5 จุดต้องเช็ค! ขี่ E-Bike หน้าฝนให้ปลอดภัย ยืดอายุแบต
จักรยานไฟฟ้า หรือ E-Bike กำลังเป็นยานพาหนะที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยความสะดวกสบายและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่ฤดูฝน ผู้ใช้งานจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการดูแลรักษาและความปลอดภัยเป็นพิเศษ การเตรียมความพร้อมด้วยการตรวจสอบตามเช็คลิสต์จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้การขับขี่ราบรื่นและยืดอายุการใช้งานของส่วนประกอบสำคัญ โดยเฉพาะแบตเตอรี่
- การตรวจสอบระดับการกันน้ำ (IP Rating) เป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกเพื่อป้องกันความเสียหายต่อระบบไฟฟ้าและแบตเตอรี่
- การดูแลแบตเตอรี่อย่างถูกวิธีหลังเผชิญฝน เช่น การเช็ดให้แห้งสนิทก่อนทำการชาร์จ จะช่วยยืดอายุการใช้งานได้อย่างมีนัยสำคัญ
- ระบบเบรกและสภาพยางต้องอยู่ในสภาพสมบูรณ์เสมอ เนื่องจากระยะเบรกบนถนนเปียกลื่นจะยาวนานกว่าปกติและต้องการการยึดเกาะที่ดี
- การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการขับขี่ เช่น การลดความเร็วและหลีกเลี่ยงการเบรกหรือเร่งความเร็วกะทันหัน เป็นหัวใจสำคัญของความปลอดภัย
- การเลือกที่จอดและสถานที่ชาร์จที่แห้งและปลอดภัย ช่วยลดความเสี่ยงจากการลัดวงจรและป้องกันการเสื่อมสภาพของแบตเตอรี่จากความชื้น
ภาพรวมความสำคัญของการใช้งาน E-Bike ในฤดูฝน
การใช้งานจักรยานไฟฟ้าในฤดูฝนมาพร้อมกับความท้าทายที่แตกต่างออกไป น้ำและความชื้นเป็นปัจจัยหลักที่สามารถสร้างความเสียหายให้กับระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ซับซ้อนของ E-Bike ได้ ตั้งแต่วงจรไฟฟ้า มอเตอร์ ไปจนถึงหัวใจหลักอย่างแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน ซึ่งมีความอ่อนไหวต่อความชื้นและอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลง การละเลยการตรวจสอบและบำรุงรักษาไม่เพียงแต่จะทำให้อายุการใช้งานของรถสั้นลง แต่ยังอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ขับขี่ได้ เช่น ระบบไฟฟ้าลัดวงจรขณะขับขี่ หรือระบบเบรกทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพบนพื้นถนนที่ลื่น ดังนั้น การทำความเข้าใจและปฏิบัติตามแนวทางการดูแล E-Bike หน้าฝนจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ใช้งานทุกคน เพื่อให้มั่นใจได้ว่ายานพาหนะคู่ใจจะยังคงมีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และพร้อมใช้งานไปได้อีกยาวนาน
5 จุดต้องเช็ค! ขี่ E-Bike หน้าฝนให้ปลอดภัย ยืดอายุแบต (ฉบับสมบูรณ์)
เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับฤดูฝน การตรวจสอบ E-Bike อย่างละเอียดใน 5 จุดสำคัญต่อไปนี้จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยและถนอมส่วนประกอบต่างๆ ของรถได้อย่างมีประสิทธิภาพ
1. ตรวจสอบระดับการกันน้ำ (IP Rating) ของตัวรถและแบตเตอรี่
คำจำกัดความและการประยุกต์ใช้: มาตรฐานการป้องกันน้ำและฝุ่น หรือ IP Rating (Ingress Protection Rating) เป็นค่าที่บ่งบอกความสามารถของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในการป้องกันของแข็งและของเหลว โดยจะแสดงเป็นตัวเลขสองหลัก เช่น IPX4, IPX5 หรือ IP67 ตัวเลขหลักแรกหมายถึงการป้องกันของแข็ง (ฝุ่น) และหลักที่สองหมายถึงการป้องกันของเหลว (น้ำ) สำหรับ E-Bike ค่าการป้องกันน้ำ (ตัวเลขหลักที่สอง) มีความสำคัญอย่างยิ่งในฤดูฝน
สิ่งที่ต้องตรวจสอบ:
- ศึกษาคู่มือ: ตรวจสอบค่า IP Rating ของ E-Bike รุ่นที่ใช้งานจากคู่มือผู้ผลิต เพื่อทำความเข้าใจขีดจำกัดในการป้องกันน้ำ เช่น IPX4 สามารถทนทานต่อละอองฝนที่ตกกระทบได้จากทุกทิศทาง แต่ไม่สามารถทนต่อการฉีดน้ำแรงดันสูงหรือการจมน้ำได้
- ซีลยางและฝาปิด: สำรวจซีลยางรอบๆ กล่องแบตเตอรี่, กล่องคอนโทรลเลอร์, และจุดเชื่อมต่อสายไฟต่างๆ ว่ายังอยู่ในสภาพดี ไม่ฉีกขาดหรือแข็งกระด้าง ตรวจสอบให้แน่ใจว่าฝาปิดพอร์ตชาร์จสามารถปิดได้อย่างสนิทเพื่อป้องกันน้ำเข้า
- สภาพตัวถังและกล่องอุปกรณ์: มองหารอยแตกร้าวบนกล่องแบตเตอรี่หรือส่วนประกอบอื่นๆ ที่อาจเป็นช่องทางให้น้ำซึมเข้าไปได้ หากพบความเสียหาย ควรนำรถเข้ารับการซ่อมแซมทันที
ความเสี่ยง: การขี่ E-Bike ลุยฝนหรือน้ำท่วมขังเกินกว่าระดับที่มาตรฐาน IP Rating กำหนดไว้ อาจทำให้น้ำซึมเข้าไปสร้างความเสียหายร้ายแรงต่อแผงวงจรภายใน เกิดการลัดวงจรซึ่งอาจทำให้แบตเตอรี่และระบบขับเคลื่อนเสียหายถาวร
2. ตรวจสอบสภาพแบตเตอรี่และวิธีใช้งานที่ถูกต้องเมื่อเปียกชื้น
คำจำกัดความและการประยุกต์ใช้: แบตเตอรี่คือแหล่งพลังงานหลักและเป็นส่วนประกอบที่มีราคาสูงที่สุดของ E-Bike การดูแลรักษาแบตเตอรี่อย่างถูกวิธี โดยเฉพาะในสภาวะที่มีความชื้นสูง จะช่วยยืดอายุการใช้งานและรักษาประสิทธิภาพการเก็บประจุไฟไว้ได้
สิ่งที่ต้องตรวจสอบและปฏิบัติ:
- การตรวจสอบภายนอก: ก่อนใช้งานทุกครั้ง ควรสังเกตสภาพภายนอกของกล่องแบตเตอรี่ว่ามีอาการบวม, รอยร้าว, หรือการเสียรูปทรงหรือไม่ หากพบความผิดปกติ ควรหยุดใช้งานและปรึกษาช่างผู้ชำนาญทันที
- ขั้วต่อและพอร์ตชาร์จ: ตรวจสอบบริเวณขั้วต่อแบตเตอรี่และพอร์ตชาร์จว่าสะอาดและแห้งสนิท ปราศจากคราบออกไซด์ (คราบขาวหรือเขียว) หรือสนิม หากพบสิ่งสกปรก ให้ใช้ผ้าแห้งเช็ดทำความสะอาด
