ไขข้อข้องใจ! จักรยานไฟฟ้าต้องมีทะเบียน-ใบขับขี่ไหม?
ยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็กกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นจักรยานไฟฟ้าหรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ด้วยความสะดวกสบายและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม หนึ่งในคำถามสำคัญที่ผู้ใช้จำนวนมากยังคงสงสัยคือ จักรยานไฟฟ้าต้องมีทะเบียน-ใบขับขี่ไหม? ความไม่ชัดเจนในข้อกฎหมายทำให้เกิดความสับสนและเสี่ยงต่อการทำผิดกฎจราจรโดยไม่รู้ตัว บทความนี้จะให้ข้อมูลที่ครอบคลุมเพื่อตอบทุกข้อสงสัยเกี่ยวกับกฎหมายจักรยานไฟฟ้าในประเทศไทย โดยอ้างอิงจากหลักเกณฑ์ของกรมการขนส่งทางบกและพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถขับขี่ได้อย่างมั่นใจและถูกต้อง
ประเด็นสำคัญที่ควรรู้
- สถานะทางกฎหมายของจักรยานไฟฟ้าขึ้นอยู่กับลักษณะทางกายภาพและสมรรถนะของตัวรถ ไม่ใช่ชื่อที่ผู้ผลิตหรือผู้ขายใช้เรียก
- จักรยานไฟฟ้าที่มีบันไดปั่นและใช้มอเตอร์เป็นเพียงระบบช่วยผ่อนแรง (Pedal-Assist) ส่วนใหญ่จัดเป็น “จักรยาน” จึงไม่ต้องจดทะเบียนหรือใช้ใบขับขี่
- ยานพาหนะไฟฟ้าที่ไม่มีบันไดปั่น ขับเคลื่อนด้วยการบิดคันเร่งไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว และมีสมรรถนะสูง จะถูกจัดเป็น “รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า” ซึ่งต้องจดทะเบียนและผู้ขับขี่ต้องมีใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์
- การตรวจสอบข้อมูลจำเพาะของรถ (Specification) และการปรึกษาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนการซื้อและการใช้งานเป็นสิ่งสำคัญเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาทางกฎหมาย
คำถามที่ว่า ไขข้อข้องใจ! จักรยานไฟฟ้าต้องมีทะเบียน-ใบขับขี่ไหม? เป็นประเด็นที่มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่สนใจหรือใช้งานยานพาหนะประเภทนี้ เนื่องจากการเติบโตของตลาดยานยนต์ไฟฟ้าทำให้มีผลิตภัณฑ์หลากหลายรูปแบบวางจำหน่าย ตั้งแต่จักรยานไฟฟ้าแบบช่วยปั่นไปจนถึงสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับรถจักรยานยนต์ การขาดความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับข้อบังคับทางกฎหมายอาจนำไปสู่การกระทำที่ผิดต่อ พ.ร.บ. จราจรทางบก และ พ.ร.บ. รถยนต์ ซึ่งมีบทลงโทษทั้งโทษปรับและอาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนโดยรวม
บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความกระจ่างในประเด็นดังกล่าว โดยจะวิเคราะห์และจำแนกประเภทของจักรยานไฟฟ้าตามหลักเกณฑ์ที่หน่วยงานภาครัฐใช้ในการพิจารณา เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถประเมินยานพาหนะของตนเองได้ว่าเข้าข่ายเป็น “จักรยาน” หรือ “รถจักรยานยนต์” ตามกฎหมาย ซึ่งการจำแนกประเภทนี้เป็นหัวใจสำคัญในการกำหนดหน้าที่ที่ผู้ขับขี่ต้องปฏิบัติตาม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจดทะเบียน การทำประกันภัยภาคบังคับ (พ.ร.บ.) หรือการมีใบอนุญาตขับขี่ที่ถูกต้อง
