เทรนด์ V2G: เมื่อ E-Bike ไม่ใช่แค่รถ แต่เป็นไฟสำรอง!
- ภาพรวมของเทคโนโลยี Vehicle-to-Grid (V2G)
- V2G คืออะไร: หลักการทำงานเบื้องต้น
- เหตุผลที่ E-Bike กลายเป็นเป้าหมายใหม่ของเทคโนโลยี V2G
- องค์ประกอบทางเทคโนโลยีที่จำเป็นสำหรับ E-Bike V2G
- โมเดลการใช้งาน E-Bike V2G ที่เป็นไปได้ในอนาคต
- ทิศทางและความท้าทายของ E-Bike V2G
- ภาพรวมและศักยภาพของ V2G ในประเทศไทย
- บทสรุป: E-Bike ในฐานะพลังงานสำรองแห่งอนาคต
เทคโนโลยี Vehicle-to-Grid (V2G) กำลังเปลี่ยนแปลงนิยามของยานพาหนะไฟฟ้า จากเดิมที่เป็นเพียงพาหนะสำหรับเดินทาง สู่การเป็นแหล่งพลังงานสำรองเคลื่อนที่ แนวคิดนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่รถยนต์ไฟฟ้าอีกต่อไป แต่กำลังขยายสู่ E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งอาจกลายเป็นส่วนสำคัญของระบบพลังงานในครัวเรือนและชุมชน
- V2G ขยายสู่ E-Bike: เทคโนโลยี Vehicle-to-Grid (V2G) ที่ให้รถยนต์ไฟฟ้าจ่ายไฟกลับเข้าระบบได้ กำลังถูกนำมาประยุกต์ใช้กับ E-Bike เพื่อทำหน้าที่เป็นแบตเตอรี่สำรองเคลื่อนที่
- ศักยภาพจากจำนวน: แม้แบตเตอรี่ E-Bike จะมีความจุน้อยกว่ารถยนต์ แต่จำนวนผู้ใช้ที่มหาศาลทำให้เกิดคลังพลังงานสำรองแบบกระจายตัวขนาดใหญ่ได้
- ประโยชน์หลากหลาย: E-Bike V2G สามารถใช้เป็นไฟสำรองในบ้าน (V2H) ช่วงไฟดับ, ลดค่าไฟช่วงพีค, และเสริมความมั่นคงทางพลังงานในระดับชุมชน
- ความท้าทายทางเทคโนโลยี: การทำให้แนวคิดนี้เป็นจริงต้องอาศัยการพัฒนาแบตเตอรี่, อุปกรณ์ชาร์จสองทิศทาง, มาตรฐานการสื่อสาร, และกฎระเบียบที่รองรับ
- อนาคตในไทย: โครงการ V2G สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าในไทยได้ปูทางไว้แล้ว และมีศักยภาพที่จะต่อยอดสู่ E-Bike และ E-Motorcycle ที่กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น
ภาพรวมของเทคโนโลยี Vehicle-to-Grid (V2G)
เทรนด์ V2G: เมื่อ E-Bike ไม่ใช่แค่รถ แต่เป็นไฟสำรอง! คือแนวคิดที่ต่อยอดจากเทคโนโลยี Vehicle-to-Grid (V2G) ซึ่งเดิมทีถูกพัฒนาขึ้นสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยมีเป้าหมายเพื่อเปลี่ยนยานพาหนะให้เป็นมากกว่า phương tiệnเดินทาง หลักการสำคัญคือการสร้างระบบที่แบตเตอรี่ของยานพาหนะไฟฟ้าสามารถสื่อสารและแลกเปลี่ยนพลังงานกับโครงข่ายไฟฟ้า (Grid) ได้สองทิศทาง ไม่เพียงแต่รับไฟฟ้าเข้ามาเก็บไว้ (ชาร์จ) แต่ยังสามารถจ่ายไฟฟ้ากลับออกไปได้เมื่อระบบต้องการ สิ่งนี้เปิดประตูสู่ความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในการบริหารจัดการพลังงาน เพิ่มเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเจ้าของยานพาหนะไฟฟ้า
