กฎหมาย E-Scooter 2569: ต้องมีใบขับขี่หรือไม่?
สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า หรือ E-Scooter ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในฐานะยานพาหนะส่วนบุคคลขนาดเล็กที่ตอบโจทย์การเดินทางในเมือง อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้งานจำนวนมากยังคงมีคำถามเกี่ยวกับสถานะทางกฎหมาย โดยเฉพาะประเด็นสำคัญอย่าง กฎหมาย E-Scooter 2569: ต้องมีใบขับขี่หรือไม่? ซึ่งเป็นข้อกังวลหลักที่ส่งผลต่อการตัดสินใจใช้งานและการขับขี่บนท้องถนนสาธารณะ การทำความเข้าใจข้อบังคับที่มีอยู่และแนวโน้มในอนาคตจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ใช้ทุกคน
- สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าถูกจัดอยู่ในประเภทรถจักรยานยนต์ตาม พ.ร.บ. รถยนต์ พ.ศ. 2522 ซึ่งหมายความว่าผู้ขับขี่จำเป็นต้องมีใบอนุญาตขับรถ
- ปัจจุบันสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าส่วนใหญ่ไม่สามารถจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกได้ ทำให้การนำมาใช้งานบนถนนสาธารณะถือว่าผิดกฎหมาย
- ผู้ที่ฝ่าฝืนนำสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่ไม่ได้จดทะเบียนมาใช้บนทางสาธารณะ อาจต้องรับโทษปรับสูงสุด 10,000 บาท และหากไม่มีใบขับขี่อาจมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท
- แนวโน้มกฎหมายในอนาคตคาดว่าจะมีความเข้มงวดมากขึ้น โดยอาจกำหนดมาตรฐานความปลอดภัย การจดทะเบียน และข้อบังคับสำหรับผู้ขับขี่ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น
สถานะทางกฎหมายของสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าในปัจจุบัน
การทำความเข้าใจสถานะทางกฎหมายของสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าในประเทศไทยเป็นสิ่งแรกที่ผู้ครอบครองและผู้ที่สนใจควรทราบ เพื่อหลีกเลี่ยงการกระทำที่อาจผิดต่อข้อบังคับและนำมาซึ่งบทลงโทษ ปัจจุบัน กฎหมายหลักที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลยานพาหนะประเภทนี้คือพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 ซึ่งครอบคลุมยานพาหนะที่ขับเคลื่อนด้วยกำลังเครื่องยนต์และกำลังไฟฟ้า
สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าภายใต้ พ.ร.บ. รถยนต์ พ.ศ. 2522
ตามคำนิยามในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 ได้ระบุความหมายของ “รถจักรยานยนต์” ไว้อย่างชัดเจนว่าหมายถึง “รถที่เดินด้วยกำลังเครื่องยนต์หรือกำลังไฟฟ้า และมีล้อไม่เกินสองล้อ” จากคำนิยามนี้ สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าซึ่งมีคุณสมบัติตรงตามที่กฎหมายกำหนด คือ ขับเคลื่อนด้วยกำลังไฟฟ้าและมีสองล้อ จึงถูกตีความและจัดให้อยู่ในประเภทของรถจักรยานยนต์โดยปริยาย
ผลจากการถูกจัดเป็นรถจักรยานยนต์ ทำให้ผู้ที่ขับขี่สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าจำเป็นต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบเช่นเดียวกับผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ทั่วไป ซึ่งรวมถึงข้อบังคับที่สำคัญที่สุดคือ การมีใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล ที่ออกโดยกรมการขนส่งทางบกอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
ดังนั้น ข้อสงสัยที่ว่าการขับขี่ E-Scooter ต้องมีใบขับขี่หรือไม่นั้น คำตอบตามกฎหมายปัจจุบันคือ “จำเป็นต้องมี” การขับขี่โดยไม่มีใบอนุญาตจึงถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายและมีโทษตามที่กำหนดไว้
ปัญหาการจดทะเบียนและข้อจำกัดการใช้งาน