เกณฑ์สำคัญในการจำแนกประเภทจักรยานไฟฟ้าตามกฎหมาย
ในการพิจารณาว่าจักรยานไฟฟ้าคันหนึ่งต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบเช่นเดียวกับรถจักรยานยนต์หรือไม่นั้น เจ้าหน้าที่ผู้รักษากฎหมายและกรมการขนส่งทางบกจะไม่ได้พิจารณาจากชื่อทางการค้าที่ผู้ผลิตหรือผู้จำหน่ายใช้เรียก แต่จะพิจารณาจากลักษณะทางกายภาพ วิธีการขับเคลื่อน และสมรรถนะของตัวรถเป็นสำคัญ โดยสามารถแบ่งออกเป็นสองกลุ่มหลักได้อย่างชัดเจน
จักรยานไฟฟ้าที่จัดอยู่ในกลุ่ม “จักรยาน”
จักรยานไฟฟ้าที่ถูกตีความว่ามีสถานะเทียบเท่า “จักรยาน” ตามกฎหมาย มักจะมีคุณสมบัติที่เน้นการใช้กำลังของมนุษย์เป็นหลัก และมีระบบไฟฟ้าเป็นเพียงส่วนเสริมเพื่ออำนวยความสะดวกหรือช่วยผ่อนแรงเท่านั้น โดยมีลักษณะสำคัญดังนี้:
- มีบันไดหรือแป้นถีบที่ใช้งานได้จริง: นี่คือองค์ประกอบที่สำคัญที่สุด โดยบันไดจะต้องเชื่อมต่อกับระบบขับเคลื่อนและสามารถใช้ปั่นเพื่อทำให้รถเคลื่อนที่ไปข้างหน้าได้จริง ไม่ใช่เป็นเพียงอุปกรณ์ตกแต่งที่ติดไว้เฉยๆ
- ใช้ระบบมอเตอร์ช่วยปั่น (Pedal-Assist System – PAS): การทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้าจะสัมพันธ์กับการปั่นของผู้ขับขี่ กล่าวคือ มอเตอร์จะทำงานเพื่อส่งกำลังเสริมเมื่อผู้ขับขี่ออกแรงปั่นเท่านั้น และจะหยุดทำงานเมื่อผู้ขับขี่หยุดปั่น ซึ่งแตกต่างจากระบบที่ใช้การบิดคันเร่งเพียงอย่างเดียว
- กำลังมอเตอร์และความเร็วไม่สูงเกินเกณฑ์: โดยทั่วไปแล้ว จักรยานไฟฟ้าในกลุ่มนี้จะมีกำลังมอเตอร์ที่ไม่สูงมากนัก และความเร็วสูงสุดที่ทำได้ด้วยระบบไฟฟ้ามักจะถูกจำกัดไว้ในระดับที่ไม่เทียบเท่ากับรถจักรยานยนต์
หากจักรยานไฟฟ้ามีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์ข้างต้น จะถือว่าเข้าข่ายเป็น “รถจักรยาน” ตาม พ.ร.บ. จราจรทางบก ซึ่งหมายความว่าผู้ใช้งานจะได้รับข้อยกเว้นในเรื่องการจดทะเบียนและใบอนุญาตขับขี่
จักรยานไฟฟ้าที่จัดอยู่ในกลุ่ม “รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า”
ในทางกลับกัน ยานพาหนะไฟฟ้าสองล้อที่แม้ผู้ขายจะเรียกว่า “จักรยานไฟฟ้า” แต่หากมีลักษณะและการทำงานที่ใกล้เคียงกับรถจักรยานยนต์ ก็จะถูกจัดให้อยู่ในกลุ่ม “รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า” ตาม พ.ร.บ. รถยนต์ ซึ่งมีข้อสังเกตดังนี้:
- ไม่มีบันไดปั่น หรือมีแต่ใช้งานไม่ได้จริง: ตัวรถไม่มีแป้นถีบสำหรับออกแรงปั่น หรือหากมีก็เป็นเพียงส่วนประกอบที่ติดตั้งไว้เพื่อความสวยงาม แต่ไม่ได้เชื่อมต่อกับระบบขับเคลื่อน