V2G คืออะไร: หลักการทำงานเบื้องต้น
Vehicle-to-Grid หรือ V2G คือระบบที่ทำให้ยานพาหนะไฟฟ้าสามารถส่งพลังงานไฟฟ้าที่เก็บอยู่ในแบตเตอรี่กลับคืนสู่โครงข่ายไฟฟ้าหรือระบบไฟฟ้าภายในบ้านได้ หัวใจสำคัญของเทคโนโลยีนี้คือ อุปกรณ์ชาร์จแบบสองทิศทาง (Bi-directional Charger) ที่ทำหน้าที่แปลงกระแสไฟฟ้าได้ทั้งสองทาง ทำให้รถไฟฟ้าไม่ได้เป็นเพียงผู้บริโภคพลังงาน แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศพลังงาน ทำหน้าที่คล้าย “แบตเตอรี่สำรองเคลื่อนที่” ที่สามารถกักเก็บพลังงานในช่วงเวลาที่ความต้องการใช้ไฟต่ำ (เช่น กลางคืน) และจ่ายไฟคืนในช่วงเวลาที่ความต้องการสูง (ช่วงพีคโหลด) หรือในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ไฟฟ้าดับ
ประโยชน์หลักของ V2G คือการสร้างเสถียรภาพให้กับระบบไฟฟ้าโดยรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการใช้พลังงานหมุนเวียนอย่างพลังงานแสงอาทิตย์หรือลมมากขึ้น ระบบ V2G จะช่วยกักเก็บพลังงานส่วนเกินที่ผลิตได้ในตอนกลางวัน และนำมาจ่ายคืนในช่วงที่ไม่มีแสงอาทิตย์หรือลม ซึ่งช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ในระยะยาว
การประยุกต์ใช้ V2G กับรถยนต์ไฟฟ้าในปัจจุบัน
ปัจจุบัน เทคโนโลยี V2G ได้ถูกนำมาใช้งานจริงแล้วในหลายประเทศ โดยมีรถยนต์ไฟฟ้าเป็นหัวหอกสำคัญ ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ:
- ประเทศญี่ปุ่น: เป็นผู้นำในการพัฒนามาตรฐาน CHAdeMO ซึ่งเป็นโปรโตคอลการชาร์จที่รองรับการส่งพลังงานสองทิศทางอย่างเต็มรูปแบบ ทำให้การใช้งาน V2G ในระดับเมืองและระดับประเทศเกิดขึ้นได้จริง และมีความสำคัญอย่างยิ่งในช่วงที่เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ
- บริษัท ABB: ผู้ผลิตเทคโนโลยีชั้นนำได้นำเสนอสถานีชาร์จ V2G ที่ช่วยให้รถยนต์ไฟฟ้าสามารถจ่ายไฟกลับเข้าสู่บ้าน (Vehicle-to-Home หรือ V2H) หรือโครงข่ายไฟฟ้า (V2G) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- ค่ายรถยนต์ Nissan: มีแผนเปิดตัวเทคโนโลยี V2G เชิงพาณิชย์ภายในปี 2026 โดยจะอนุญาตให้เจ้าของรถยนต์ไฟฟ้า Nissan สามารถใช้พลังงานจากแบตเตอรี่รถยนต์สำหรับบ้านของตนเอง หรือแม้กระทั่งขายไฟฟ้าส่วนเกินกลับคืนสู่ระบบผ่านแอปพลิเคชัน ซึ่งเป็นการสร้างรายได้เสริมให้กับผู้ใช้
ตัวอย่างเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า V2G สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าได้ก้าวข้ามจากแนวคิดสู่การใช้งานจริง และกำลังสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในอุตสาหกรรมพลังงานและยานยนต์
เหตุผลที่ E-Bike กลายเป็นเป้าหมายใหม่ของเทคโนโลยี V2G
