รัฐบาลหนุน EV! ส่องมาตรการลดหย่อนภาษี E-Bike ปี 2569
- สรุปประเด็นสำคัญเกี่ยวกับมาตรการภาษี EV และ E-Bike
- ภาพรวมนโยบายสนับสนุน EV ของรัฐบาลปี 2569
- เจาะลึกโครงสร้างภาษีสรรพสามิต EV ใหม่ (เริ่ม 1 ม.ค. 2569)
- มาตรการ EV 3.0 และ EV 3.5: เงินอุดหนุนและสิทธิประโยชน์อื่น ๆ
- การลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา: มีอะไรสำหรับ E-Bike บ้าง?
- ตารางเปรียบเทียบ: สรุปมาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าปี 2569
- บทสรุปและแนวโน้มในอนาคต
- วางแผนซื้อจักรยานไฟฟ้า? ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
ท่ามกลางกระแสความตื่นตัวด้านพลังงานสะอาดและการประหยัดค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิง นโยบายที่หลายคนจับตามองคือเรื่องที่ว่า รัฐบาลหนุน EV! ส่องมาตรการลดหย่อนภาษี E-Bike ปี 2569 จะเป็นจริงได้หรือไม่ บทความนี้จะทำการวิเคราะห์ข้อมูลนโยบายภาครัฐที่มีอยู่ทั้งหมด เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนว่าสถานะของจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) ในโครงสร้างภาษีและมาตรการสนับสนุนของไทยเป็นอย่างไร สำหรับการวางแผนภาษีในปี 2569
สรุปประเด็นสำคัญเกี่ยวกับมาตรการภาษี EV และ E-Bike
- ไม่มีมาตรการลดหย่อนภาษีโดยตรง: ณ ปัจจุบัน ยังไม่มีมาตรการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับการซื้อจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) โดยเฉพาะ สำหรับการยื่นภาษีปี 2569
- นโยบายเน้นรถยนต์และรถจักรยานยนต์: มาตรการสนับสนุนหลักของภาครัฐ เช่น การลดภาษีสรรพสามิตและเงินอุดหนุน มุ่งเน้นไปที่กลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า (BEV), รถกระบะไฟฟ้า และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าเป็นหลัก
- ช่องทางที่เป็นไปได้คือโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ: ประโยชน์ทางภาษีสำหรับผู้ซื้อ E-Bike อาจมาจากโครงการกระตุ้นการใช้จ่ายทั่วไป เช่น “Easy e-Receipt” หากมีการประกาศใช้ในปีนั้น ๆ แต่ไม่ใช่มาตรการเฉพาะสำหรับ E-Bike
- ภาษีสรรพสามิตใหม่ไม่ครอบคลุม E-Bike: โครงสร้างภาษีสรรพสามิตยานยนต์ไฟฟ้าฉบับใหม่ที่จะเริ่มใช้ในปี 2569 นั้น กำหนดอัตราภาษีสำหรับรถยนต์และรถกระบะไฟฟ้า แต่ไม่ได้ระบุถึงจักรยานไฟฟ้า
- ความชัดเจนต้องรอประกาศเพิ่มเติม: ผู้ที่สนใจซื้อ E-Bike และต้องการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี ควรติดตามประกาศจากกรมสรรพากรและมติคณะรัฐมนตรีอย่างใกล้ชิดในช่วงปลายปี 2568 ถึงต้นปี 2569
ภาพรวมนโยบายสนับสนุน EV ของรัฐบาลปี 2569
นโยบายส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ของประเทศไทยมีความชัดเจนและต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และผลักดันให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าที่สำคัญในภูมิภาค อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาในรายละเอียดจะพบว่าเครื่องมือหลักที่รัฐบาลใช้ในการขับเคลื่อนนโยบายนี้มุ่งเน้นไปที่อุตสาหกรรมยานยนต์ขนาดใหญ่เป็นสำคัญ การทำความเข้าใจภาพรวมนี้จึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อประเมินโอกาสและสิทธิประโยชน์ที่แท้จริงสำหรับผู้บริโภคที่สนใจยานพาหนะไฟฟ้าแต่ละประเภท
ทำไมหัวข้อนี้จึงมีความสำคัญ
ความสำคัญของหัวข้อนี้เกิดจากความคาดหวังของผู้บริโภคที่ต้องการเปลี่ยนมาใช้ยานพาหนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาว จักรยานไฟฟ้า หรือ E-Bike ถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนเมืองและการเดินทางระยะสั้น การมีมาตรการลดหย่อนภาษีจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่สามารถกระตุ้นการตัดสินใจซื้อได้โดยตรง นอกจากนี้ ปี 2569 ยังเป็นปีที่มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภาษีสรรพสามิต EV ครั้งสำคัญ ซึ่งสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับขอบเขตของนโยบายจะช่วยให้ผู้เสียภาษีสามารถวางแผนทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ใครที่ควรให้ความสนใจ