- ขับเคลื่อนด้วยการบิดคันเร่งไฟฟ้า (Throttle-Only): การควบคุมความเร็วและการเคลื่อนที่ทำได้โดยการบิดคันเร่งที่แฮนด์จับเพียงอย่างเดียว โดยไม่ต้องอาศัยการออกแรงปั่นของผู้ขับขี่ ซึ่งเป็นหลักการทำงานเดียวกับรถจักรยานยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาป
- รูปทรง สมรรถนะ และความเร็วสูง: มีโครงสร้างตัวถังที่แข็งแรงทนทาน มีกำลังมอเตอร์สูง และสามารถทำความเร็วได้เทียบเท่าหรือใกล้เคียงกับรถจักรยานยนต์ขนาดเล็กโดยทั่วไป
การมีอยู่และการทำงานได้จริงของ “บันไดปั่น” คือปัจจัยหลักที่เจ้าหน้าที่ใช้ในการจำแนกเบื้องต้นระหว่างจักรยานไฟฟ้าและรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า
ยานพาหนะที่เข้าข่ายลักษณะนี้จะถูกตีความว่าเป็นรถจักรยานยนต์ประเภทหนึ่ง และต้องปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับรถจักรยานยนต์ทุกประการ
ข้อบังคับสำหรับจักรยานไฟฟ้าที่ไม่ต้องจดทะเบียน
สำหรับจักรยานไฟฟ้าที่เข้าเกณฑ์เป็น “จักรยาน” ตามที่ได้อธิบายไปข้างต้น คือมีบันไดปั่นที่ใช้งานได้จริงและใช้มอเตอร์เป็นระบบช่วยผ่อนแรงเป็นหลัก จะมีข้อบังคับทางกฎหมายที่แตกต่างไปจากรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าอย่างสิ้นเชิง โดยมีรายละเอียดที่สำคัญดังต่อไปนี้
การจดทะเบียนและป้ายภาษี
ตาม พ.ร.บ. รถยนต์ พ.ศ. 2522 กำหนดให้ “รถ” ที่ต้องจดทะเบียนนั้นหมายถึงยานพาหนะทางบกที่เดินด้วยกำลังเครื่องยนต์ กำลังไฟฟ้า หรือพลังงานอื่น และโดยสภาพมีเจตนาเพื่อใช้ในการขนส่ง แต่ได้มีการยกเว้นรถบางประเภทไว้ ซึ่งจักรยานที่มีเครื่องยนต์ช่วย (ในที่นี้คือจักรยานไฟฟ้าแบบ Pedal-Assist) ที่ไม่ได้ใช้กำลังจากเครื่องยนต์หรือมอเตอร์เป็นหลักในการขับเคลื่อน จะไม่เข้าข่ายเป็นรถที่ต้องจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก ดังนั้น จึงไม่จำเป็นต้องมีแผ่นป้ายทะเบียนและไม่ต้องเสียภาษีรถประจำปีเหมือนรถจักรยานยนต์ทั่วไป
ใบอนุญาตขับขี่
เนื่องจากยานพาหนะประเภทนี้ถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่ของจักรยาน ผู้ขับขี่จึงไม่จำเป็นต้องมีใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์ในการใช้งานบนท้องถนนสาธารณะ อย่างไรก็ตาม ผู้ขับขี่จำเป็นต้องมีความเข้าใจและปฏิบัติตามกฎจราจรสำหรับผู้ขับขี่จักรยานอย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยของตนเองและผู้ใช้ถนนร่วมกัน
ข้อควรปฏิบัติในการใช้งานบนถนนสาธารณะ
แม้จะไม่ต้องมีใบขับขี่ แต่การนำจักรยานไฟฟ้าประเภทนี้ไปใช้งานบนถนนสาธารณะยังคงต้องอยู่ภายใต้ข้อบังคับของ พ.ร.บ. จราจรทางบก โดยทั่วไปแล้วสามารถขับขี่บนถนนหลวงได้เช่นเดียวกับจักรยานปกติ แต่มีข้อควรปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยสูงสุด:
- ขับขี่ในช่องทางที่กำหนด: ควรขับขี่ในช่องทางเดินรถจักรยาน (Bike Lane) หากมี หรือขับขี่ชิดขอบทางด้านซ้ายให้มากที่สุด
- หลีกเลี่ยงถนนสายหลักที่มีการจราจรหนาแน่น: เพื่อลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุ ควรเลือกใช้เส้นทางรองหรือถนนในซอยที่มีปริมาณรถน้อยและใช้ความเร็วไม่สูง