แม้ว่าการสนทนาเกี่ยวกับ V2G ในปัจจุบันจะเน้นไปที่รถยนต์ไฟฟ้าเป็นหลัก แต่หลักการเดียวกันนี้สามารถนำมาปรับใช้กับยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็ก (Micro-mobility) อย่าง E-Bike และ E-Motorcycle ได้อย่างมีศักยภาพ ด้วยเหตุผลสำคัญหลายประการ:
- จำนวนยานพาหนะมหาศาล: ในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย จำนวนรถจักรยานยนต์และ E-Bike มีมากกว่ารถยนต์ส่วนบุคคลหลายเท่า หากยานพาหนะเหล่านี้ถูกเปลี่ยนเป็นระบบไฟฟ้าและรองรับ V2G จะเกิดเป็น “คลังแบตเตอรี่แบบกระจายตัว” ขนาดมหึมา ที่สามารถช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานในระดับชุมชนและครัวเรือนได้
- พลังรวมของแบตเตอรี่ขนาดเล็ก: แม้แบตเตอรี่ของ E-Bike หนึ่งคันจะมีความจุน้อยกว่ารถยนต์ไฟฟ้า แต่เมื่อนำแบตเตอรี่จำนวนมหาศาลมารวมกัน จะมีศักยภาพในการกักเก็บและจ่ายพลังงานเทียบเท่ากับรถยนต์ไฟฟ้าหลายหมื่นคัน ช่วยสร้างเสถียรภาพให้กับระบบไฟฟ้าในภาพรวม
- ความสะดวกในการใช้งานและเคลื่อนย้าย: จุดเด่นสำคัญของ E-Bike คือแบตเตอรี่ที่มักจะออกแบบมาให้ถอดออกและพกพาได้ง่าย ทำให้เหมาะอย่างยิ่งกับการใช้งานเป็นแหล่งพลังงานสำรองฉุกเฉินในระดับครัวเรือน ผู้ใช้สามารถชาร์จแบตเตอรี่จากแผงโซลาร์เซลล์ในตอนกลางวัน แล้วนำไปต่อกับอินเวอร์เตอร์เพื่อจ่ายไฟให้กับเครื่องใช้ไฟฟ้าที่จำเป็นในบ้านได้ทันที
- สอดคล้องกับแนวโน้มพลังงานกระจายศูนย์ (Decentralized Energy): E-Bike V2G ถือเป็นหน่วยย่อยที่สำคัญของระบบพลังงานแบบกระจายศูนย์ โดยเน้นการสร้างความมั่นคงทางพลังงานในระดับครัวเรือน, อาคารขนาดเล็ก, ร้านค้า หรือโฮมออฟฟิศ ซึ่งเป็นการเสริมภาพใหญ่ของ V2G ที่มุ่งเน้นการจัดการพลังงานในระดับชุมชนและเมือง
องค์ประกอบทางเทคโนโลยีที่จำเป็นสำหรับ E-Bike V2G
การจะเปลี่ยน E-Bike ให้กลายเป็นแหล่งพลังงานสำรองที่สามารถจ่ายไฟกลับได้นั้น จำเป็นต้องมีองค์ประกอบทางเทคโนโลยีที่ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ โดยอ้างอิงจากโครงสร้าง V2G ของรถยนต์ไฟฟ้าในปัจจุบัน
แบตเตอรี่และอุปกรณ์ชาร์จสองทิศทาง
- แบตเตอรี่ E-Bike ที่รองรับการจ่ายไฟออก: แบตเตอรี่ต้องถูกออกแบบมาให้สามารถจ่ายพลังงานออกได้อย่างปลอดภัยและควบคุมได้ผ่านระบบจัดการแบตเตอรี่ (Battery Management System – BMS) นอกจากนี้ยังต้องทนทานต่อรอบการชาร์จและคายประจุที่ถี่กว่าการใช้งานปกติ ซึ่งคล้ายกับคุณสมบัติของแบตเตอรี่ EV ในระบบ V2G
- อุปกรณ์ชาร์จสองทิศทาง (Bi-directional Charger/Inverter): อุปกรณ์นี้คือหัวใจสำคัญที่ทำให้การไหลของไฟฟ้าเกิดขึ้นได้สองทิศทาง สำหรับ E-Bike อาจมาในรูปแบบที่แตกต่างกันไป เช่น:
