เฟสต่อไป? วิเคราะห์มาตรการ EV รัฐ หนุน E-Bike ปี 2570
การเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในประเทศไทยกำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้น โดยมีนโยบายภาครัฐเป็นตัวแปรสำคัญในการกำหนดทิศทางของตลาด โดยเฉพาะในกลุ่มรถสองล้อไฟฟ้า เช่น จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง คำถามสำคัญที่หลายฝ่ายจับตามองคือทิศทางของมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐจะเป็นอย่างไรต่อไปหลังสิ้นสุดมาตรการ EV 3.5
ประเด็นสำคัญของมาตรการ EV สำหรับ E-Bike ถึงปี 2570
- ความต่อเนื่องของมาตรการ EV 3.5: มาตรการปัจจุบันยังคงให้การสนับสนุนรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าไปจนถึงปี พ.ศ. 2570 ผ่านกลไกเงินอุดหนุนและการลดหย่อนภาษีสรรพสามิต ซึ่งช่วยให้ราคายานพาหนะเข้าถึงง่ายขึ้น
- เป้าหมาย 30@30: นโยบายหลักของประเทศมุ่งผลักดันให้ไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาค โดยตั้งเป้าให้การผลิตยานยนต์ไร้มลพิษ (ZEV) มีสัดส่วน 30% ของการผลิตทั้งหมดภายในปี 2573
- แนวโน้มหลังปี 2570: ทิศทางนโยบายมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนจากการเน้นอุดหนุนราคาซื้อ ไปสู่การส่งเสริมการลงทุนในระบบนิเวศ EV ทั้งหมด เช่น สถานีชาร์จ, เทคโนโลยีแบตเตอรี่ และการรีไซเคิล
- ผลกระทบต่อผู้ผลิต: ผู้ผลิตในประเทศได้รับประโยชน์จากมาตรการสนับสนุน แต่ยังคงเผชิญความท้าทายจากการแข่งขันด้านราคาและข้อกำหนดด้านการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ
การวิเคราะห์ เฟสต่อไป? วิเคราะห์มาตรการ EV รัฐ หนุน E-Bike ปี 2570 เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้บริโภคที่กำลังวางแผนซื้อจักรยานไฟฟ้า รวมถึงผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม เพื่อทำความเข้าใจภูมิทัศน์ของตลาดและเตรียมพร้อมรับมือนโยบายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต มาตรการ EV 3.5 ซึ่งครอบคลุมถึงปี 2570 ถือเป็นกรอบนโยบายที่ชัดเจนที่สุดในปัจจุบัน โดยมุ่งเน้นการสร้างแรงจูงใจผ่านเงินอุดหนุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษี เพื่อกระตุ้นอุปสงค์และดึงดูดการลงทุนในห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ไฟฟ้าของไทย การทำความเข้าใจในรายละเอียดของมาตรการเหล่านี้จะช่วยให้สามารถประเมินทิศทางของราคาและเทคโนโลยีในตลาด E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น
ทิศทางนโยบาย EV ไทย: ภาพรวมและเป้าหมาย
นโยบายส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทยถูกวางกรอบภายใต้ยุทธศาสตร์ระยะยาวที่มุ่งเป้าสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสร้างความยั่งยืนด้านพลังงาน เป้าหมายสำคัญที่เป็นหัวใจของนโยบายนี้คือ นโยบาย 30@30 ซึ่งกำหนดเป้าหมายให้การผลิตยานยนต์ที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ (Zero Emission Vehicle: ZEV) มีสัดส่วนอย่างน้อย 30% ของการผลิตยานยนต์ทั้งหมดในประเทศภายในปี พ.ศ. 2573 (ค.ศ. 2030) เป้าหมายนี้ไม่เพียงแต่ตอบสนองต่อพันธกรณีด้านสิ่งแวดล้อมระดับโลก แต่ยังเป็นการวางตำแหน่งให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าที่สำคัญของภูมิภาคอีกด้วย
เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมาย 30@30 ให้เป็นรูปธรรม รัฐบาลได้ออกมาตรการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มต้นจากมาตรการ EV 3.0 (พ.ศ. 2565–2568) และต่อยอดมาสู่ มาตรการ EV 3.5 (พ.ศ. 2567–2570) ซึ่งเป็นกลไกหลักที่ส่งผลโดยตรงต่อตลาด E-Bike และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในปัจจุบัน แกนหลักของมาตรการเหล่านี้ประกอบด้วย 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่:
- เงินอุดหนุนต่อคัน: การให้เงินสนับสนุนแก่ผู้ซื้อโดยตรงเพื่อลดภาระด้านราคาและกระตุ้นการตัดสินใจ
- การปรับลดอัตราภาษี: การปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าให้ต่ำกว่ายานยนต์สันดาปภายในอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อสร้างความได้เปรียบด้านราคาในตลาด
- เงื่อนไขส่งเสริมการผลิตในประเทศ (Localization): การกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ผลิตที่เข้าร่วมโครงการต้องมีการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ หรือมีการลงทุนตั้งฐานการผลิตในไทย เพื่อสร้างและพัฒนาห่วงโซ่อุปทาน EV ภายในประเทศให้แข็งแกร่ง
มาตรการเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงเจตนาที่ชัดเจนของภาครัฐในการสร้างสมดุลระหว่างการกระตุ้นอุปสงค์ในระยะสั้น และการสร้างรากฐานอุตสาหกรรมที่ยั่งยืนในระยะยาว ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดอนาคตของตลาด E-Bike ในประเทศไทยต่อไป
เจาะลึกมาตรการ EV 3.5: แรงขับเคลื่อนหลักของ E-Bike ถึงปี 2570
มาตรการ EV 3.5 คือกรอบนโยบายที่ชัดเจนที่สุดซึ่งส่งผลโดยตรงต่อตลาดรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าและ E-Bike ในประเทศไทย โดยมีระยะเวลาบังคับใช้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2567 จนถึงสิ้นปี พ.ศ. 2570 มาตรการนี้ได้สานต่อและปรับปรุงจากมาตรการ EV 3.0 เพื่อให้การสนับสนุนมีความต่อเนื่องและส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น
เงินอุดหนุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษี
หัวใจสำคัญของมาตรการ EV 3.5 ที่ผู้บริโภคสัมผัสได้โดยตรงคือการสร้างแรงจูงใจด้านราคา สำหรับกลุ่มรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ผู้ผลิตที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับสิทธิประโยชน์ที่สามารถส่งต่อไปยังผู้ซื้อได้ ดังนี้:
- เงินอุดหนุนต่อคัน: รัฐให้เงินอุดหนุนสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาทต่อคัน สำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่ผ่านเกณฑ์ที่กำหนด ซึ่งช่วยลดราคาขายปลีกเริ่มต้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- การลดหย่อนภาษี EV: มีการปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าให้เหลือในระดับต่ำ ทำให้ต้นทุนรวมของผู้ผลิตลดลง และสามารถกำหนดราคาจำหน่ายที่สามารถแข่งขันกับรถจักรยานยนต์เครื่องยนต์สันดาปในพิกัดเดียวกันได้
การผสมผสานระหว่างเงินอุดหนุนโดยตรงและการลดภาระทางภาษี ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ทำให้ราคาของ E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าในตลาดน่าสนใจยิ่งขึ้น และเป็นปัจจัยหลักในการเร่งการยอมรับยานยนต์ไฟฟ้าประเภทสองล้อในวงกว้าง
เงื่อนไขการลงทุนและการพัฒนาห่วงโซ่อุปทาน
นอกเหนือจากการกระตุ้นฝั่งผู้ซื้อแล้ว มาตรการ EV 3.5 ยังให้ความสำคัญกับการสร้างรากฐานอุตสาหกรรมในประเทศผ่านเงื่อนไขการลงทุนที่ชัดเจน ผู้ผลิตที่ต้องการรับสิทธิประโยชน์จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ส่งเสริมการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานในประเทศ เช่น:
- การใช้ชิ้นส่วนในประเทศ (Local Content): มีการกำหนดสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนสำคัญที่ผลิตในประเทศ เช่น แบตเตอรี่, มอเตอร์ไฟฟ้า, และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุนและการจ้างงานในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง
- สิทธิประโยชน์การลงทุนจาก BOI: ผู้ผลิตจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อการลงทุนเพิ่มเติม เช่น การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นระยะเวลาหนึ่ง เพื่อดึงดูดให้แบรนด์ทั้งในและต่างประเทศตัดสินใจตั้งฐานการผลิตในไทย
- การส่งเสริมการผลิตเพื่อส่งออก: นโยบายยังเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตสามารถใช้ไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออกไปยังตลาดในภูมิภาค โดยเฉพาะในกลุ่มรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าและบิ๊กไบค์ไฟฟ้า
กลไกเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าภาครัฐมองไกลกว่าแค่การเปลี่ยนผ่านยานยนต์บนท้องถนน แต่มุ่งหวังที่จะสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าที่ครบวงจรและยั่งยืน
| มาตรการ | รายละเอียด | ผลกระทบต่อผู้บริโภคและตลาด |
|---|---|---|
| เงินอุดหนุน | สูงสุด 10,000 บาทต่อคัน (ตามเงื่อนไขที่กำหนด) | ลดราคาขายปลีก ทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อง่ายขึ้น |
| ภาษีสรรพสามิต | ปรับลดอัตราภาษีสำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า | ช่วยให้ราคาจำหน่ายสามารถแข่งขันกับรถเครื่องยนต์สันดาปได้ |
| การส่งเสริมการลงทุน | สิทธิประโยชน์ทางภาษีจาก BOI และเงื่อนไขการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ | เพิ่มความหลากหลายของรุ่นรถในตลาด และสร้างความมั่นใจในบริการหลังการขายระยะยาว |
มองไปข้างหน้า: แนวโน้มหลังปี 2570 สู่ระบบนิเวศที่ยั่งยืน
แม้ว่าในปัจจุบันจะยังไม่มีการประกาศมาตรการ “EV 4.0” อย่างเป็นทางการ แต่ทิศทางเชิงนโยบายในระยะยาวเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น โดยมีแนวโน้มที่จะขยับจากการให้ความสำคัญกับการอุดหนุนราคาขายปลีก ไปสู่การสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบนิเวศ (Ecosystem) ของยานยนต์ไฟฟ้าโดยรวม เพื่อให้ตลาดสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนด้วยตัวเองหลังจากสิ้นสุดมาตรการ EV 3.5
การเปลี่ยนผ่านจากการอุดหนุนราคา
การให้เงินอุดหนุนโดยตรงมักเป็นมาตรการในระยะเริ่มต้นเพื่อสร้างตลาด เมื่อตลาดเริ่มเติบโตและมีขนาดใหญ่ขึ้น แนวโน้มของนโยบายในเฟสต่อไปคือการค่อยๆ ลดการพึ่งพาเงินอุดหนุนต่อคันลง และหันไปให้แรงจูงใจในด้านอื่นแทน เช่น:
- การส่งเสริมการลงทุนด้านเทคโนโลยี: สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีที่สำคัญ เช่น แบตเตอรี่ประสิทธิภาพสูง, ระบบบริหารจัดการพลังงาน (BMS), และมอเตอร์ไฟฟ้า
- การสร้างอุตสาหกรรมรีไซเคิล: การให้สิทธิประโยชน์แก่ผู้ประกอบการที่ลงทุนในโรงงานรีไซเคิลแบตเตอรี่ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของเศรษฐกิจหมุนเวียนและช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
การยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน
ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตของตลาด EV ดังนั้น นโยบายหลังปี 2570 จึงมีแนวโน้มที่จะมุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้ครอบคลุมและใช้งานได้สะดวกยิ่งขึ้น โดยเฉพาะสำหรับผู้ใช้งานรถสองล้อไฟฟ้า:
- การขยายสถานีสลับแบตเตอรี่ (Battery Swapping Station): สำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า การสลับแบตเตอรี่เป็นทางออกที่รวดเร็วและสะดวกกว่าการชาร์จ นโยบายอาจส่งเสริมการลงทุนในเครือข่ายสถานีสลับแบตเตอรี่ให้ครอบคลุมพื้นที่เมืองและย่านที่อยู่อาศัย
- การเพิ่มจุดชาร์จสาธารณะ: สนับสนุนการติดตั้งจุดชาร์จสำหรับ E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าในพื้นที่สาธารณะ เช่น อาคารสำนักงาน, ห้างสรรพสินค้า, และสถานีขนส่งมวลชน
ทิศทางนโยบายหลังปี 2570 มีแนวโน้มจะเปลี่ยนจากการ “อุดหนุนราคารถ” ไปสู่การ “ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและห่วงโซ่อุปทาน” เพื่อสร้างการเติบโตของตลาด E-Bike ที่ยั่งยืนในระยะยาว
ผลกระทบต่อตลาดและผู้ผลิต E-Bike ในประเทศไทย
มาตรการสนับสนุนของภาครัฐได้สร้างทั้งโอกาสและความท้าทายให้กับผู้เล่นในตลาด E-Bike ของไทย การทำความเข้าใจพลวัตเหล่านี้จะช่วยให้เห็นภาพรวมของอุตสาหกรรมได้ชัดเจนขึ้น
โอกาสและความได้เปรียบของผู้ผลิตในประเทศ
ผู้ผลิตรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์เดิมที่ปรับสายการผลิตหรือผู้เล่นรายใหม่ ล้วนได้รับประโยชน์โดยตรงจากมาตรการ EV 3.5 ในหลายมิติ:
- ราคาที่แข่งขันได้: เงินอุดหนุนและภาษีสรรพสามิตที่ต่ำช่วยให้ผู้ผลิตสามารถตั้งราคาขายที่แข่งขันกับรถเครื่องยนต์สันดาปได้โดยไม่กระทบต่อกำไรมากนัก
- โอกาสในการส่งออก: นโยบายที่ส่งเสริมให้ไทยเป็นฐานการผลิต EV เปิดโอกาสให้ผู้ผลิตสามารถขยายตลาดไปยังประเทศเพื่อนบ้านและภูมิภาคอื่น ๆ ได้ในอนาคต
ความท้าทายและความกดดันด้านการแข่งขัน
อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมยังคงเผชิญกับความท้าทายที่สำคัญ โดยเฉพาะแรงกดดันด้านต้นทุนและผลกำไรจากปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้:
- การแข่งขันด้านราคา: ตลาดรถสองล้อไฟฟ้ามีการแข่งขันที่รุนแรง โดยเฉพาะจากสินค้านำเข้าจากประเทศจีนที่มีต้นทุนการผลิตต่ำ ทำให้ผู้ผลิตในประเทศต้องพยายามควบคุมต้นทุนอย่างหนัก
- เงื่อนไขการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ: แม้ว่าเงื่อนไข Local Content จะดีต่ออุตสาหกรรมในระยะยาว แต่ในระยะสั้นอาจทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นสำหรับผู้ผลิตที่ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าชิ้นส่วนสำคัญ
ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตา: อนาคต E-Bike ไทย
เมื่อมองไปยังอนาคตของตลาด E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าในไทยจนถึงปี 2570 และเฟสต่อไป มีประเด็นเชิงนโยบายหลายด้านที่ควรค่าแก่การติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากจะส่งผลโดยตรงต่อทิศทางของตลาด
เงื่อนไขและรายละเอียดของมาตรการ EV 3.5
รายละเอียดปลีกย่อยของเงื่อนไขการรับเงินอุดหนุนเป็นตัวแปรสำคัญ เช่น ข้อกำหนดด้านราคาขายปลีก, ขนาดความจุแบตเตอรี่, และคุณสมบัติขั้นต่ำของยานพาหนะ หากเงื่อนไขมีความเข้มงวดเกินไป อาจจำกัดจำนวนรุ่นของ E-Bike ที่สามารถเข้าร่วมโครงการได้ ซึ่งจะส่งผลต่อทางเลือกของผู้บริโภค
โครงสร้างภาษีหลังสิ้นสุดมาตรการ
สิ่งที่เกิดขึ้นหลังปี 2570 จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญ หากรัฐบาลตัดสินใจยกเลิกเงินอุดหนุนแต่ยังคงอัตราภาษีสรรพสามิตในระดับต่ำไว้ ตลาดอาจยังคงเติบโตต่อไปได้ แต่หากมีการปรับขึ้นภาษี EV อาจส่งผลให้ราคาสูงขึ้นและทำให้การเติบโตของตลาดชะลอตัวลง
การกำกับดูแลยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็ก
ปัจจุบันนโยบายส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปที่ “รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า” ตามคำนิยามของกฎหมายจราจร ในอนาคต หากมีการปรับปรุงกฎหมายหรือออกข้อกำหนดเฉพาะสำหรับยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็กประเภทอื่น ๆ เช่น สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า หรือจักรยานไฟฟ้าที่ใช้ความเร็วต่ำ อาจมีมาตรการสนับสนุนเฉพาะกลุ่มเพิ่มเติม ซึ่งจะช่วยขยายตลาดให้กว้างขึ้น
มาตรฐานความปลอดภัยและคุณภาพ
การกำหนดมาตรฐานบังคับสำหรับชิ้นส่วนสำคัญ เช่น แบตเตอรี่, มอเตอร์, และระบบการชาร์จ จะมีความสำคัญอย่างยิ่งในอนาคต มาตรฐานเหล่านี้จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคในด้านความปลอดภัยและยกระดับคุณภาพของผลิตภัณฑ์ในตลาด แต่ในขณะเดียวกันก็อาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนของผู้ผลิตเช่นกัน
สรุปภาพรวมและแนวโน้มมาตรการสนับสนุน E-Bike
โดยสรุป สำหรับคำถามว่า เฟสต่อไป? วิเคราะห์มาตรการ EV รัฐ หนุน E-Bike ปี 2570 นั้น คำตอบที่ชัดเจนที่สุดในขณะนี้คือ ภายใต้กรอบของมาตรการ EV 3.5 ตลาดรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าและ E-Bike ของไทยจะยังคงได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องไปจนถึงปี พ.ศ. 2570 ผ่านกลไกเงินอุดหนุนและอัตราภาษีที่เอื้ออำนวย ซึ่งจะช่วยให้ราคายังคงอยู่ในระดับที่เข้าถึงได้และกระตุ้นการเติบโตของตลาด
อย่างไรก็ตาม ทิศทางในระยะยาวหลังปี 2570 มีแนวโน้มที่ชัดเจนว่าจะเปลี่ยนจากการมุ่งเน้นอุดหนุนราคาขายปลีก ไปสู่การสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบนิเวศโดยรวม ทั้งในด้านการลงทุนในห่วงโซ่อุปทาน, การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเช่นสถานีชาร์จและสถานีสลับแบตเตอรี่, และการกำหนดมาตรฐานด้านความปลอดภัยและคุณภาพ เพื่อให้ตลาดสามารถเติบโตต่อไปได้อย่างยั่งยืน การเปลี่ยนแปลงนี้จะส่งผลดีต่อผู้บริโภคในระยะยาว ผ่านผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและบริการที่สะดวกสบายยิ่งขึ้น
สำหรับผู้ที่กำลังพิจารณาซื้อจักรยานไฟฟ้าหรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าในช่วงเวลานี้ ถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมเนื่องจากยังคงได้รับประโยชน์จากมาตรการสนับสนุนของภาครัฐ การเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานจากผู้จัดจำหน่ายที่น่าเชื่อถือจะช่วยให้ได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดีและมั่นใจได้ในความปลอดภัย
GIANT Shopping Mall คือศูนย์รวมจำหน่ายจักรยานไฟฟ้าทุกประเภท สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า และ E-bike ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการในการเดินทางที่ทันสมัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม ได้ที่:
FACEBOOK PAGE: https://www.facebook.com/giantshoppingmall
LINE: @giantshoppingmall
Website: ติดต่อเรา
เวลาทำการ: จันทร์ – เสาร์ (9.00 – 18.00 น.)
โทรศัพท์: 061-962-2878
ที่ตั้ง: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ต.เมืองเก่า อ.เมืองขอนแก่น จ.ขอนแก่น 40000