กลุ่มบุคคลที่ควรให้ความสนใจในเนื้อหานี้ครอบคลุมตั้งแต่ประชาชนทั่วไปที่กำลังพิจารณาซื้อยานพาหนะไฟฟ้าทุกประเภท โดยเฉพาะผู้ที่สนใจจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ไปจนถึงผู้ประกอบการในธุรกิจที่เกี่ยวข้อง รวมถึงนักวางแผนทางการเงินและผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ต้องการติดตามสิทธิประโยชน์ทางภาษีล่าสุด เพื่อนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจและวางแผนลดหย่อนภาษีประจำปีได้อย่างถูกต้องและคุ้มค่าที่สุด
เจาะลึกโครงสร้างภาษีสรรพสามิต EV ใหม่ (เริ่ม 1 ม.ค. 2569)
หนึ่งในเครื่องมือหลักที่รัฐบาลใช้เพื่อส่งเสริมตลาด EV คือการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิต ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อราคาจำหน่ายยานยนต์ไฟฟ้าประเภทต่าง ๆ โดยโครงสร้างใหม่ที่จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป มีการกำหนดอัตราภาษีที่แตกต่างกันตามประเภทและคุณสมบัติของรถยนต์ ดังนี้
รถยนต์ไฟฟ้า 100% (BEV)
สำหรับรถยนต์นั่งไฟฟ้าที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานแบตเตอรี่ 100% (Battery Electric Vehicle) จะมีการปรับอัตราภาษีสรรพสามิตเป็น 2% ซึ่งเป็นการปรับลดลงจากอัตราเดิมที่ 8% การกำหนดอัตราภาษีที่ต่ำนี้เป็นไปตามกรอบมาตรการ EV 3.0 และ EV 3.5 ที่ต้องการกระตุ้นยอดขายและการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศอย่างต่อเนื่อง
รถกระบะไฟฟ้า (BEV Pick-up)
รถกระบะไฟฟ้าซึ่งเคยได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีในอัตรา 0% ภายใต้มาตรการก่อนหน้า จะถูกปรับอัตราภาษีสรรพสามิตขึ้นเป็น 2% เช่นเดียวกับรถยนต์นั่งไฟฟ้า การปรับเปลี่ยนนี้สะท้อนถึงการจัดเก็บภาษีที่เป็นมาตรฐานเดียวกันสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าประเภท BEV
รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV)
รถยนต์ประเภทปลั๊กอินไฮบริด (Plug-in Hybrid Electric Vehicle) จะมีเกณฑ์การจัดเก็บภาษีที่ซับซ้อนขึ้น โดยใช้ระยะทางการวิ่งด้วยไฟฟ้าและขนาดถังน้ำมันเป็นตัวกำหนด:
- อัตราภาษี 5%: สำหรับรถยนต์ PHEV ที่สามารถวิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนได้ระยะทางไม่น้อยกว่า 80 กิโลเมตร และมีขนาดถังน้ำมันไม่เกิน 45 ลิตร
- อัตราภาษี 10%: สำหรับรถยนต์ PHEV ที่วิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนได้น้อยกว่า 80 กิโลเมตร
- อัตราภาษีสูงถึง 30%: หากเป็นรถยนต์ PHEV ที่มีขนาดเครื่องยนต์เกิน 3.0 ลิตร
เงื่อนไขเพิ่มเติมสำหรับปี 2569
นอกจากการกำหนดอัตราภาษีตามประเภทรถแล้ว ยังมีเงื่อนไขด้านความปลอดภัยและแหล่งที่มาของชิ้นส่วนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย กล่าวคือ รถยนต์ที่จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีในอัตราต่ำจะต้องติดตั้งระบบความปลอดภัยขั้นสูง (Advanced Driver-Assistance Systems – ADAS) อย่างน้อย 2 ระบบ นอกจากนี้ สำหรับรถ PHEV ที่จะได้รับอัตราภาษี 5% จะต้องใช้แบตเตอรี่ที่ผลิตในประเทศไทยเท่านั้น
ข้อสังเกตสำคัญ: โครงสร้างภาษีสรรพสามิตฉบับใหม่นี้ มุ่งเน้นไปที่กลุ่มรถยนต์และรถกระบะไฟฟ้าเท่านั้น และ ไม่ได้ครอบคลุมถึงจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) แต่อย่างใด
มาตรการ EV 3.0 และ EV 3.5: เงินอุดหนุนและสิทธิประโยชน์อื่น ๆ
นอกเหนือจากการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตแล้ว นโยบาย EV 3.0 และ EV 3.5 ยังประกอบด้วยมาตรการสนับสนุนอื่น ๆ ที่สำคัญ ซึ่งเป็นกลไกหลักในการทำให้ราคาของยานยนต์ไฟฟ้าเข้าถึงง่ายขึ้นสำหรับผู้บริโภค