- Docking Station: สถานีจอดและชาร์จสำหรับกลุ่ม E-Bike (Fleet) ที่รองรับการจ่ายไฟกลับเข้าระบบส่วนกลางของอาคารหรือชุมชน
- Portable Inverter: อินเวอร์เตอร์แบบพกพาที่ผู้ใช้สามารถนำแบตเตอรี่ E-Bike มาเสียบต่อเพื่อแปลงไฟไปใช้กับเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านได้โดยตรง
ระบบสื่อสารและโครงสร้างตลาด
- การสื่อสารกับระบบจัดการพลังงาน (EMS): เช่นเดียวกับ V2G ในรถยนต์ ระบบของ E-Bike จำเป็นต้องสามารถสื่อสารกับระบบจัดการพลังงานในบ้าน (Home Energy Management System – HEMS) หรือแพลตฟอร์มของผู้ให้บริการพลังงาน เพื่อให้ทราบว่าเวลาใดควรชาร์จไฟ และเวลาใดควรจ่ายไฟกลับเพื่อประโยชน์สูงสุด ทั้งในแง่การลดค่าไฟและการสร้างเสถียรภาพให้ระบบ
- โครงสร้างตลาดไฟฟ้าและกฎระเบียบ: การจะพัฒนาไปถึงขั้น “ขายไฟ” กลับคืนสู่โครงข่ายไฟฟ้า จำเป็นต้องมีกฎระเบียบและโครงสร้างราคาจากภาครัฐที่มารองรับ อย่างไรก็ตาม ในระยะเริ่มต้น คาดว่า E-Bike V2G จะเน้นไปที่การใช้งานเป็นไฟสำรองภายในบ้านหรือธุรกิจของตนเองก่อน ซึ่งเป็นรูปแบบที่ทำได้ง่ายและไม่ต้องพึ่งพากฎระเบียบที่ซับซ้อน
โมเดลการใช้งาน E-Bike V2G ที่เป็นไปได้ในอนาคต
จากแนวคิด V2G ที่ใช้กับรถยนต์ไฟฟ้า สามารถนำมาปรับใช้เป็นโมเดลการใช้งานสำหรับ E-Bike ได้หลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่ระดับครัวเรือนไปจนถึงระดับชุมชน
ไฟสำรองสำหรับบ้านและธุรกิจขนาดเล็ก (V2H)
นี่คือโมเดลที่ใกล้ตัวและเป็นไปได้มากที่สุด โดย E-Bike จะทำหน้าที่เป็น “Power Bank” ขนาดใหญ่สำหรับบ้าน แนวทางการใช้งานคือ:
- การชาร์จ: ชาร์จแบตเตอรี่ E-Bike ในช่วงเวลากลางคืนที่ค่าไฟถูก หรือชาร์จจากแผงโซลาร์เซลล์ในตอนกลางวัน
- การใช้งาน: เมื่อเกิดเหตุการณ์ไฟดับ หรือในช่วงเวลาที่ค่าไฟแพง (ช่วงพีค) สามารถนำแบตเตอรี่ E-Bike ที่ชาร์จเต็มแล้วมาต่อกับอินเวอร์เตอร์เพื่อจ่ายไฟให้กับเครื่องใช้ไฟฟ้าที่จำเป็น เช่น ไฟส่องสว่าง, พัดลม, เราเตอร์ Wi-Fi, โทรทัศน์, หรืออุปกรณ์สื่อสารต่างๆ ช่วยให้ยังคงดำเนินชีวิตหรือทำงานต่อไปได้
การประยุกต์ใช้ในระดับชุมชนและกลุ่มธุรกิจ
ในระดับที่ใหญ่ขึ้น กลุ่มของ E-Bike สามารถรวมพลังกันเพื่อสร้างเป็น Micro-grid หรือระบบไฟฟ้าขนาดย่อยสำหรับพื้นที่เฉพาะได้ ตัวอย่างเช่น:
- ธุรกิจให้เช่า E-Bike ในแหล่งท่องเที่ยว: ในตอนกลางวัน E-Bike ถูกใช้เป็นพาหนะสำหรับนักท่องเที่ยว เมื่อถึงตอนกลางคืน E-Bike ทั้งหมดจะถูกนำกลับมาจอดที่ Docking Station ซึ่งทำหน้าที่เป็นสถานีชาร์จแบบสองทิศทาง พลังงานที่เหลือในแบตเตอรี่ของ E-Bike ทุกคันจะถูกรวบรวมและจ่ายไฟให้กับพื้นที่ส่วนกลางของรีสอร์ทหรือชุมชน เช่น ไฟทางเดิน, ระบบ Wi-Fi, หรือปั๊มน้ำ
