นที่ปลอดภัยต่อการใช้งานในเมือง
- โครงการแลกเปลี่ยนรถเก่า: เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านและลดมลพิษจากยานพาหนะเก่า รัฐอาจจัดทำโครงการ “เทิร์นรถเก่า” โดยให้เจ้าของรถจักรยานยนต์เครื่องยนต์สันดาปที่มีอายุการใช้งานนาน สามารถนำรถเก่ามาแลกรับส่วนลดพิเศษหรือเงินอุดหนุนเพิ่มเติมสำหรับการซื้อสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าหรือ E-Bike คันใหม่
- การสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน: นอกจากการลดราคาตัวรถแล้ว การลดต้นทุนการใช้งานก็เป็นสิ่งสำคัญ รัฐอาจส่งเสริมการลงทุนติดตั้งจุดชาร์จสาธารณะสำหรับยานยนต์สองล้อไฟฟ้า หรือสนับสนุนผู้ให้บริการแพลตฟอร์มสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ (Battery Swapping) เพื่อให้ผู้ใช้ไม่ต้องกังวลเรื่องระยะทางและเวลาในการชาร์จ
- สิทธิประโยชน์สำหรับผู้ให้บริการเช่า-ใช้: อาจมีการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่บริษัทที่ทำธุรกิจให้เช่า E-Bike หรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าในรูปแบบ Bike/Scooter Sharing เพื่อกระตุ้นให้เกิดบริการที่ครอบคลุมในเขตเมือง ทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการใช้งานยานพาหนะไฟฟ้าได้โดยไม่จำเป็นต้องซื้อขาด
สรุปภาพรวมและแนวโน้ม
โดยสรุป แม้ในปัจจุบันจะยังไม่มีนโยบายที่ประกาศออกมาเพื่อทำให้ E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้ามีราคาถูกลงโดยตรง แต่กรอบการทำงานและเครื่องมือที่รัฐบาลไทยเคยใช้กับมาตรการส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้าอย่าง EV 3.0 ได้แสดงให้เห็นถึงพิมพ์เขียวที่ชัดเจนและมีศักยภาพสูงในการนำมาปรับใช้ กลไกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการลดภาษีนำเข้าและสรรพสามิต, การให้เงินอุดหนุนโดยตรง, ควบคู่ไปกับการกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยและการส่งเสริมการผลิตในประเทศ ล้วนเป็นแนวทางที่เป็นไปได้และสามารถส่งผลให้ราคาของยานยนต์ไฟฟ้าสองล้อลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของนโยบายในอนาคตจะขึ้นอยู่กับการออกแบบที่รอบคอบ โดยต้องเรียนรู้จากบทเรียนที่ผ่านมา เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างการกระตุ้นตลาดในระยะสั้นกับความยั่งยืนในระยะยาว ซึ่งรวมถึงการคุ้มครองผู้บริโภคในด้านบริการหลังการขายและความปลอดภัย หากภาครัฐสามารถดำเนินนโยบายเหล่านี้ได้อย่างเป็นรูปธรรม ก็มีความเป็นไปได้สูงที่จักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าจะกลายเป็นทางเลือกในการเดินทางที่เข้าถึงง่ายและเป็นที่นิยมสำหรับคนไทยในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
เลือกซื้อจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่ได้มาตรฐาน
การเลือกซื้อ E-Bike หรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่มีคุณภาพและได้รับมาตรฐานเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อความปลอดภัยและประสบการณ์การใช้งานที่ดีในระยะยาว GIANT Shopping Mall คือศูนย์รวมจักรยานไฟฟ้า สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า และ E-Bike หลากหลายประเภท ที่ได้รับการคัดสรรมาเพื่อตอบสนองทุกความต้องการในการเดินทางยุคใหม่ พร้อมการรับประกันและบริการหลังการขายที่น่าเชื่อถือ
สามารถเข้ามาเลือกชมสินค้าจริงและรับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญได้ที่ร้าน หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมผ่านช่องทางต่างๆ
เวลาทำการ: เปิดบริการทุกวัน จันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
เบอร์โทรศัพท์: 061-962-2878
ที่ตั้ง: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น 40000
ติดตามโปรโมชั่นและข่าวสารได้ที่ FACEBOOK PAGE หรือพูดคุยโดยตรงผ่าน LINE และ ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม ผ่านทางเว็บไซต์