- สวมหมวกนิรภัย: แม้กฎหมายอาจไม่ได้บังคับสำหรับจักรยาน แต่การสวมหมวกนิรภัยเป็นมาตรการความปลอดภัยที่สำคัญอย่างยิ่งที่ช่วยลดความรุนแรงของการบาดเจ็บที่ศีรษะได้
- ติดตั้งอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัย: ควรติดตั้งไฟส่องสว่างทั้งด้านหน้าและด้านหลัง รวมถึงอุปกรณ์ให้สัญญาณเสียง (กระดิ่ง) เพื่อให้ผู้ใช้รถใช้ถนนคนอื่นสามารถสังเกตเห็นได้ง่าย โดยเฉพาะในเวลากลางคืน
ข้อบังคับสำหรับจักรยานไฟฟ้าที่ต้องจดทะเบียน
ในกรณีที่จักรยานไฟฟ้าหรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้ามีลักษณะเข้าข่ายเป็น “รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า” เช่น ไม่มีบันไดปั่น ใช้การบิดคันเร่งไฟฟ้าเป็นหลัก และมีสมรรถนะสูง ยานพาหนะดังกล่าวจะอยู่ภายใต้ข้อบังคับของ พ.ร.บ. รถยนต์ และ พ.ร.บ. จราจรทางบกอย่างเต็มรูปแบบเช่นเดียวกับรถจักรยานยนต์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง
ขั้นตอนและข้อกำหนดทางกฎหมาย
ผู้ครอบครองรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายดังต่อไปนี้ ก่อนนำรถออกมาใช้งานบนถนนสาธารณะ:
- การจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก: ต้องนำรถไปตรวจสภาพและจดทะเบียนเพื่อขอรับแผ่นป้ายทะเบียนและเล่มทะเบียนรถให้ถูกต้อง ซึ่งรถที่จะจดทะเบียนได้นั้นต้องเป็นรถที่มีมาตรฐานและผ่านการรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
- การจัดทำประกันภัยภาคบังคับ (พ.ร.บ.): เป็นข้อบังคับตามกฎหมายคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 เพื่อให้ความคุ้มครองแก่ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์
- ผู้ขับขี่ต้องมีใบอนุญาตขับขี่: ผู้ที่จะขับขี่รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าต้องมีใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลที่ยังไม่หมดอายุ การขับขี่โดยไม่มีใบอนุญาตถือเป็นความผิดและมีโทษตามกฎหมาย
- การปฏิบัติตามกฎจราจร: ต้องปฏิบัติตามกฎจราจรทุกประการ เช่น สวมหมวกนิรภัยทั้งผู้ขับขี่และผู้ซ้อนท้าย เปิดไฟหน้าขณะขับขี่ และปฏิบัติตามสัญญาณไฟจราจรและป้ายจราจรต่างๆ
ตารางเปรียบเทียบข้อกำหนดทางกฎหมาย
| หัวข้อ | จักรยานไฟฟ้า (สถานะจักรยาน) | รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า |
|---|---|---|
| ลักษณะเด่น | มีบันไดปั่นใช้งานได้จริง, มอเตอร์ช่วยปั่น | ไม่มีบันไดปั่น, บิดคันเร่งไฟฟ้าอย่างเดียว |
| การจดทะเบียน | ไม่ต้องจดทะเบียน | ต้องจดทะเบียน กับกรมการขนส่งทางบก |
| ใบอนุญาตขับขี่ | ไม่ต้องมี | ต้องมี ใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์ |
| พ.ร.บ. ภาคบังคับ | ไม่ต้องทำ | ต้องจัดทำ |
| การสวมหมวกนิรภัย | แนะนำอย่างยิ่งเพื่อความปลอดภัย | บังคับตามกฎหมาย |