การเสริมความมั่นคงทางพลังงานในภาวะฉุกเฉิน
ในสถานการณ์วิกฤต เช่น ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ทำให้ระบบไฟฟ้าหลักล่ม E-Bike สามารถกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการกู้ภัยและบรรเทาทุกข์ เนื่องจากความคล่องตัวและแบตเตอรี่ที่พกพาได้ ทำให้สามารถเป็น “แบตเตอรี่เคลื่อนที่” ที่นำพลังงานจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งได้ เหมาะสำหรับทีมกู้ภัย, หน่วยแพทย์สนาม, หรือร้านค้าขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกล เพื่อใช้กับอุปกรณ์สื่อสารหรืออุปกรณ์การแพทย์ที่จำเป็น
ทิศทางและความท้าทายของ E-Bike V2G
แม้ว่าแนวคิด E-Bike ในฐานะแหล่งพลังงานสำรองจะมีศักยภาพสูง แต่ก็ยังมีความท้าทายและโอกาสที่ต้องพิจารณาควบคู่กันไป เพื่อให้เทคโนโลยีนี้สามารถเกิดขึ้นได้จริงในวงกว้าง
| ปัจจัย | โอกาสและศักยภาพ | ความท้าทายและข้อจำกัด |
|---|---|---|
| มาตรฐานและอุปกรณ์ | ผู้ผลิตสามารถสร้างระบบนิเวศของตนเอง โดยขาย E-Bike ควบคู่กับ Power Station/Inverter เป็นชุด หรือสร้างบริการสมัครสมาชิกเพื่อใช้งานฟังก์ชัน V2H | ยังไม่มีมาตรฐานกลางสำหรับ E-Bike V2G เหมือนกับ CHAdeMO หรือ CCS ของรถยนต์ไฟฟ้า ทำให้การทำงานร่วมกันระหว่างอุปกรณ์ต่างยี่ห้อยังเป็นไปได้ยาก |
| ความจุแบตเตอรี่ | แม้ความจุไม่สูงเท่ารถยนต์ แต่ก็เพียงพอสำหรับจ่ายไฟให้กับอุปกรณ์ที่จำเป็นในภาวะฉุกเฉิน เช่น ไฟส่องสว่าง, อุปกรณ์สื่อสาร, และอุปกรณ์การแพทย์ขนาดเล็ก | ไม่สามารถจ่ายไฟให้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่กินไฟสูงหรือใช้งานต่อเนื่องเป็นเวลานานได้เหมือนแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า |
| อายุการใช้งานแบตเตอรี่ | การพัฒนาเทคโนโลยี BMS และซอฟต์แวร์จัดการพลังงานที่ชาญฉลาด สามารถช่วยบริหารจัดการการชาร์จ-คายประจุ เพื่อลดผลกระทบต่ออายุแบตเตอรี่ให้เหลือน้อยที่สุด | การใช้งานในโหมด V2G ทำให้แบตเตอรี่มีรอบการทำงาน (Cycle) มากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้อายุการใช้งานของแบตเตอรี่สั้นลงหากไม่มีการจัดการที่ดี |
| โมเดลธุรกิจ | เปิดโอกาสให้ผู้ให้บริการพลังงานสร้างแพลตฟอร์มรวบรวมพลังงานจากแบตเตอรี่ขนาดเล็ก (E-Bike, Power Bank) เพื่อสร้างโรงไฟฟ้าเสมือน (Virtual Power Plant) | โมเดลธุรกิจยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น และต้องอาศัยการยอมรับจากผู้บริโภค รวมถึงความชัดเจนด้านกฎระเบียบและโครงสร้างราคาพลังงาน |