แม้ว่าสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าจะถูกจัดเป็นรถจักรยานยนต์ แต่ความท้าทายที่สำคัญที่สุดคือกระบวนการจดทะเบียน สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าส่วนใหญ่ที่จำหน่ายในท้องตลาดมักไม่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่กรมการขนส่งทางบกกำหนดสำหรับยานพาหนะที่จะนำมาจดทะเบียนได้ เช่น ไม่มีอุปกรณ์ส่วนควบที่จำเป็นตามมาตรฐานความปลอดภัย (ไฟหน้า, ไฟท้าย, ไฟเลี้ยว, แตร) หรือไม่มีเอกสารรับรองมาตรฐานจากผู้ผลิตที่ถูกต้อง
เมื่อไม่สามารถจดทะเบียนเพื่อขอรับแผ่นป้ายทะเบียนและเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีได้ สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าจึงไม่สามารถนำมาใช้งานบน “ทาง” หรือถนนสาธารณะได้ตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 และพระราชบัญญัติการจราจรทางบก พ.ศ. 2522 ซึ่งระบุห้ามมิให้ผู้ใดนำรถที่มิได้จดทะเบียนมาใช้ในทางเดินรถ การใช้งานจึงถูกจำกัดอยู่เพียงในพื้นที่ส่วนบุคคล เช่น บริเวณบ้าน หมู่บ้านจัดสรร หรือพื้นที่ปิดที่ไม่ใช่ทางสัญจรสาธารณะเท่านั้น
บทลงโทษและผลกระทบทางกฎหมายสำหรับผู้ใช้งาน
การนำสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้ามาใช้งานบนถนนสาธารณะโดยไม่ปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง อาจนำไปสู่บทลงโทษหลายประการ ผู้ใช้งานควรตระหนักถึงความผิดและอัตราโทษที่อาจเกิดขึ้น เพื่อประเมินความเสี่ยงและตัดสินใจใช้งานยานพาหนะอย่างมีความรับผิดชอบ
สรุปข้อหาและอัตราโทษตามกฎหมาย
ผู้ที่ฝ่าฝืนนำ E-Scooter ที่ไม่ได้จดทะเบียนมาใช้บนทางสาธารณะ อาจต้องเผชิญกับความผิดตามกฎหมายหลายฉบับพร้อมกัน ซึ่งมีบทลงโทษแตกต่างกันไป ดังนี้
| ฐานความผิด | กฎหมายที่เกี่ยวข้อง | บทลงโทษ |
|---|---|---|
| นำรถที่ไม่ได้จดทะเบียนและเสียภาษีมาใช้ | พ.ร.บ. รถยนต์ พ.ศ. 2522 (มาตรา 6) | ปรับไม่เกิน 10,000 บาท |
| ขับรถโดยไม่มีใบอนุญาตขับรถ | พ.ร.บ. รถยนต์ พ.ศ. 2522 (มาตรา 64) | จำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ |
| ใช้รถที่ไม่มีป้ายเลขทะเบียน | พ.ร.บ. การจราจรทางบก พ.ศ. 2522 (มาตรา 7) | ปรับไม่เกิน 2,000 บาท |
ความเสี่ยงเพิ่มเติมที่ผู้ขับขี่ต้องเผชิญ
นอกเหนือจากโทษปรับและจำคุกตามกฎหมายแล้ว การใช้งานสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าบนถนนยังมีความเสี่ยงอื่นๆ แฝงอยู่ ประเด็นสำคัญคือเรื่องของการประกันภัย เนื่องจากยานพาหนะไม่สามารถจดทะเบียนได้ จึงไม่สามารถทำประกันภัยภาคบังคับ (พ.ร.บ.) ได้ ซึ่งหมายความว่าหากเกิดอุบัติเหตุจนทำให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับบาดเจ็บหรือทรัพย์สินเสียหาย ผู้ขับขี่จะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียว ซึ่งอาจเป็นจำนวนเงินที่สูงมาก
นอกจากนี้ การขาดมาตรฐานความปลอดภัยที่ชัดเจนของตัวรถ เช่น ระบบเบรกที่ไม่เพียงพอ หรือการไม่มีสัญญาณไฟที่เหมาะสม ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนที่มีการจราจรหนาแน่นและใช้ความเร็วสูง การขับขี่ E-scooter ปะปนกับรถยนต์และรถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่อาจเป็นอันตรายต่อทั้งตัวผู้ขับขี่เองและผู้ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ
แนวโน้มกฎหมาย E-Scooter ในปี 2569 และอนาคต
แม้ว่าสถานะทางกฎหมายในปัจจุบันจะยังไม่มีความชัดเจนและไม่เอื้อต่อการใช้งานสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าบนทางสาธารณะ แต่แนวโน้มในอนาคต โดยเฉพาะในปี 2569 และหลังจากนั้น มีความเป็นไปได้สูงที่จะมีการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบเพื่อให้ทันต่อเทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่และพฤติกรรมการเดินทางที่เปลี่ยนไปของผู้คน
