จับตานโยบาย EV 3.5 เฟส 2: E-Bike จะถูกลงอีกหรือไม่?
- ประเด็นสำคัญของนโยบาย EV 3.5 เฟส 2 ต่อราคา E-Bike
- ภาพรวมมาตรการ EV 3.5 และผลกระทบต่อตลาด
- สิทธิประโยชน์ปัจจุบันที่ E-Bike ได้รับจากมาตรการ EV 3.5
- เจาะลึกเป้าหมายของนโยบาย EV 3.5 เฟส 2
- วิเคราะห์แนวโน้มราคา E-Bike ภายใต้มาตรการใหม่
- ปัจจัยภายนอกที่ส่งผลต่อราคา E-Bike ในประเทศไทย
- บทสรุป: ทิศทางราคา E-Bike และคำแนะนำสำหรับผู้บริโภค
การส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้ายังคงเป็นวาระสำคัญของภาครัฐ โดยมีการคาดการณ์อย่างกว้างขวางถึงมาตรการสนับสนุนในระยะต่อไป คำถามสำคัญที่ผู้บริโภคจำนวนมากให้ความสนใจคือ จับตานโยบาย EV 3.5 เฟส 2: E-Bike จะถูกลงอีกหรือไม่? ซึ่งมาตรการดังกล่าวครอบคลุมช่วงปี พ.ศ. 2569-2570 และมีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างราคาของยานยนต์ไฟฟ้าสองล้อ ทั้งจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า การทำความเข้าใจในรายละเอียดและเป้าหมายของนโยบายนี้จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ที่กำลังวางแผนการซื้อ เพื่อประกอบการตัดสินใจที่คุ้มค่าและสอดคล้องกับทิศทางของตลาดในอนาคต
ประเด็นสำคัญของนโยบาย EV 3.5 เฟส 2 ต่อราคา E-Bike
- การคงระดับเงินอุดหนุน: ข้อมูลล่าสุดยังไม่มีสัญญาณการเพิ่มวงเงินอุดหนุนโดยตรงต่อคันสำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า (E-Bike) ในมาตรการ EV 3.5 เฟส 2 โดยเน้นการสานต่อนโยบายเดิมมากกว่าการเพิ่มเงินสนับสนุนใหม่
- เป้าหมายหลักคือเสถียรภาพตลาด: การปรับปรุงนโยบายในเฟส 2 มุ่งเน้นการสร้างเสถียรภาพให้กับตลาดและอุตสาหกรรมการผลิตในประเทศเป็นหลัก เพื่อป้องกันภาวะอุปทานล้นตลาดและการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงเกินไป
- การลดต้นทุนจากฝั่งผู้ผลิต: ราคา E-Bike อาจปรับตัวลดลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปจากปัจจัยอื่น เช่น การลดหย่อนอากรขาเข้าชิ้นส่วน และการส่งเสริมให้เกิดฐานการผลิตในประเทศ ซึ่งช่วยลดต้นทุนการผลิตโดยรวมของผู้ประกอบการ
- ปัจจัยภายนอกมีผลต่อราคา: โครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่ที่อิงตามการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และต้นทุนแบตเตอรี่ที่อาจลดลงจากการขยายฐานการผลิตในประเทศ เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลต่อราคาขายปลีกในระยะกลางถึงระยะยาว
ภาพรวมมาตรการ EV 3.5 และผลกระทบต่อตลาด
มาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า หรือ “EV 3.5” เป็นนโยบายต่อเนื่องที่ภาครัฐนำมาใช้เพื่อกระตุ้นการใช้งานและการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อผลักดันให้ไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าที่สำคัญในภูมิภาค นโยบายนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อผู้บริโภคที่กำลังพิจารณาซื้อยานยนต์ไฟฟ้า รวมถึงจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า เนื่องจากมาตรการต่างๆ ที่ออกมามีผลโดยตรงต่อราคาจำหน่ายปลีก ทั้งในรูปแบบของเงินอุดหนุนและการลดหย่อนภาษี