ไขความสับสน: ชื่อทางการค้า vs. สถานะทางกฎหมาย
สาเหตุหลักประการหนึ่งที่ทำให้ผู้บริโภคเกิดความสับสนเกี่ยวกับข้อบังคับของจักรยานไฟฟ้า มาจากการที่ชื่อเรียกผลิตภัณฑ์ในเชิงการตลาดไม่ได้สอดคล้องกับคำนิยามตามกฎหมายเสมอไป ผู้จำหน่ายอาจใช้คำว่า “จักรยานไฟฟ้า” กับยานพาหนะทุกประเภทที่มีมอเตอร์ไฟฟ้า ตั้งแต่สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าขนาดเล็กไปจนถึงรถที่มีรูปทรงเหมือนมอเตอร์ไซค์ เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้กว้างขึ้น
ปัจจัยที่กำหนดสถานะทางกฎหมาย
ดังที่กล่าวไปแล้วว่าหน่วยงานที่บังคับใช้กฎหมายจะพิจารณาจากข้อเท็จจริงทางเทคนิคของตัวรถเป็นหลัก โดยไม่ยึดติดกับชื่อรุ่นหรือคำโฆษณา ปัจจัยชี้ขาดที่ใช้ในการตีความสถานะทางกฎหมายของยานพาหนะไฟฟ้าประกอบด้วย:
- วิธีการขับเคลื่อนหลัก: รถใช้แรงคนปั่นเป็นหลัก หรือใช้กำลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าเป็นหลัก?
- การมีอยู่ของบันไดปั่น: บันไดปั่นสามารถใช้งานได้จริงหรือไม่?
- กำลังของมอเตอร์ (วัตต์): กำลังขับของมอเตอร์สูงเทียบเท่ารถจักรยานยนต์หรือไม่?
- ความเร็วสูงสุด: รถสามารถทำความเร็วสูงสุดได้เท่าใด?
ดังนั้น ยานพาหนะที่ผู้ขายเรียกว่า “จักรยานไฟฟ้า” แต่ไม่มีแป้นถีบ ใช้การบิดคันเร่ง และทำความเร็วได้สูง จึงมีความเป็นไปได้สูงมากที่จะถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจตีความว่าเป็น “รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า” และผู้ขับขี่จะต้องรับผิดชอบในการปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด
แนวทางปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยและถูกต้องตามกฎหมาย
เพื่อให้การใช้งานจักรยานไฟฟ้าเป็นไปอย่างราบรื่น ปลอดภัย และไม่ขัดต่อข้อกฎหมาย ผู้ที่สนใจซื้อหรือผู้ที่ใช้งานอยู่แล้วควรมีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนดังนี้
การตรวจสอบก่อนตัดสินใจซื้อ
- ตรวจสอบเอกสารและข้อมูลจำเพาะ (Specification): สอบถามผู้ขายเกี่ยวกับรายละเอียดทางเทคนิคของรถอย่างละเอียด เช่น กำลังมอเตอร์ (วัตต์), ความเร็วสูงสุด, ระบบการขับเคลื่อน (Pedal-Assist หรือ Throttle) และตรวจสอบว่าในเอกสารกำกับรถมีการระบุว่าเป็น “รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า” หรือไม่
- สังเกตลักษณะทางกายภาพ: ตรวจสอบด้วยตนเองว่ารถมีบันไดปั่นที่เชื่อมต่อกับระบบขับเคลื่อนและใช้งานได้จริงหรือไม่
- สอบถามเพื่อความชัดเจน: หากไม่แน่ใจในสถานะของรถรุ่นที่สนใจ ควรทำการสอบถามโดยตรงไปยังกรมการขนส่งทางบก โดยอาจนำรูปภาพหรือข้อมูลจำเพาะของรถไปปรึกษาเจ้าหน้าที่เพื่อขอคำแนะนำที่ถูกต้อง