- ขั้นตอนหลังขับลุยฝน: หลังจากขี่ E-Bike กลับมาถึงที่พักในขณะที่รถยังเปียกอยู่ ห้ามทำการชาร์จแบตเตอรี่ทันที ควรถอดแบตเตอรี่ออกมา (หากเป็นรุ่นที่ถอดได้) ใช้ผ้าแห้งและนุ่มเช็ดทำความสะอาดภายนอกให้ทั่ว โดยเฉพาะบริเวณขั้วต่อและพอร์ตชาร์จ จากนั้นนำไปวางในที่แห้งและมีอากาศถ่ายเทสะดวก ทิ้งไว้จนมั่นใจว่าแห้งสนิททั้งภายในและภายนอกก่อนจึงจะนำไปชาร์จ
ข้อควรจำที่สำคัญที่สุด: ห้ามชาร์จแบตเตอรี่ E-Bike ในขณะที่ยังเปียกหรือมีความชื้นเกาะอยู่โดยเด็ดขาด เพราะอาจนำไปสู่การลัดวงจร ความเสียหายถาวรต่อเซลล์แบตเตอรี่ และอาจก่อให้เกิดอันตรายจากไฟฟ้าได้
ความเสี่ยง: การชาร์จแบตเตอรี่ที่เปียกชื้นเป็นสาเหตุหลักของการลัดวงจร ซึ่งไม่เพียงแต่จะทำลายแบตเตอรี่ แต่ยังอาจสร้างความเสียหายแก่อุปกรณ์ชาร์จและระบบไฟฟ้าของตัวรถได้ นอกจากนี้ ความชื้นที่สะสมอยู่ภายในเป็นเวลานานจะเร่งกระบวนการเสื่อมสภาพของเซลล์แบตเตอรี่ ทำให้อายุการใช้งานสั้นลงอย่างรวดเร็ว
3. ตรวจสอบระบบไฟฟ้าและสายไฟโดยรวม
คำจำกัดความและการประยุกต์ใช้: ระบบไฟฟ้าของ E-Bike ประกอบด้วยส่วนต่างๆ มากมาย ตั้งแต่สายไฟหลักที่เชื่อมต่อแบตเตอรี่กับมอเตอร์, สายสัญญาณไปยังหน้าจอแสดงผล, คันเร่ง, สวิตช์ควบคุม, ไปจนถึงระบบไฟส่องสว่าง ทุกส่วนล้วนมีความสำคัญต่อการทำงานที่สมบูรณ์และปลอดภัยของรถ
สิ่งที่ต้องตรวจสอบ:
- สภาพสายไฟ: ไล่สำรวจสายไฟทุกเส้นที่มองเห็นได้จากภายนอก มองหาจุดที่เปลือกหุ้มสายไฟมีรอยฉีกขาด, รอยถลอก, หรือรอยแตก ซึ่งอาจเกิดจากการเสียดสีหรือการเสื่อมสภาพ จุดเหล่านี้เป็นบริเวณที่น้ำสามารถเข้าไปสร้างความเสียหายได้ง่ายที่สุด
- คอนเนคเตอร์หรือจุดเชื่อมต่อ: ตรวจสอบจุดเชื่อมต่อสายไฟต่างๆ ว่าเสียบแน่นและมีซีลยางกันน้ำอยู่ในสภาพดี หากเป็นรุ่นที่ไม่มีซีลกันน้ำมาจากโรงงาน อาจพิจารณาใช้เทปพันสายไฟชนิดกันน้ำพันทับเพื่อเพิ่มการป้องกัน
- หน้าจอและชุดควบคุม: หากหน้าจอแสดงผลหรือชุดควบคุมบนแฮนด์ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้กันน้ำโดยเฉพาะ ควรหาอุปกรณ์เสริม เช่น ซองกันน้ำหรือพลาสติกใสมาคลุมไว้ขณะขับขี่ท่ามกลางสายฝน
- การทำงานของเซ็นเซอร์: ทดสอบการทำงานของเซ็นเซอร์เบรก (Brake Sensor) และเซ็นเซอร์ช่วยปั่น (PAS – Pedal Assist Sensor) ว่ายังตอบสนองได้ปกติหลังโดนความชื้นหรือไม่ หากระบบตัดกำลังมอเตอร์ทำงานช้าผิดปกติ ควรหยุดใช้งานและนำรถไปให้ช่างตรวจสอบ
ความเสี่ยง: สายไฟที่ชำรุดเมื่อสัมผัสกับน้ำอาจทำให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจร ส่งผลให้ระบบต่างๆ ทำงานผิดพลาด เช่น ไฟหน้าดับ, หน้าจอไม่ติด, หรือที่อันตรายที่สุดคือระบบควบคุมมอเตอร์รวน ซึ่งอาจทำให้รถพุ่งออกไปโดยไม่ตั้งใจหรือมอเตอร์ไม่ตัดการทำงานเมื่อเบรก