สำหรับเฟสที่ 2 ของมาตรการ EV 3.5 ซึ่งจะครอบคลุมช่วงปี พ.ศ. 2569-2570 นั้น ทิศทางของนโยบายเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น โดยมุ่งเน้นไปที่การสร้างความยั่งยืนให้กับระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศ แทนที่จะเป็นการกระตุ้นตลาดด้วยเงินอุดหนุนจำนวนมากเพียงอย่างเดียว ซึ่งหมายความว่าผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย ทั้งผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้บริโภค จำเป็นต้องปรับมุมมองและวางแผนให้สอดคล้องกับเป้าหมายระยะยาวของภาครัฐ การทำความเข้าใจในรายละเอียดจึงไม่ใช่แค่เรื่องของการรอคอยส่วนลด แต่เป็นการมองภาพรวมของอุตสาหกรรมที่จะเติบโตและเปลี่ยนแปลงไปในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
สิทธิประโยชน์ปัจจุบันที่ E-Bike ได้รับจากมาตรการ EV 3.5
ก่อนที่จะวิเคราะห์ถึงอนาคต สิ่งสำคัญคือการทำความเข้าใจสิทธิประโยชน์ที่ยานยนต์ไฟฟ้าสองล้อ หรือ E-Bike ได้รับอยู่แล้วภายใต้กรอบนโยบาย EV 3.5 ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของมาตรการที่จะดำเนินต่อไปในเฟสที่ 2
กรอบการอุดหนุนยานยนต์ไฟฟ้าสามประเภท
ตามข้อมูลที่เผยแพร่โดยภาครัฐ มาตรการ EV 3.5 ให้การสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า 3 ประเภทหลัก ได้แก่:
- รถยนต์ไฟฟ้า (Electric Passenger Cars)
- รถกระบะไฟฟ้า (Electric Pickup Trucks)
- รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Motorcycles หรือ E-Bikes)
แม้ว่าในเอกสารสรุปส่วนใหญ่มักจะลงรายละเอียดตัวเลขเงินอุดหนุนสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าอย่างชัดเจน เช่น รถยนต์ที่มีขนาดแบตเตอรี่ 50 kWh ขึ้นไป อาจได้รับเงินอุดหนุนสูงสุดถึง 100,000 บาท (ซึ่งจะปรับลดหลั่นกันไปในแต่ละปี) แต่สำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าก็ถูกระบุไว้เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการด้วยเช่นกัน โดยคาดว่าจะยังคงได้รับสิทธิประโยชน์ในลักษณะเดียวกับมาตรการก่อนหน้า คือการให้เงินอุดหนุนต่อคันควบคู่ไปกับสิทธิประโยชน์ทางภาษี
หลักการสนับสนุนที่ครอบคลุม
หลักการสำคัญของมาตรการ EV 3.5 สำหรับยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภท รวมถึง E-Bike มีลักษณะร่วมกันคือ เป็นการผสมผสานระหว่างมาตรการจูงใจทางการเงินและมาตรการทางภาษี ดังนี้:
- เงินอุดหนุนโดยตรงต่อคัน: ภาครัฐมอบเงินสนับสนุนตามเงื่อนไขที่กำหนดสำหรับรถแต่ละประเภท ซึ่งจะช่วยลดภาระราคาซื้อของผู้บริโภคได้โดยตรง
- การลดอากรขาเข้าและสิทธิประโยชน์ทางภาษี: มาตรการนี้ยังรวมถึงการลดอัตราอากรขาเข้าสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าสำเร็จรูป (CBU) และชิ้นส่วนสำคัญ เพื่อจูงใจให้ผู้ประกอบการเข้ามาลงทุนตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย ซึ่งเป็นเป้าหมายระยะยาวที่สำคัญที่สุดของนโยบาย