การเปลี่ยนแปลงที่คาดว่าจะเกิดขึ้น
ภาครัฐเริ่มตระหนักถึงความนิยมของยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็ก (Personal Mobility Vehicle – PMV) และมีความพยายามที่จะหาแนวทางกำกับดูแลที่เหมาะสม มีการคาดการณ์ว่าในอนาคตอันใกล้ อาจมีการออกกฎหมายหรือกฎกระทรวงฉบับใหม่ที่แยกประเภทของสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าออกจากรถจักรยานยนต์อย่างชัดเจน โดยอาจกำหนดเป็นยานพาหนะประเภทใหม่ที่มีข้อบังคับเฉพาะตัว
การเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่:
- การกำหนดมาตรฐานยานพาหนะ: อาจมีการกำหนดคุณสมบัติขั้นต่ำสำหรับ E-Scooter ที่จะอนุญาตให้ใช้งานได้ เช่น ความเร็วสูงสุด, กำลังมอเตอร์, ระบบเบรก, และอุปกรณ์ส่องสว่าง
- การสร้างระบบจดทะเบียนแบบใหม่: อาจมีการเปิดให้จดทะเบียน E-Scooter ได้ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด เพื่อให้สามารถระบุตัวตนของเจ้าของและยานพาหนะได้
- การกำหนดพื้นที่ใช้งาน: อาจมีการอนุญาตให้ขับขี่ได้ในพื้นที่จำกัด เช่น ช่องทางจักรยาน, เลนเฉพาะ หรือถนนในท้องถิ่นที่มีความเร็วต่ำ แทนที่จะอนุญาตบนถนนหลักทุกสาย
- ข้อบังคับด้านใบขับขี่: อาจมีการกำหนดใบอนุญาตขับขี่ประเภทใหม่สำหรับยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็กโดยเฉพาะ หรืออาจยกเว้นข้อกำหนดนี้สำหรับสกู๊ตเตอร์ที่มีความเร็วต่ำมาก
เปรียบเทียบกับกฎระเบียบของบริการเรียกรถ
ตัวอย่างที่น่าสนใจซึ่งอาจสะท้อนทิศทางของกฎระเบียบในอนาคต คือการจัดระเบียบรถยนต์ที่ให้บริการผ่านแอปพลิเคชันเรียกรถ โดยภาครัฐได้ขยายเวลาให้ผู้ขับขี่ต้องนำรถมาจดทะเบียนเป็นรถยนต์รับจ้างและทำใบขับขี่สาธารณะให้ถูกต้องภายในวันที่ 31 มีนาคม 2569 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงแนวทางของภาครัฐที่ต้องการนำยานพาหนะรูปแบบใหม่ๆ เข้าสู่ระบบการกำกับดูแลที่ชัดเจนและปลอดภัย
แนวทางดังกล่าวไม่เพียงเน้นที่การจดทะเบียน แต่ยังรวมถึงการกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยที่เข้มงวด และการกำหนดให้แพลตฟอร์มผู้ให้บริการต้องมีส่วนรับผิดชอบในการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ขับขี่และยานพาหนะ ซึ่งเป็นโมเดลที่อาจถูกนำมาปรับใช้กับกฎหมายสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าในอนาคต เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัยให้กับสังคมโดยรวม
เตรียมความพร้อมอย่างไรให้ขับขี่ E-Scooter ได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย
ในระหว่างที่รอกฎหมายมีความชัดเจนมากขึ้น ผู้ใช้งานสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าสามารถเตรียมความพร้อมและใช้งานยานพาหนะของตนเองได้อย่างปลอดภัยและลดความเสี่ยงในการกระทำผิดกฎหมายได้ โดยการปฏิบัติตามคำแนะนำและเลือกใช้อุปกรณ์ที่เหมาะสม
ข้อควรปฏิบัติสำหรับผู้ใช้ในปัจจุบัน
เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาทางกฎหมายและความเสี่ยงจากอุบัติเหตุ ผู้ใช้งาน E-Scooter ควรยึดถือแนวทางปฏิบัติดังต่อไปนี้:
- จำกัดพื้นที่การใช้งาน: ใช้งานสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าเฉพาะในพื้นที่ส่วนบุคคลหรือพื้นที่ปิด เช่น ในหมู่บ้าน, คอนโดมิเนียม, สวนสาธารณะที่อนุญาต หรือเส้นทางส่วนบุคคล หลีกเลี่ยงการขับขี่บนถนนสาธารณะ, ทางเท้า หรือทางหลวงโดยเด็ดขาด
- สวมใส่อุปกรณ์ป้องกัน: สวมหมวกนิรภัยทุกครั้งที่ขับขี่ รวมถึงอุปกรณ์ป้องกันอื่นๆ เช่น สนับศอกและสนับเข่า เพื่อลดความรุนแรงหากเกิดอุบัติเหตุ