4. ตรวจสอบยาง เบรก และเทคนิคการควบคุมรถบนพื้นเปียก
คำจำกัดความและการประยุกต์ใช้: นอกเหนือจากระบบไฟฟ้าแล้ว ความปลอดภัยทางกลศาสตร์ยังคงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อต้องขับขี่บนพื้นผิวที่เปียกลื่น ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการยึดเกาะถนนและระยะเบรก
สิ่งที่ต้องตรวจสอบ:
- สภาพยาง: ตรวจสอบดอกยางว่ามีความลึกเพียงพอหรือไม่ ยางที่สึกหรอจนเรียบจะสูญเสียความสามารถในการรีดน้ำ ทำให้รถเหินน้ำและลื่นล้มได้ง่าย ควรเลือกใช้ยางที่มีดอกยางลึกและออกแบบมาเพื่อการยึดเกาะบนถนนเปียก
- ระบบเบรก: ตรวจสอบความหนาของผ้าเบรกทั้งล้อหน้าและหลัง หากใกล้หมดควรเปลี่ยนทันที ทำความสะอาดจานเบรกให้ปราศจากคราบน้ำมันหรือสิ่งสกปรก และตั้งระยะเบรกให้เหมาะสม ทดลองเบรกเบาๆ ในช่วงแรกของการขับขี่เพื่อไล่น้ำออกจากผ้าเบรกและทำความคุ้นเคยกับระยะเบรกที่ยาวขึ้น
เทคนิคการขับขี่ที่ปลอดภัย:
- ลดความเร็วและใช้โหมดกำลังต่ำ: ใช้ความเร็วต่ำกว่าปกติและเลือกระดับการช่วยปั่น (Assist Level) ที่ไม่สูงเกินไป เพื่อลดแรงบิดกะทันหันจากมอเตอร์ซึ่งอาจทำให้ล้อหลังลื่นไถลได้
- หลีกเลี่ยงการเบรกและการเร่งกะทันหัน: การควบคุมรถอย่างนุ่มนวลเป็นสิ่งสำคัญ พยายามคาดการณ์สถานการณ์ล่วงหน้าเพื่อที่จะสามารถชะลอความเร็วและเบรกได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป
- ระวังพื้นผิวอันตราย: เพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษเมื่อต้องขับผ่านฝาท่อระบายน้ำที่เป็นโลหะ, เส้นแบ่งเลนจราจร, คราบน้ำมัน, หรือใบไม้เปียกที่กองบนถนน เนื่องจากพื้นผิวเหล่านี้จะลื่นกว่าปกติหลายเท่า
ความเสี่ยง: การใช้ยางที่หมดสภาพหรือระบบเบรกที่บกพร่องบนถนนเปียกเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุอย่างมาก เนื่องจากระยะเบรกจะยาวขึ้นและการควบคุมรถจะทำได้ยากลำบากกว่าสภาวะปกติ
5. ตรวจสอบวิธีการจอดและการชาร์จที่เหมาะสม
คำจำกัดความและการประยุกต์ใช้: การดูแล E-Bike ไม่ได้สิ้นสุดลงเมื่อขับขี่เสร็จสิ้น การจอดและการชาร์จอย่างถูกวิธีในฤดูฝนเป็นปัจจัยสำคัญในการป้องกันความเสียหายระยะยาว
แนวทางการปฏิบัติ:
- การจอดรถ: หากเป็นไปได้ ควรจอด E-Bike ในที่ร่ม มีหลังคาคุ้มกันฝนและแดดเสมอ เพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับความชื้นโดยตรงและป้องกันการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิที่รวดเร็วซึ่งส่งผลเสียต่อแบตเตอรี่ หากจำเป็นต้องจอดกลางแจ้ง ควรใช้ผ้าคลุมรถชนิดกันน้ำที่ระบายอากาศได้ดี เพื่อป้องกันน้ำแต่ไม่กักเก็บความชื้นไว้ภายใน