ดังนั้น แม้จะไม่มีการระบุตัวเลขเงินอุดหนุนสำหรับ E-Bike ในเฟส 2 อย่างเป็นทางการในขณะนี้ แต่โครงสร้างการสนับสนุนเดิมยังคงอยู่ และคาดว่าจะถูก “สานต่อ” มากกว่าที่จะถูก “ยกเลิก” ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการวิเคราะห์แนวโน้มราคาต่อไป
เจาะลึกเป้าหมายของนโยบาย EV 3.5 เฟส 2
การประชุมของคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) และมติคณะรัฐมนตรีล่าสุดได้ให้ภาพที่ชัดเจนขึ้นเกี่ยวกับทิศทางของมาตรการ EV 3.5 ในระยะต่อไป โดยเป้าหมายหลักไม่ได้มุ่งเน้นที่การเพิ่มเงินอุดหนุนสำหรับผู้บริโภคปลายทาง แต่เป็นการปรับปรุงเงื่อนไขเพื่อสร้างความแข็งแกร่งและเสถียรภาพให้กับอุตสาหกรรมโดยรวม
แกนหลักของการปรับปรุงเพื่อเสถียรภาพ
การปรับปรุงมาตรการในเฟสที่ 2 มีแกนหลักที่สำคัญ 3 ประการคือ:
- การขยายเวลาและเพิ่มความยืดหยุ่นให้ผู้ผลิต: มีการขยายกรอบเวลาการจำหน่ายและจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศภายใต้มาตรการ EV 3 และ EV 3.5 ออกไป เพื่อลดแรงกดดันให้ค่ายรถยนต์ต้องเร่งระบายสต็อกในช่วงปลายปี ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะตลาดผันผวน
- การปรับปรุงเงื่อนไขการผลิตชดเชยและการส่งออก: ภาครัฐได้เพิ่มแรงจูงใจให้ไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออก โดยกำหนดให้รถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตเพื่อการส่งออกสามารถนับเป็นยอดการผลิตชดเชยได้ถึง 1.5 เท่า และผ่อนปรนเงื่อนไขด้านระยะเวลา ซึ่งจะช่วยให้ผู้ผลิตบริหารจัดการสายการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
- การสร้างทางออกและควบคุมชิ้นส่วนนำเข้า: มีการเปิดช่องให้ผู้ประกอบการที่นำรถเข้ามาแล้วแต่ยังไม่ได้รับเงินอุดหนุนสามารถออกจากมาตรการได้ เพื่อไม่ให้ตัวเลขดังกล่าวส่งผลกระทบต่อเป้าหมายการผลิตชดเชย พร้อมกันนี้ยังมีการควบคุมมูลค่าเซลล์แบตเตอรี่ที่นำเข้าจากต่างประเทศ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ (Local Content) มากขึ้น
นัยสำคัญเชิงนโยบาย: เสถียรภาพนำหน้าการลดราคา
ประเด็นสำคัญที่สามารถสรุปได้จากการปรับปรุงนโยบายครั้งนี้คือ ภาครัฐให้ความสำคัญกับ เสถียรภาพของตลาดและการส่งเสริมฐานการผลิตในระยะยาว มากกว่าการอัดฉีดเงินอุดหนุนเพิ่มเติมเพื่อให้ราคาขายปลีกลดลงอย่างรวดเร็ว
ในเอกสารมติ ครม. มีการระบุอย่างชัดเจนว่าเป้าหมายของการปรับมาตรการคือเพื่อ “ป้องกันการผลิตล้นตลาดและเกิดสงครามราคา” ซึ่งเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ว่า สำหรับตลาด E-Bike หากมีการเพิ่มเงินอุดหนุนอย่างมีนัยสำคัญ อาจกระตุ้นให้เกิดการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงและส่งผลเสียต่อเสถียรภาพของตลาดได้ ดังนั้น แนวโน้มที่ภาครัฐจะเลือกคือการ “ประคอง” ระดับการอุดหนุนเดิมไว้ เพื่อให้ตลาดเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไปและยั่งยืน
วิเคราะห์แนวโน้มราคา E-Bike ภายใต้มาตรการใหม่