ภาพรวมและศักยภาพของ V2G ในประเทศไทย
สำหรับประเทศไทย แม้ว่าข้อมูลและการผลักดันเทคโนโลยี V2G อย่างเป็นทางการจะยังคงมุ่งเน้นไปที่รถยนต์ไฟฟ้าเป็นหลัก แต่ก็มีสัญญาณบวกที่ชี้ให้เห็นถึงศักยภาพในการต่อยอดมาสู่ E-Bike ในอนาคต หน่วยงานด้านพลังงานของไทยได้เริ่มสื่อสารแนวคิดที่ว่ายานพาหนะไฟฟ้าสามารถทำหน้าที่เป็น “แบตเตอรี่เคลื่อนที่” และเป็นแหล่งพลังงานสำรองให้กับบ้านเรือนและชุมชนได้ ซึ่งเป็นการวางรากฐานทางความคิดให้กับสาธารณชน
ปัจจุบัน มีโครงการนำร่องและทดสอบ V2G ในประเทศไทยโดยใช้รถยนต์ไฟฟ้า Nissan Leaf ร่วมกับสถานีชาร์จที่รองรับมาตรฐาน CHAdeMO ประสบการณ์และความรู้ที่ได้จากโครงการเหล่านี้สามารถนำมาปรับใช้และพัฒนาต่อยอดไปยังยานพาหนะไฟฟ้าประเภทอื่นได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง E-Motorcycle ที่ภาครัฐกำลังให้การส่งเสริมอย่างจริงจัง ประกอบกับแนวโน้มการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปที่เพิ่มขึ้นในภาคครัวเรือน ทำให้ภาพของ E-Bike ที่ชาร์จไฟจากพลังงานแสงอาทิตย์ในตอนกลางวันและจ่ายไฟสำรองในตอนกลางคืนมีความเป็นไปได้และใกล้ตัวมากขึ้นเรื่อยๆ
บทสรุป: E-Bike ในฐานะพลังงานสำรองแห่งอนาคต
เทรนด์ V2G กำลังขยายขอบเขตจากรถยนต์ไฟฟ้ามาสู่ยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็กอย่าง E-Bike ซึ่งมีศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและระบบพลังงานในระดับครัวเรือนและชุมชน ด้วยจำนวนผู้ใช้ที่มหาศาลและความสะดวกในการพกพาแบตเตอรี่ E-Bike จึงไม่ใช่เป็นเพียงยานพาหนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังสามารถกลายเป็นแหล่งพลังงานสำรองเคลื่อนที่ที่สำคัญ ช่วยเพิ่มความมั่นคงทางพลังงานในชีวิตประจำวันและในยามฉุกเฉิน แม้จะยังมีความท้าทายด้านมาตรฐานและเทคโนโลยี แต่ทิศทางการพัฒนาก็ชัดเจนว่า E-Bike กำลังจะมีบทบาทที่สำคัญมากกว่าแค่การเดินทางในอนาคตอันใกล้นี้
สำหรับผู้ที่สนใจในเทคโนโลยียานพาหนะไฟฟ้าและมองหา E-Bike หรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ GIANT Shopping Mall คือศูนย์รวมจักรยานไฟฟ้าทุกประเภท ที่พร้อมให้คำปรึกษาและนำเสนอผลิตภัณฑ์คุณภาพที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองทุกความต้องการ
ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่:
ที่ตั้งร้าน: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น ขอนแก่น 40000
เวลาทำการ: วันจันทร์ – เสาร์ (9.00 – 18.00 น.)
โทรศัพท์: 061-962-2878
ช่องทางออนไลน์: FACEBOOK PAGE, LINE, หรือ ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม ผ่านทางเว็บไซต์