เงินอุดหนุนโดยตรง
รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณเพื่อมอบเงินอุดหนุนเป็นรายคันให้กับผู้ซื้อยานยนต์ไฟฟ้าที่เข้าร่วมโครงการ โดยมีอัตราแตกต่างกันไปตามประเภทและคุณสมบัติของยานพาหนะ:
- รถยนต์ไฟฟ้าและรถกระบะไฟฟ้า: ได้รับเงินอุดหนุนระหว่าง 70,000 – 150,000 บาทต่อคัน ขึ้นอยู่กับขนาดความจุของแบตเตอรี่
- รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า: ได้รับเงินอุดหนุน 18,000 บาทต่อคัน
จะเห็นได้ว่ามาตรการเงินอุดหนุนนี้ครอบคลุมถึงรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า แต่ยังไม่มีการระบุถึงจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) แยกออกมาเป็นหมวดหมู่เฉพาะ
การลดภาษีนำเข้าและภาษีสรรพสามิต
ในช่วงที่ผ่านมาของมาตรการ EV 3.0 ได้มีการลดภาษีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าสำเร็จรูป (CBU) จากต่างประเทศลงสูงสุดถึง 40% (ในช่วงปี 2565-2566) และลดภาษีสรรพสามิตจาก 8% เหลือ 2% ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าในตลาดลดลงอย่างมาก อย่างไรก็ตาม สิทธิประโยชน์เหล่านี้ถูกออกแบบมาสำหรับรถยนต์เป็นหลัก
เงื่อนไขการผลิตในประเทศ
เพื่อส่งเสริมการลงทุนและสร้างฐานการผลิตในประเทศ มาตรการได้กำหนดเงื่อนไขให้ผู้ประกอบการที่นำเข้ารถยนต์ไฟฟ้ามาจำหน่าย จะต้องทำการผลิตชดเชยในประเทศในอัตราส่วนที่กำหนด เช่น นำเข้า 1 คัน ต้องผลิตในประเทศ 1–1.5 คัน ภายในระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งเป็นนโยบายระยะยาวเพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรม EV ของไทย
การลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา: มีอะไรสำหรับ E-Bike บ้าง?
เมื่อพิจารณาในฝั่งของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่คาดหวัง จากข้อมูลที่มีการเผยแพร่ ณ ปัจจุบัน พบว่ายังไม่มีรายการลดหย่อนภาษีที่ระบุไว้โดยเฉพาะสำหรับการซื้อยานยนต์ไฟฟ้าหรือจักรยานไฟฟ้า สำหรับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีปี 2569 (สำหรับเงินได้ปี 2568) อย่างไรก็ตาม มีมาตรการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาดและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่อาจเป็นช่องทางให้ผู้ซื้อ E-Bike ได้รับประโยชน์ทางอ้อม
มาตรการลดหย่อนที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาด
มาตรการลดหย่อนภาษีที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาดที่ชัดเจนที่สุดในปัจจุบันคือ การติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์บนหลังคา (Solar Rooftop) สำหรับที่อยู่อาศัย ซึ่งสามารถนำค่าใช้จ่ายมาลดหย่อนภาษีได้ตามจริง แต่ไม่เกิน 200,000 บาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าภาครัฐให้ความสำคัญกับการส่งเสริมพลังงานสะอาดในระดับครัวเรือน แต่ยังไม่ได้ขยายมาถึงยานพาหนะส่วนบุคคลขนาดเล็กอย่าง E-Bike ในรูปแบบของการลดหย่อนภาษีโดยตรง
โอกาสของ E-Bike ผ่านโครงการ Easy e-Receipt
ช่องทางที่เป็นไปได้มากที่สุดสำหรับผู้ซื้อ E-Bike ในการได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี คือผ่านโครงการกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศที่รัฐบาลอาจจัดขึ้น เช่น โครงการ “Easy e-Receipt” (หรือชื่อเดิม “ช้อปดีมีคืน”) โครงการนี้โดยหลักการแล้วจะอนุญาตให้บุคคลธรรมดานำค่าใช้จ่ายจากการซื้อสินค้าและบริการจากผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และสามารถออกใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice / e-Receipt) มาลดหย่อนภาษีได้ตามจริงในวงเงินที่กำหนด (เช่น สูงสุด 50,000 บาท)