จากข้อมูลและทิศทางนโยบายที่เปิดเผยออกมา สามารถวิเคราะห์ปัจจัยที่จะส่งผลต่อราคา E-Bike ได้ดังตารางต่อไปนี้ ซึ่งจะช่วยให้เห็นภาพรวมของโอกาสที่ราคาจะปรับตัวลดลงในอนาคต
| ปัจจัย | แนวโน้มผลกระทบต่อราคา | คำอธิบาย |
|---|---|---|
| เงินอุดหนุนโดยตรงต่อคัน | ทรงตัว | ยังไม่มีการประกาศเพิ่มวงเงินอุดหนุนสำหรับ E-Bike โดยเฉพาะ ทิศทางนโยบายเน้นการสานต่อกรอบเดิมมากกว่าการเพิ่มเงินสนับสนุนใหม่ |
| เป้าหมายเสถียรภาพตลาด | ราคาไม่ลดลงรวดเร็ว | รัฐบาลต้องการหลีกเลี่ยงสงครามราคาและภาวะอุปทานล้นตลาด การคงระดับเงินอุดหนุนจะช่วยให้ตลาดเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ |
| ต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการ | มีแนวโน้มลดลง | การลดอากรขาเข้าชิ้นส่วน และแรงจูงใจในการตั้งฐานผลิตในประเทศ จะช่วยให้ผู้ผลิตมีต้นทุนเฉลี่ยต่อคันต่ำลงในระยะยาว |
| การแข่งขันในตลาด | อาจทำให้ราคาลดลง | เมื่อมีผู้ผลิตเข้ามาในตลาดมากขึ้น การแข่งขันด้านราคาและโปรโมชันจะเป็นไปตามกลไกตลาด ซึ่งอาจส่งผลให้ผู้บริโภคได้ประโยชน์ |
จากตารางจะเห็นได้ว่า การลดลงของราคา E-Bike ในอนาคตมีแนวโน้มที่จะมาจากปัจจัยฝั่งอุปทาน (Supply-side) เช่น ต้นทุนการผลิตที่ลดลงและการแข่งขันของผู้ประกอบการ มากกว่าที่จะมาจากการเพิ่มเงินอุดหนุนโดยตรงจากภาครัฐ ดังนั้น การลดลงของราคาจึงอาจเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่การปรับลดราคาแบบก้าวกระโดด
ปัจจัยภายนอกที่ส่งผลต่อราคา E-Bike ในประเทศไทย
นอกเหนือจากมาตรการ EV 3.5 โดยตรงแล้ว ยังมีปัจจัยเชิงนโยบายและปัจจัยทางเศรษฐกิจอื่นๆ ที่จะส่งผลต่อราคาของ E-Bike ในตลาดประเทศไทย ซึ่งผู้บริโภคควรนำมาพิจารณาประกอบด้วย
โครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่
ภาครัฐได้ประกาศปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ใหม่ โดยเปลี่ยนจากการคำนวณตามขนาดความจุกระบอกสูบของเครื่องยนต์ มาเป็นการคำนวณตามอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) แม้ว่าการประกาศในระยะแรกจะเน้นที่รถยนต์เป็นหลัก แต่หลักการโดยรวมคือการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ยานยนต์ที่ปล่อยมลพิษต่ำหรือไม่มีเลย และเพิ่มภาระภาษีให้กับยานยนต์ที่ปล่อยมลพิษสูง ซึ่งในระยะยาว ทิศทางนี้จะทำให้ยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภท รวมถึง E-Bike มีความได้เปรียบด้านโครงสร้างภาษีโดยรวม และอาจส่งผลให้ราคาเข้าถึงง่ายขึ้น
การเปลี่ยนผ่านจาก EV 3.0 สู่ EV 3.5
มาตรการ EV 3.0 ซึ่งให้เงินอุดหนุนสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าในอัตราที่สูง (สูงสุด 150,000 บาทต่อคัน) กำลังจะสิ้นสุดระยะเวลาการจำหน่ายในวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568 การเปลี่ยนผ่านเข้าสู่มาตรการ EV 3.5 อย่างเต็มรูปแบบสะท้อนให้เห็นถึงการปรับเปลี่ยนแนวทางการจัดสรรทรัพยากรของภาครัฐ โดยจะลดการให้เงินอุดหนุนปลายทางจำนวนมาก และหันไปเน้นการสร้างพื้นฐานอุตสาหกรรมที่ยั่งยืนแทน แนวทางนี้สอดคล้องกับการประเมินว่าโอกาสที่ E-Bike จะได้รับเงินอุดหนุนเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดนั้นมีไม่สูงนัก