- ติดตามข่าวสาร: ติดตามข้อมูลเกี่ยวกับ กฎหมายจราจร 2569 และข้อบังคับเกี่ยวกับยานพาหนะไฟฟ้าอย่างสม่ำเสมอจากหน่วยงานภาครัฐที่เชื่อถือได้ เพื่อปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายได้อย่างทันท่วงที
- ขับขี่ด้วยความระมัดระวัง: ใช้ความเร็วที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ และระมัดระวังสภาพแวดล้อมรอบตัวเสมอ โดยเฉพาะเมื่อขับขี่ในบริเวณที่มีผู้คนสัญจรไปมา
ความสำคัญของมาตรฐานความปลอดภัย E-Scooter
การเลือกซื้อสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่มีมาตรฐานความปลอดภัยสูงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง แม้ว่าปัจจุบันจะยังไม่มีข้อบังคับทางกฎหมายที่ชัดเจน แต่การเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่และอาจสอดคล้องกับมาตรฐานที่อาจถูกกำหนดขึ้นในอนาคต
สิ่งที่ควรพิจารณา ao;นหลัก ได้แก่:
- ระบบเบรก: เลือกรุ่นที่มีระบบเบรกที่เชื่อถือได้ เช่น ดิสก์เบรก ทั้งล้อหน้าและล้อหลัง เพื่อให้สามารถหยุดรถได้อย่างปลอดภัยในระยะทางสั้น
- ระบบไฟส่องสว่าง: ควรมีไฟหน้า ไฟท้าย และไฟเบรกที่สว่างชัดเจน เพื่อให้ผู้ใช้ถนนคนอื่นสามารถมองเห็นได้ง่าย โดยเฉพาะในเวลากลางคืน
- โครงสร้างที่แข็งแรง: วัสดุที่ใช้ทำตัวรถควรมีความทนทาน สามารถรับน้ำหนักผู้ขับขี่ได้ดี และออกแบบมาอย่างมั่นคง
- ยางและระบบกันสะเทือน: ยางที่มีคุณภาพและระบบกันสะเทือนที่ดีจะช่วยให้การขับขี่นุ่มนวลและควบคุมรถได้ง่ายขึ้นบนพื้นผิวที่ขรุขระ
บทสรุปและแนวทางปฏิบัติสำหรับผู้ใช้สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า
โดยสรุปแล้ว ภายใต้กรอบของกฎหมายปัจจุบัน การขับขี่สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าบนถนนสาธารณะในประเทศไทยยังคงเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย เนื่องจากไม่สามารถจดทะเบียนได้ และผู้ขับขี่จำเป็นต้องมีใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์ การฝ่าฝืนมีโทษทั้งจำและปรับ อย่างไรก็ตาม แนวโน้มกฎหมาย E-Scooter ในปี 2569 และอนาคตคาดว่าจะมีการปรับปรุงเพื่อให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีและการใช้งานที่แพร่หลายมากขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่การกำหนดมาตรฐาน การจดทะเบียน และข้อบังคับที่ชัดเจนสำหรับผู้ใช้งาน
สำหรับผู้ที่สนใจหรือใช้งานสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าอยู่ การเลือกยานพาหนะที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานความปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับกฎระเบียบในอนาคตและเพื่อความปลอดภัยของตนเอง การขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญจะช่วยให้สามารถเลือกซื้อ E-Scooter หรือจักรยานไฟฟ้าที่เหมาะสมกับการใช้งานและถูกต้องตามข้อกำหนดได้
ที่ GIANT Shopping Mall เราคือศูนย์รวมจำหน่ายจักรยานไฟฟ้าทุกประเภท สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า และ E-bike ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการ พร้อมให้คำปรึกษาโดยผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้การเดินทางของคุณสะดวกสบายและปลอดภัย
ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่:
FACEBOOK PAGE | LINE | ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม
เวลาทำการ: จันทร์ – เสาร์ (9.00 – 18.00 น.)
โทรศัพท์: 061-962-2878
ที่ตั้งร้าน: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น 40000