- สถานที่ชาร์จ: เลือกสถานที่ชาร์จที่แห้งสนิท, มีอากาศถ่ายเทสะดวก, และอยู่ห่างจากบริเวณที่อาจมีน้ำรั่วซึมได้ หลีกเลี่ยงการชาร์จในพื้นที่ชื้นแฉะหรือกลางแจ้งโดยเด็ดขาด
- การเก็บรักษาแบตเตอรี่ระยะยาว: หากไม่ได้ใช้งาน E-Bike เป็นเวลานานในช่วงที่ฝนตกหนักต่อเนื่อง ควรถอดแบตเตอรี่ออกมาเก็บไว้ในที่แห้งและเย็น โดยรักษาระดับประจุไฟฟ้าไว้ที่ประมาณ 40-60% ซึ่งเป็นระดับที่เหมาะสมที่สุดในการรักษาเซลล์แบตเตอรี่
ความเสี่ยง: การจอดรถตากฝนเป็นประจำจะทำให้ความชื้นค่อยๆ ซึมเข้าสู่ส่วนประกอบต่างๆ และทำให้เกิดสนิมหรือการกัดกร่อนได้ การชาร์จในที่ชื้นเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดไฟฟ้าลัดวงจรและอาจเป็นอันตรายต่อผู้ใช้งาน
| จุดที่ต้องตรวจสอบ | สิ่งที่ต้องทำ | เหตุผลและความสำคัญ |
|---|---|---|
| 1. ระดับการกันน้ำ | ตรวจสอบค่า IP Rating, ซีลยาง, และฝาปิดพอร์ตชาร์จ | ป้องกันน้ำเข้าสู่ระบบไฟฟ้าและแบตเตอรี่ ซึ่งอาจทำให้เกิดการลัดวงจร |
| 2. แบตเตอรี่ | ตรวจสภาพภายนอก และเช็ดให้แห้งสนิทก่อนชาร์จทุกครั้ง | ยืดอายุเซลล์แบตเตอรี่และป้องกันอันตรายจากการชาร์จขณะเปียกชื้น |
| 3. ระบบไฟฟ้าและสายไฟ | สำรวจรอยฉีกขาดของสายไฟและจุดเชื่อมต่อต่างๆ | รักษาการทำงานที่สมบูรณ์ของระบบควบคุมและป้องกันการทำงานผิดพลาด |
| 4. ยางและเบรก | เช็คความลึกดอกยางและความหนาผ้าเบรก ปรับพฤติกรรมการขี่ | เพิ่มความปลอดภัยในการควบคุมรถและการเบรกบนถนนที่เปียกลื่น |
| 5. การจอดและการชาร์จ | จอดในที่ร่มและชาร์จในที่แห้ง อากาศถ่ายเทสะดวก | ลดความเสี่ยงจากความชื้นสะสมในระยะยาวและป้องกันอันตรายขณะชาร์จ |
ข้อควรปฏิบัติเพิ่มเติมเพื่อความปลอดภัยและยืดอายุการใช้งาน
นอกเหนือจากการตรวจสอบ 5 จุดหลักแล้ว ยังมีข้อควรปฏิบัติเพิ่มเติมที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยและดูแลรักษารถให้ดียิ่งขึ้น
การเตรียมอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล
การสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสมเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะในสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวย
- หมวกกันน็อก: เป็นอุปกรณ์พื้นฐานที่จำเป็นที่สุดในการป้องกันศีรษะ
- เสื้อกันฝน: ควรเลือกใช้ชุดกันฝนที่มีสีสว่างหรือมีแถบสะท้อนแสงเพื่อเพิ่มการมองเห็น และควรเป็นแบบที่กระชับพอดีตัว ไม่รุ่มร่ามจนอาจเข้าไปพันกับล้อหรือโซ่ได้
- ถุงมือและรองเท้า: การสวมถุงมือช่วยให้จับแฮนด์ได้กระชับขึ้นแม้จะเปียกน้ำ และการเลือกรองเท้าที่มีพื้นกันลื่นจะช่วยป้องกันอุบัติเหตุขณะหยุดรถหรือต้องใช้เท้าประคองตัว