ต้นทุนแบตเตอรี่และเศรษฐศาสตร์เชิงขนาด
แบตเตอรี่เป็นชิ้นส่วนที่มีต้นทุนสูงที่สุดในยานยนต์ไฟฟ้า การที่ค่ายผู้ผลิตจากต่างชาติย้ายฐานการผลิตเข้ามาตั้งโรงงานประกอบและผลิตชุดแบตเตอรี่ (Battery Pack) ในประเทศไทยมากขึ้น จะทำให้เกิดการประหยัดต่อขนาด (Economies of Scale) ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนแบตเตอรี่ต่อหน่วยลดลงในระยะกลาง แม้ว่าภาครัฐจะมีการควบคุมมูลค่าเซลล์แบตเตอรี่นำเข้าเพื่อส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ แต่การเติบโตของห่วงโซ่อุปทานโดยรวมจะยังคงเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยลดต้นทุนการผลิต E-Bike ในที่สุด
บทสรุป: ทิศทางราคา E-Bike และคำแนะนำสำหรับผู้บริโภค
จากการวิเคราะห์ข้อมูลนโยบาย EV 3.5 เฟส 2 และปัจจัยที่เกี่ยวข้องทั้งหมด สามารถสรุปแนวโน้มราคา E-Bike ในช่วงปี พ.ศ. 2569-2570 ได้ว่า ราคามีแนวโน้มที่จะไม่ลดลงอย่างก้าวกระโดดจากการเพิ่มเงินอุดหนุนรอบใหม่ เนื่องจากเป้าหมายหลักของภาครัฐในระยะต่อไปคือการสร้างเสถียรภาพให้กับตลาดและส่งเสริมการลงทุนในฐานการผลิตระยะยาว เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากภาวะอุปทานล้นตลาดและการแข่งขันตัดราคาที่รุนแรง
อย่างไรก็ตาม ราคาของ E-Bike ยังคงมีโอกาสที่จะ ปรับตัวลดลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการแข่งขันของผู้ผลิตที่เพิ่มขึ้น ต้นทุนการผลิตในประเทศที่อาจลดลงจากการย้ายฐานการผลิตและสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับผู้ประกอบการ รวมถึงโครงสร้างภาษีโดยรวมที่เอื้อต่อยานยนต์ไฟฟ้า
สำหรับผู้ที่กำลังพิจารณาซื้อจักรยานไฟฟ้าหรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า คำแนะนำที่ดีที่สุดคือการติดตามโปรโมชันและข้อเสนอจากผู้จำหน่ายแต่ละรายอย่างใกล้ชิด เนื่องจากแต่ละบริษัทอาจนำผลประโยชน์ที่ได้รับจากมาตรการของภาครัฐ (เช่น การลดหย่อนภาษีนำเข้า) มาแปลงเป็นส่วนลดหรือของแถมให้กับผู้บริโภคในรูปแบบที่แตกต่างกันไป การตัดสินใจซื้อโดยอิงจากข้อเสนอที่ดีที่สุดในตลาด ณ เวลานั้น อาจเป็นกลยุทธ์ที่คุ้มค่ากว่าการรอคอยการประกาศเพิ่มเงินอุดหนุนรอบใหม่จากภาครัฐ ซึ่งยังไม่มีความชัดเจนในขณะนี้
สำหรับผู้ที่สนใจจักรยานไฟฟ้า สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า และ E-Bike คุณภาพ ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการในการเดินทาง สามารถเยี่ยมชมและเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ได้ที่ GIANT Shopping Mall ศูนย์รวมยานยนต์ไฟฟ้าสองล้อครบวงจร
ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม: ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม
FACEBOOK PAGE: FACEBOOK PAGE
LINE: LINE
เวลาทำการ: จันทร์ – เสาร์ (9.00 – 18.00 น.)
เบอร์โทรศัพท์: 061-962-2878
ที่ตั้ง: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น 40000