หากในปี 2569 หรือช่วงปลายปี 2568 มีการประกาศใช้โครงการลักษณะนี้อีกครั้ง การซื้อจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) จากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการและออกเอกสารตามเงื่อนไขได้ ก็มีแนวโน้มที่จะสามารถนำค่าใช้จ่ายดังกล่าวไปรวมเป็นส่วนหนึ่งของยอดลดหย่อนได้ อย่างไรก็ตาม ต้องทำความเข้าใจว่า:
- นี่คือการใช้สิทธิ์ภายใต้โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจทั่วไป ไม่ใช่มาตรการลดหย่อนเพื่อส่งเสริม E-Bike โดยเฉพาะ
- จะต้องรอประกาศอย่างเป็นทางการจากกรมสรรพากรเกี่ยวกับช่วงเวลา วงเงิน และเงื่อนไขสินค้าและบริการที่เข้าร่วมหรือถูกยกเว้นในปีนั้น ๆ
ตารางเปรียบเทียบ: สรุปมาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าปี 2569
เพื่อให้เห็นภาพความแตกต่างของนโยบายสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าแต่ละประเภทได้อย่างชัดเจน สามารถสรุปข้อมูลได้ดังตารางต่อไปนี้
| ประเภทยานยนต์ไฟฟ้า | ภาษีสรรพสามิต (เริ่ม 1 ม.ค. 69) | เงินอุดหนุนโดยตรง | การลดหย่อนภาษีบุคคลธรรมดา |
|---|---|---|---|
| รถยนต์ไฟฟ้า (BEV) | 2% | มี (70,000 – 150,000 บาท) | ไม่มีมาตรการโดยตรง |
| รถกระบะไฟฟ้า (BEV Pickup) | 2% | มี (70,000 – 150,000 บาท) | ไม่มีมาตรการโดยตรง |
| รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า | ไม่ระบุในโครงสร้างใหม่ | มี (18,000 บาท) | ไม่มีมาตรการโดยตรง |
| จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) | ไม่เกี่ยวข้อง | ไม่มี | ไม่มีมาตรการโดยตรง (อาจใช้สิทธิ์ผ่านโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจทั่วไป เช่น Easy e-Receipt หากมีประกาศ) |
บทสรุปและแนวโน้มในอนาคต
จากข้อมูลทั้งหมด สรุปได้ว่าประเด็นเรื่อง รัฐบาลหนุน EV! ส่องมาตรการลดหย่อนภาษี E-Bike ปี 2569 นั้น ในปัจจุบันยังไม่มีมาตรการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาโดยตรงสำหรับการซื้อจักรยานไฟฟ้า นโยบายสนับสนุนของภาครัฐมุ่งเน้นไปที่การสร้างระบบนิเวศสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ขนาดใหญ่ ผ่านเครื่องมือทางภาษีสรรพสามิต เงินอุดหนุน และการส่งเสริมการลงทุน ซึ่งส่งผลดีต่อตลาดรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าเป็นหลัก
สำหรับผู้ที่สนใจซื้อจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) ประโยชน์ทางภาษีที่อาจเกิดขึ้นได้นั้น จะขึ้นอยู่กับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาพรวมที่อาจมีขึ้นในอนาคต เช่น โครงการ Easy e-Receipt ซึ่งยังต้องรอความชัดเจนจากภาครัฐต่อไป ดังนั้น การวางแผนทางการเงินควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน และไม่ควรรวมรายการลดหย่อนภาษีจากการซื้อ E-Bike เข้าไปในแผน จนกว่าจะมีการประกาศอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
วางแผนซื้อจักรยานไฟฟ้า? ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
แม้ว่ามาตรการลดหย่อนภาษีโดยตรงอาจจะยังไม่มีความชัดเจน แต่การเลือกซื้อจักรยานไฟฟ้าที่คุ้มค่าและตอบโจทย์การใช้งานยังคงเป็นทางเลือกที่ยอดเยี่ยมในการประหยัดพลังงานและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง สำหรับผู้ที่สนใจจักรยานไฟฟ้า สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า หรือ E-Bike คุณภาพสูงที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองทุกความต้องการ สามารถปรึกษาและเลือกชมสินค้าได้ที่ GIANT Shopping Mall
ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม หรือเยี่ยมชมสินค้าได้ที่:
FACEBOOK PAGE: https://www.facebook.com/giantshoppingmall
LINE: @giantshoppingmall
เว็บไซต์: ติดต่อเรา
เวลาทำการ: จันทร์ – เสาร์ (9.00 – 18.00 น.)
โทรศัพท์: 061-962-2878
ที่ตั้ง: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น ขอนแก่น 40000