- พิจารณาความสามารถในการจดทะเบียน: หากรถที่สนใจเข้าข่ายเป็นรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ควรสอบถามผู้ขายว่ารถรุ่นดังกล่าวสามารถนำไปจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกได้หรือไม่ เพราะรถบางรุ่นที่นำเข้ามาอาจไม่มีเอกสารรับรองมาตรฐานเพียงพอสำหรับการจดทะเบียน
ข้อแนะนำด้านความปลอดภัย
ไม่ว่าจักรยานไฟฟ้าของคุณจะจัดอยู่ในประเภทใด ความปลอดภัยในการขับขี่ถือเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด:
- สวมหมวกนิรภัยเสมอ: เป็นอุปกรณ์พื้นฐานที่สำคัญที่สุดในการป้องกันการบาดเจ็บรุนแรง
- เคารพกฎจราจร: ปฏิบัติตามสัญญาณไฟและป้ายจราจร ให้สัญญาณมือเมื่อต้องการเลี้ยวหรือหยุด และใช้ความเร็วที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม
- สร้างการมองเห็น: สวมใส่เสื้อผ้าสีสว่างและเปิดไฟหน้า-ท้ายเมื่อขับขี่ในเวลากลางคืนหรือในสภาวะที่แสงน้อย
- บำรุงรักษารถอย่างสม่ำเสมอ: ตรวจสอบระบบเบรก ลมยาง และระบบไฟฟ้าให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานเสมอ
บทสรุปและคำแนะนำในการเลือกซื้อ
โดยสรุปแล้ว คำตอบของคำถามที่ว่า “จักรยานไฟฟ้าต้องมีทะเบียน-ใบขับขี่ไหม?” นั้นไม่สามารถตอบได้ในคำตอบเดียว แต่ขึ้นอยู่กับลักษณะและสมรรถนะของรถแต่ละคัน หากเป็นจักรยานไฟฟ้าแบบมีบันไดปั่นที่ใช้งานได้จริง (Pedal-Assist) ซึ่งใช้กำลังคนเป็นหลัก โดยทั่วไปแล้วจะได้รับการยกเว้น ไม่ต้องจดทะเบียนและผู้ขับขี่ไม่ต้องมีใบอนุญาตขับขี่ แต่หากเป็นยานพาหนะไฟฟ้าที่ขับเคลื่อนด้วยการบิดคันเร่งไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว มีลักษณะและความเร็วใกล้เคียงรถจักรยานยนต์ จะถูกจัดเป็นรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งบังคับให้ต้องจดทะเบียน มีป้ายทะเบียน และผู้ขับขี่ต้องมีใบอนุญาตขับขี่ที่ถูกต้อง
การทำความเข้าใจในหลักเกณฑ์เหล่านี้จะช่วยให้ผู้ใช้สามารถเลือกซื้อและใช้งานจักรยานไฟฟ้าได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายและปลอดภัย การพิจารณาจากข้อมูลทางเทคนิคของรถจึงมีความสำคัญมากกว่าการเชื่อตามชื่อทางการค้าเพียงอย่างเดียว
สำหรับผู้ที่กำลังมองหาจักรยานไฟฟ้า สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า หรือ E-bike ที่มีคุณภาพและตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างหลากหลาย GIANT Shopping Mall คือศูนย์รวมยานพาหนะไฟฟ้าที่มาพร้อมข้อมูลที่ชัดเจนและคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ลูกค้าสามารถเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมและถูกต้องตามข้อกำหนด
สามารถเข้ามาเลือกชมสินค้าหรือ ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม ผ่านช่องทางต่างๆ ได้ที่:
- Facebook: FACEBOOK PAGE
- Line: LINE
- โทรศัพท์: 061-962-2878
- ที่ตั้งร้าน: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น 40000
- เวลาทำการ: เปิดบริการทุกวัน จันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)