การดูแลรักษาหลังการใช้งานในฤดูฝน
หลังจากขับขี่เสร็จสิ้น ควรใช้เวลาเล็กน้อยในการทำความสะอาดและบำรุงรักษารถ เพื่อป้องกันปัญหาที่จะตามมาในระยะยาว
- การทำความสะอาด: ใช้ผ้าสะอาดเช็ดทำความสะอาดโคลนหรือคราบสกปรกที่ติดมากับตัวรถให้แห้ง โดยเน้นบริเวณที่เป็นโลหะ เช่น โซ่, สเตอร์, และน็อตต่างๆ เพื่อป้องกันการเกิดสนิม
- หลีกเลี่ยงเครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง: ห้ามใช้เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูงฉีดอัดโดยตรงไปยังบริเวณดุมล้อ, มอเตอร์, กล่องคอนโทรลเลอร์, และแบตเตอรี่โดยเด็ดขาด เพราะแรงดันน้ำที่สูงสามารถแทรกซึมผ่านซีลกันน้ำเข้าไปสร้างความเสียหายได้
- การหล่อลื่นโซ่: หลังจากทำความสะอาดและเช็ดโซ่ให้แห้งแล้ว ควรหยอดน้ำมันหล่อลื่นโซ่ชนิดสำหรับสภาพอากาศเปียก (Wet Lube) ซึ่งมีความหนืดและทนทานต่อการชะล้างของน้ำได้ดีกว่าน้ำมันหล่อลื่นทั่วไป
สรุปแนวทางการดูแล E-Bike เพื่อการใช้งานที่ยาวนาน
การขับขี่ E-Bike ในช่วงฤดูฝนให้ปลอดภัยและยืดอายุการใช้งานของรถนั้น ต้องอาศัยการเตรียมความพร้อมและการดูแลเอาใจใส่เป็นพิเศษ การปฏิบัติตามเช็คลิสต์ 5 ข้อ ตั้งแต่การตรวจสอบมาตรฐานการกันน้ำ, การดูแลแบตเตอรี่อย่างถูกวิธี, การสำรวจระบบไฟฟ้า, การให้ความสำคัญกับยางและเบรก, ไปจนถึงการเลือกที่จอดและชาร์จอย่างเหมาะสม ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุและความเสียหายต่อตัวรถ การบำรุงรักษาเชิงป้องกันและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการขับขี่ให้เข้ากับสภาพถนนที่ไม่ปกติ ไม่เพียงแต่จะช่วยให้ผ่านฤดูฝนไปได้อย่างราบรื่น แต่ยังเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเพื่อรักษาสภาพยานพาหนะคู่ใจให้พร้อมใช้งานไปได้อีกนาน
ติดต่อสอบถามและเลือกซื้อ E-Bike คุณภาพ
สำหรับการเลือกซื้อจักรยานไฟฟ้าที่ได้มาตรฐาน มีคุณสมบัติกันน้ำที่เหมาะสมกับการใช้งาน และได้รับคำแนะนำในการดูแลรักษาที่ถูกต้อง สามารถติดต่อผู้เชี่ยวชาญได้ที่ GIANT Shopping Mall ซึ่งเป็นศูนย์จำหน่ายจักรยานไฟฟ้าทุกประเภท ทั้งสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าและ E-Bike ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการ
สามารถติดต่อเพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติมหรือนัดหมายเพื่อทดลองขับขี่ได้ผ่านช่องทางต่างๆ ดังนี้:
เวลาทำการ: เปิดบริการทุกวันจันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
เบอร์โทรศัพท์: 061-962-2878
ที่ตั้งร้าน: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น ขอนแก่น 40000

